17/01/2025
ตาข่ายการศึกษา TZD
Thailand Zero Dropout ด้วยตาข่ายการศึกษา
ร่วมสร้างการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิตคนทุกช่วงวัย
จากบทความก่อนหน้านี้ ที่มีการกล่าวถึงมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ผ่านการดำเนินงานใน 4 มาตรการ ด้วยการพาเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นไปแล้ว บทความนี้จะขอนำโมเดล “ตาข่ายการศึกษา” ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญหลังจากค้นพบเด็กและเยาวชนแล้ว ซึ่งตาข่ายการศึกษาจะทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า การที่จะพาเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้นั้นมีแนวทางอย่างไร และใครมีส่วนร่วมได้บ้าง ในการทำให้ระบบการศึกษาและการเรียนรู้มีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิตเด็กและเยาวชนแต่ละคน
โมเดล “ตาข่ายการศึกษา” หรือตะแกรงร่อนที่เข้ามาร่วมกันรองรับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจากมิติต่าง ๆ เกิดขึ้นด้วยโครงสร้างของผู้จัดการศึกษาในระบบการศึกษาไทย นอกเหนือจากภาครัฐที่จัดการศึกษาในระบบ คือ โรงเรียนในสังกัดหน่วยงานต่าง ๆ ส่วนการจัดการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย นอกจากกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่จัดการศึกษาโดยรัฐ ยังกระจายความเป็นเจ้าของการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 6 ไปยังสถาบันทางสังคม ได้แก่ ครอบครัว สถานประกอบการ สถาบันศาสนา บุคคล องค์กรวิชาชีพ องค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน (ตามมาตรา 12 แห่ง พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ดังนั้น มาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) จึงเป็นไปได้จริงด้วยตาข่ายการศึกษา
ตาข่ายชั้นที่ 1: สถานศึกษา (โรงเรียน) เป็นหน่วยแรกที่รู้ข้อมูลและสามารถปรับรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงได้ จึงเกิดเป็นนวัตกรรม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ซึ่งแต่ละโรงเรียนมีการปรับรูปแบบการเรียนรู้ตามบริบทของชุมชนและความต้องการ/ศักยภาพของผู้เรียนที่แตกต่างกันไป ทั้งยังจัดการศึกษาที่เชื่อมโยงกับท้องถิ่นได้
ตาข่ายชั้นที่ 2: สถานศึกษา (กรมส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร.) เป็นการจัดการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัยที่เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นการจัดการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ได้ศึกษาอยู่ในสถานศึกษาไม่ว่าด้วยเหตุใด เพื่อให้ได้รับคุณวุฒิระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานด้านสามัญศึกษาหรืออาชีวศึกษา มีการวัดผลด้วยวิธีที่หลากหลาย ประเมินตามความแตกต่างของผู้เรียน ไม่ใช้วิธีทดสอบวิชาการเพียงด้านเดียว ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566
ตาข่ายชั้นที่ 3: สถานศึกษา (ศูนย์การเรียน โดยสถาบันทางสังคม) คือ สถานศึกษาที่เป็นตาข่ายชั้นสุดท้าย โดยจัดการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัยเหมือนกับ สกร. แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ 1) ผู้จัดการศึกษา มิใช่รัฐแต่เป็นสถาบันทางสังคม เช่น มูลนิธิ, สมาคม, องค์กรชุมชน, สถานประกอบการ เป็นต้น 2) สังกัด สพฐ. โดยผู้อนุญาตจดจัดตั้งคือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 3) เป็นการจัดการศึกษาเฉพาะทางเฉพาะกลุ่มสำหรับผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายเฉพาะและพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของศูนย์การเรียน และ 4) ไม่มีกำหนดเรื่องใบประกอบวิชาชีพครู (ตามมาตรา 53 แห่ง พรบ.การศึกษาของชาติ 2542) ฉะนั้น พ่อแม่ ปราชญ์ชุมชน เจ้าหน้าที่ อบต. กลุ่มแม่บ้าน ศูนย์เรียนรู้ชุมชน ผู้ประกอบการ ธุรกิจเอกชน ฯลฯ ทุกคนเป็นครูของผู้เรียนได้ นอกจากนี้การวัดและประเมินผล ให้ประเมินตามสภาพจริงของผู้เรียนเป็นรายบุคคล และสามารถวัดและประเมินผลร่วมกับหน่วยงานที่ร่วมจัดการศึกษาได้ ฉะนั้น จะไม่มีผู้เรียนคนใดสอบไม่ผ่าน สถานศึกษาต้องหาเครื่องมือที่เหมาะสมมาประเมินผู้เรียนตามศักยภาพ
ตาข่ายชั้นที่ 4: กลไกเชิงพื้นที่ หรือ “ตำบลต้นแบบ” คือ การที่เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล มาร่วมเป็นหุ้นส่วนการจัดการศึกษากับสถานศึกษา (โรงเรียน, สกร., และศูนย์การเรียน) เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลและใช้กลไกท้องถิ่นเข้าไปสนับสนุนสถานศึกษาในการติดตามเด็กและเยาวชนได้ทันที รวมทั้งร่วมออกแบบแผนการเรียนของผู้เรียนร่วมกัน และพัฒนาหน่วยจัดการเรียนรู้ชุมชน ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสของท้องถิ่นในการกำหนดอนาคตของชุมชนผ่านการศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิต และต่อยอดการพัฒนาชุมชนในเรื่องต่าง ๆ ให้ยั่งยืนต่อไป
ตาข่ายชั้นที่ 5: เครื่องมือเทคโนโลยี “โรงเรียนมือถือ” เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้เทคโนโลยีมาช่วยอำนวยการเรียนรู้ให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกสถานที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) ซึ่งระบบโรงเรียนมือถือกำลังพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันจากความร่วมมือของ กสศ. และกระทรวงศึกษาธิการ
จากข้อมูลตาข่ายการศึกษาทั้ง 5 ชั้น หลายท่านอาจจะพอมองเห็นภาพรวมและบทบาทของตนเองที่จะเข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิตคนในพื้นที่ ดังตัวอย่างการขับเคลื่อนงานของ “เครือข่ายคนเลี้ยงผึ้ง” จังหวัดสุราษฎร์ธานี หน่วยจัดการเรียนรู้ภายใต้โครงการส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน กสศ. ที่ออกแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นให้กับเด็กและเยาวชน รวมถึงคนทุกช่วงวัยในพื้นที่ด้วยการสร้างแหล่งเรียนรู้ในชุมชน และพัฒนาหลักสูตร “รักษ์ถิ่นวิภาวดี” ซึ่งเกิดจากภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ที่ร่วมคิดร่วมทำ และช่วยประสานกับหน่วยงานระดับพื้นที่อำเภอวิภาวดี จนเกิดเป็นหลักสูตรท้องถิ่น ประกอบด้วย 1) ประวัติศาสตร์ 2) ภูมิปัญญาด้านอาชีพ เช่น การทำผ้ามัดย้อม การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรม Eco Print การทำไม้กวาดดอกหญ้า 3) ภูมิปัญญาด้านเกษตรกรรม เช่น การเลี้ยงผึ้งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 4) ภูมิปัญญาด้านอาหาร 5) ศาสนพิธีและการละเล่น 6) การท่องเที่ยวชุมชน บรรจุอยู่ในศูนย์การเรียนรู้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และ 11 โรงเรียนในพื้นที่ที่สามารถนำมาเทียบโอนหน่วยกิตและเก็บเป็นเครดิตแบงก์สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษาได้ นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยังสนับสนุนให้นำ “การเลี้ยงผึ้งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” มาสร้างการเรียนรู้เรื่องอาชีพและรายได้ให้แก่นักเรียนด้วยการทำสบู่น้ำผึ้งขายอีกด้วย
นอกจากนั้นยังมีตัวอย่างการดำเนินงานของ “เทศบาลตำบลลำปางหลวง” จังหวัดลำปาง ภายใต้โครงการพัฒนาตัวแบบความร่วมมือระดับท้องถิ่นในการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ของเยาวชนนอกระบบการศึกษา กสศ. ซึ่งได้พัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นศูนย์กลางในการจัดการศึกษาเรียนรู้แบบ “ยืดหยุ่น แยบยล ยั่งยืน” ไม่ทำแล้วจบ แต่มีการต่อยอดอย่างต่อเนื่องด้วยการสร้าง Hub Unit of Education หรือตำบลแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ เพราะทุกที่คือการเรียนรู้ และทุกการเรียนรู้คือชีวิต โดยมีภาคีทั้งในและนอกพื้นที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานจนเกิดเป็น “เกาะคาโมเดล” ต้นแบบการทำงานของทั้ง 12 อำเภอในจังหวัดลำปาง ทั้งยังขับเคลื่อนงานเพื่อตอบโจทย์มาตรการ Thailand Zero Dropout ด้วยการสร้างทีมระดับเทศบาลและตำบลสำรวจข้อมูลเด็กและเยาวชนจากหลายแหล่ง เพื่อนำมาทำเป็นข้อมูลส่วนกลางสำหรับวางระบบการทำงานร่วมกันในพื้นที่ โดยตั้งเป้าว่า ในปี 2568 ทต.ลำปางหลวง จะเป็นตำบล Zero Dropout เด็กและเยาวชนทุกคนจะไม่หลุดจากระบบการศึกษา แต่ต้องได้รับการศึกษาตามความถนัด ตอบโจทย์ความต้องการ และสอดคล้องกับบริบทชีวิต
กล่าวได้ว่าโมเดล “ตาข่ายการศึกษา” ทำให้ระบบการศึกษามีความยืดหยุ่นมากขึ้น เนื่องจากมีการดึงศักยภาพของแต่ละหน่วยงาน ทั้งสถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันอำนวยทรัพยากร ทั้งสถานที่ เครื่องมือ บุคลากร และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการจัดการศึกษาให้ครอบคลุมความหลากหลาย และข้อจำกัดของบริบทเด็กและเยาวชนและคนทุกช่วงวัย อีกทั้งการมี “วุฒิการศึกษา” จะช่วยเป็นใบเบิกทางที่นำพาชีวิตของทุกคนก้าวไปสู่การเรียนรู้ในเส้นทางใหม่ ๆ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น หรือการนำทักษะวิชาการ วิชาชีพ วิชาชีวิต ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้า สามารถพึ่งพาตนเองและดูแลครอบครัวไปพร้อมกับส่งต่อโอกาสการเรียนรู้ไปสู่รุ่นลูกหลานในอนาคตได้อย่างมั่นคง
ที่มา: วารสารการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กสศ. (ปีที่ 2 ฉบับที่ 3 เดือนพฤศจิกายน 2567, ตาข่ายการศึกษาโดย: พิมพ์ชนก จอมมงคล ครูศูนย์การเรียน CYF)
#กสศ. #กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
#สร้างโอกาส #สร้างงาน #สร้างชุมชน #ชุมชนเป็นฐาน
#ทุนส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน
#แรงงานนอกระบบ #เยาวชนนอกระบบการศึกษา
#ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ #ผู้ด้อยโอกาส
#การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น