FTA Watch กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาค? กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน

ข้อมูลจากหลายแหล่งชี้ว่าโลกกำลังดื่มน้อยลง ในขณะที่ มีสี่การเปลี่ยนแปลงของตลาดแอลกอฮอล์ที่กำลังมาถึงอาเซียน (The Four Sh...
21/03/2026

ข้อมูลจากหลายแหล่งชี้ว่าโลกกำลังดื่มน้อยลง ในขณะที่ มีสี่การเปลี่ยนแปลงของตลาดแอลกอฮอล์ที่กำลังมาถึงอาเซียน (The Four Shifts of the Global Alcohol Market in ASEAN)

สี่การเปลี่ยนแปลงของตลาด 4 P คือ
1️⃣ Premiumization ดื่มน้อยเลือกดื่ม
2️⃣ Prudence ดื่มอย่างระมัดระวัง
3️⃣ Pink Power พลังผู้บริโภคสตรี
4️⃣ Population Shift การขยับมาเอเชียอาเซียน

เมื่ออุตสาหกรรมเบียร์เริ่มมองอนาคตที่ “คนดื่มน้อยลง”

[อ้างอิง
https://www.prachachat.net/50-prachachat-business/news-1980580 #]

ท่าทีของ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ จากคำกล่าวของ ภูริต ภิรมย์ภักดี ซีอีโอ ของบริษัทมีดังนี้:

1.ยอมรับความเปลี่ยนแปลงของตลาด
บริษัทเห็นว่าพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ มีแนวโน้มที่จะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจต้องเตรียมพร้อมรับมือ

2.ให้ความสำคัญกับพื้นฐานธุรกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืน แทนที่จะมองเพียงผลกำไรระยะสั้น บริษัทเน้นการวาง รากฐานที่แน่น ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งขององค์กรระยะยาว

3.ปรับวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ตามเทรนด์โลก

สะท้อนว่าการบริหารของบุญรอดบริวเวอรี่ไม่ได้ยึดติดกับวิธีเดิม ๆ แต่พร้อมเรียนรู้และปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ ๆ ซึ่งหมายถึง การนำนวัตกรรม, ช่องทางการตลาดใหม่, และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคใหม่ เข้ามาใช้ต่อไป.

ในระดับโลก ช่วงหลายปีที่ผ่านมา สัญญาณหนึ่งที่น่าสนใจในโลกธุรกิจเครื่องดื่มคือ บริษัทแอลกอฮอล์ระดับโลกเริ่มลงทุนอย่างจริงจังใน เครื่องดื่ม low-alcohol และ no-alcohol

ตัวอย่างเช่น Heineken ที่ผลักดันผลิตภัณฑ์อย่าง Heineken 0.0 หรือการปรับพอร์ตของบริษัทระดับโลกอย่าง AB InBev ที่ประกาศเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำอย่างต่อเนื่อง

คำถามที่ตามมาคือ เหตุใดบริษัทเบียร์จึงลงทุนกับสินค้าที่ “มีแอลกอฮอล์น้อยลง”

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่กลยุทธ์การตลาดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ การคาดการณ์อนาคตของพฤติกรรมผู้บริโภค

ในหลายประเทศตะวันตก เช่น United States และ United Kingdom งานวิจัยจำนวนมากพบว่า คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Generation Z #ดื่มน้อยลง #เริ่มดื่มช้าลง
หรือ #บางส่วนเลือกไม่ดื่มเลย

แม้ว่าประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนจะยังไม่เข้าสู่ Post-Alcohol Society แบบโลกตะวันตก แต่สัญญาณของ Low-No Alcohol Society กำลังเริ่มปรากฏขึ้น

และที่สำคัญที่สุดคือ ภาคธุรกิจเองก็มองเห็นแนวโน้มนี้

ในมุมมองด้านสาธารณสุข บริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือเป็นส่วนหนึ่งของ Commercial Determinants of Health ดังนั้น ทิศทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมจึงสามารถใช้เป็น สัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Signals) สำหรับการกำหนดนโยบายลดปัจจัยเสี่ยงได้

หากมองในเชิงโครงสร้าง ตลาดแอลกอฮอล์โลกกำลังเคลื่อนผ่าน สี่การเปลี่ยนแปลงสำคัญ

1.Premiumization: From Volume to Value

ดื่มพรีเมียม เลือกดื่ม ไม่ดื่มปริมาณ

ดื่มน้อยลง แต่เลือกมากขึ้น

ตลาดกำลังเปลี่ยนจาก
การดื่มมาก → การเลือกดื่ม

ผู้บริโภคจำนวนมากหันมาให้ความสำคัญกับ
•คุณภาพ
•รสชาติ
•ประสบการณ์

จึงเกิดการเติบโตของ
•craft beer
•premium spirits
•boutique beverage

แนวโน้มนี้เห็นได้ชัดในเมืองใหญ่ เช่น
•Bangkok
•Singapore
•Ho Chi Minh City

ซึ่งวัฒนธรรม craft beer และ cocktail bar กำลังขยายตัว

2.Sober Curiosity: The Rise of Mindful Drinking คนรุ่นใหม่เริ่มตั้งหลักและคิดในการดื่ม

