FTA Watch กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาค? กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน

04/03/2026

เมื่อเดือนก่อน สหภาพยุโรป หรืออียู ออกมติและประกาศที่จะใช้การบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร หรือ (Compulsory Licensing : CL) ในอียู ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่และพวกเขาเคลื่อนไหวกันมานาน

อย่างไรก็ตาม ที่มาของมตินี้ ต้องย้อนกลับไปช่วงโควิด – 19 ระบาดที่ทำให้ทุกประเทศทั่วโลกประสบปัญหาการเข้าไม่ถึงวัคซีนและยา รวมไปถึง 27 ประเทศในอียูด้วยเช่นเดียวกัน แม้ว่าสหภาพยุโรปอยู่ภายใต้ข้อตกลงว่าการค้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา หรือ TRIPs (Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights) )ขององค์การการค้าโลก เช่นเดียวกับ 160 กว่าประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลก ที่เป็นกฎเกณฑ์การค้าสากลที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา แต่หลายประเทศประสบปัญหาการเข้าไม่ถึงวัคซีนและยาในยามฉุกเฉินและวิกฤตของโลก เนื่องจากกฎระเบียบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นอุปสรรค จึงเป็นสาเหตุให้สหภาพยุโรปเสนอให้พิจารณาและผ่านมติการใช้มาตรการ CL “แบบรวมกลุ่ม” ขึ้น

ทรัพย์สินทางปัญญามีหลายประเภท แต่ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องในการจัดการกับภาวะโรคระบาด (เช่น น้ำยาและเครื่องมือตรวจวินิจฉัยโรค ยารักษา วัคซีนสำหรับการป้องกัน ชุด PPE สำหรับสวมป้องกัน หน้ากากอนามัย อุปกรณ์การแพทย์ ฯลฯ ) อย่างโควิด 19 ที่ผ่านมาและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ มีอยู่ 4 ประเภท คือ สิทธิบัตร ลิขสิทธิ ความลับทางการค้า และการออกแบบอุตสาหกรรม ยาเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ถูกจดสิทธิบัตรเพื่อการคุ้มครองการผูกขาดได้ตามกฎหมาย

กล่าวคือ ผู้คิดค้น ซึ่งก็คือบริษัทผู้ผลิตยา หรือบริษัทยาซื้อสิทธิครอบครองในสิ่งประดิษฐ์นั้นมา และนำสิ่งประดิษฐ์หรือยานั้นไปจดและได้สิทธิบัตร จะถือว่าเป็น“ผู้ทรงสิทธิบัตร” หรือเจ้าของสิทธิในยาตัวนั้น เมื่อจดสิทธิบัตรได้ บุคคลอื่นจะไม่สามารถผลิต ใช้ ขาย มีไว้ขาย เสนอขาย หรือนำเข้ายาตัวเดียวกันนั้นได้โดยเด็ดขาด ยกเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิฯ ยาชนิดนั้นจะถูกเรียกว่า “ยาต้นแบบ” ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองสิทธิบัตร เป็นเวลา 20 ปีนับจากวันที่ขอยื่นจดสิทธิบัตรในประเทศ ด้วยการผูกขาดโดยถูกกฎหมายเช่นนี้ จึงส่งผลให้ยาต้นแบบมักมีราคาแพง จำเป็นต้องรอจนอายุสิทธิบัตร 20 ปีหมดลงก่อน จึงจะสามารถผลิตหรือนำเข้ายาชนิดเดียวกันที่ผลิตโดยบริษัทยาอื่นได้

การระบาดของโควิด 19 ทั่วโลกเป็นกระจกสะท้อนปัญหาการผูกขาดและการเข้าไม่ถึงยาได้อย่างชัดเจน เพราะบริษัทผู้ผลิตยาหรือวัคซีนต้นแบบไม่มีกำลังการผลิตเพียงพอต่อความต้องการของคนทั้งโลก ประกอบกับมีสิทธิในการผูกขาดและการตั้งราคาขาย ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงยาตามมา เพราะถึงแม้ว่าในบางประเทศจะสามารถผลิตยาและวัคซีนชนิดเดียวกันได้เอง หรือต้องการนำเข้ายาและวัคซีนจากประเทศอื่นที่ผลิตและขายได้ในราคาไม่แพง แต่ก็ไม่อาจดำเนินการได้ ด้วยสิทธิในการผูกขาดด้วยสิทธิบัตรที่เป็นอุปสรรค
------------------------------
อ่านเพิ่มเติมได้ที่คอมเมนต์
------------------------------
#ข่าวสุขภาพ #ข่าวสาธารณสุข

