สายสัญญาบารมี

สายสัญญาบารมี สายสัญญาบารมี

บทดับล้าง "พ้นภัยอันตราย"
02/04/2025

บทดับล้าง "พ้นภัยอันตราย"

บทดับล้าง "ภัยพิบัติ ตัดให้ขาด"
02/04/2025

บทดับล้าง "ภัยพิบัติ ตัดให้ขาด"

บทดับล้าง "โลกแตก"
02/04/2025

บทดับล้าง "โลกแตก"

ศาลหลักเมือง นครศรีธรรมราชวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568
02/04/2025

ศาลหลักเมือง นครศรีธรรมราช

วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568

องค์พระธรรม ที่บานประตูศาลหลักเมือง นครศรีธรรมราชวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568
02/04/2025

องค์พระธรรม ที่บานประตูศาลหลักเมือง นครศรีธรรมราช

วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568

สายสัญญาบารมี สถานปฏิบัติธรรมวิหารธรรมตำบล หนองโดน อำเภอ ลำปลายมาศ บุรีรัมย์ 31130Phone: 082 128 1318 อ.รุ้ง เสาโรGoogle...
01/04/2024

สายสัญญาบารมี สถานปฏิบัติธรรมวิหารธรรม
ตำบล หนองโดน อำเภอ ลำปลายมาศ บุรีรัมย์ 31130
Phone: 082 128 1318 อ.รุ้ง เสาโร
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/F6zSYs3yXygamWcq5

วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2567 - จันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567

13/01/2023
“เทวดาพูดภาษาอะไร?” มาทำความรู้จัก ภาษา “กูโบ๊ส – กูต๊าบ” เทพยาดาเขาใช้สื่อสารกัน          ภาษาเทพเป็นภาษาสวรรค์ไม่มีใคร...
09/11/2022

“เทวดาพูดภาษาอะไร?” มาทำความรู้จัก ภาษา “กูโบ๊ส – กูต๊าบ” เทพยาดาเขาใช้สื่อสารกัน

ภาษาเทพเป็นภาษาสวรรค์ไม่มีใครสามารถแปลภาษาเทพ หรือเข้าใจภาษาเทพได้ ถึงแม้มีก็จะมีเพียงผู้ที่ปฏิบัติในระดับสูง ภาษาเทพมีอยู่ด้วยกันหลายระดับ บางอย่างก็เป็นภาษาของภพภูมินั้นๆ เช่นภาษาของผีก็มีเหมือนกันมนุษย์เรามีเทวดาปกปักษ์รักษา แต่ "เรามิใช่เทวดา" ไม่มีความจำเป็นต้องไปรู้ภาษาเทพ รู้แล้วได้อะไร?

