D-Tide ผลิตภัณฑ์ดูแลไตและบำรุงรักษาไต

D-Tide ผลิตภัณฑ์ดูแลไตและบำรุงรักษาไต D.Tideให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไตและการด?

ผิวแห้งและคัน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด กล้ามเนื้อเป็นตะคริวบ่อย มีอาการบวมน้ำตามขาและเท้า ใต้ตาคล้ำ ปวดปัสสาวะบ่อย ไม่สบายตัวตลอดเวลา #ไตวาย #ไตอักเสบ #การทำงานของไตลดลง ชุดนี้ช่วยแก้อาการเหล่านี้ได้..สอบถาม/สั่งซื้อ โทร.

**ส่วนประกอบสำคัญ**
-สารสกัดจากเห็ดหลินจือ
-สารสกัดจากงาดำ
-สารสกัดจากหญ้าหางม้า
-สารสกัดจากแดนดิไลออน
-สารสกัดจากโหงวบี่จี
-สารสกัดจากกระเทียม
-สารสกัดจากโกจิเบอร์รี่
-ผงน้ำมันปลา

-สารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาล

เลขที่อย.ดีไทด์ 10-1-15456-5-0023
1 กล่อง บรรจุ 30 เม็ด ราคา 1,765 บาท
#เก็บเงินปลายทางจัดส่งฟรีทั่วประเทศ
สอบถาม/สั่งซื้อ โทร. 098-8276991 ชัยสิทธิ์(เจมส์)

ไตเสื่อมรักษาได้ -Tide
25/08/2022

ไตเสื่อมรักษาได้
-Tide

02/12/2021

สังเกตไหมถ้าดื่มน้ำมากจนปัสสาวะใส ปัสสาวะบ่อยเรามักรู้สึกเพลียโดยไม่รู้สาเหตุ

มาดื่มน้ำ และปัสสาวะอย่างคนมีความรู้กัน

By นพ.อิทธิฤทธิ์

ปัญหาคนยุคนี้ คือ ดื่มน้ำมากเกินไป เป็นเพราะการรณรงค์เรื่อง ดื่มน้ำมากๆ แต่ขาดความรู้ ทำให้เกิดปัญหามากมายตามมา

วันนี้ขอให้ความรู้กัน จะได้ดื่มน้ำ และปัสสาวะอย่างผู้มีความรู้

1. ปัสสาวะเป็นผลจากการกรองเลือดของไต เพื่อนำเอาของเสียหลักคือ ยูเรีย ออกจากเลือด รวมถึงปริมาณน้ำส่วนเกิน

2. ปกติการดื่มน้ำเข้าไป ร่างกายจะกำจัดทิ้งได้หมดประมาณ 4 ชม.

3. การดื่มน้ำที่เหมาะสม คือ ให้ร่างกายได้รับน้ำอย่างเหมาะสม ถ้าได้น้อยไปจะเรียก dehydration

4. วิธีดูว่าร่างกายขาดน้ำหรือไม่ ต้องเอาปัสสาวะมาวัดความถ่วงจำเพาะ หรือ specific gravity ซึ่งในชีวิตประจำวันคงไม่สามารถทำได้

5. ดังนั้นการดูแบบอ้อมๆ (Indirect) คือ การดูสีปัสสาวะ ต้องไม่ใส (น้ำเยอะไป) หรือเหลืองเข้ม (ขาดน้ำ)

6. ปริมาณน้ำที่เหมาะสมต่อวันแบบคร่าวๆ คือ น้ำหนักตัว คูณ 30 เช่น ถ้าหนัก 60 กก. น้ำควรได้ประมาณ 1,800 cc / วัน แปลว่า ถ้าคนน้ำหนักตัวเท่านี้ ดื่มน้ำเกินนี้ แปลว่าดื่มน้ำมากเกินไป

7. ถ้าออกกำลังกาย ต้องดื่มน้ำมากกว่านี้ ปริมาณเท่าไหร่? ให้ดูสีปัสสาวะเป็นหลัก

8. กลางคืน “ต้อง” ให้ไตได้พัก ไม่ใช่ดื่มน้ำมากๆ ก่อนนอน ไตเป็นเหมือนเครื่องกรองน้ำ ถ้าเครื่องกรองน้ำทำงานหนัก ต้องเปลี่ยนไส้กรอง แต่น่าเสียดายที่มนุษย์ไม่มีไส้กรองให้เปลี่ยน แปลว่า ไตจะแย่ลง

9. สีปัสสาวะตอนนี้ มันเป็นผลเมื่อ 3-4 ชม.ก่อน เช่น กลับบ้านเข้าห้องน้ำ เห็นปัสสาวะเข้มมาก แปลว่าเมื่อ 3-4 ชม. ก่อนดื่มน้ำน้อยไป

10. อย่าดื่มน้ำเกินครั้งละ 500 cc ต้องระวังปัญหาเกลือแร่โซเดียมในเลือดเสียสมดุล ซึ่งทำให้สมองบวม เกิดความมึนงง และถ้ามากเกินไปอาจตายได้

11. ถ้ารู้สึกว่าปัสสาวะเข้มแบบขาดน้ำ ใจเย็นๆ แก้ร่างกายขาดน้ำด้วยการ ให้ทยอยๆ ดื่มน้ำในช่วง 30 นาที อย่าอัดน้ำมากๆ ครั้งเดียว

12. ปริมาณน้ำขั้นต่ำที่ร่างกายต้องการ คือ ประมาณ 60 cc / ชม.

13. แปลว่าตอนเช้า ควรต้องดื่มน้ำ 60 cc x 8 ชม. = 480 cc (หมายถึง ช่วงกลางคืนทั้งคืนที่ไม่ได้ดื่มน้ำ)

14. แต่... ตื่นเช้าแล้วอย่าดื่มรวดเดียว ให้ทยอยดื่มในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ไม่ต้องรีบร้อน

15. ถ้าคิดจะไปไหน แล้วไม่อยากปวดปัสสาวะระหว่างเดินทาง คำนวณเวลาดื่มน้ำให้ดี

16. ก่อนนอน 3 - 3.5 ชม. ต้องแทบไม่ดื่มน้ำ เพื่อว่าให้ร่างกายได้เคลียร์น้ำรอบสุดท้ายก่อนนอนให้หมด กลางคืนจะได้หลับรวดทั้งคืน

17. ตย. ถ้าต้องการนอน 5 ทุ่ม ประมาณ 2 ทุ่ม สามารถดื่มน้ำเยอะหน่อยได้เป็นครั้งสุดท้าย

18. ระหว่าง 3 – 3 ชม.ครึ่ง ก่อนนอนนั้น ให้ดื่มน้ำไม่เกิน 100 cc

19. คนทั่วไปดื่มน้ำเยอะ หรือดื่มนมก่อนนอน ทำให้ต้องตื่นมาตอนตี 2 ตี 3 และกลับไปนอนต่ออีกครั้งยาก เพราะตาโพลงนอนไม่หลับ

20. กระเพาะปัสสาวะเมื่อมีความจุประมาณ 100 cc ก็จะเริ่มปวดปัสสาวะแล้ว เลยเป็นเหตุผลว่า ในช่วง 3 ชม. ก่อนนอน ดื่มน้ำได้นิดหน่อยเท่านั้น เพื่อจะได้หลับยาวทั้งคืน