มอง ‘อียู’ แล้วมองไทย ประกาศรวมกลุ่มทำ ‘CL’ ยา ทำได้จริง? หรือสุดท้าย ‘ก็ติดล็อก’https://www.thecoverage.info/news/conte...
04/03/2026

มอง ‘อียู’ แล้วมองไทย ประกาศรวมกลุ่มทำ ‘CL’ ยา ทำได้จริง? หรือสุดท้าย ‘ก็ติดล็อก’

https://www.thecoverage.info/news/content/10798

เมื่อเดือนก่อน สหภาพยุโรป หรืออียู ออกมติและประกาศที่จะใช้การบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร หรือ (Compulsory Licensing : CL) ในอียู ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่และพวกเขาเคลื่อนไหวกันมานาน

อย่างไรก็ตาม ที่มาของมตินี้ ต้องย้อนกลับไปช่วงโควิด – 19 ระบาดที่ทำให้ทุกประเทศทั่วโลกประสบปัญหาการเข้าไม่ถึงวัคซีนและยา รวมไปถึง 27 ประเทศในอียูด้วยเช่นเดียวกัน แม้ว่าสหภาพยุโรปอยู่ภายใต้ข้อตกลงว่าการค้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา หรือ TRIPs (Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights) )ขององค์การการค้าโลก เช่นเดียวกับ 160 กว่าประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลก ที่เป็นกฎเกณฑ์การค้าสากลที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา แต่หลายประเทศประสบปัญหาการเข้าไม่ถึงวัคซีนและยาในยามฉุกเฉินและวิกฤตของโลก เนื่องจากกฎระเบียบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นอุปสรรค จึงเป็นสาเหตุให้สหภาพยุโรปเสนอให้พิจารณาและผ่านมติการใช้มาตรการ CL “แบบรวมกลุ่ม” ขึ้น

ทรัพย์สินทางปัญญามีหลายประเภท แต่ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องในการจัดการกับภาวะโรคระบาด (เช่น น้ำยาและเครื่องมือตรวจวินิจฉัยโรค ยารักษา วัคซีนสำหรับการป้องกัน ชุด PPE สำหรับสวมป้องกัน หน้ากากอนามัย อุปกรณ์การแพทย์ ฯลฯ ) อย่างโควิด 19 ที่ผ่านมาและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ มีอยู่ 4 ประเภท คือ สิทธิบัตร ลิขสิทธิ ความลับทางการค้า และการออกแบบอุตสาหกรรม ยาเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ถูกจดสิทธิบัตรเพื่อการคุ้มครองการผูกขาดได้ตามกฎหมาย

กล่าวคือ ผู้คิดค้น ซึ่งก็คือบริษัทผู้ผลิตยา หรือบริษัทยาซื้อสิทธิครอบครองในสิ่งประดิษฐ์นั้นมา และนำสิ่งประดิษฐ์หรือยานั้นไปจดและได้สิทธิบัตร จะถือว่าเป็น“ผู้ทรงสิทธิบัตร” หรือเจ้าของสิทธิในยาตัวนั้น เมื่อจดสิทธิบัตรได้ บุคคลอื่นจะไม่สามารถผลิต ใช้ ขาย มีไว้ขาย เสนอขาย หรือนำเข้ายาตัวเดียวกันนั้นได้โดยเด็ดขาด ยกเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิฯ ยาชนิดนั้นจะถูกเรียกว่า “ยาต้นแบบ” ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองสิทธิบัตร เป็นเวลา 20 ปีนับจากวันที่ขอยื่นจดสิทธิบัตรในประเทศ ด้วยการผูกขาดโดยถูกกฎหมายเช่นนี้ จึงส่งผลให้ยาต้นแบบมักมีราคาแพง จำเป็นต้องรอจนอายุสิทธิบัตร 20 ปีหมดลงก่อน จึงจะสามารถผลิตหรือนำเข้ายาชนิดเดียวกันที่ผลิตโดยบริษัทยาอื่นได้