เมื่อศึกษาเรื่องเสียงพูดแปลกๆ ขณะทำสมาธิ และสอบถามไปยังพระกรรมฐานที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องสมาธิ และผู้รอบรู้เรื่องสมาธิหลายท่านจึงได้ทราบข้อสังเกตที่เหมือนๆ กันในหลายๆ ส่วน เช่น ภาษาที่พูดออกมานั้น ผู้พูดมักจะพูดออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้ แต่จะมีความรู้สึกนึกคิด หรือรู้สึกตัวตลอดเวลา หรือ ภาษาที่พูดออกมานั้นมักจะรัว และเร็วกว่าภาษาพูดธรรมดาที่คนทั่วไปพูดกัน และที่น่าสนใจที่สุดคือ ภาษานี้มักจะผลมาจากการทำสมาธิถึงขั้นหนึ่งจนจิตมีความละเอียดพอที่จะสัมผัสกับพลังงานต่างมิติ ไม่ว่าจะเป็นสัมภเวสี เทพ เทวดา ฯลฯ หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็น “การลงทรง” หรือ “ประทับทรง”นั่นเอง “การลงทรง” หรือ “ประทับทรง” นั้นเป็นการติดต่อสื่อสารกับโลกวิญญาณวิธีหนึ่งโดยการทำสมาธิเป็นพื้นฐานของการประทับทรง นอกจากนี้การประทับทรงยังเป็นการทำให้เราได้รู้เข้าใจอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง เพราะการลงมาประทับทรงของจิตวิญญาณนั้นมีอยู่หลายระดับ ตั้งแต่ สัมภเวสี เจ้าพ่อเจ้าแม่ จนถึงเทพยดา เพราะเมื่อศึกษาไปก็ได้พบว่าโลกของเรานี้ไม่ได้มีเพียงแต่โลกที่มองเห็นด้วยตา แต่ยังมี “มิติทางโลกวิญญาณ” อยู่อีกหลายมิติเหลื่อมซ้อมกันอยู่ตามความหยาบละเอียดของจิตในสมาธิ หรือเรียกว่าอยู่กันคนละ “ความถี่” อย่างมนุษย์เราก็เป็น “ความถี่” หนึ่งในโลกวัตถุจึงทำให้ไม่สามารถรู้เห็นมิติของโลกวิญญาณได้ ขณะเดียวกัน จิตวิญญาณที่เป็นพวกสัมภเวสี ก็จะไม่สามารถรับรู้หรือเห็นดวงวิญญาณของเทพได้ เพราะอยู่กันคนละ “ความถี่” นั่นเอง
ใน “การประทับทรง” นั้นถ้าเป็นการทรงวิญญาณของมนุษย์ หรือดวงจิตที่เพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่นานนัก ผู้เป็นร่างทรงมักจะมีปฏิกิริยาดุจผู้ตายไปแล้วคือมีอากัปกิริยา และพูดจากภาษาเดียวกันกับคนผู้นั้น แต่ในกรณีที่เป็น “ดวงจิตของเทพ” เมื่อดวงจิตลงประทับร่างทรงแล้วมักมีอากัปกิริยาที่แปลกออกไป เช่น ร่ายรำ บ้างก็พูดออกมาเป็นภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง ภาษาดังกล่าวมักเรียกกันในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ หรือบรรดาร่างทรงว่า “ภาษาเทพ” เป็นภาษาเก่าแก่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับ “ภาษาพราหมณ์โบราณ” เคยสอบถามไปยังผู้รู้หลายท่านได้ความเกี่ยวกับเรื่อง “ภาษาเทพ” นี้ว่า จริงๆ แล้วเมื่อมนุษย์สามารถทำสมาธิไปได้ถึงระดับหนึ่ง เข้าสู่ภาวะ “องค์ฌาน” ในขั้น “ภาวะปีติ” โดยเฉพาะ “อุเพงคาปีติ” นั้นเป็นการง่ายที่บรรดาดวงจิตหรือวิญญาณ ทั้งหลายจะเข้ามาใช้ร่างของผู้ทำสมาธิคนนั้น แต่ดวงจิตหรือวิญญาณที่เข้ามาใช้ร่างนั้นอาจจะไม่ใช่มนุษย์ที่เสียชีวิตไปแล้วเสียทั้งหมด อาจจะเป็นสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เมื่อดวงจิต หรือวิญญาณมาใช้ร่างกาย สมมุติเดิมของดวงจิตนั้นๆ ยังคงอยู่และก็แสดงผ่านออกมาทางร่างกาย

ภาษา “กูโบ๊ส – กูต๊าบ”

ภาษาของพรหมใช้ คือ กูโบ๊ส ส่วนภาษาของวิญญาณในภพสัมภเวสี และวิญญาณชั้นต่ำใช้ คือ กูต๊าบ ในการติดต่อและกระทำพิธีกรรม