21. ในผู้หญิง ท่อปัสสาวะมีความยาว 4 ซม. ซึ่งเชื้อแบคทีเรียตามปกติสามารถเดินทางเข้าไปได้ง่าย

22. แปลว่า ทุก 3 - 4 ชม. ปวดปัสสาวะหรือไม่ ก็ต้องเข้าห้องน้ำเพื่อเคลียร์ปัสสาวะทิ้ง ก่อนที่เชื้อโรคจะเติบโตมากเกินไป แล้วจะกลายเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

23. วิธีดูง่ายๆ ว่า ดื่มน้ำพอไหม คือ ประมาณ 3 - 4 ชม. จะต้องปวดปัสสาวะ

24. ถ้าปัสสาวะเร็วกว่า 3 ชม. อาจดื่มน้ำมากไป หากเกิน 4 ชม. แล้วยังไม่ปวดปัสสาวะ น่าจะดื่มน้ำน้อยไป

25. ปริมาณน้ำที่ดื่มต้องลดลง ถ้ากินอาหารที่มีน้ำๆ หรือผักผลไม้ฉ่ำน้ำ มิฉะนั้นจะได้รับน้ำมากเกินไป

เสริมภูมิคุ้มกันด้วยผักผลไม้ 5 สี อร่อยดี มีประโยชน์    ทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า ผักและผลไม้มีวิตามิน แร่ธาตุ ไฟเบอร์...
15/09/2021

เสริมภูมิคุ้มกันด้วยผักผลไม้ 5 สี อร่อยดี มีประโยชน์

ทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า ผักและผลไม้มีวิตามิน แร่ธาตุ ไฟเบอร์ และสารอาหารอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย แต่หลายคนคงยังไม่ทราบใช่ไหมล่ะคะว่า ผักผลไม้สามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม 5 สี แต่ละสีก็มีสารอาหารและคุณประโยชน์ที่แตกต่างกันไป การทานผักผลไม้ 5 สีให้หลากหลายและครบถ้วนจะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคต่าง ๆ มากมาย เช่น โรคหลอดเลือดในสมอง ความดันโลหิต มะเร็งบางชนิด เป็นต้น อีกทั้งทำให้ร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณสดใส ชะลอความแก่ชราได้อีกต่างหาก วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับผักผลไม้ 5 สี ว่ามีสีอะไรบ้าง และการกินผักหลายสีป้องกันโรคอะไร แต่ละสีมีประโยชน์แค่ไหน ตามมาดูกันเลย
ผักผลไม้สีเขียว
ผักผลไม้ที่มีสีเขียวมีสารสำคัญ คือ คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll), ลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ฯลฯ ประโยชน์ของผักผลไม้แต่ละชนิดแตกต่างกันออกไป สำหรับสีเขียวจะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา มีไฟเบอร์สูง ช่วยเรื่องการขับถ่าย ยับยั้งการเกิดริ้วรอย ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย
ในบรรดาผักผลไม้ 5 สี ผักผลไม้สีเขียวหาได้ง่ายที่สุด เช่น: กะหล่ำปลีสีเขียว, บรอกโคลี, คะน้า, หน่อไม้ฝรั่ง, อะโวคาโด, แตงกวา, ผักโขม, ถั่วลันเตา, แอปเปิ้ลสีเขียว, องุ่นเขียว เป็นต้น
ผักผลไม้สีแดง
ผักผลไม้ที่มีสีแดงมีสารสำคัญ คือ ไลโคปีน (Lycopene) เบตาไซซีน (Betacycin) และสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ประโยชน์ของผักผลไม้สีแดงคือมีไลโคปีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดีช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง ทำให้ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งปากมดลูก ช่วยลดปริมาณไขมันไม่ดีชนิด LDL-cholesterol ช่วยชะลอการเกิดโรคหัวใจหลอดเลือด ลดความดันโลหิตและลดการแข็งตัวของหลอดเลือด นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของริ้วรอยจากสิวอีกด้วย
ผักผลไม้สีแดง: มะเขือเทศ, กระหล่ำปลีแดง, พริกแดง, หอมแดง, บีทรูท, แอปเปิ้ลสีแดง, สตรอว์เบอร์รี่, เชอรี่, แครนเบอร์รี่, ราสเบอร์รี่, มะละกอ, ส้มโอสีชมพู, ทับทิม, องุ่นแดง, แตงโม และดอกกระเจี๊ยบ เป็นต้น
ผักผลไม้สีม่วงและสีน้ำเงิน
ผักผลไม้สีม่วงและสีน้ำเงินมีสารสำคัญ คือ แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ มีการวิจัยพบว่า แอนโทไซยานินมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินซีและอีถึง 2 เท่า ช่วยปกป้องหลอดเลือด กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจหลอดเลือดได้ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้และตับ มะเร็งเม็ดเลือดขาว และมะเร็งของระบบสืบพันธุ์ ยับยั้งเชื้ออีโคไลในทางเดินอาหารที่ทำให้เกิดท้องเสีย ต้านไวรัส และลดการอักเสบ
ผักผลไม้สีม่วงและสีน้ำเงิน: มะเขือม่วง, กะหล่ำปลีสีม่วง, มันสีม่วง, เผือก, บลูเบอร์รี่, แบล็กเบอร์รี่, องุ่นสีม่วง, ลูกพรุน, ลูกไหน, ลูกหว้า, ข้าวแดง, ข้าวนิล, ช้าวเหนียวดำ เป็นต้น
ผักผลไม้สีเหลืองและสีส้ม
สำหรับผักผลไม้ 5 สีกลุ่มที่มีสีเหลืองและสีส้มมีสารสำคัญ คือ แคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ เบต้า-แคโรทีน (Beta-carotene) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) และวิตามินซี (Vitamin C) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดอาการอักเสบ ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง ช่วยรักษาสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา มีส่วนช่วยพัฒนาการมองเห็นของเด็กเล็ก ลดการเสื่อมของเซลล์ร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยให้ผิวพรรณสดใส
ผักผลไม้สีเหลืองและสีส้ม: แครอท, ฟักทอง, มันเทศ, ข้าวโพด, มันฝรั่งหวาน, พริกสีเหลือง, ส้ม, เสาวรส, มะม่วง, แคนตาลูป, มะละกอ, สับปะรด เป็นต้น
ผักผลไม้สีขาว
ผักผลไม้สีขาวมีสารสำคัญ คือ แซนโทน (Xanthone) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ช่วยต้านอาการอักเสบ ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดไขมันในเลือด ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตและโรคหลอดเลือดหัวใจ ลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และช่วยลดอาการปวดตามข้อ
ผักผลไม้สีขาว: กล้วย, ลูกแพร์, น้อยหน่า, ลิ้นจี่, มังคุด, งาขาว, ขิง, กระเทียม, ผักกาดขาว, หัวไชเท้า, ดอกกะหล่ำ, ดอกแค, เห็ด, มันฝรั่ง เป็นต้น
ไม่น่าเชื่อใช่ไหมคะว่าผักผลไม้ที่เราทานกันอยู่ทุกวันจะแบ่งได้ตั้ง 5 สี ถ้าถามว่าการกินผักหลายสีป้องกันโรคอะไร ก็บอกได้เลยว่าต้องมาหาคำตอบจากบทความนี้จริง ๆ เพราะแต่ละสีก็มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างมหาศาล เพราะฉะนั้นนอกจากจะทานอาหารให้ครบ 5 หมู่แล้ว ทุกคนควรทานผักผลไม้ให้ครบ 5 สีในทุก ๆ วันด้วยนะคะ ร่างกายจะได้มีภูมิต้านทาน แข็งแรงไร้โรคภัย นอกจากนี้ยังทำให้เราหุ่นดี ผิวพรรณสดใสเต่งตึง หน้าใสอ่อนกว่าวัย เรียกว่าถ้ากินผักผลไม้ให้ครบ 5 สีเราก็จะสวยจากภายในออกมาถึงภายนอกกันเลย