การระบาดของโควิด 19 ทั่วโลกเป็นกระจกสะท้อนปัญหาการผูกขาดและการเข้าไม่ถึงยาได้อย่างชัดเจน เพราะบริษัทผู้ผลิตยาหรือวัคซีนต้นแบบไม่มีกำลังการผลิตเพียงพอต่อความต้องการของคนทั้งโลก ประกอบกับมีสิทธิในการผูกขาดและการตั้งราคาขาย ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงยาตามมา เพราะถึงแม้ว่าในบางประเทศจะสามารถผลิตยาและวัคซีนชนิดเดียวกันได้เอง หรือต้องการนำเข้ายาและวัคซีนจากประเทศอื่นที่ผลิตและขายได้ในราคาไม่แพง แต่ก็ไม่อาจดำเนินการได้ ด้วยสิทธิในการผูกขาดด้วยสิทธิบัตรที่เป็นอุปสรรค
------------------------------
อ่านเพิ่มเติมได้ที่คอมเมนต์
------------------------------
#ข่าวสุขภาพ #ข่าวสาธารณสุข

ประชาสังคมไทยเรียกร้องการประเมินผลกระทบ FTA ไทย–อียู ต้องคุ้มครองสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตประชาชนFTA Watch ...
19/02/2026

ประชาสังคมไทยเรียกร้อง
การประเมินผลกระทบ FTA ไทย–อียู ต้องคุ้มครองสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตประชาชน

FTA Watch และเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมไทยได้เรียกร้องให้คณะผู้จัดทำการประเมินผลกระทบด้านความยั่งยืน (Trade Sustainability Impact Assessment – SIA) ของสหภาพยุโรป ปรับแก้การประเมินผลกระทบจากความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย–อียู) โดยเน้นย้ำว่าข้อผูกมัดทางการค้าต้องไม่บั่นทอนการสาธารณสุข อธิปไตยทางอาหาร วิถีชีวิตประชาชน การคุ้มครองผู้บริโภค และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 สมาชิกเครือข่ายได้ยื่นข้อคิดเห็นอย่างเป็นทางการผ่านเว็บไซต์รับฟังความคิดเห็นของ SIA เพื่อสะท้อนช่องว่างและข้อกังวลที่พบในร่างรายงานระยะเริ่มต้น (Draft Inception Report) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่กำหนดกรอบการวิเคราะห์ วิธีวิจัย และกระบวนการรับฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของการประเมิน

“ขั้นตอนระยะเริ่มต้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นตัวกำหนดว่าประเด็นใดจะถูกนำมาศึกษา และประเด็นใดจะถูกมองข้าม”

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธาน FTA Watch กล่าว “การประเมินด้านความยั่งยืนไม่ควรตีความสิทธิมนุษยชนอย่างคับแคบ แต่ต้องสะท้อนกรอบสิทธิมนุษยชนแบบองค์รวม ทั้งสิทธิในสุขภาพ สิทธิในอาหาร สิทธิในวิถีชีวิต และสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี”

การประเมินผลกระทบด้านความยั่งยืน (SIA) เป็นการศึกษาหลายระยะที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการยุโรป เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อมของความตกลงการค้า ร่างรายงานระยะเริ่มต้นมีบทบาทในการกำหนดกรอบการวิเคราะห์ วิธีการศึกษา และการออกแบบกระบวนการรับฟังความคิดเห็น แม้รายงานในระยะนี้จะยังไม่มีข้อค้นพบเชิงเนื้อหา แต่การตัดสินใจในขั้นตอนดังกล่าวจะมีผลสำคัญต่อทิศทางและขอบเขตของการประเมินในระยะถัดไป ซึ่งอาจส่งผลต่อการเจรจาและการกำหนดนโยบาย

ภาคประชาสังคมแสดงความกังวลว่า กรอบการวิเคราะห์ปัจจุบันให้น้ำหนักอย่างมากต่อการขยายตัวทางการค้าและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีการวิเคราะห์ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ผลกระทบเชิงกระจาย และความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในระยะยาวที่มากพอ องค์กรภาคประชาสังคมยังชี้ให้เห็นว่า ข้อเสนอหลายประการที่สหภาพยุโรปผลักดันในการเจรจา — โดยเฉพาะด้านทรัพย์สินทางปัญญา — มีมาตรฐานที่สูงกว่ากรอบความตกลง TRIPS ขององค์การการค้าโลก (WTO)

