10/09/2024
Hammer ภัยร้ายที่ทำให้ข้อต่อของท่อน้ำในระบบ RO แตกร้าว และเกิดความเสียหายในวงกว้าง เกิดท่อแตกท่อรั่ว น้ำท่วมหน่วยไต หรือ น้ำฉีดพุ่งไปยังหน่วยใกล้เคียงหรืออุปกรณ์ต่างๆ เช่น โถงลิฟต์ เป็นต้น ถ้าพบเห็นได้ช้า
Water Hammer คือ การเปลี่ยนแปลงความเร็วของน้ำในท่ออย่างกะทันหัน เช่น ปิดประตูน้ำ (Gate Valve) อย่างกระทันหัน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงความเร็วในลักษณะดังกล่าว โมเมนตัมของของเหลว (โมเมนตัม = ปริมาณการเคลื่อนที่ของวัตถุ) จะถูกเปลี่ยนไปกลายเป็นแรงกระแทกบนประตูน้ำ (Gate Valve) และผนังของท่อ
แรงกระแทกที่เกิดขึ้นถ้าหากมากเกินกว่าความสามารถของท่อจะรับไว้ได้ก็อาจจะทำให้ท่อระเบิด หรือทำให้ระบบท่อและอุปกรณ์เสียหายอย่างรุนแรงได้ ระดับความเสียหายจาก water hammer ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของท่อ ความเร็วของการไหล อัตราการเปลี่ยนแปลงความเร็วการไหล ลักษณะการยึดท่อให้อยู่กับที่ และระบบป้องกัน Water hammer ที่ติดตั้งไว้
#กล่าวโดยสรุปแบบง่ายๆ แบบฉบับไตเทียม คือ แรงดันน้ำที่สูงมากจะวิ่งเข้ากระแทกเข้ากับวาล์วควบคุมน้ำในถังน้ำดิบของระบบ RO ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำในถังน้ำดิบเต็มถังแล้ว วาล์วควบคุมน้ำบนถังน้ำดิบของระบบ RO ก็จะถูกปิด น้ำดิบของอาคารที่วิ่งอยู่ตลอดเวลาจะวิ่งเข้ามากระแทกกับวาล์วน้ำที่ถูกปิดแล้ว ด้วยความเร็วและความแรงจึงเกิด case ที่เรียกว่า water hammer
#ผลที่เกิดขึ้น คือ การสั่นไหวของท่อและข้อต่อต่างๆ ซึ่งจะรุนแรงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแรงดันและความเร็วน้ำของน้ำดิบต้นทาง ( #ลองชมคลิปที่แนบจากแรงดันน้ำประปาบ้านประมาณ 1 bar) ในกรณีเช่นนี้ท่ออาจจะไม่เกิดการแตกรั่วในทันที แต่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เกิดการสั่นสะเทือนบ่อยครั้งและทำให้ข้อต่อต่างๆ เริ่มชำรุดแตกร้าว
#ข้อสงสัยที่ว่าถ้าใช้ท่อที่ทนแรงดันสูงกว่าแรงดันของน้ำดิบอาคารจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่ คำตอบ คือ ท่อหรือข้อต่อไม่ได้แตกจากแรงดันน้ำที่สูงแต่การแตกรั่วส่วนใหญ่เกิดจากการสั่นเคลื่อนไหวตลอดเวลาเป็นระยะเวลานานๆ จนเกิดความชำรุดหรือเสื่อมสภาพและแตกในที่สุด
#ข้อมูลในการออกแบบโดยทั่วไป ผู้ออกแบบมักจะดีไซน์แรงดันน้ำของอาคารในแต่ละชั้นอยู่ที่ประมาณ 3-4 bar หรือสูงสุดไม่เกิน 5.5 bar ดังนั้น แรงดันน้ำดิบที่เหมาะสมของหน่วยไตเทียมนิยมออกแบบประมาณ 3-4 bar เช่นกัน (อุปกรณ์ใช้งานโดยทั่วไป โดยส่วนใหญ่ต้องการแรงดันน้ำประมาณ 1-2 bar)
#การแก้ไข water Hammer
1. ออกแบบแรงดันน้ำในแต่ละชั้นของอาคารให้มีความเหมาะสม วิธีนี้เป็นการแก้ไขปัญหาต้นเหตุ
2. ถ้ามีแรงดันที่สูงเกินไปจะต้องใช้ PRV: Pressure reducing valve เพื่อลดแรงดันให้เหมาะสมในแต่ละชั้นของอาคาร การติดตั้ง PRV เพื่อลดแรงดันเฉพาะของหน่วยไตเทียม จะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะถ้าต้นทางมีแรงดันน้ำดิบที่สูงมาก ก็จะเกิดปัญหาท่อแตกร้าวหรือรั่วเหนือ PRV ที่ติดตั้งในหน่วยไตเทียมได้ หรือถ้าท่อหลังตัว PRV มีระยะท่อที่ไม่ยาวมากก็จะเกิดการสั่นเชื่อมต่อจากท่อเหนือตัว PRV ได้เช่นกัน
3. ยึด support ท่อให้มีความถี่มากขึ้น เพื่อลดอาการสั่นไหวเมื่อเกิด Water hammer
Cr. ขอบคุณท่านเจ้าของคลิปที่ทำให้เห็นภาพชัดเจนค่ะ