สัญญาณเตือน เสี่ยงโรคไต08 March 2017      นอกจากการรับประทานอาหารรสเค็มจัดที่ทำให้คุณมีสิทธิ์เผชิญหน้ากับโรคนี้ว่าแล้วก็...
30/08/2021

สัญญาณเตือน เสี่ยงโรคไต
08 March 2017



นอกจากการรับประทานอาหารรสเค็มจัดที่ทำให้คุณมีสิทธิ์เผชิญหน้ากับโรคนี้

ว่าแล้วก็มาตรวจสอบสัญญาณบ่งชี้โรคไตกันหน่อยดีกว่า ว่าความผิดปกติของตัวเองเข้าข่ายเป็นโรคไตหรือไม่?



มีอาการบวมทั้งตัว

ผู้ป่วยโรคไตส่วนมากจะมีอาการบวมตามตัว เกิดจากการมีน้ำและเกลือเพิ่มขึ้นในร่างกาย ระยะแรกอาจมีเพียงการบวมที่หนังตา และหน้า ต่อมาจะมีการบวมที่ขาและเท้าทั้งสองข้าง โดยทดสอบได้ด้วยการลองใช้นิ้วกดที่หน้าแข้งสักพักแล้วปล่อย หากพบว่ามีรอยบุ๋มอยู่แสดงว่าบวมแน่น ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อวินิจฉัยโรค เพราะอาการบวมอาจไม่ได้เป็นโรคไตก็ได้ แต่ยังเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ และโรคตับ ดังนั้นการตรวจปัสสาวะน่าจะได้ผลที่ชัดเจนที่สุด



เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ซีด

ผู้ที่เป็นโรคไต ถ้าเป็นน้อย ๆ มักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อเป็นมากขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หากเป็นมาก ๆ ใกล้เป็นไตวายเรื้อรังจะเพิ่มอาการซีด คันตามตัว เบื่ออาหาร



ปวดหลัง ปวดบั้นเอว

หากไตเกิดความผิดปกติขึ้น เราอาจรู้สึกปวดหลัง บั้นเอวที่บริเวณชายโครง ร้าวไปถึงท้องน้อย หัวหน่าว และที่อวัยวะเพศได้ บางคนก็ถึงขั้นปวดกระดูกและข้อ ซึ่งอาจเป็นเพราะมีการอุดตันที่ท่อไต กรวยไตอักเสบ หรือในท่อไตมีถุงน้ำโป่งพองก็ได้ แต่อาการปวดหลังก็สามารถวินิจฉัยได้หลายโรคเช่นกัน จึงต้องตรวจสอบอาการอื่นควบคู่ ๆ ไปด้วย ทั้งนี้ หากเรากดหลัง และทุบเบา ๆ แล้วมีอาการเจ็บ อาจแสดงว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง หรือไตอักเสบ ถ้ามีไข้สูงร่วมด้วยอาจเป็นสัญญาณของกรวยไตอักเสบติดเชื้ออย่างเฉียบพลัน ซึ่งก็มีหลายโรคที่ทำให้เกิดภาวะไตเสื่อมร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรค SLE เป็นต้น



ปัสสาวะผิดปกติ

อาจหมายถึงไตทำงานผิดปกติได้ โดยเราสามารถสังเกตปัสสาวะได้ดังนี้

- ปัสสาวะเป็นเลือด อาจมีหลายโรคที่ทำให้เกิดอาการนี้ ทั้งนิ่ว เนื้องอกของทางเดินปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ อุบัติเหตุกับทางเดินปัสสาวะ หรือเส้นเลือดฝอยของไตอักเสบ แม้แต่มะเร็งของระบบทางเดินปัสสาวะ หรือโรคไตเป็นถุงน้ำ ฯลฯ

- ปัสสาวะน้อยลง แต่หากใครปัสสาวะไม่ออกเลย อาจเป็นเพราะทางเดินปัสสาวะถูกอุดกั้น หรือการทำงานของไตเสียไป ลองทดสอบง่าย ๆ ด้วยการดื่มน้ำให้มากขึ้น แล้วสังเกตดูว่าปัสสาวะออกมากขึ้นหรือไม่ หากปัสสาวะยังน้อยอยู่ นั่นแสดงว่าไตเริ่มผิดปกติ

- ปัสสาวะบ่อย ความถี่ในการปัสสาวะของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการดื่มน้ำ หรือการที่ร่างกายเสียน้ำไปทางอื่น ๆ เช่น เหงื่อ หรืออุจจาระ แต่หากวันดีคืนดี รู้สึกว่าตัวเองปัสสาวะบ่อยผิดปกติ หรือตื่นขึ้นมาปัสสาวะในตอนกลางคืนมากกว่า 3-4 ครั้ง อาจต้องสงสัยว่าป่วยเป็นโรคไตก็ได้ เพราะกระเพาะปัสสาวะจะสามารถเก็บน้ำได้ถึง 250 ซี.ซี. แต่ในคนที่เป็นโรคไต ไตจะไม่สามารถหยุดการขับน้ำในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้มีน้ำออกมามากและปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ จึงมักจะตื่นขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางดึก

- ปัสสาวะเป็นฟองมาก ฟองสีขาว ๆ ที่เราในปัสสาวะก็คือโปรตีนนั่นเอง ซึ่งก็มีกันทุกคน แต่หากใครมีฟองสีขาว ๆ มากผิดปกติ อาจสงสัยไว้ก่อนว่า เส้นเลือดฝอยในไตอาจอักเสบ ทำให้มีโปรตีนรั่วไหลออกมามากผิดปกติ แต่ถึงกระนั้นก็อย่าเพิ่งฟันธงว่าเป็นโรคไต ต้องดูอาการอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น หากปัสสาวะมีฟองมากแถมยังเป็นเลือด ก็สันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นโรคไตก็ได้ ให้รีบไปพบแพทย์ตรวจร่างกายโดยเร็ว



ความดันโลหิตสูงมากๆ

การกินอาหารรสเค็มมากๆ จะทำให้ไตทำงานหนัก และเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงด้วย



แต่อย่างไรก็ตามหลังจากตรวจสอบสัญญาณเบื้องต้นกันไปแล้ว ใครที่มีอาการคล้าย ๆ กับอาการที่บอกไปข้างต้น

