07/08/2021
ลุกขึ้นสู้ (5)
วันนี้จะเผยสูตรโฮมีโอพาธีย์รักษาโควิดทุก stage แต่จะบอกว่า ทาน ศีล ภาวนา คือธรรมโอสถต้านโควิดที่ขาดไม่ได้
เราทราบกันว่าในสมัยพุทธกาลเมื่อเมืองเวสาลีเกิดภัยพิบัติสาม คือทุพภิกภัย โรคันตภัย และอมนุษย์ภัย พระพุทธเจ้าทรงเสด็จไปดับภัยนั้น และเป็นที่มาของบทสวดรัตนะสุตตัง แต่เรื่องราวไม่ใช่ง่ายๆ ใช่เพียงว่าสวดมนต์ ประพรมน้ำมนต์แล้วโรคระบาดจะหาย เรื่องจริงคือพระพุทธเจ้าเสด็จไปนำกษัตริย์ลิจฉวีทั้ง 7,100 องค์ รวมทั้งข้าราชบริพาร พ่อค้าวาณิช ชาวเมืองนับแสนคน (เวสาลีเป็นเมืองใหญ่แต่พุทธกาล) ให้ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม พร้อมๆกันเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน จนกระทั่งเสียงบรรลือ "พุทธัง สรณัง คัจฉามิ..ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ..สังฆัง สรณัง คัจฉามิ.." แซ่ซ้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งแผ่นดิน แผ่นฟ้า และผืนน้ำ ทั่วทั้งแว่นแคว้นของเวสาลี
ผลแห่งกุศลธรรมที่คนทำพร้อมๆกันเป็นแสนๆคน และด้วยการนำพาของพระพุทธเจ้าด้วย สามพิบัติภัยจึงอันตรธานสิ้น
ที่เล่ามานี้จะชี้ให้เห็นถึงพลังจิตตานุภาพ ซึ่งเป็นพลังบวก เมื่อทำพร้อมๆกันจะเกิดการสั่นพ้อง (resonance) เกิดการกึกก้องกำจาย ไปสยบพลังลบได้อย่างสิ้นเชิง
ดังที่บอกแล้วว่า โควิดคือผลพวงของโมหะจิต ที่สั่งสมกันจนระเบิดออกมาเป็นโรคระบาด ตัวมันมีแสงน้อยนิด แต่เมื่อเข้าคน มันจะดูดพลังชีวิตของเราไปเพิ่มพลังของมัน เราจึงต้องข่มมันด้วยพลังบวก คือพลังแห่งธรรม
แต่ในเงื่อนไขอย่างประเทศไทยขณะนี้ แม้จะเป็นเมืองพุทธ แต่การจะหันมาใช้จุดแข็งของเมืองพุทธอย่างเรา ยังไม่มีวี่แววเลย
นี่เป็นการอธิบายเชิงสามัญธรรม
แต่ในเชิงปรมัตถธรรม โควิดก็คือความ "ปกติ" ที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ที่มีกฎเกณฑ์แน่นอนของเขา (ธรรมนิยาม) สรรพสิ่งเกิดขึ้นด้วยอาศัยปัจจัยพึ่งพาเกาะเกี่ยวกัน สิ่งนี้มีอยู่เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้ก็ไม่มี สิ่งนี้ดับสิ่งนี้จึงดับ ก็เมื่อความเป็นไปของโลกดำเนินมาด้วยกิเลสเพราะจิตเพี้ยนที่สะสมกันมาอย่างที่เราเห็นๆ ย่อมเกิดโรคระบาดใหญ่มาทวงคืนความสมดุลที่เสียไป จะเกิดการกวาดล้างครั้งใหญ่เพื่อสร้างสมดุลใหม่ ถ้าเรารู้และยอมรับความ "ปกติ" นี้ เราก็จะอยู่กับเขาได้ ในสมดุลที่ปรับไป