“ความตกลงการค้าไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจ” กรรณิการ์กล่าวเพิ่มเติม “แต่มีผลต่อพื้นที่เชิงนโยบาย โครงสร้างตลาด และมาตรการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ การประเมิน SIA จึงต้องวิเคราะห์อย่างรอบด้านว่าข้อผูกมัดทางการค้าอาจส่งผลต่อการเข้าถึงยา สิทธิของเกษตรกร การคุ้มครองผู้บริโภค และการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไรด้วย”

ภาคประชาสังคมไทยระบุประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการวิเคราะห์เชิงลึก ได้แก่

ทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยา
มาตรการ TRIPS-plus เช่น การคุ้มครองข้อมูลยา การผูกขาดตลาด และการขยายอายุสิทธิบัตร จะทำให้การแข่งขันของยาชื่อสามัญล่าช้า ราคายาแพง และส่งผลต่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

เกษตรกรรมและระบบเมล็ดพันธุ์
การนำใช้มาตรฐานคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ตามอนุสัญญา UPOV 1991 จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิทธิของเกษตรกร เพิ่มต้นทุนการผลิต และส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว

การเปิดตลาดและการลดภาษีศุลกากร
การลดภาษีอย่างรวดเร็วในสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพสาธารณะ และสร้างแรงกดดันต่อเกษตรกรรายย่อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

การค้าอิเล็กทรอนิกส์และอำนาจกำกับดูแล ข้อผูกมัดด้านดิจิทัลอาจจำกัดความสามารถของไทยในการกำกับดูแลการไหลเวียนข้อมูล การคุ้มครองผู้บริโภค และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบจากการค้าขยะอันตรายและที่มีปัญหา ช่องว่างด้านกฎระเบียบอาจเพิ่มความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และการค้าระหว่างประเทศที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

FTA Watch พร้อมที่จะมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในกระบวนการ SIA และเรียกร้องให้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นเปิดพื้นที่ให้กลุ่มนักกิจกรรมด้านสุขภาพ เกษตรกรรายย่อย องค์กรผู้บริโภค แรงงาน และเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย

“การประเมินด้านความยั่งยืนที่มีความน่าเชื่อถือ ต้องสะท้อนความเสี่ยงด้านสังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมในโลกความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงผลประโยชน์ทางการค้าที่คาดการณ์ไว้” กรรณิการ์กล่าว “หลักสิทธิมนุษยชนไม่ควรถูกนำมาใช้อย่างเชิงวาทกรรม ในขณะที่ผลกระทบจากมาตรการ TRIPS-plus และข้อผูกมัดทางการค้าอื่น ๆ ถูกลดทอนหรือมองข้าม”
....
รายงานร่างฉบับการประเมินผลกระทบด้านความยั่งยืนระหว่างสหภาพยุโรป–ประเทศไทย (SIA)
https://euthailandsia.org/wp-content/uploads/2026/01/EU-Thailand_SIA_draft_Inception_report.pdf

The Thai Network of People Living with HIV/AIDS (TNP+) has joined a global coalition of HIV advocates, community network...
16/02/2026

The Thai Network of People Living with HIV/AIDS (TNP+) has joined a global coalition of HIV advocates, community networks, and public-health organisations calling on Merck & Co. to adopt an early and comprehensive access strategy for its promising once-monthly oral PrEP candidate, MK-8527.
Read more details: https://thaiplus.net/contents/3941

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายนักเคลื่อนไหวด้านเอชไอวี องค์กรภาคประชาสังคม และองค์กรด้านสา...
16/02/2026

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายนักเคลื่อนไหวด้านเอชไอวี องค์กรภาคประชาสังคม และองค์กรด้านสาธารณสุขทั่วโลก ส่งข้อเรียกร้องไปยังบริษัท Merck & Co. (เมิร์กแอนด์โค) ผู้คิดค้นยา MK-8527 (เอ็มเค-8527) ที่ใช้เป็น #ยาเพร็พ 'แบบกินเดือนละครั้ง' ที่ตอนนี้กำลังอยู่ในการทดลองทางคลินิกขั้นสุดท้าย หากสำเร็จจะเป็นความก้าวหน้าอีกหนึ่งทางเลือกที่สร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีนอกเหนือไปจากการใช้ยาเพร็พแบบทานทุกวัน โดยเฉพาะการใช้ในประเทศรายได้น้อยและปานกลางที่ยังคงมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นจำนวนมาก