ก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจคิดว่าตัวเองป่วยโรคไตแน่ ๆ เพราะเราต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพร่างกายอย่างละเอียดก่อน

นอกจากนี้ผักแต่ละสียังอุดมไปด้วยประโยชน์ต่างกัน เช่น   สีเหลืองส้ม มีสารเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตา ลดความเสี่ยงของโรคหั...
21/08/2021

นอกจากนี้ผักแต่ละสียังอุดมไปด้วยประโยชน์ต่างกัน เช่น สีเหลืองส้ม มีสารเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตา ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สีแดง มีสารไลโคพีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด และยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิด สีเขียว มีสารคลอโรฟิลล์ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์ถูกทำลาย ลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง สีม่วง มีสารแอนโทไซยานิน มีส่วนช่วยในการชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ และยับยั้งเชื้อ E. coli ในทางเดินอาหารที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ สีขาว-น้ำตาลอ่อน มีสารอัลลิซิน ช่วยลดโคเลสเตอรอลในเลือดป้องกันเส้นเลือดอุดตัน ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้

ใส่ใจสุขภาพ : 9 วิธีดูแล “ไต” ให้แข็งแรง1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ แต่อย่ามากเกินไปความเชื่อยอดฮิตที่แนะนำให้ดื่มน้ำเยอะๆ จะดี...
19/08/2021

ใส่ใจสุขภาพ : 9 วิธีดูแล “ไต” ให้แข็งแรง

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ แต่อย่ามากเกินไป
ความเชื่อยอดฮิตที่แนะนำให้ดื่มน้ำเยอะๆ จะดีต่อร่างกายนั้น ยังไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ว่า การดื่มน้ำมากๆจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของไตให้ดีขึ้น เพราะฉะนั้น การดื่มน้ำเกินกว่า 6-8 แก้วต่อวัน อาจไม่ได้ช่วยให้ไตทำงานดีขึ้นแต่อย่างใด

ดังนั้น ควรยึดหลักทางสายกลาง คือ ดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เช่น ยามอากาศร้อน หลังออกกำลังกาย หรือเสียเหงื่อ โดยสังเกตจากสีปัสสาวะที่ควรเป็นสีเหลืองอ่อนเหมือนฟางข้าว หากสีเข้มกว่านี้ แสดงว่าร่างกายขาดน้ำ

2. รับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ
ปัญหาของไตส่วนใหญ่เกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงและเบาหวาน จึงควรควบคุมน้ำหนักตัวและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ รับประทานอาหารให้ครบหมู่ตามหลักโภชนาการ มีวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย

หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด หวานจัด ไขมันสูง หรืออาหารประเภทถั่วในคนที่มีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง และผลไม้บางชนิดในคนที่มีระดับโปแตสเซียมในเลือดสูง เช่น ขนุน ลำไย ทุเรียน

3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ถ้าคุณมีสุขภาพดี การออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นสิ่งดีที่ให้ประโยชน์เช่นเดียวกับนิสัยการกินที่ดี เพราะมันช่วยป้องกันความดันโลหิตสูงและไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น แต่หากสุขภาพไม่ดี การออกกำลังกายที่ไม่เหมาะสมและหักโหมเกินตัว อาจส่งผลเสียต่อไตได้

ควรเน้นการออกกำลังกายที่ช่วยกระตุ้นระบบการย่อยอาหาร เช่น โยคะ ชี่กง หรือฝึกวิชาลมปราณที่ใช้กระบังลมเคลื่อนไหวขึ้นลง ส่งแรงดันไปที่บริเวณช่องท้องเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยบริหารไต และไม่ควรดื่มน้ำขณะออกกำลังกาย เพราะจะทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้น ทางที่ดีควรให้ร่างกายขับเหงื่อออกมากที่สุด แล้วค่อยดื่มในภายหลัง

4. ระวังการใช้อาหารเสริมและสมุนไพร
การที่ร่างกายได้รับอาหารเสริม วิตามิน และสมุนไพรบางชนิด เช่น มะขามแขก ชะเอมเทศ ลูกเนียง โกฐน้ำเต้า ในปริมาณที่มากเกินไป อาจส่งผลร้ายต่อไต ดังนั้น หากจำเป็นต้องรับประทาน ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

หรือผลไม้บางชนิด เช่น มะเฟือง ที่มีกรดออกซาลิกสูง ถูกนำมาสกัดเป็นยาสมุนไพรแก้ร้อนใน ดับกระหาย ถอนพิษ หรือทานทั้งผล ในคนปกติเมื่อทานมากเกินไป หรือทานขณะร่างกายขาดน้ำ อาจก่อให้เกิดภาวะไตวายได้ ส่วนคนที่เป็นโรคไตอยู่แล้ว ห้ามรับประทานเด็ดขาด!!

5. เลิกสูบบุหรี่
การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลอดเลือดตีบ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปยังไตน้อยลง ไตจึงไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ นอกจากนี้ การสูบบุหรี่จะทำให้ร่างกายได้รับสารพิษมากกว่า 50 ชนิด ทำให้ไตต้องทำงานหนักและเสื่อมเร็วขึ้น 1.2 เท่า รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูงและมะเร็งที่ไตอีกด้วย

6. งดดื่มแอลกอฮอล์
การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อไตหลายอย่าง คือ มันจะทำลายเซลล์โดยตรงทำให้ไตโต เกิดความผิดปกติในการผลิตฮอร์โมนจากไต ปัสสาวะบ่อย ร่างกายสูญเสียแคลเซียมและฟอสเฟต ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะไตวายได้

7. อย่ากลั้นปัสสาวะนานๆ
บ่อยครั้งที่คุณอาจต้องกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานๆ เช่น ขณะประชุม รถติด เดินทางไกล หรือบางคนที่ชอบกลั้นปัสสาวะเป็นนิสัย ทั้งๆที่สามารถเข้าห้องน้ำได้ เช่น คนที่ติดเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ติดดูทีวี ซึ่งล้วนเป็นพฤติกรรมทำร้ายไตทั้งสิ้น

X

เพราะการกลั้นปัสสาวะนานๆ เป็นเหตุให้เชื้อโรคแทรกซึมเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ ทำให้ท่อทางเดินปัสสาวะอักเสบ และในบางรายทำให้เกิดโรคไตอักเสบเฉียบพลันได้

8. หลีกเลี่ยงกลุ่มยาที่อาจมีผลต่อไต
ยาบรรเทาอาการปวดที่วางจำหน่ายในร้านขายยา เช่น ยาแก้ปวดข้อ ปวดเส้น ปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งมักจะเป็นยาในกลุ่ม “ยาเอ็นเสด (NSAIDs)” ที่ออกฤทธิ์แรงช่วยลดการอักเสบ หรือแม้แต่ยารักษาโรคติดเชื้อ เช่น ซัลฟาอาจตกตะกอนในไตทำให้ปัสสาวะไม่ออก ยาทั้งสองกลุ่มนี้หากใช้ติดต่อกันนานๆ หรือใช้ไม่ถูกวิธี มีการแพ้ยา ก็อาจเป็นอันตรายต่อไต