ในเมื่อบ้านเมืองเรายังไม่ใช้พลังแห่งธรรมขนาดใหญ่มาช่วยในเรื่องนี้ ก็เห็นจะต้องใช้ ความเข้าใจใน "ปกติ" ของธรรมะ ที่เราแต่ละคนจะต้องเข้าใจ
ทีนี้มาอธิบายทางวิทยาศาสตร์
ว่าด้วยระบบร่างกายจิตใจกับภูมิต้านทาน
ภูมิต้านทานเป็นกลุ่มเซลล์เม็ดเลือดขาวที่สร้างจากไขกระดูก สร้างออกมาแล้วยังไม่เก่ง เปรียบเหมือนทหารเกณฑ์ ต้องไปฝึกก่อน ที่ต่อมไทมัสกับต่อมน้ำเหลือง
ทีนี้ร่างกายมีระบบควบคุมให้ผลิตเม็ดเลือดขาวมากหรือน้อย ด้วยปัจจัยภายนอกและภายใน กระตุ้นและยับยั้ง
ปัจจัยภายนอกคือ พอมีเชื้อโรคเข้าร่างกายๆก็ผลิตเพิ่ม ปัจจัยที่สองคือ ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตที่ควบคุมโดยต่อมใต้สมองที่จิตใจเราคุมอีกทอดหนึ่ง (HPA axis)
ที่ต่อมหมวกไต มีฮอร์โมนสองชนิดที่ตอบสนองกับความเครียด
สารอะดรีมาลินจะหลั่งเมื่อเราเครียด ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันขึ้นสูง กล้ามเนื้อเกร็งเพื่อเตรียมการต่อสู้ สังเกตได้เวลาเราตื่นเต้น
ขณะเดียวกันจะมีฮอร์โมนคอร์ติโซล จากต่อมหมวกไต ทำหน้าที่กดการทำงานของภูมิต้านทาน
ดังจะเห็นได้ว่า เวลาเด็กใกล้สอบจะป่วยง่าย เพราะภูมิฯตก
ตรงนี้เองที่ต้องทำความเข้าใจ เมื่อป่วยด้วยโควิด คือ
-อย่าตื่นเต้น ตกใจ หวั่นกลัว วิตกกังวล เพราะทันทีนั้นคอร์ติโซลจะออกมายับยั้งการทำงานงานของภูมิฯทันที ผมจึงเตือนผู้ป่วยตั้งแต่วันแรก
-หยุดหาความเครียดใส่ตัว การนอนดึกนั่นเรื่องหนึ่ง การเล่น social media มีงานวิจัยเลยว่าเพิ่มความเครียดให้คนเล่น โดยเฉพาะเวลานี้ เปิดเข้าไปจะเจอแต่ข่าวไม่ดี การแพร่กระจายของเชื้อ การป่วยการตาย อีกพวกเป็น fake news ซึ่งมีกลุ่มคนจงใจปลุกปั่นให้สะเทือนขวัญ หรือไม่ร่วมมือกับทางการ ซึ่งบ้านเมืองยิ่งปั่นป่วน ขวัญผู้คนก็ยิ่งตก ภูมิฯรวมหมู่ก็ยิ่งตก
ยิ่งถ้าเราเข้า social แล้วไปแชร์เรื่องด้านลบ ไปบ่น หรือก่นด่า จิตใจเราตอนที่ทำก็ไม่ดีแล้ว สังคมก็ยิ่งมีคลื่นที่ไม่ดีเพิ่มเข้าไป ย้อนกลับที่ตัวเราเองด้วย
แต่ทั้งนี้ เราอาจเข้าเพื่อรู้ข่าวสารก็พอแล้ว
-ทำจิตให้สงบ จิตสงบมีผลมากมาย เพราะความเครียดลดลง การกดภูมิฯก็น้อยลง เราก็สู้โรคได้ดีขึ้นและมีสิทธิ์ชนะ จิตที่ดีสารเอนดอร์ฟิน สารออกซิโตซินจะหลั่ง ยิ่งส่งเสริมภูมิต้านทาน
