10/02/2020
📌 ประเด็นสำคัญของโรคเก๊าท์เทียมที่ควรรู้
1.โรคเก๊าท์เทียมมีความคล้ายคลึงกับโรคเก๊าท์ แต่ทั้งสองโรคนี้เกิดขึ้นจากการสะสมผลึกที่ต่างกัน
- โรคเก๊าท์เทียม คือภาวะที่เกิดขึ้นจากการที่มี"ผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟต" สะสมภายในข้อ และเนื้อเยื่อรอบข้อ
- โรคเก๊าท์เกิดจากการสะสมของ"ผลึกยูริก"ภายในข้อ
2.โรคเก๊าท์เทียม อาจมีอาการเหมือนโรคข้อเสื่อม และข้ออักเสบรูห์มาติกเช่นเดียวกับโรคเก๊าท์
ผู้ป่วยที่มีการสะสมของผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟตประมาณ 25% จะป่วยเป็นโรคเก๊าท์เทียม ผู้ป่วยโรคเก๊าท์เทียมไม่จำเป็นต้องมีอาการทุกคน แต่ประมาณ 5% อาจมีอาการที่คล้ายโรคข้ออักเสบรูห์มาติก และอีกประมาณ 50% เกิดอาการที่คล้ายกับโรคข้อเสื่อมได้
3.โรคเก๊าท์เทียมมักเกิดขึ้นที่ข้อเดียว โดยเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และรุนแรง แม้ว่าเวลาที่อาการโรคเก๊าท์เทียมกำเริบอาจรุนแรงคล้ายกับโรคเก๊าท์ แต่ก็มักจะปวดน้อยกว่า โดยมีลักษณะอาการ ดังนี้
- มีอาการปวด ตั้งแต่หลายวันจนถึง 2 สัปดาห์
อาจมีไข้ตามมาได้
- มักเกิดขึ้นได้เอง หลังการเจ็บป่วยรุนแรง การผ่าตัด หรือการได้รับอุบัติเหตุ
- ทำให้กระดูกอ่อน และข้อต่อถูกทำลาย อาการจะแย่ลงเรื่อยๆ หลังจากที่อาการกำเริบได้หลายปี
4.เกือบครึ่งของอาการโรคเก๊าท์เทียมกำเริบ จะเกิดขึ้นที่บริเวณข้อเข่า
- โรคเก๊าท์เทียมมักจะเกิดที่เข่า
- ในขณะที่โรคเก๊าท์มักจะเกิดที่นิ้วโป้งเท้า
อย่างไรก็ตาม โรคเก๊าท์เทียมสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกข้อ รวมถึงนิ้วโป้งเท้า
5.ทุกคนมีโอกาสเป็นโรคเก๊าท์เทียม แต่ความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่ออายุมากขึ้น
6.ผู้ป่วยโรคเก๊าท์เทียมบางส่วนมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมาก่อน
นอกจากปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมต่อโรคเก๊าท์เทียมแล้วนั้น ปัจจัยอื่นที่ทำให้เพิ่มโอกาสในการเกิดโรค ประกอบด้วย
- ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากไป หรือน้อยไป
- ภาวะเหล็กเกิน
- ภาวะ Amyloidosis (แอมีลอยโดซิส)
- ภาวะพร่องแมกนีเซียมในเลือด
- ภาวะฟอสเฟตต่ำ
7.การส่งตรวจที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคเก๊าท์เทียม คือการส่งตรวจน้ำในข้อ ซึ่งทำได้โดยการดูดน้ำจากข้อที่มีอาการ และนำมาส่องหาผลึกลักษณะรูปแท่ง หรือรูปสี่เหลี่ยมคางหมู ซึ่งจะทำให้สามารถยืนยันการวินิจฉัยโรคได้
นอกจากนั้นหากตรวจพบว่า มีแคลเซียมสะสมที่กระดูกอ่อน และภายในข้อ (Chondrocalcinosis) ภายใต้การมองด้วยรังสีเอกซเรย์ก็สามารถช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้เช่นกัน และอาจพิจารณาส่งการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่า ไม่ได้เป็นโรคข้ออักเสบจากสาเหตุอื่น
8.ยังไม่มีการรักษาโรคเก๊าท์เทียมให้หายขาด แต่มีวิธีการรักษาที่สามารถควบคุมอาการได้
9.เนื่องจากโรคเก๊าท์เทียมมักเกิดการเข้าใจสับสนกับโรคข้ออักเสบอื่นๆ จึงควรได้รับการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ
** เนื่องจากลักษณะของโรคเก๊าท์เทียมคล้ายคลึงกับโรคข้ออักเสบชนิดอื่น ดังนั้น จึงควรพบผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้อ (Rheumatologist) เพื่อทำการวินิจฉัยโรค เ
10.อาหารไม่มีส่วนต่อการทำให้เกิดโรคเก๊าท์เทียม และการเปลี่ยนอาหารไม่ได้ช่วยควบคุมอาการของโรค
ถึงแม้ว่าผลึกที่มีการสะสมในโรคเกาต์เทียม จะมีส่วนประกอบของแคลเซียม แต่การกินอาหารที่มีแคลเซียมจำนวนมากก็ไม่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นให้เกิดโรคเก๊าท์เทียม
ดังนั้น การวินิจฉัยโรคที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผู้ป่วยโรคเก๊าท์เทียมที่ไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลให้เกิดอาการข้อเสื่อมรุนแรง ข้ออักเสบเรื้อรัง เกิดการทำลายข้ออย่างรุนแรง และนำไปสู่ความพิการได้ !!!!!
#โรคเก๊าท์
#เก๊าท์