มีการตั้งคำถามกับการดื่มมากขึ้น กระแสที่เรียกว่า Sober Curiosity ทำให้หลายคน
• ลดการดื่ม
• เลือกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำ
• หรือหันไปดื่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์

ตลาด low / no alcohol beverage จึงกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

3.Pink Purchasing Power พลังผู้บริโภคสตรี

บทบาทของผู้หญิงในตลาดเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อุตสาหกรรมที่เคยพึ่งพาผู้บริโภคเพศชายเป็นหลัก กำลังเห็นการเติบโตของผู้บริโภคหญิง โดยเฉพาะในกลุ่ม
•cocktail
•wine
•light alcohol beverage

ผลิตภัณฑ์ใหม่จำนวนมากจึงถูกพัฒนาเพื่อตอบสนอง Pink Purchasing Power

4.Emerging Asia เอเชีย : Population Shift สมรภูมิใหม่ของตลาดแอลกอฮอล์

แม้ว่าการบริโภคในโลกตะวันตกจะเริ่มชะลอตัว แต่ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะ อาเซียน ยังเป็น ตลาดเติบโตของโลก

ประเทศที่ถูกจับตามอง ได้แก่
•Vietnam
•Philippines
•India

อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้กำลังเกิดขึ้นพร้อมกับ ความตระหนักด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น

ซึ่งอาจทำให้รูปแบบการบริโภคในอนาคตแตกต่างจากอดีต

โดยสรุป มี 4 P
1️⃣ Premiumization พลังบวก
2️⃣ Prudence (ดื่มอย่างระมัดระวัง) พลังบวก
3️⃣ Pink Power พลังลบ
4️⃣ Population Shift พลังลบ

สองประการแรก เป็น Strategic Push เป็นพลังบวกในการสร้างสังคมสุขภาพ สองประการหลัง เป็น Steategic Pool ที่หน่วงรั้งการเปลี่ยนแปลง ต้องสร้างกลยุทธที่จะรับมือควาทเปลี่ยนแปลง

: บทเรียนสำหรับประเทศไทย

คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงว่า คนไทยจะดื่มมากขึ้นหรือน้อยลง แต่ประเทศไทยจะเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร

หากแนวโน้มของโลกกำลังเคลื่อนสู่ Low-No Alcohol Society การกำหนดยุทธศาสตร์สาธารณสุขควรพิจารณาอย่างน้อยสามประเด็น

#ประการแรก
ใช้แนวโน้มของตลาดเป็น “หน้าต่างโอกาส” ในการส่งเสริมวัฒนธรรมการดื่มอย่างรับผิดชอบ และลดการบริโภคที่เป็นอันตราย

#ประการที่สอง
สนับสนุนทางเลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์หรือแอลกอฮอล์ต่ำ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ

#ประการที่สาม
ติดตามบทบาทของภาคธุรกิจในฐานะ Commercial Determinants of Health เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ขัดแย้งกับเป้าหมายด้านสุขภาพของประชาชน

ในท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงของตลาดแอลกอฮอล์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของธุรกิจเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ กำลังสะท้อน การเปลี่ยนผ่านของค่านิยมทางสังคม

จากสังคมที่การดื่มเป็นเรื่องปกติ ไปสู่สังคมที่ผู้คนเริ่มถามตัวเองมากขึ้นว่า “เราจำเป็นต้องดื่มจริงหรือไม่” 🍃

วิทยา กุลสมบูรณ์
20 มีค 2569

04/03/2026

เมื่อเดือนก่อน สหภาพยุโรป หรืออียู ออกมติและประกาศที่จะใช้การบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร หรือ (Compulsory Licensing : CL) ในอียู ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่และพวกเขาเคลื่อนไหวกันมานาน

อย่างไรก็ตาม ที่มาของมตินี้ ต้องย้อนกลับไปช่วงโควิด – 19 ระบาดที่ทำให้ทุกประเทศทั่วโลกประสบปัญหาการเข้าไม่ถึงวัคซีนและยา รวมไปถึง 27 ประเทศในอียูด้วยเช่นเดียวกัน แม้ว่าสหภาพยุโรปอยู่ภายใต้ข้อตกลงว่าการค้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา หรือ TRIPs (Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights) )ขององค์การการค้าโลก เช่นเดียวกับ 160 กว่าประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลก ที่เป็นกฎเกณฑ์การค้าสากลที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา แต่หลายประเทศประสบปัญหาการเข้าไม่ถึงวัคซีนและยาในยามฉุกเฉินและวิกฤตของโลก เนื่องจากกฎระเบียบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นอุปสรรค จึงเป็นสาเหตุให้สหภาพยุโรปเสนอให้พิจารณาและผ่านมติการใช้มาตรการ CL “แบบรวมกลุ่ม” ขึ้น