ผู้ที่ไตทำงานบกพร่องจะต้องลดขนาดยาแก้อักเสบลง เช่นเดียวกับยาแก้ปวดจำพวกแอสไพรินและพาราเซตามอล ที่ไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 10 วัน เพราะอาจทำให้ไตเสื่อมได้ ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยากลุ่มนี้

9. ดูแลสุขภาพองค์รวม
การนอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน จะช่วยให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ การตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี หมั่นสังเกตอาการผิดปกติของไตที่พบได้ คือ ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะขัด ปัสสาวะสีเข้มแบบสีน้ำล้างเนื้อ บวมที่หน้า เท้า ปวดหลัง ปวดเอว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ และความดันโลหิตสูง

หากพบสัญญาณเตือนภัยข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ไม่ควรปล่อยไว้เนิ่นนานจนสายเกินเยียวยา

7 ผลไม้ลดความอ้วน น้ำตาลน้อย เหมาะสำหรับกินช่วงลดน้ำหนักแม้ผลไม้จะมีประโยชน์ มีสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยปรับสมดุลให้การ...
16/08/2021

7 ผลไม้ลดความอ้วน น้ำตาลน้อย เหมาะสำหรับกินช่วงลดน้ำหนัก
แม้ผลไม้จะมีประโยชน์ มีสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยปรับสมดุลให้การทำงานในร่างกายเป็นปกติ แต่ไม่ใช่ผลไม้ทุกชนิดจะเหมาะสำหรับกินในช่วงลดน้ำหนัก โดยต้องเลือกกินผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย แต่ให้พลังงาน คุณค่าทางอาหาร และช่วยให้อิ่มท้องได้ สำหรับผลไม้ลดความอ้วนที่แนะนำ มีดังนี้

1. แก้วมังกร
แก้วมังกรเป็นผลไม้ลดความอ้วนที่หลายคนเลือกกินแทนมื้อเย็น เนื่องจากมีแคลอรีต่ำ รสชาติไม่หวานมาก แถมยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย บำรุงผิวพรรณ มีกากใยสูงช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ แนะนำให้หั่นแก้วมังกรเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดพอดีคำแช่ตู้เย็นไว้ หิวเมื่อไรก็หยิบมากินแก้หิวได้เลย


2. อะโวคาโด
เรียกได้ว่าเป็นผลไม้ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ ในผลอะโวคาโดประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงวิตามินอี วิตามินเอ วิตามินบี และวิตามินซี อีกทั้งยังมีกรดไขมันที่ดี ไขมันไม่อิ่มตัว ที่ช่วยเผาผลาญไขมันอิ่มตัวในร่างกาย อะโวคาโดจึงกลายเป็นผลไม้ในเมนูเพื่อสุขภาพ สลัด และอาหารคลีน


3. แอปเปิลเขียว
แอปเปิลเขียวเป็นผลไม้ลดความอ้วนที่มีมีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่าแอปเปิลสีแดง โดยแอปเปิลเขียว 100 กรัม จะให้พลังงานประมาณ 52 แคลอรี มีใยอาหารสูง ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย อุดมไปด้วยวิตามินซี ทำให้ผิวสวยแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีช่วยลดคอเลสเตอรอล น้ำตาลในเลือด และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้อีกด้วย

4. แตงโม
หลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าแตงโมเป็นผลไม้ที่ทำให้อ้วน เนื่องจากมีรสหวานและฉ่ำน้ำ แต่จริงๆ แล้วแตงโมเป็นผลไม้ช่วยลดน้ำหนัก แถมทำให้กินแล้วรู้สึกอิ่มเร็ว มีใยอาหารสูง แคลอรีต่ำ เนื้อแตงโมอุดมไปด้วยแคลเซียม โพแทสเซียม เบตาแคโรทีน ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงร่างกาย และป้องกันภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด



5. แคนตาลูป
ผลไม้ลดน้ำหนักที่จะลืมไม่ได้เลยคือแคนตาลูป มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิวพรรณ เส้นผม และเล็บ ให้มีสุขภาพดี อีกทั้งยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรง ต้านการอักเสบ ทำให้ร่างกายติดเชื้อยากขึ้น อีกทั้งโพแทสเซียมในเนื้อแคนตาลูปยังช่วยควบคุมความดันโลหิตให้เป็นปกติ

6. ฝรั่ง
การกินฝรั่งเป็นหนึ่งในวิธีลดน้ำหนักด้วยผลไม้ เนื่องจากฝรั่งช่วยให้อิ่มง่าย รสชาติกรอบอร่อย อุดมไปด้วยวิตามินซี กินแก้หิวแทนขนมหวานได้ดี ประโยชน์ของฝรั่งยังช่วยสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย รวมถึงเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยหรือเป็นหวัดบ่อย


7. ส้ม
ส้มเป็นผลไม้ราคาไม่แพง หากินได้ง่าย ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย เนื่องจากมีไฟเบอร์และใยอาหารสูง แคลเซียมและวิตามินจากส้มยังช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงอีกด้วย ผลส้ม 100 กรัม มีพลังงานประมาณ 47 แคลอรีเท่านั้น หลายคนจึงเลือกกินส้มเป็นผลไม้ลดหุ่น รวมถึงนำไปทำน้ำส้มคั้นก็ดื่มอร่อยไม่แพ้กัน


อย่างไรก็ตาม ไม่ควรกินผลไม้ลดความอ้วนเพียงอย่างเดียว เพราะการจะมีหุ่นสวยควบคู่สุขภาพดีได้นั้น ควรกินอาหารประเภทอื่นๆ ให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน พักผ่อนให้เพียงพอ และต้องหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

15/08/2021

ร่างกายของมนุษย์เรานั้นมีองค์ประกอบของน้ำ 50-70% ไม่ว่าจะเป็นภายในเซลล์ ตามอวัยวะต่างๆ ระบบการทำงานของร่างกายทั้งหมด หรือเลือดที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ ทั้งยังเป็นสารอาหารที่สำคัญของมนุษย์ในการดำรงชีวิตในทุกช่วงทุกวัย การดื่มน้ำบ่อยนั้นก็เป็นการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี แต่ก็ควรมีระยะเวลาในการดื่มน้ำ และวิธีดื่มน้ำตามที่ร่างกายของมนุษย์สมควรได้รับ



ดื่มน้ำอย่างไร ให้สุขภาพดี

- ตื่นนอนตอนเช้าควรจะดื่มน้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นดื่มง่ายกว่าน้ำธรรมดา และอุณหภูมิของน้ำที่ดื่มไม่ต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกาย จึงไม่เป็นการไปดึงอุณหภูมิร่างกายให้เย็นลง หรืออาจเป็นน้ำที่อุณหภูมิห้องก็ได้ ควรดื่ม 1-3 แก้วให้ได้อย่างต่ำ 500-750 มิลลิลิตร ช่วงเวลาหลังตื่นนอนเป็นช่วงที่มีความเข้มข้นของเลือดสูง ร่างกายและเลือดจะมีลักษณะขาดน้ำ และเพื่อกระตุ้นระบบขับถ่าย

- 15 นาทีก่อนอาหาร ระหว่างทานอาหาร และหลังทานอาหาร 30 นาที ทั้ง 3 เวลานี้ ดื่มน้ำรวมกันทั้งหมดไม่ควรเกินครึ่งแก้ว เพราะหากดื่มน้ำมากเกินไประหว่างทานอาหารจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะเจือจางลง ส่งผลต่อระบบการย่อยอาหารร่างกายย่อยอาหารได้ไม่ดี

- ช่วงเวลาประมาณ 9 โมงถึง 10 โมงเช้า ควรดื่มน้ำให้ได้ 2 แก้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีของเสียเกิดขึ้น เพราะร่างกายได้ทํางานไประยะหนึ่งแล้ว ควรดื่มน้ำเพื่อมาชําระของเสียเหล่านั้นออกไป

- ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำทีละนิด แบบจิบทีละ 2 – 3 อึก จิบบ่อยๆ ดีกว่าการดื่มน้ำครั้งละมากๆ เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย

- ก่อนนอนให้ดื่มน้ำอีก 1-2 แก้ว ให้มากกว่า 250 มิลลิลิตร เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลําไส้และกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นจะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของการดื่มน้ำ

1. ช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้ดีขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้น ป้องกันเรื่องริ้วรอยและผิวแห้งกร้าน

2. ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย

3. ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย

4. ช่วยให้ระบบการหมุนเวียนของเลือดทำงานได้ดีขึ้น

5. ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่

6. ข้อต่อต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น

7. ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

8. ช่วยให้อวัยวะภายในร่างกายต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น หัวใจ ไต เป็นต้น

9. ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

น้ำคือสิ่งที่ร่างกายมนุษย์ต้องการมากที่สุด เป็นยารักษาโรคที่ดีที่สุด เพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น และป้องกันโรคภัยต่างๆ เราจึงควรหันมาใส่ใจกับการดื่มน้ำให้มากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการพักผ่อน การทานอาหาร และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

หน้าที่ของไต หน้าที่ซึ่งเด่นชัดมากที่สุดของไต คือ การขับของเสียออกจากร่างกายด้วยการผลิตปัสสาวะให้มีปริมาณของส่วนประกอบแล...
27/07/2021

หน้าที่ของไต

หน้าที่ซึ่งเด่นชัดมากที่สุดของไต คือ การขับของเสียออกจากร่างกายด้วยการผลิตปัสสาวะให้มีปริมาณของส่วนประกอบและปริมาตรที่เหมาะสม เป็นการรักษาสมดุลของน้ำกับแร่ธาตุในร่างกาย โดยหน้าที่ในส่วนนี้ทั้งหมดจะทำงานโดยหน่วยไต นอกจากนั้นไตยังมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการทำงานของฮอร์โมนต่างๆ ด้วย เช่น การกระตุ้นวิตามินดี (vitamin D) เพื่อช่วยควบคุมระดับแคลเซียมในร่างกาย การสร้างฮอร์โมนอีริโทรพอยอิทิน (erythropoietin) เพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง และการหลั่งเอนไซม์เรนิน (renin) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมความดันโลหิต

วิธีการดูแลไต
ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกาย

การดื่มน้ำที่เพียงพอนั้นเปรียบเสมือนการช่วยให้ไต ไม่ต้องทำงานหนักเนื่องจากไม่ต้องกรองน้ำเลือดที่ข้นหนืด คำแนะนำทั่วไปคือ ควรดื่มน้ำ 8-10 แก้ว (ประมาณ 2 ลิตร) ต่อวัน หรือตามที่ Institute of Medicine (IOM) ประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำ คือ ควรดื่มน้ำเฉลี่ย 3.7 ลิตรต่อวันในผู้ชาย และเฉลี่ย 2.7 ลิตรต่อวันในผู้หญิง
รับประทานอาหารและใช้อาหารเสริมอย่างเหมาะสม

การรับประทานอาหารที่เหมาะสม เสมือนเป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งในการดูแลสุขภาพ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รสหวานและเค็มนั้น มักนำมาด้วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงตามลำดับ นอกจากนั้นการรับประทานอาหารเสริมบางชนิดที่มากเกินความจำเป็นก็มีโอกาสที่จะทำให้เกิดความผิดปกติที่ไตได้
ป้องกันการกระทบกระแทกบริเวณสีข้าง

การถูกตีหรือได้รับบาดเจ็บบริเวณสีข้าง อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคไตวายได้เนื่องจากเป็นตำแหน่งของไต ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงอันตรายหรืออุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การเหยียบหรือการต่อตัวโดยใช้บริเวณหลังของร่างกายเป็นฐาน เป็นต้น
ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

การตรวจร่างกายเป็นประจำเป็นสิ่งที่ควรกระทำอยู่แล้วในการดูแลสุขภาพ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูง ควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของโรคนั้นๆ ใช้ยาควบคุมโรคอย่างสม่ำเสมอเนื่องจากยาส่วนใหญ่ ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุของโรค และการไม่ดูแลรักษาโรคประจำตัวที่ยกตัวอย่างไปนั้น จะส่งผลให้ไตทำงานได้แย่ลง
งดบุหรี่ เครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์ ไวน์) และเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน (ชา กาแฟ)

สารนิโคติน (Ni****ne) ในบุหรี่ และคาเฟอีนในขนาดสูง มีผลทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในอีกหลายๆ กลไกที่ทำให้เกิดพิษต่อไต และเช่นเดียวกับคาเฟอีน การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ในปริมาณมากๆ ทำให้เกิดการสลายตัวของกล้ามเนื้อและเกิดไตวายเฉียบพลันตามมา
ใช้ยาอย่างระมัดระวัง

ยาทั่วไปที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย แต่อาจส่งผลต่อการทำงานของไต ทำให้ไตทำงานได้ลดลง ได้แก่ยาในกลุ่มยาแก้อักเสบที่ไม่ได้มีโครงสร้างเป็นสเตียรอยด์ ที่เรียกย่อๆว่ายากลุ่ม “ NSAID” (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs; NSAIDs) เช่น Aspirin, Diclofenac, Ibuprofen, Indomethacin, Naproxen และ Piroxicam เป็นต้น รวมไปถึงยากลุ่มอื่นๆ เช่น ยาต้านมะเร็ง ยากดภูมิคุ้มกัน ยาต้านไวรัส เป็นต้น นอกจากนี้การใช้ยาในกลุ่มนี้ร่วมกับยาอื่นอาจส่งเสริมให้เกิดอาการข้างเคียงของยา (ในที่นี้คือ เป็นพิษต่อไต) ที่รุนแรงเพิ่มขึ้น จากการเกิดอันตรกิริยาระหว่างยา (drug-drug interactions) หรือที่เข้าใจกันง่ายๆ ว่า “ยาตีกัน” เช่น ในกรณีผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยา Cyclosporine เพื่อกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยยาดังกล่าวมีอาการข้างเคียงของยาที่ทำให้เกิดพิษต่อไตได้อยู่แล้ว ต่อมาเนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายของผู้ป่วยต่ำอาจติดเชื้อราขึ้นได้ จึงรับประทานยา Ketoconazole หรือ Itraconazole เพื่อจะรักษาอาการติดเชื้อรา ซึ่งยาที่กล่าวไป 2 ตัวหลังจะทำให้ระดับยา Cyclosporine ในกระแสเลือดเพิ่มสูงขึ้นและทำให้โอกาสเกิดพิษต่อไตสูงขึ้นตามไปด้วยดังนั้นนอกจากผู้ป่วยจะต้องใช้ยาอย่างระมัดระวังแล้ว ต้องแจ้งชื่อยาหรือนำตัวอย่างยาที่ตนเองใช้ให้กับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งที่เข้ารับการรักษา
สุดท้ายนี้ผู้เขียนอยากฝากไว้โดยเฉพาะการใช้ยาทุกครั้งว่า ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ หรือเภสัชกร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้ยากับท่านเอง และอย่าลืมว่า

แนวทางการดูแลไตให้แข็งแรง1. ลดน้ำหนักก่อนอื่นต้องเช็กดูว่าคุณมีน้ำหนักตัวเกินหรือไม่ โดยคำนวณคร่าว ๆ ว่า ถ้าคุณสูง 150 เ...
26/07/2021

แนวทางการดูแลไตให้แข็งแรง
1. ลดน้ำหนัก

ก่อนอื่นต้องเช็กดูว่าคุณมีน้ำหนักตัวเกินหรือไม่ โดยคำนวณคร่าว ๆ ว่า ถ้าคุณสูง 150 เซนติเมตร ควรมีน้ำหนักประมาณ 40-50 กิโลกรัม ถ้าสูง 160 เซนติเมตร ก็ควรหนัก 50-60 กิโลกรัม หากมีน้ำหนักเกินกว่าที่กล่าวไป ก็จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคไตได้มากกว่าคนอื่น หรือถ้าเป็นโรคไตอยู่แล้ว ก็จะส่งผลให้ไตเสื่อมมากยิ่งขึ้น ดังนั้นหากมีน้ำหนักเกิน ก็ควรลดน้ำหนักลงประมาณ 5-10% ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น เช่น สูง 150 เซนติเมตร น้ำหนัก 60 กิโลกรัม ก็ควรลดน้ำหนักลงเหลือ 57 หรือ 54 กิโลกรัม เพื่อทำให้สุขภาพไตดีขึ้น

2. ลดความดันเลือดสูง

ค่าความดันเลือดของคนทั่วไป ค่าบนจะอยู่ที่ 90-120 มิลลิเมตรปรอท ส่วนค่าล่างประมาณ 60-80 มิลลิเมตรปรอท ถ้าความดันค่าบนมากกว่า 140 และตัวล่างมากกว่า 90 จะจัดว่าความดันเลือดสูง

คนที่อายุมากกว่า 60 ปี ควรคุมให้ค่าบนน้อยกว่า 150 ส่วนค่าล่างน้อยกว่า 90

คนที่อายุน้อยกว่า 60 ปี ควรคุมให้ค่าบนน้อยกว่า 140 ส่วนค่าล่างน้อยกว่า 90

ส่วนคนที่เป็นโรคไตควรต้องคุมความดันเลือดให้ต่ำกว่านั้น ขึ้นอยู่การพิจารณาของแพทย์โรคไตว่าจะต้องคุมความดันอยู่ที่เท่าไร

แนวทางการควบคุมความดันเลือด มีหลักการดังนี้

@ ลดน้ำหนัก พยายามลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หากลดน้ำหนักได้ 10 กิโลกรัม จะสามารถลดความดันเลือดได้ 5-20 มิลลิเมตรปรอท

@ ควบคุมอาหารเพื่อหยุดความดันเลือดสูง จานข้าวเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ครึ่งหนึ่งของจานจะเป็นผักและผลไม้ คนไข้ที่เป็นโรคไต ควรกินผักมากกว่าผลไม้

- ¼ จานจะเป็นหมวดข้าวแป้ง เน้นเป็นพวกธัญพืช ข้าวไม่ขัดสี ลูกเดือย ข้าวโพด กินข้าวขาวให้น้อยลง เพราะทำให้น้ำตาลขึ้นเร็ว
- ดื่มนม 1 แก้ว หรือกินเนื้อสัตว์ประมาณ 100 กรัม เช่น อกไก่ หมูไร้มัน อาหารทะเล หลีกเลี่ยงการกินสัตว์เนื้อแดง
- ถั่วเขียว ถั่วเปลือกแข็ง พิตาชิโอ ประมาณ 1 ส่วนต่อวัน
- น้ำมันประมาณ 1-2 ส่วนต่อวัน
- ขนมหวาน รับประทานสัปดาห์ละ 1 ครั้ง กินเป็นโยเกิร์ตไขมันต่ำ 1 ถ้วย น้ำตาล/น้ำเชื่อม/แยม 3 ช้อนชา/สัปดาห์
อาหารที่ช่วยให้ความดันเลือดลดลงคือ ผักและผลไม้ที่มีโพแทสเซียม เช่น คะน้าสุก ผักโขมลวก แครอตสุก ผักกาดหอม มะเขือเทศ ฟักทอง บร็อคโคลี่ มะระจีนสุก ฝรั่ง สตรอว์เบอร์รี่ ขนุน แคนตาลูป แตงโม เป็นต้น

@ ลดเค็ม รับประทานโซเดียมน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชาต่อวัน (ซีอิ๊วหรือน้ำปลา ประมาณ 4 – 5 ช้อนชาต่อวัน)

ความเค็มมีอยู่ในอะไรบ้าง ได้แก่ น้ำปลา ซีอิ๊ว ชีส เกลือ อาหารกระป๋อง ซุป เบคอน หมูแฮม ขนมกรอบๆ กะปิ ปลาร้า ของหมักของดองต่างๆ

นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคความดันเลือดสูง ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน รวม 150 นาทีต่อสัปดาห์

3.ลดน้ำตาล

ค่าระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร ค่าปกติอยู่ที่ 70-100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

การที่จะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติได้ ควรเลือกกินอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสม รวมทั้งควรเลือกอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำกว่า 55 เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวสาลี ขนมปังโฮลวีต นมสด นมพร่องมันเนย โยเกิร์ตไขมันต่ำ แครอต ข้าวโพดหวาน น้ำผึ้ง เป็นต้น

ผลไม้ที่ควรกินได้ ได้แก่ แอปเปิ้ล สตรอว์เบอร์รี่ เชอร์รี่ ส้ม ลูกแพร แก้วมังกร ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า มะม่วง และองุ่น ผลไม้ที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ แตงโม และอินทผลัม

หากทำได้ตามคำแนะนำที่กล่าวมา ก็จะทำให้คุณมีสุขภาพไตที่แข็งแรง และห่างไกลโรคไต

หน้าที่ของไต หน้าที่ซึ่งเด่นชัดมากที่สุดของไต คือ การขับของเสียออกจากร่างกายด้วยการผลิตปัสสาวะให้มีปริมาณของส่วนประกอบแล...
20/07/2021