สถานการณ์ขณะนี้เราจะเห็นข้อดีว่า มีคนจำนวนมากช่วยกันแจกข้าวของ อาหาร สิ่งจำเป็น แก่กันและกันมากมาย นั่นคือ ทาน บาทก้าวแรกของการเป็นคนดี
จากทานแล้ว เราควรมีศีล มีความสังวรณ์ในศีลห้า เป็นบาทก้าวที่สอง
บาทก้าวที่สามคือภาวนา ซึ่งหมายถึงการเจริญสติ ทำสมาธิภาวนา ก็จะมีผลเป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน
ตัวเราเองเกิดภูมิต้านทาน สังคมได้รับพลังบวกเข้าไปเสริมเติม ขจัดความมืดบอดทั้งปวง
พอดีมีข้อมูลการวิจัยเล็กๆชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจขอนำมาเผยแพร่ส่งท้าย
แต่จะบอกว่า คนที่ไม่เคยปฏิบัติสมาธิภาวนามาก่อน เมื่อมาป่วยจะมาหัดทำก็ยาก (แม้ว่าใน 14 วันนั้น วันที่วิกฤตมีอยู่ 7-8 วันแรก ถ้าผ่านก็สบายแล้ว การจะใช้เวลานั้นฝึกปฏิบัติย่อมเป็นไปได้)
แต่เอาเป็นว่าใช้การสวดมนต์ไปก่อนในตอนที่ป่วย มีอาการต่างๆ จงคุมสติไว้แล้วสวดมนต์ บทสวดที่จะแนะนำในที่นี้คือบทสวดแผ่เมตตาหลวง โดยพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ครับ
https://th.m.wikisource.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87_%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B9%82%E0%B8%95
××××××××××××××
รู้ไหมว่าระหว่างสวดมนต์กับนั่งสมาธิ ได้ผลดีต่างกันอย่างไร
*ผลการวิจัยออกมาแล้วโดย K. Kijsarun Chanpo
ได้ทำการทดลองกับนิสิตจุฬา ฯ จำนวน 60 คนโดยให้สวดมนต์ 30 คน และทำสมาธิ 30 คน ชาย-หญิงอย่างละ 15 คน และทำการวัดคลื่นสมองทีละคนในขณะสวดมนต์ 30 นาที และผู้ทำสมาธิ 30 นาที
บันทึกการทำงานของสมองตลอดระยะเวลา 30 นาที ผลปรากฎ ว่าทั้ง 30 คนในการสวดมนต์ทีละคน ได้ผลเหมือนกัน คือนาทีที่ 0-5 นาทีแรกจิตยังซัดส่าย พอนาทีที่ 5-10,10-15,15-20,20-25,25-30 คลื่นสมองจะบอกถึงการดิ่งของจิตที่สงบจนจบต่อเนื่องถึงหลังการทดลองอีกระยะหนึ่ง. สุดยอดไหม
ส่วนการทำสมาธิจะได้ผลดีที่สุดอยู่ที่ นาทีที่ 0-5 พอเข้านาทีที่ 5-10,10-15,15-20... จบจนการทดลองจิตจะซัดส่าย คลื่นสมองจะไม่นิ่ง อันเนื่องจากมีนิวรณ์ 5 เข้ามาเป็นเครื่องกั้นการทำงานของจิตต่อการทำสมาธิ ดังนั้นจิตที่ยังมีนิวรณ์ 5 อยู่เช่นนี้ย่อมจะไม่สามารถเป็นสมาธิได้ ต้องฝึกเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอจะสามารถกำจัดนิวรณ์ได้.