ทรัพย์สินทางปัญญามีหลายประเภท แต่ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องในการจัดการกับภาวะโรคระบาด (เช่น น้ำยาและเครื่องมือตรวจวินิจฉัยโรค ยารักษา วัคซีนสำหรับการป้องกัน ชุด PPE สำหรับสวมป้องกัน หน้ากากอนามัย อุปกรณ์การแพทย์ ฯลฯ ) อย่างโควิด 19 ที่ผ่านมาและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ มีอยู่ 4 ประเภท คือ สิทธิบัตร ลิขสิทธิ ความลับทางการค้า และการออกแบบอุตสาหกรรม ยาเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ถูกจดสิทธิบัตรเพื่อการคุ้มครองการผูกขาดได้ตามกฎหมาย

กล่าวคือ ผู้คิดค้น ซึ่งก็คือบริษัทผู้ผลิตยา หรือบริษัทยาซื้อสิทธิครอบครองในสิ่งประดิษฐ์นั้นมา และนำสิ่งประดิษฐ์หรือยานั้นไปจดและได้สิทธิบัตร จะถือว่าเป็น“ผู้ทรงสิทธิบัตร” หรือเจ้าของสิทธิในยาตัวนั้น เมื่อจดสิทธิบัตรได้ บุคคลอื่นจะไม่สามารถผลิต ใช้ ขาย มีไว้ขาย เสนอขาย หรือนำเข้ายาตัวเดียวกันนั้นได้โดยเด็ดขาด ยกเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิฯ ยาชนิดนั้นจะถูกเรียกว่า “ยาต้นแบบ” ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองสิทธิบัตร เป็นเวลา 20 ปีนับจากวันที่ขอยื่นจดสิทธิบัตรในประเทศ ด้วยการผูกขาดโดยถูกกฎหมายเช่นนี้ จึงส่งผลให้ยาต้นแบบมักมีราคาแพง จำเป็นต้องรอจนอายุสิทธิบัตร 20 ปีหมดลงก่อน จึงจะสามารถผลิตหรือนำเข้ายาชนิดเดียวกันที่ผลิตโดยบริษัทยาอื่นได้

การระบาดของโควิด 19 ทั่วโลกเป็นกระจกสะท้อนปัญหาการผูกขาดและการเข้าไม่ถึงยาได้อย่างชัดเจน เพราะบริษัทผู้ผลิตยาหรือวัคซีนต้นแบบไม่มีกำลังการผลิตเพียงพอต่อความต้องการของคนทั้งโลก ประกอบกับมีสิทธิในการผูกขาดและการตั้งราคาขาย ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงยาตามมา เพราะถึงแม้ว่าในบางประเทศจะสามารถผลิตยาและวัคซีนชนิดเดียวกันได้เอง หรือต้องการนำเข้ายาและวัคซีนจากประเทศอื่นที่ผลิตและขายได้ในราคาไม่แพง แต่ก็ไม่อาจดำเนินการได้ ด้วยสิทธิในการผูกขาดด้วยสิทธิบัตรที่เป็นอุปสรรค
------------------------------
อ่านเพิ่มเติมได้ที่คอมเมนต์
------------------------------
#ข่าวสุขภาพ #ข่าวสาธารณสุข

มอง ‘อียู’ แล้วมองไทย ประกาศรวมกลุ่มทำ ‘CL’ ยา ทำได้จริง? หรือสุดท้าย ‘ก็ติดล็อก’https://www.thecoverage.info/news/conte...
04/03/2026

มอง ‘อียู’ แล้วมองไทย ประกาศรวมกลุ่มทำ ‘CL’ ยา ทำได้จริง? หรือสุดท้าย ‘ก็ติดล็อก’

https://www.thecoverage.info/news/content/10798

เมื่อเดือนก่อน สหภาพยุโรป หรืออียู ออกมติและประกาศที่จะใช้การบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร หรือ (Compulsory Licensing : CL) ในอียู ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่และพวกเขาเคลื่อนไหวกันมานาน

อย่างไรก็ตาม ที่มาของมตินี้ ต้องย้อนกลับไปช่วงโควิด – 19 ระบาดที่ทำให้ทุกประเทศทั่วโลกประสบปัญหาการเข้าไม่ถึงวัคซีนและยา รวมไปถึง 27 ประเทศในอียูด้วยเช่นเดียวกัน แม้ว่าสหภาพยุโรปอยู่ภายใต้ข้อตกลงว่าการค้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา หรือ TRIPs (Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights) )ขององค์การการค้าโลก เช่นเดียวกับ 160 กว่าประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลก ที่เป็นกฎเกณฑ์การค้าสากลที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา แต่หลายประเทศประสบปัญหาการเข้าไม่ถึงวัคซีนและยาในยามฉุกเฉินและวิกฤตของโลก เนื่องจากกฎระเบียบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นอุปสรรค จึงเป็นสาเหตุให้สหภาพยุโรปเสนอให้พิจารณาและผ่านมติการใช้มาตรการ CL “แบบรวมกลุ่ม” ขึ้น