TNP+ English NEWS: "Affordable Access, Not Just Innovation: TNP+ Joins Global Call on Long-Acting Oral PrEP" https://thaiplus.net/contents/3941
เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายนักเคลื่อนไหวด้านเอชไอวี องค์กรภาคประชาสังคม และองค์กรด้านสาธารณสุขทั่วโลก ส่งข้อเรียกร้องไปยังบริษัท Merck & Co. (เมิร์กแอนด์โค) ผู้คิดค้นยา MK-8527 (เอ็มเค-8527) ที่ใช้เป็น #ยาเพร็พ 'แบบกินเดือนละครั้ง' ที่ตอนนี้กำลังอยู่ในการทดลองทางคลินิกขั้นสุดท้าย หากสำเร็จจะเป็นความก้าวหน้าอีกหนึ่งทางเลือกที่สร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีนอกเหนือไปจากการใช้ยาเพร็พแบบทานทุกวัน โดยเฉพาะการใช้ในประเทศรายได้น้อยและปานกลางที่ยังคงมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นจำนวนมาก

ข้อเรียกร้องสำคัญที่องค์กรภาคประชาสังคมจากหลายประเทศได้ร่วมกันส่งจดหมายเปิดผนึกไปยังผู้บริหารของบริษัทยาข้ามชาติ ดังนี้:

🔵ให้บริษัทกำหนดยุทธศาสตร์การเข้าถึงยาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
🔵ให้บริษัทเร่งรัดการขึ้นทะเบียนยาในระดับโลก ผ่านกลไกการกำกับดูแลเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยหลายช่องทาง
🔵กำหนดราคาที่ยุติธรรม โปร่งใส และเข้าถึงได้ตั้งแต่เริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด และต้องให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและงบประมาณของระบบสาธารณสุขในประเทศรายได้น้อยและปานกลาง
🔵ไม่ให้มีการใช้สิทธิโดยสมัครใจ (Voluntary Licensing) ที่กำหนดเงื่อนไขในการผูกขาด และจำกัดสิทธิของประเทศรายได้น้อยและปานกลาง
🔵ไม่ยื่นขอจดสิทธิบัตรแบบ Ever-greening และไม่มีมาตรการผูกขาดอื่น ๆ ที่อาจเป็นวิธีชะลอการแข่งขันของยาชื่อสามัญ
🔵ให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและการแบ่งปันข้อมูล เพื่อสนับสนุนการผลิตยาชื่อสามัญอย่างยั่งยืน
🔵ให้บูรณาการแผนการเข้าถึงยาในทุกขั้นตอนของการวิจัยและพัฒนา

'เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้จัดการโครงการด้านการเข้าถึงยา เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย' กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดว่า ข้อตกลงการให้ใช้สิทธิโดยสมัครใจที่มีข้อจำกัดและมีข้อผูกมัด การยื่นจดสิทธิบัตรคุ้มครองการผูกขาดเพิ่มเติม และกลยุทธ์การยืดอายุสิทธิผูกขาด (ever-greening) เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ยาต้นแบบมีราคาแพง อีกทั้งยังส่งผลให้ยาชื่อสามัญเข้ามาแข่งขันในตลาดได้ล่าช้า และจำกัดความสามารถของระบบสาธารณสุขในประเทศรายได้น้อยและปานกลางในการขยายบริการป้องกันและรักษาโรคที่อาจจะยังไม่ครอบคลุม

ขณะเดียวกัน ‘ความล่าช้า’ ในการขึ้นทะเบียนยาทั้งยาต้นแบบและยาชื่อสามัญในประเทศรายได้น้อยและปานกลาง ยังคงเป็นปัญหาที่น่ากังวล หากไม่มีหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านคุณภาพและความปลอดภัยให้การอนุมัติที่ทันท่วงที แม้ว่ายาจะมีราคาไม่แพงแต่ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ก็ไม่อาจจะยังไม่เข้าถึงอยู่ดี

เฉลิมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าจดหมายฉบับนี้จะครอบคลุมข้อเรียกร้องด้านการเข้าถึงยาหลายประการ แต่ยังมีอุปสรรคเชิงโครงสร้างบางประเด็นที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ใช่เพียงประเด็นทางเทคนิคแต่เป็นปัจจัยที่กำหนดโดยตรงว่า ‘นวัตกรรมด้านการป้องกันเอชไอวี’ จะสามารถสร้างผลลัพธ์ด้านสาธารณสุขได้จริงหรือไม่ ต้องดูไปถึงความสามารถในการเข้าถึงด้านราคา การขึ้นทะเบียนยาที่รวดเร็ว และการขจัดอุปสรรคจากระบบสิทธิบัตร ล้วนก็เป็นปัจจัยกำหนดว่ายานี้สามารถมีในระบบสาธารณสุขอย่างทั่วถึงได้จริงหรือไม่ด้วยเช่นกัน

'ยุพา สุขเรือง ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย' กล่าวว่า ยา MK-8527 เป็นยาเพร็พแบบกินที่จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แต่ละคนสามารถใช้ป้องกันเอชไอวีได้อย่างสอดคล้องกับเงื่อนไขการดำเนินชีวิต รวมไปด้านสาธารณสุข และสังคม

“เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ จึงขอแสดงจุดยืนร่วมกับเครือข่ายทั่วโลกในการผลักดันบรรทัดฐานใหม่ของนวัตกรรมยาที่เทคโนโลยีการป้องกันสามารถเข้าถึงทุกคนได้โดยไม่ล่าช้า ซึ่งเรายินดีทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาสังคมทั้งในและต่างประเทศ รวมไปภึงอุตสาหกรรมยาชื่อสามัญ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมการเข้าถึงยาป้องกันเอชไอวีให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน” ยุพา กล่าว

The Thai Network of People Living with HIV/AIDS (TNP+) has achieved a major victory for public health and access to affo...
12/02/2026

The Thai Network of People Living with HIV/AIDS (TNP+) has achieved a major victory for public health and access to affordable medicines, following a final decision issued on 29 December 2025 by the Thai Patent Board rejecting Patent Application No. 0801001634 related to sofosbuvir, a key medicine used in the treatment of hepatitis C. The decision highlights the critical role of civil society in using pre-grant patent opposition to challenge evergreening practices, correct flawed decisions, and promote access to lifesaving medicines.

More details https://thaiplus.net/contents/3924?fbclid=IwdGRjcAP6ZRBjbGNrA_pk62V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHkDHq3W4mt7ygSwRKq0XFOHw0vB71fWXJpe9sR55oY929VGl1c95KA1isAfL_aem_h3-NFEE_Sr74gDhJbKQJoA

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ‘คัดค้านสำเร็จ’ หลังคณะกรรมการสิทธิบัตรมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดในการ ‘ยกคำขอรับ...
12/02/2026

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ‘คัดค้านสำเร็จ’ หลังคณะกรรมการสิทธิบัตรมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดในการ ‘ยกคำขอรับสิทธิบัตร’ เลขที่ 0801001634 ที่เกี่ยวข้องกับยาโซฟอสบูเวียร์ (Sofosbuvir) ที่เป็นยาใช้รักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีไปเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนบทบาทสำคัญของภาคประชาสังคมที่ใช้กลไกการคัดค้านก่อนการให้สิทธิบัตร เพื่อตัดวงจรการผูกขาดสิทธิบัตรยาที่ไม่ชอบธรรม แก้ไขคำวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อน และส่งเสริมการเข้าถึงยาจำเป็นของประชาชน

อ่านเพิ่มเติม https://thaiplus.net/contents/3906?fbclid=IwdGRjcAP6ZFxjbGNrA_pkV2V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHkXZcRhwt9XGhApyRQAynZBssD85J2zJZENz1_p-ZBNIhWnKOUmASTpCsl9A_aem_tEA_Kr55RwN-T0LVaFYkiw

02/02/2026
น่าสนใจที่เวลา EU เจรจา FTA กับประเทศ พยายามมีเงื่อนไขขัดขวางการทำ CL ในภาวการณ์จำเป็นต่างๆ แต่ในกลุ่ใประเทศตัวเองกลับเต...
02/02/2026