ซึ่งการทดลองนี้สอดคล้องกับมาตรฐานสัญญาณคลื่นสมองอัลฟ่าผ่อนคลายเมื่อหลับตาลงซึ่ง เป็นช่วงที่ดีที่สุดในระยะแรก
ฉะนั้นทำให้เรารู้ว่าการสวดมนต์ก่อนทำสมาธิจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจิตเราจะจดจ่อกับ บทสวดมนต์อยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงของคลื่นสมองอัลฟ่าเกิดขึ้นและคงอยู่ได้อย่างต่อเนื่องจนหลังการ ทดลองอีก 5 นาที. ซึ่งจะเป็นช่วงที่เข้าสู่ การทำสมาธิ ได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อฝึกบ่อย ๆ นิวรณ์5 ก็จะหมดไป*
ร่วมกันอนุโมทนาบุญกับผลงานวิจัยครั้งนี้ ซึ่งสามารถแนะนำคนที่ยังไม่เคยทำ ได้ทดลองปฏิบัติดู ขออนุโมทนา ครับ
ส่งต่อ 5 คน ท่าน ได้บุญต่อชีวิต ครับ
××××××××××××
โฮมีโอพาธีย์วิถีชาวบ้าน (5)
แนวปฏิบัติเมื่อพบผป. 1 คนติดเชื้อ
1.แยกผู้เกี่ยวข้องเป็นระดับ
-tier 1 ผู้สัมผัสใกล้ชิดผป. เช่นคนในครอบครัว คนในททง.ห้องเดียวกัน คนเคยกินอาหารวงเดียวกัน
-tier 2 คนสัมผัสใกล้ชิดคน tier 1
ยา Ho สำหรับคน tier 1
-Bry 200c ทุก 2 ชม. x 4 ครั้ง
-ครบ 7 วัน ลดเป็นวันละ 1 ครี้ง
-จากนั้นกินเชิงป้องกัน
ยา Ho สำหรับคน tier 2
-Bry 200c วันละ 1 ครั้ง × 7 วัน
-จากนั้นกินเชิงป้องกัน
ใครมีอาการเปลี่ยนแปลงและตรวจ ATK +ve ก็คัดเป็นผู้ติดเชื้อ
ผู้ติดเชื้อ มีอาการแต่ยังไม่เด่นไปที่ยาตัวใดตัวหนึ่ง ให้เริ่มยาด้วย:
-Bry 200c ทุก 1 ชม.ไปเรื่อยๆ × 8 ครั้ง หรือจนเข้านอน ระหว่างนั้นสังเกตอาการต่างๆเพื่อเลือกคู่ยาตามอาการที่แสดงออก
การพิจารณาอาการว่าไปทางไหน เพื่อเลือกคู่ยา วันแรก 1-2 วันมักมีอาการ:
-ไข้ แสบคอ ท้องเสีย และอาการอื่นทางกระเพาะลำไส้ Bry 200c สลับ Ars 200c
-ไข้ แสบคอ ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย อยากนอน Bry 200c สลับ Gels 200c
-ไข้ คัดจมูก น้ำมูกไหล Bry 200c สลับ Ars 200c
หมายเหตุ อาการไม่ได้กลิ่น ไม่รู้รส ใช้จำแนกได้ยาก
การให้คู่ยา ให้สลับกันทุก 1 ชม.จำนวน 4 รอบ
ถ้าได้ยาตรง มักจะทุเลาในวันรุ่งขึ้น ก็ให้คู่ยานั้นต่อไปจนถึงวันที่ 5 ของการป่วย พอวันที่ 6 ต้องเปลี่ยนคู่ยา เพื่อต้านพายุซัยโตไคน์ (ซึ่งจะกล่าวต่อไป)
-ใน 1-2 วันแรกถ้ามีไข้สูง ปวดหัว อาจถึงอาเจียน ให้แทรกด้วย Belladonna 30c แก้อาการเหล่านี้ได้ดี พร้อมกับแช่เท้าด้วยมะนาว ฯลฯ
Bell 30c ให้ 1 ครั้งทุก 15 นาที × 4 ครั้ง มักได้ผลดี หลังจากนั้นอาจยังมีไข้กรุ่นๆ ก็อาจแทรก Bell 30c เข้าไปในคู่ยาหลักที่เลือก เช่น
Bry 200c -> Ars 200c ->
Bell 30c -> Bry 200c -> Ars 200c -> Bell 30c... ทุก 1 ชม. รวม 4 รอบ
วันรุ่งขึ้นถ้าไข้ไม่มาก ไม่ปวดหัวมาก ก็หยุด Bell 30c จากวงรอบของการกินคู่ยาหมุนเวียน