พวกพรหมชั้นสูงจะใช้ภาษา “กูโบ๊สขั้นสูง” เรียกว่า “ปุริสคาเบ๊ส” พรพรหมชั้นกลางใช้กูโบ๊สแบบ “รอเฟน” พวกพรหมชั้นต่ำและเทพชั้นสูงให้กูโบ๊สแบบ “มินกะเอน” ในการติดต่อสื่อสารและกระทำพิธี
ใน “การประทับทรง” นั้นถ้าเป็นการทรงวิญญาณของมนุษย์ หรือดวงจิตที่เพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่นานนัก ผู้เป็นร่างทรงมักจะมีปฏิกิริยาดุจผู้ตายไปแล้วคือมีอากัปกิริยา และพูดจากภาษาเดียวกันกับคนผู้นั้น แต่ในกรณีที่เป็น “ดวงจิตของเทพ” เมื่อดวงจิตลงประทับร่างทรงแล้วมักมีอากัปกิริยาที่แปลกออกไป เช่น ร่ายรำ บ้างก็พูดออกมาเป็นภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง ภาษาดังกล่าวมักเรียกกันในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ หรือบรรดาร่างทรงว่า “ภาษาเทพ” เป็นภาษาเก่าแก่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับ “ภาษาพราหมณ์โบราณ” เคยสอบถามไปยังผู้รู้หลายท่านได้ความเกี่ยวกับเรื่อง “ภาษาเทพ” นี้ว่า จริงๆ แล้วเมื่อมนุษย์สามารถทำสมาธิไปได้ถึงระดับหนึ่ง เข้าสู่ภาวะ “องค์ฌาน” ในขั้น “ภาวะปีติ” โดยเฉพาะ “อุเพงคาปีติ” นั้นเป็นการง่ายที่บรรดาดวงจิตหรือวิญญาณ ทั้งหลายจะเข้ามาใช้ร่างของผู้ทำสมาธิคนนั้น แต่ดวงจิตหรือวิญญาณที่เข้ามาใช้ร่างนั้นอาจจะไม่ใช่มนุษย์ที่เสียชีวิตไปแล้วเสียทั้งหมด อาจจะเป็นสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เมื่อดวงจิต หรือวิญญาณมาใช้ร่างกาย สมมุติเดิมของดวงจิตนั้นๆ ยังคงอยู่และก็แสดงผ่านออกมาทางร่างกาย

ภาษา “กูโบ๊ส – กูต๊าบ”

ภาษาของพรหมใช้ คือ กูโบ๊ส ส่วนภาษาของวิญญาณในภพสัมภเวสี และวิญญาณชั้นต่ำใช้ คือ กูต๊าบ ในการติดต่อและกระทำพิธีกรรม

พวกพรหมชั้นสูงจะใช้ภาษา “กูโบ๊สขั้นสูง” เรียกว่า “ปุริสคาเบ๊ส” พรพรหมชั้นกลางใช้กูโบ๊สแบบ “รอเฟน” พวกพรหมชั้นต่ำและเทพชั้นสูงให้กูโบ๊สแบบ “มินกะเอน” ในการติดต่อสื่อสารและกระทำพิธี

CR: https://www.tnews.co.th/variety/300123

16/06/2022

นานาสารธรรม : เนื้อ 10 ชนิด พระพุทธเจ้า “ห้ามภิกษุฉัน”

ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 5 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 5 มหาวรรค ภาค 2 ได้กล่าวถึงเรื่องเนื้อ 10 ชนิด ที่พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธบัญญัติห้ามภิกษุฉัน ซึ่งมีความโดยย่อดังนี้

ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสีนั้น สมัยนั้น อุบาสกสุปปิยะและอุบาสิกาสุปปิยา เป็นผู้เลื่อมใส บำรุงพระสงฆ์อยู่ในพระนครพาราณสี วันหนึ่งอุบาสิกาสุปปิยาไปยังอารามวิหารทุกแห่ง แล้วเรียนถามภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุรูปใดอาพาธ และอยากให้นำอะไรมาถวาย

ภิกษุรูปหนึ่งดื่มยาถ่ายและได้บอกอุบาสิกาสุปปิยาว่า ต้องการน้ำเนื้อต้ม อุบาสิกาสุปปิยารับคำว่าจะนำมาถวายเป็นพิเศษ เมื่อกลับเรือนจึงสั่งชายคนรับใช้ให้ไปหาซื้อเนื้อสัตว์ แต่เขาหาซื้อทั่วเมืองก็ไม่มี จึงได้กลับไปบอกอุบาสิกาสุปปิยาว่า ไม่มีเนื้อสัตว์ขาย เพราะวันนี้ห้ามฆ่าสัตว์
อุบาสิกาสุปปิยาจึงวิตกว่า ภิกษุอาพาธรูปนั้น เมื่อไม่ได้ฉันน้ำเนื้อต้ม อาจจะอาพาธมากขึ้นหรือถึงมรณภาพ การที่เรารับคำแล้วไม่จัดหาไปถวายนั้น เป็นการไม่สมควร

เมื่อคิดดังนี้ จึงได้หยิบมีดหั่นเนื้อมาเชือดเนื้อขาส่งให้หญิงคนรับใช้ สั่งให้ต้มเนื้อนี้ แล้วนำไปถวายภิกษุรูปที่อาพาธ และถ้าผู้ใดถามถึง ก็ให้บอกว่าเธอป่วย แล้วเอาผ้าห่มพันขา เข้าห้องนอนบนเตียง

เมื่ออุบาสกสุปปิยะกลับถึงเรือน อุบาสิกาสุปปิยาจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ทราบ อุบาสกสุปปิยะร่าเริงดีใจว่า สุปปิยามีศรัทธาเลื่อมใสถึงแก่สละเนื้อของตนเอง แล้วสิ่งอื่นใดทำไมนางจักให้ไม่ได้เล่า จากนั้นอุบาสกสุปปิยะจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วอาราธนาไปรับภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น

เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จไปสู่เรือนของอุบาสกสุปปิยะแล้วไม่เห็นอุบาสิกาสุปปิยา จึงตรัสถาม เมื่อทราบความว่านางป่วย จึงรับสั่งให้พามาเฝ้า ทรงเห็นแผลใหญ่ที่ขาของนาง และด้วยอานุภาพของพระพุทธองค์ เนื้อขาที่หายไปนั้นก็กลับเต็มดังเดิม

จากนั้นเมื่อเสด็จกลับจึงรับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุรูปไหนขอเนื้อต่ออุบาสิกาสุปปิยา ภิกษุรูปนั้นได้ทูลรับต่อพระผู้มีพระภาคว่าตนเป็นผู้ขอ และเขาได้นำมาถวาย และฉันแล้ว โดยไม่ได้พิจารณา

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงติเตียนว่าการกระทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ครั้นแล้วทรงรับสั่งกับภิกษุทั้งหลาย เรื่องการฉันเนื้อสัตว์ ดังนี้

1. ห้ามฉันเนื้อมนุษย์
ด้วยเหตุแห่งอุบาสิกาสุปปิยามีศรัทธาเลื่อมใสภิกษุถึงแก่สละเนื้อของตนเอง นำไปต้มถวายแก่ภิกษุผู้อาพาธ จนตัวเองต้องเจ็บป่วย พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติห้ามแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาคนที่มีศรัทธาเลื่อมใสมีอยู่ เขาสละเนื้อของเขาถวายก็ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อมนุษย์ รูปใดฉัน ต้องอาบัติถุลลัจจัย อนึ่ง ภิกษุยังมิได้พิจารณา ไม่พึงฉันเนื้อ รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฎ”

2. ห้ามฉันเนื้อช้าง
ในสมัยนั้น ช้างหลวงล้มลงหลายเชือก และเมื่ออัตคัดอาหาร ประชาชนพากันบริโภคเนื้อช้าง และถวายแก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต เมื่อภิกษุฉันเนื้อช้าง ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ช้างเป็นราชพาหนะ ถ้าพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ คงไม่ทรงเลื่อมใสต่อภิกษุเหล่านั้น
พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติห้ามแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อช้าง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฎ”

3. ห้ามฉันเนื้อม้า
สมัยต่อมา ม้าหลวงตายมาก และเมื่ออัตคัดอาหาร ประชาชนพากันบริโภคเนื้อม้า และถวายแก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต เมื่อภิกษุฉันเนื้อม้า ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ม้าเป็นราชพาหนะ ถ้าพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ คงไม่เลื่อมใสต่อต่อภิกษุเหล่านั้น
พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติห้ามแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อม้า รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฎ”

4. ห้ามฉันเนื้อสุนัข
สมัยต่อมา ถึงคราวอัตคัดอาหาร ประชาชนพากันบริโภคเนื้อสุนัข และถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต เมื่อภิกษุทั้งหลายฉันเนื้อสุนัข ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ฉันเนื้อสุนัขเล่า เพราะสุนัขเป็นสัตว์น่าเกลียด น่าชัง
พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติห้ามแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อสุนัข รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฎ”

5. ห้ามฉันเนื้องู
สมัยต่อมา ถึงคราวอัตคัดอาหาร ประชาชนพากันบริโภคเนื้องู และถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต เมื่อภิกษุทั้งหลายฉันเนื้องู ประชาชนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ฉันเนื้องูเล่า เพราะงูเป็นสัตว์น่าเกลียดน่าชัง รวมทั้งพระยานาคชื่อสุปัสสะก็เข้าไปทูลขอว่าอย่าฉันเนื้องู
พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติห้ามแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้องู รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฎ”

6. ห้ามฉันเนื้อราชสีห์
สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าราชสีห์แล้วบริโภคเนื้อราชสีห์ และถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อราชสีห์แล้วอยู่ในป่า ฝูงราชสีห์ฆ่าพวกภิกษุเสีย เพราะได้กลิ่นเนื้อราชสีห์
พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อราชสีห์ รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฎ”

7. ห้ามฉันเนื้อเสือโคร่ง
สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าเสือโคร่งแล้วบริโภคเนื้อเสือโคร่ง และถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต พวกภิกษุฉันเสือโคร่งแล้วอยู่ในป่า เหล่าเสือโคร่งฆ่าพวกภิกษุเสีย เพราะได้กลิ่นเนื้อเสือโคร่ง
พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อเสือโคร่ง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฎ”

8. ห้ามฉันเนื้อเสือเหลือง
สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าเสือเหลือง แล้วบริโภคเนื้อเสือเหลือง และถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อเสือเหลืองแล้วอยู่ในป่า เหล่าเสือเหลืองฆ่าพวกภิกษุเสีย เพราะได้กลิ่นเนื้อเสือเหลือง
พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อเสือเหลือง รูปใดฉันต้องอาบัติทุกกฎ”

9. ห้ามฉันเนื้อหมี
สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าหมีแล้วบริโภคเนื้อหมี และถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต พวกภิกษุฉันหมีแล้วอยู่ในป่า เหล่าหมีฆ่าพวกภิกษุเสียเพราะได้กลิ่นเนื้อหมี
พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติห้ามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อหมี รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฎ”

10. ห้ามฉันเนื้อเสือดาว
สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าเสือดาวแล้วบริโภคเนื้อเสือดาว และถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อเสือดาวแล้วอยู่ในป่า เหล่าเสือดาวฆ่าพวกภิกษุเสีย เพราะได้กลิ่นเนื้อเสือดาว
พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อเสือดาว รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฎ”

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 178 ตุลาคม 2558 โดย กองบรรณาธิการ)
เผยแพร่: 2 ต.ค. 2558 10:53 โดย: MGR Online https://mgronline.com/dhamma/detail/9580000110552

30/05/2022

นรสิงห์ หรือ นรสีห์ (สันสกฤต: नरसिंह, แปลตรงตัว: 'มนุษย์-สิงโต', Narasiṃha) เป็นอวตารของพระวิษณุ โดยมีร่างกายท่อนล่างเป็นมนุษย์ และร่างกายท่อนบนเป็นสิงโต ลงมาทำลายความชั่วร้ายและยุติการกดขี่ข่มเหงทางศาสนาและความหายนะบนโลก ฟื้นฟูธรรม นอกจากนี้ นรสิงห์ยังด้รับการกล่าวถึงเป็นเทพแห่งโยคะ ในรูปแบบโยคะ-นรสิงห์

นรสิงห์เป็นหนึ่งในเทพหลักในลัทธิไวษณพ และตำนานของเขาได้รับการยกย่องในVaikhanasas, Sri Vaishnavism, Sadh Vaishnavism และในธรรมเนียมอื่นๆ ของลัทธิไวษณพ

หิรัณยกศิปุบำเพ็ญตบะเป็นเวลานาน จนได้รับพรจากพระพรหม ให้เป็นผู้ที่ฆ่าไม่ตายจากมนุษย์, สัตว์, เทวดา ให้ฆ่าไม่ตายทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ให้ฆ่าไม่ตายทั้งจากอาวุธและมือ ให้ฆ่าไม่ตายทั้งในเรือนและนอกเรือน

หิรัณยกศิปุ (สันสกฤต: हिरण्‍यकशिपु) หรือ หิรัณยกัสสปะ เป็นอสูรในคัมภีร์ปุราณะของศาสนาฮินดู ซึ่งถูกนรสิงห์ (อวตารของพระวิษณุ) สังหาร เพราะว่าหิรัณยกศิปุได้รับพรจากพระพรหมว่าจะไม่ถูกสังหารโดยมนุษย์หรือสัตว์ ซึ่งนรสิงห์ก็ไม่ใช่ทั้งมนุษย์หรือสัตว์ หิรัณยกศิปุมีน้องชายชื่อหิรัณยากษะ ซึ่งถูกพระวราหะอวตารของพระวิษณุสังหารเช่นกัน

หิรัณยกศิปุ ได้อาละวาดสร้างความเดือดร้อนไปทั่วทั้งสามภพ พระอินทร์จึงทูลเชิญพระนารายณ์อวตารเกิดมาเป็น นรสิงห์ คือ มนุษย์ครึ่งสิงห์ นรสิงห์สังหารหิรัณยกศิปุด้วยกรงเล็บด้วยการฉีกอก ที่กึ่งกลางบานประตู ในเวลาโพล้เพล้ ก่อนตาย นรสิงห์ได้ถามหิรัณยกศิปุว่า สิ่งที่ฆ่าเจ้าเป็นมนุษย์หรือสัตว์หรือเทวดาหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ สิ่งที่สังหารเป็นมือหรืออาวุธหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ ในเรือนหรือนอกเรือนหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ และเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ นรสิงห์จึงประกาศว่า บัดนี้ พรที่ประทานจากพระพรหมได้สลายไปสิ้นแล้ว เทวดาทั้งสามภพจึงยินดี

รูปประติมากรรมหรือรูปวาดของนรสิงห์ตอนสังหารหิรัณยกศิปุ จึงมักสลักมีรูปเทวดาองค์เล็กๆ 2 องค์อยู่ข้างล่างแสดงกิริยายินดีด้วย

Cr: https://th.wikipedia.org/wiki/นรสิงห์

https://mgronline.com/live/detail/9650000031465
01/04/2022

https://mgronline.com/live/detail/9650000031465

เปิดพิธีไล่ผีสุดแปลก ใช้ “มือ-กระบอง” เคาะของลับผู้หญิง อ้างไล่คุณไสยมนต์ดำที่แฝงอยู่ ท่ามกลางกระแสสังคม...

ที่อยู่

4/3 Moo 9, Sirarom 7 (Peak)
Bang Smak
24180

เบอร์โทรศัพท์

+66876994694

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สายสัญญาบารมีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง สายสัญญาบารมี:

แชร์

ประเภท