น่าสนใจที่เวลา EU เจรจา FTA กับประเทศ พยายามมีเงื่อนไขขัดขวางการทำ CL ในภาวการณ์จำเป็นต่างๆ แต่ในกลุ่ใประเทศตัวเองกลับเตรียมพร้อมมาก

สหภาพยุโรป (EU) ขยับนโยบายสำคัญด้านการเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ในภาวะฉุกเฉิน หลังรัฐสภายุโรปเผยแพร่ระเบียบฉบับปรับปรุงว่าด้วย การออกใบอนุญาตบังคับ (Compulsory Licensing) เพื่อการจัดการวิกฤต โดยมุ่งเพิ่มการเข้าถึง “ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับวิกฤต” ในระดับภูมิภาคให้รวดเร็วและเพียงพอมากขึ้น

https://www.thecoverage.info/news/content/1056

สหภาพยุโรป (EU) ขยับนโยบายสำคัญด้านการเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ในภาวะฉุกเฉิน หลังรัฐสภายุโรปเผยแพร่ระเบียบฉบับปรับปรุงว่าด้วย การออกใบอนุญาตบังคับ (Compulsory Licensing) เพื่อการจัดการวิกฤต โดยมุ่งเพิ่มการเข้าถึง “ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับวิกฤต” ในระดับภูมิภาคให้รวดเร็วและเพียงพอมากขึ้น

ใบอนุญาตบังคับ คือ การอนุญาตโดยรัฐให้ใช้หรือผลิตสินค้าที่มีสิทธิบัตรได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของสิทธิ ซึ่งมักถูกมองเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขหรือมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ

จาก “รายประเทศ” สู่การประสานงาน “ระดับภูมิภาค”
บทความวิเคราะห์ระบุว่า ก่อนหน้านี้การออกใบอนุญาตบังคับในยุโรปเป็นการดำเนินการแบบรายประเทศเพื่อรองรับความต้องการเฉพาะชาติ แต่บทเรียนจากโควิด-19 ทำให้เห็นความจำเป็นของการประสานงานระดับภูมิภาคในสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสุขภาพที่กระทบกว้างกว่าเขตแดนประเทศ
------------------------------
อ่านเพิ่มเติมได้ที่คอมเมนต์
------------------------------
#ข่าวสุขภาพ #ข่าวสาธารณสุข

ประเด็นปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาในการเจรจาการค้าเสรี FTA ไทย–สหภาพยุโรป (อียู) ยังคงเป็นข้อห่วงกังวลของหลายฝ่าย โดยเฉพา...
28/01/2026

ประเด็นปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาในการเจรจาการค้าเสรี FTA ไทย–สหภาพยุโรป (อียู) ยังคงเป็นข้อห่วงกังวลของหลายฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องการขยายอายุสิทธิบัตรยาและการผูกขาดข้อมูลทางยาที่ถูกจับตามองอย่างหนัก รวมถึงเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีการตั้งข้อสังเกตว่าเงื่อนไขบางประการบนโต๊ะเจรจา FTA ไทย–อียู อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตยาชื่อสามัญที่เคยผลิตได้เองภายในประเทศ ซึ่งนับเป็น ‘ความมั่นคงทางยา’ ในระบบหลักประกันสุขภาพของคนไทย

https://www.facebook.com/share/1FukbLy9Ud/

ประเด็นปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาในการเจรจาการค้าเสรี FTA ไทย–สหภาพยุโรป (อียู) ยังคงเป็นข้อห่วงกังวลของหลายฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องการขยายอายุสิทธิบัตรยาและการผูกขาดข้อมูลทางยาที่ถูกจับตามองอย่างหนัก รวมถึงเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีการตั้งข้อสังเกตว่าเงื่อนไขบางประการบนโต๊ะเจรจา FTA ไทย–อียู อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตยาชื่อสามัญที่เคยผลิตได้เองภายในประเทศ ซึ่งนับเป็น ‘ความมั่นคงทางยา’ ในระบบหลักประกันสุขภาพของคนไทย
ท่ามกลางการเจรจาที่จะมีขึ้นเป็นรอบที่ 8 ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้ ประชาไทชวนฟังเสียงสะท้อนจาก 3 ฝ่ายที่จับตาการเจรจา FTA ไทย–อียู มาตลอด ทั้งองค์การเภสัชกรรม, คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) และภาคประชาสังคม ก่อนเดินไปสู่การลงนามข้อตกลง
คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงแค่ว่าประเทศไทยจะได้หรือเสียในทางการค้า แต่คือระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศและชีวิตประชาชนจะถูกวางไว้ตรงจุดใดในสมการนี้
อ่านต่อที่ลิงก์ในคอมเมนต์