ทรัพย์สินทางปัญญามีหลายประเภท แต่ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องในการจัดการกับภาวะโรคระบาด (เช่น น้ำยาและเครื่องมือตรวจวินิจฉัยโรค ยารักษา วัคซีนสำหรับการป้องกัน ชุด PPE สำหรับสวมป้องกัน หน้ากากอนามัย อุปกรณ์การแพทย์ ฯลฯ ) อย่างโควิด 19 ที่ผ่านมาและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ มีอยู่ 4 ประเภท คือ สิทธิบัตร ลิขสิทธิ ความลับทางการค้า และการออกแบบอุตสาหกรรม ยาเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ถูกจดสิทธิบัตรเพื่อการคุ้มครองการผูกขาดได้ตามกฎหมาย

กล่าวคือ ผู้คิดค้น ซึ่งก็คือบริษัทผู้ผลิตยา หรือบริษัทยาซื้อสิทธิครอบครองในสิ่งประดิษฐ์นั้นมา และนำสิ่งประดิษฐ์หรือยานั้นไปจดและได้สิทธิบัตร จะถือว่าเป็น“ผู้ทรงสิทธิบัตร” หรือเจ้าของสิทธิในยาตัวนั้น เมื่อจดสิทธิบัตรได้ บุคคลอื่นจะไม่สามารถผลิต ใช้ ขาย มีไว้ขาย เสนอขาย หรือนำเข้ายาตัวเดียวกันนั้นได้โดยเด็ดขาด ยกเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิฯ ยาชนิดนั้นจะถูกเรียกว่า “ยาต้นแบบ” ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองสิทธิบัตร เป็นเวลา 20 ปีนับจากวันที่ขอยื่นจดสิทธิบัตรในประเทศ ด้วยการผูกขาดโดยถูกกฎหมายเช่นนี้ จึงส่งผลให้ยาต้นแบบมักมีราคาแพง จำเป็นต้องรอจนอายุสิทธิบัตร 20 ปีหมดลงก่อน จึงจะสามารถผลิตหรือนำเข้ายาชนิดเดียวกันที่ผลิตโดยบริษัทยาอื่นได้

การระบาดของโควิด 19 ทั่วโลกเป็นกระจกสะท้อนปัญหาการผูกขาดและการเข้าไม่ถึงยาได้อย่างชัดเจน เพราะบริษัทผู้ผลิตยาหรือวัคซีนต้นแบบไม่มีกำลังการผลิตเพียงพอต่อความต้องการของคนทั้งโลก ประกอบกับมีสิทธิในการผูกขาดและการตั้งราคาขาย ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงยาตามมา เพราะถึงแม้ว่าในบางประเทศจะสามารถผลิตยาและวัคซีนชนิดเดียวกันได้เอง หรือต้องการนำเข้ายาและวัคซีนจากประเทศอื่นที่ผลิตและขายได้ในราคาไม่แพง แต่ก็ไม่อาจดำเนินการได้ ด้วยสิทธิในการผูกขาดด้วยสิทธิบัตรที่เป็นอุปสรรค
------------------------------
อ่านเพิ่มเติมได้ที่คอมเมนต์
------------------------------
#ข่าวสุขภาพ #ข่าวสาธารณสุข

ประชาสังคมไทยเรียกร้องการประเมินผลกระทบ FTA ไทย–อียู ต้องคุ้มครองสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตประชาชนFTA Watch ...
19/02/2026

ประชาสังคมไทยเรียกร้อง
การประเมินผลกระทบ FTA ไทย–อียู ต้องคุ้มครองสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตประชาชน

FTA Watch และเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมไทยได้เรียกร้องให้คณะผู้จัดทำการประเมินผลกระทบด้านความยั่งยืน (Trade Sustainability Impact Assessment – SIA) ของสหภาพยุโรป ปรับแก้การประเมินผลกระทบจากความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย–อียู) โดยเน้นย้ำว่าข้อผูกมัดทางการค้าต้องไม่บั่นทอนการสาธารณสุข อธิปไตยทางอาหาร วิถีชีวิตประชาชน การคุ้มครองผู้บริโภค และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 สมาชิกเครือข่ายได้ยื่นข้อคิดเห็นอย่างเป็นทางการผ่านเว็บไซต์รับฟังความคิดเห็นของ SIA เพื่อสะท้อนช่องว่างและข้อกังวลที่พบในร่างรายงานระยะเริ่มต้น (Draft Inception Report) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่กำหนดกรอบการวิเคราะห์ วิธีวิจัย และกระบวนการรับฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของการประเมิน

“ขั้นตอนระยะเริ่มต้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นตัวกำหนดว่าประเด็นใดจะถูกนำมาศึกษา และประเด็นใดจะถูกมองข้าม”

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธาน FTA Watch กล่าว “การประเมินด้านความยั่งยืนไม่ควรตีความสิทธิมนุษยชนอย่างคับแคบ แต่ต้องสะท้อนกรอบสิทธิมนุษยชนแบบองค์รวม ทั้งสิทธิในสุขภาพ สิทธิในอาหาร สิทธิในวิถีชีวิต และสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี”

การประเมินผลกระทบด้านความยั่งยืน (SIA) เป็นการศึกษาหลายระยะที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการยุโรป เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อมของความตกลงการค้า ร่างรายงานระยะเริ่มต้นมีบทบาทในการกำหนดกรอบการวิเคราะห์ วิธีการศึกษา และการออกแบบกระบวนการรับฟังความคิดเห็น แม้รายงานในระยะนี้จะยังไม่มีข้อค้นพบเชิงเนื้อหา แต่การตัดสินใจในขั้นตอนดังกล่าวจะมีผลสำคัญต่อทิศทางและขอบเขตของการประเมินในระยะถัดไป ซึ่งอาจส่งผลต่อการเจรจาและการกำหนดนโยบาย

ภาคประชาสังคมแสดงความกังวลว่า กรอบการวิเคราะห์ปัจจุบันให้น้ำหนักอย่างมากต่อการขยายตัวทางการค้าและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีการวิเคราะห์ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ผลกระทบเชิงกระจาย และความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในระยะยาวที่มากพอ องค์กรภาคประชาสังคมยังชี้ให้เห็นว่า ข้อเสนอหลายประการที่สหภาพยุโรปผลักดันในการเจรจา — โดยเฉพาะด้านทรัพย์สินทางปัญญา — มีมาตรฐานที่สูงกว่ากรอบความตกลง TRIPS ขององค์การการค้าโลก (WTO)

“ความตกลงการค้าไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจ” กรรณิการ์กล่าวเพิ่มเติม “แต่มีผลต่อพื้นที่เชิงนโยบาย โครงสร้างตลาด และมาตรการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ การประเมิน SIA จึงต้องวิเคราะห์อย่างรอบด้านว่าข้อผูกมัดทางการค้าอาจส่งผลต่อการเข้าถึงยา สิทธิของเกษตรกร การคุ้มครองผู้บริโภค และการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไรด้วย”

ภาคประชาสังคมไทยระบุประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการวิเคราะห์เชิงลึก ได้แก่

ทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยา
มาตรการ TRIPS-plus เช่น การคุ้มครองข้อมูลยา การผูกขาดตลาด และการขยายอายุสิทธิบัตร จะทำให้การแข่งขันของยาชื่อสามัญล่าช้า ราคายาแพง และส่งผลต่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

เกษตรกรรมและระบบเมล็ดพันธุ์
การนำใช้มาตรฐานคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ตามอนุสัญญา UPOV 1991 จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิทธิของเกษตรกร เพิ่มต้นทุนการผลิต และส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว

การเปิดตลาดและการลดภาษีศุลกากร
การลดภาษีอย่างรวดเร็วในสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพสาธารณะ และสร้างแรงกดดันต่อเกษตรกรรายย่อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

การค้าอิเล็กทรอนิกส์และอำนาจกำกับดูแล ข้อผูกมัดด้านดิจิทัลอาจจำกัดความสามารถของไทยในการกำกับดูแลการไหลเวียนข้อมูล การคุ้มครองผู้บริโภค และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบจากการค้าขยะอันตรายและที่มีปัญหา ช่องว่างด้านกฎระเบียบอาจเพิ่มความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และการค้าระหว่างประเทศที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

FTA Watch พร้อมที่จะมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในกระบวนการ SIA และเรียกร้องให้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นเปิดพื้นที่ให้กลุ่มนักกิจกรรมด้านสุขภาพ เกษตรกรรายย่อย องค์กรผู้บริโภค แรงงาน และเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย

“การประเมินด้านความยั่งยืนที่มีความน่าเชื่อถือ ต้องสะท้อนความเสี่ยงด้านสังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมในโลกความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงผลประโยชน์ทางการค้าที่คาดการณ์ไว้” กรรณิการ์กล่าว “หลักสิทธิมนุษยชนไม่ควรถูกนำมาใช้อย่างเชิงวาทกรรม ในขณะที่ผลกระทบจากมาตรการ TRIPS-plus และข้อผูกมัดทางการค้าอื่น ๆ ถูกลดทอนหรือมองข้าม”
....
รายงานร่างฉบับการประเมินผลกระทบด้านความยั่งยืนระหว่างสหภาพยุโรป–ประเทศไทย (SIA)
https://euthailandsia.org/wp-content/uploads/2026/01/EU-Thailand_SIA_draft_Inception_report.pdf

The Thai Network of People Living with HIV/AIDS (TNP+) has joined a global coalition of HIV advocates, community network...
16/02/2026

The Thai Network of People Living with HIV/AIDS (TNP+) has joined a global coalition of HIV advocates, community networks, and public-health organisations calling on Merck & Co. to adopt an early and comprehensive access strategy for its promising once-monthly oral PrEP candidate, MK-8527.
Read more details: https://thaiplus.net/contents/3941

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายนักเคลื่อนไหวด้านเอชไอวี องค์กรภาคประชาสังคม และองค์กรด้านสา...
16/02/2026

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายนักเคลื่อนไหวด้านเอชไอวี องค์กรภาคประชาสังคม และองค์กรด้านสาธารณสุขทั่วโลก ส่งข้อเรียกร้องไปยังบริษัท Merck & Co. (เมิร์กแอนด์โค) ผู้คิดค้นยา MK-8527 (เอ็มเค-8527) ที่ใช้เป็น #ยาเพร็พ 'แบบกินเดือนละครั้ง' ที่ตอนนี้กำลังอยู่ในการทดลองทางคลินิกขั้นสุดท้าย หากสำเร็จจะเป็นความก้าวหน้าอีกหนึ่งทางเลือกที่สร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีนอกเหนือไปจากการใช้ยาเพร็พแบบทานทุกวัน โดยเฉพาะการใช้ในประเทศรายได้น้อยและปานกลางที่ยังคงมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นจำนวนมาก

TNP+ English NEWS: "Affordable Access, Not Just Innovation: TNP+ Joins Global Call on Long-Acting Oral PrEP" https://thaiplus.net/contents/3941
เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายนักเคลื่อนไหวด้านเอชไอวี องค์กรภาคประชาสังคม และองค์กรด้านสาธารณสุขทั่วโลก ส่งข้อเรียกร้องไปยังบริษัท Merck & Co. (เมิร์กแอนด์โค) ผู้คิดค้นยา MK-8527 (เอ็มเค-8527) ที่ใช้เป็น #ยาเพร็พ 'แบบกินเดือนละครั้ง' ที่ตอนนี้กำลังอยู่ในการทดลองทางคลินิกขั้นสุดท้าย หากสำเร็จจะเป็นความก้าวหน้าอีกหนึ่งทางเลือกที่สร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีนอกเหนือไปจากการใช้ยาเพร็พแบบทานทุกวัน โดยเฉพาะการใช้ในประเทศรายได้น้อยและปานกลางที่ยังคงมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นจำนวนมาก

ข้อเรียกร้องสำคัญที่องค์กรภาคประชาสังคมจากหลายประเทศได้ร่วมกันส่งจดหมายเปิดผนึกไปยังผู้บริหารของบริษัทยาข้ามชาติ ดังนี้:

🔵ให้บริษัทกำหนดยุทธศาสตร์การเข้าถึงยาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
🔵ให้บริษัทเร่งรัดการขึ้นทะเบียนยาในระดับโลก ผ่านกลไกการกำกับดูแลเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยหลายช่องทาง
🔵กำหนดราคาที่ยุติธรรม โปร่งใส และเข้าถึงได้ตั้งแต่เริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด และต้องให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและงบประมาณของระบบสาธารณสุขในประเทศรายได้น้อยและปานกลาง
🔵ไม่ให้มีการใช้สิทธิโดยสมัครใจ (Voluntary Licensing) ที่กำหนดเงื่อนไขในการผูกขาด และจำกัดสิทธิของประเทศรายได้น้อยและปานกลาง
🔵ไม่ยื่นขอจดสิทธิบัตรแบบ Ever-greening และไม่มีมาตรการผูกขาดอื่น ๆ ที่อาจเป็นวิธีชะลอการแข่งขันของยาชื่อสามัญ
🔵ให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและการแบ่งปันข้อมูล เพื่อสนับสนุนการผลิตยาชื่อสามัญอย่างยั่งยืน
🔵ให้บูรณาการแผนการเข้าถึงยาในทุกขั้นตอนของการวิจัยและพัฒนา

'เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้จัดการโครงการด้านการเข้าถึงยา เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย' กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดว่า ข้อตกลงการให้ใช้สิทธิโดยสมัครใจที่มีข้อจำกัดและมีข้อผูกมัด การยื่นจดสิทธิบัตรคุ้มครองการผูกขาดเพิ่มเติม และกลยุทธ์การยืดอายุสิทธิผูกขาด (ever-greening) เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ยาต้นแบบมีราคาแพง อีกทั้งยังส่งผลให้ยาชื่อสามัญเข้ามาแข่งขันในตลาดได้ล่าช้า และจำกัดความสามารถของระบบสาธารณสุขในประเทศรายได้น้อยและปานกลางในการขยายบริการป้องกันและรักษาโรคที่อาจจะยังไม่ครอบคลุม

ขณะเดียวกัน ‘ความล่าช้า’ ในการขึ้นทะเบียนยาทั้งยาต้นแบบและยาชื่อสามัญในประเทศรายได้น้อยและปานกลาง ยังคงเป็นปัญหาที่น่ากังวล หากไม่มีหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านคุณภาพและความปลอดภัยให้การอนุมัติที่ทันท่วงที แม้ว่ายาจะมีราคาไม่แพงแต่ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ก็ไม่อาจจะยังไม่เข้าถึงอยู่ดี

เฉลิมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าจดหมายฉบับนี้จะครอบคลุมข้อเรียกร้องด้านการเข้าถึงยาหลายประการ แต่ยังมีอุปสรรคเชิงโครงสร้างบางประเด็นที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ใช่เพียงประเด็นทางเทคนิคแต่เป็นปัจจัยที่กำหนดโดยตรงว่า ‘นวัตกรรมด้านการป้องกันเอชไอวี’ จะสามารถสร้างผลลัพธ์ด้านสาธารณสุขได้จริงหรือไม่ ต้องดูไปถึงความสามารถในการเข้าถึงด้านราคา การขึ้นทะเบียนยาที่รวดเร็ว และการขจัดอุปสรรคจากระบบสิทธิบัตร ล้วนก็เป็นปัจจัยกำหนดว่ายานี้สามารถมีในระบบสาธารณสุขอย่างทั่วถึงได้จริงหรือไม่ด้วยเช่นกัน

'ยุพา สุขเรือง ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย' กล่าวว่า ยา MK-8527 เป็นยาเพร็พแบบกินที่จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แต่ละคนสามารถใช้ป้องกันเอชไอวีได้อย่างสอดคล้องกับเงื่อนไขการดำเนินชีวิต รวมไปด้านสาธารณสุข และสังคม

“เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ จึงขอแสดงจุดยืนร่วมกับเครือข่ายทั่วโลกในการผลักดันบรรทัดฐานใหม่ของนวัตกรรมยาที่เทคโนโลยีการป้องกันสามารถเข้าถึงทุกคนได้โดยไม่ล่าช้า ซึ่งเรายินดีทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาสังคมทั้งในและต่างประเทศ รวมไปภึงอุตสาหกรรมยาชื่อสามัญ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมการเข้าถึงยาป้องกันเอชไอวีให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน” ยุพา กล่าว

The Thai Network of People Living with HIV/AIDS (TNP+) has achieved a major victory for public health and access to affo...
12/02/2026

The Thai Network of People Living with HIV/AIDS (TNP+) has achieved a major victory for public health and access to affordable medicines, following a final decision issued on 29 December 2025 by the Thai Patent Board rejecting Patent Application No. 0801001634 related to sofosbuvir, a key medicine used in the treatment of hepatitis C. The decision highlights the critical role of civil society in using pre-grant patent opposition to challenge evergreening practices, correct flawed decisions, and promote access to lifesaving medicines.

More details https://thaiplus.net/contents/3924?fbclid=IwdGRjcAP6ZRBjbGNrA_pk62V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHkDHq3W4mt7ygSwRKq0XFOHw0vB71fWXJpe9sR55oY929VGl1c95KA1isAfL_aem_h3-NFEE_Sr74gDhJbKQJoA

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ‘คัดค้านสำเร็จ’ หลังคณะกรรมการสิทธิบัตรมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดในการ ‘ยกคำขอรับ...
12/02/2026

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ‘คัดค้านสำเร็จ’ หลังคณะกรรมการสิทธิบัตรมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดในการ ‘ยกคำขอรับสิทธิบัตร’ เลขที่ 0801001634 ที่เกี่ยวข้องกับยาโซฟอสบูเวียร์ (Sofosbuvir) ที่เป็นยาใช้รักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีไปเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนบทบาทสำคัญของภาคประชาสังคมที่ใช้กลไกการคัดค้านก่อนการให้สิทธิบัตร เพื่อตัดวงจรการผูกขาดสิทธิบัตรยาที่ไม่ชอบธรรม แก้ไขคำวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อน และส่งเสริมการเข้าถึงยาจำเป็นของประชาชน

อ่านเพิ่มเติม https://thaiplus.net/contents/3906?fbclid=IwdGRjcAP6ZFxjbGNrA_pkV2V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHkXZcRhwt9XGhApyRQAynZBssD85J2zJZENz1_p-ZBNIhWnKOUmASTpCsl9A_aem_tEA_Kr55RwN-T0LVaFYkiw

02/02/2026
น่าสนใจที่เวลา EU เจรจา FTA กับประเทศ พยายามมีเงื่อนไขขัดขวางการทำ CL ในภาวการณ์จำเป็นต่างๆ แต่ในกลุ่ใประเทศตัวเองกลับเต...
02/02/2026

น่าสนใจที่เวลา EU เจรจา FTA กับประเทศ พยายามมีเงื่อนไขขัดขวางการทำ CL ในภาวการณ์จำเป็นต่างๆ แต่ในกลุ่ใประเทศตัวเองกลับเตรียมพร้อมมาก

สหภาพยุโรป (EU) ขยับนโยบายสำคัญด้านการเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ในภาวะฉุกเฉิน หลังรัฐสภายุโรปเผยแพร่ระเบียบฉบับปรับปรุงว่าด้วย การออกใบอนุญาตบังคับ (Compulsory Licensing) เพื่อการจัดการวิกฤต โดยมุ่งเพิ่มการเข้าถึง “ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับวิกฤต” ในระดับภูมิภาคให้รวดเร็วและเพียงพอมากขึ้น

https://www.thecoverage.info/news/content/1056

สหภาพยุโรป (EU) ขยับนโยบายสำคัญด้านการเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ในภาวะฉุกเฉิน หลังรัฐสภายุโรปเผยแพร่ระเบียบฉบับปรับปรุงว่าด้วย การออกใบอนุญาตบังคับ (Compulsory Licensing) เพื่อการจัดการวิกฤต โดยมุ่งเพิ่มการเข้าถึง “ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับวิกฤต” ในระดับภูมิภาคให้รวดเร็วและเพียงพอมากขึ้น

ใบอนุญาตบังคับ คือ การอนุญาตโดยรัฐให้ใช้หรือผลิตสินค้าที่มีสิทธิบัตรได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของสิทธิ ซึ่งมักถูกมองเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขหรือมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ

จาก “รายประเทศ” สู่การประสานงาน “ระดับภูมิภาค”
บทความวิเคราะห์ระบุว่า ก่อนหน้านี้การออกใบอนุญาตบังคับในยุโรปเป็นการดำเนินการแบบรายประเทศเพื่อรองรับความต้องการเฉพาะชาติ แต่บทเรียนจากโควิด-19 ทำให้เห็นความจำเป็นของการประสานงานระดับภูมิภาคในสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสุขภาพที่กระทบกว้างกว่าเขตแดนประเทศ
------------------------------
อ่านเพิ่มเติมได้ที่คอมเมนต์
------------------------------
#ข่าวสุขภาพ #ข่าวสาธารณสุข

ประเด็นปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาในการเจรจาการค้าเสรี FTA ไทย–สหภาพยุโรป (อียู) ยังคงเป็นข้อห่วงกังวลของหลายฝ่าย โดยเฉพา...
28/01/2026

ประเด็นปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาในการเจรจาการค้าเสรี FTA ไทย–สหภาพยุโรป (อียู) ยังคงเป็นข้อห่วงกังวลของหลายฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องการขยายอายุสิทธิบัตรยาและการผูกขาดข้อมูลทางยาที่ถูกจับตามองอย่างหนัก รวมถึงเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีการตั้งข้อสังเกตว่าเงื่อนไขบางประการบนโต๊ะเจรจา FTA ไทย–อียู อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตยาชื่อสามัญที่เคยผลิตได้เองภายในประเทศ ซึ่งนับเป็น ‘ความมั่นคงทางยา’ ในระบบหลักประกันสุขภาพของคนไทย

https://www.facebook.com/share/1FukbLy9Ud/

ประเด็นปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาในการเจรจาการค้าเสรี FTA ไทย–สหภาพยุโรป (อียู) ยังคงเป็นข้อห่วงกังวลของหลายฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องการขยายอายุสิทธิบัตรยาและการผูกขาดข้อมูลทางยาที่ถูกจับตามองอย่างหนัก รวมถึงเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีการตั้งข้อสังเกตว่าเงื่อนไขบางประการบนโต๊ะเจรจา FTA ไทย–อียู อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตยาชื่อสามัญที่เคยผลิตได้เองภายในประเทศ ซึ่งนับเป็น ‘ความมั่นคงทางยา’ ในระบบหลักประกันสุขภาพของคนไทย
ท่ามกลางการเจรจาที่จะมีขึ้นเป็นรอบที่ 8 ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้ ประชาไทชวนฟังเสียงสะท้อนจาก 3 ฝ่ายที่จับตาการเจรจา FTA ไทย–อียู มาตลอด ทั้งองค์การเภสัชกรรม, คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) และภาคประชาสังคม ก่อนเดินไปสู่การลงนามข้อตกลง
คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงแค่ว่าประเทศไทยจะได้หรือเสียในทางการค้า แต่คือระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศและชีวิตประชาชนจะถูกวางไว้ตรงจุดใดในสมการนี้
อ่านต่อที่ลิงก์ในคอมเมนต์

18/01/2026

อีก 5 ปี ยาหมดสิทธิบัตรกว่า 1,500 ฉบับ อภ.กางแผนเชิงรุก ลุยพัฒนายาสิ้นสุดสิทธิบัตร หวังลดภาระนำเข้าแสนล้าน ปั้.....

ที่อยู่

ไทย
11000

เบอร์โทรศัพท์

029853838

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ FTA Watchผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์