หน้าที่ของไต

หน้าที่ซึ่งเด่นชัดมากที่สุดของไต คือ การขับของเสียออกจากร่างกายด้วยการผลิตปัสสาวะให้มีปริมาณของส่วนประกอบและปริมาตรที่เหมาะสม เป็นการรักษาสมดุลของน้ำกับแร่ธาตุในร่างกาย โดยหน้าที่ในส่วนนี้ทั้งหมดจะทำงานโดยหน่วยไต นอกจากนั้นไตยังมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการทำงานของฮอร์โมนต่างๆ ด้วย เช่น การกระตุ้นวิตามินดี (vitamin D) เพื่อช่วยควบคุมระดับแคลเซียมในร่างกาย การสร้างฮอร์โมนอีริโทรพอยอิทิน (erythropoietin) เพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง และการหลั่งเอนไซม์เรนิน (renin) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมความดันโลหิต

วิธีการดูแลไต
ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกาย

การดื่มน้ำที่เพียงพอนั้นเปรียบเสมือนการช่วยให้ไต ไม่ต้องทำงานหนักเนื่องจากไม่ต้องกรองน้ำเลือดที่ข้นหนืด คำแนะนำทั่วไปคือ ควรดื่มน้ำ 8-10 แก้ว (ประมาณ 2 ลิตร) ต่อวัน หรือตามที่ Institute of Medicine (IOM) ประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำ คือ ควรดื่มน้ำเฉลี่ย 3.7 ลิตรต่อวันในผู้ชาย และเฉลี่ย 2.7 ลิตรต่อวันในผู้หญิง
รับประทานอาหารและใช้อาหารเสริมอย่างเหมาะสม

การรับประทานอาหารที่เหมาะสม เสมือนเป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งในการดูแลสุขภาพ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รสหวานและเค็มนั้น มักนำมาด้วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงตามลำดับ นอกจากนั้นการรับประทานอาหารเสริมบางชนิดที่มากเกินความจำเป็นก็มีโอกาสที่จะทำให้เกิดความผิดปกติที่ไตได้
ป้องกันการกระทบกระแทกบริเวณสีข้าง

การถูกตีหรือได้รับบาดเจ็บบริเวณสีข้าง อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคไตวายได้เนื่องจากเป็นตำแหน่งของไต ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงอันตรายหรืออุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การเหยียบหรือการต่อตัวโดยใช้บริเวณหลังของร่างกายเป็นฐาน เป็นต้น
ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

การตรวจร่างกายเป็นประจำเป็นสิ่งที่ควรกระทำอยู่แล้วในการดูแลสุขภาพ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูง ควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของโรคนั้นๆ ใช้ยาควบคุมโรคอย่างสม่ำเสมอเนื่องจากยาส่วนใหญ่ ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุของโรค และการไม่ดูแลรักษาโรคประจำตัวที่ยกตัวอย่างไปนั้น จะส่งผลให้ไตทำงานได้แย่ลง
งดบุหรี่ เครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์ ไวน์) และเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน (ชา กาแฟ)

สารนิโคติน (Ni****ne) ในบุหรี่ และคาเฟอีนในขนาดสูง มีผลทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในอีกหลายๆ กลไกที่ทำให้เกิดพิษต่อไต และเช่นเดียวกับคาเฟอีน การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ในปริมาณมากๆ ทำให้เกิดการสลายตัวของกล้ามเนื้อและเกิดไตวายเฉียบพลันตามมา

จอประสาทตาเสื่อมหมอเตือนผู้สูงวัย เสี่ยงจอประสาทตาเสื่อม สัญญาณเตือนตามัวลง มองเห็นภาพบิดเบี้ยว  เห็นเส้นตรงเป็นเส้นคดแล...
20/07/2021

จอประสาทตาเสื่อม

หมอเตือนผู้สูงวัย เสี่ยงจอประสาทตาเสื่อม สัญญาณเตือนตามัวลง มองเห็นภาพบิดเบี้ยว เห็นเส้นตรงเป็นเส้นคดและการมองเห็นสีลดลง แม้รักษาไม่หายขาดแต่สามารถชะลอความเสื่อมได้

นายแพทย์ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า จอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมในส่วนกลางของจอประสาทตา ซึ่งจะเกิดเมื่อมีอายุมากขึ้น และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความสามารถในการมองเห็นของผู้สูงอายุลดลง โรคนี้มักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป จึงมักเรียกว่าจอประสาทตาเสื่อมเนื่องจากอายุ แต่จอประสาทตาเสื่อมอาจจะพบได้ในผู้ที่มีอายุน้อย ซึ่งมักพบในผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคนี้

อาการของโรคจอประสาทตาเสื่อม คือ มองเห็นภาพบิดเบี้ยว มองเห็นเส้นตรงเป็นเส้นคด มองไม่เห็นส่วนกลางของภาพ การมองภาพต้องใช้แสงเพิ่มมากขึ้น และการมองเห็นสีลดลง ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม คือ อายุ จะพบมากในผู้ที่มีอายุ มากกว่า 50 ปี พันธุกรรม โดยร้อยละ 50 ของผู้ป่วยจะมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมาก่อน พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และพบมากในผู้ที่สูบบุหรี่ โดยจะมีโอกาสเป็นโรคนี้เร็วกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 10 ปี

จอประสาทตาเสื่อมมี 2 ชนิด คือ แบบที่ 1 แบบแห้งหรือแบบเสื่อมช้า เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุด โดยเซลล์จอประสาทตาจะค่อยๆ เสื่อมไปอย่างช้าๆ การมองเห็นจะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น แบบที่ 2 แบบเปียกหรือแบบเร็ว พบร้อยละ 10-15 ของโรคจอประสาทตาเสื่อม โดยจะเกิดการสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็วทันที เป็นผลจากจุดกลางรับภาพจอประสาทตาบวม และ/หรือมีเลือดออกที่จอประสาทตา

ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคนี้ให้หายขาด แต่สามารถหยุดหรือชะลอ เพื่อให้จอประสาทตาเสื่อมช้าที่สุด โดยมีวิธีการรักษา ได้แก่ การฉีดยา การใช้เลเซอร์พลังงานต่ำและสารไวแสง เลเซอร์พลังงานสูง และหลายวิธีร่วมกัน ซึ่งการรักษาในแต่ละวิธีมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน เพราะร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนตอบสนองต่างกัน ดังนั้น ก่อนการรักษาจักษุแพทย์ ผู้ป่วย ญาติ ควรพูดคุยกันเพื่อเลือกวิธีการรักษาที่ดีที่สุด

รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคจอประสาทตาเสื่อมแม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถป้องกันภาวะจอประสาทตาเสื่อมได้โดย หมั่นตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรือมีประวัติบุคคลในครอบครัวมีภาวะจอประสาทตาเสื่อม งดสูบบุหรี่ เลือกรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ ผักใบเขียว และผลไม้ เป็นต้น จะสามารถป้องกันภาวะจอประสาทตาเสื่อมได้

ที่อยู่

93/1 ม. 14 ต. คุ้งหยอม
Amphoe Ban Pong
70110

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ D-Tide ผลิตภัณฑ์ดูแลไตและบำรุงรักษาไตผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง D-Tide ผลิตภัณฑ์ดูแลไตและบำรุงรักษาไต:

แชร์