18/01/2026

อีก 5 ปี ยาหมดสิทธิบัตรกว่า 1,500 ฉบับ อภ.กางแผนเชิงรุก ลุยพัฒนายาสิ้นสุดสิทธิบัตร หวังลดภาระนำเข้าแสนล้าน ปั้.....

15/01/2026

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2560 ในกรณีการทำหนังสือสัญญา (เช่น FTA) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าฉบับปี 2560 ลดทอนการตรวจสอบและส่วนร่วมลงดังนี้

1. รัฐบาลได้ "เช็คเปล่า" (ตัดกรอบการเจรจา)
โดยเดิมในรธน 2550 ก่อนเริ่มเจรจา ครม. ต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบก่อน แต่รธน. 2560: ตัดเรื่องกรอบการเจรจาทิ้งไป ทำให้รัฐบาลสามารถไปตกลงรายละเอียดได้เองโดยไม่ต้องผ่านสภาตั้งแต่ต้นน้ำ

2. ประชาชนถูกกันออก รธน. 2550 บังคับชัดเจนว่า ก่อนดำเนินการ ต้องให้ข้อมูลและจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่ในรธน. 2560 ไม่ระบุขั้นตอนก่อนเจรจาไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่บอกเพียงว่า "ให้มีกฎหมายกำหนดวิธีการ" ซึ่งเป็นการผลักภาระไปไว้ที่กฎหมายลูกแทน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายที่ว่าแต่ประการใด

3. สภาถูกบีบเวลาในการให้ความเห็นชอบ โดยตามรธน. 2550 รัฐสภาตรวจสอบเนื้อหาได้อย่างเต็มที่ตามขั้นตอนปกติ แต่รธน. 2560 กลับกำหนดเวลาบีบคั้น หากสภาทบทวนไม่เสร็จภายใน 60 วัน ให้ถือว่า "รัฐสภาให้ความเห็นชอบ" โดยอัตโนมัติ

4. ในกรณีที่มีข้อพิจารณาว่าความตกลงใดต้องเข้าสู่การพิจารณาหรือไม่ นั้น เดิม สมาชิกรัฐสภา (สส./สว.) เข้าชื่อกันส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบได้ว่าสัญญาใดต้องผ่านสภาหรือไม่ แต่ รธน. 2560 ตัดสิทธิสมาชิกรัฐสภา โดยให้เป็นอำนาจของ "คณะรัฐมนตรีเท่านั้น" ที่จะส่งเรื่องให้ศาลวินิจฉัย

5. หลักประกันการเยียวยาหากเกิดผลกระทบ รธน. 2550 ระบุเป็นหน้าที่ ครม. ต้อง แก้ไขเยียวยาประชาชนและ SMEs "อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม"
แต่ รธน. 2560 ใช้คำคลุมเครือว่าให้ได้รับ "การเยียวยาที่จำเป็น" ตามที่กฎหมาย (ลูก) จะบัญญัติไว้ในอนาคต

รธน. 2560 เพิ่มอำนาจให้แก่รัฐบาล ลดอำนาจสภา และโยนสิทธิที่ประชาชนเคยได้รับในการมีส่วนร่วมและการได้รับการเยียวยาในกรณีที่เกิดผลกระทบเอาไปไว้ในกฎหมายลูก ทำให้การทำ FTA ขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ยากกว่าเดิม

นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ #8กุมภากาเห็นชอบ แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เรียกร้องสิทธิของประชาชนและเกษตรกรรายย่อย และบทบาทของรัฐสภาในการตรวจสอบกลับคืนมา

ที่อยู่

ไทย
11000

เบอร์โทรศัพท์

029853838

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ FTA Watchผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram