03/02/2025
ปูพื้นนิดหน่อย ผมเป็นนักจิตวิทยาที่ทำงานนอกระบบ เติบโตจากแนวคิด Existential-Humanistic และ Buddhism ครับ
1.ผมว่าโดยรากฐานแต่ละแนวคิดในการรักษาบำบัดตั้งมาจากเจตนาที่ดีของคนต้นคิด ที่มีโลกแห่งประสบการณ์ส่วนตัว มีการสังเกต ตีความ ศึกษาวิจัย สร้างข้อสรุปว่าปัญหาทางจิตนั้นๆ มาจากอะไร บ้างก็ว่ามาจากทางกาย เช่น สมอง ฮอร์โมน บ้างก็ว่าเพราะปมวัยเด็ก การเลี้ยงดู หรือความผิดหวังในปัจจุบัน ฯลฯ
2.แต่เจตนาที่ดี ก็ยังไมได้หมายความว่าองค์ความรู้ หรือวิธีการนั้นจะถูกที่สุด หรือเหมาะสมกับการแก้โจทย์ไปทุกโจทย์ เพราะมนุษย์มีความเฉพาะของตัวตนทางกาย ทางจิต และบริบทปัญหาไปอีก ผู้ปฏิบัติเลยควรรู้ไว้กว้าง เพราะเวลาเจอโจทย์ต่างๆ จะได้หาเหลี่ยมในการเข้าใจปัญหาได้ถูกต้อง นี่ยังไม่รวม Bad Side ของแต่ละวิธีการที่เราต้องคำนึงถึงด้วย ทั้งยา ทั้งจิตบำบัด
3.ปัญหาของผู้สืบทอดความรู้ที่มาตรฐานไม่เท่ากัน บุคลิกไม่เหมือนกัน ต่อให้เรียนจากสถาบันการศึกษา แล้วจะบอกว่าตัวเองเป็นจิตแพทย์ เป็นนักบำบัด เป็นนักจิต จะทำทฤษฎีอะไรก็ว่าไป แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเก่งหรือคมเท่ากัน ประสบการณ์ไม่เท่ากัน อุดมการณ์ไม่เท่ากัน การปฏิบัติไม่เหมือนกัน
4.คนเราไม่ได้ท็อปฟอร์มทุกวัน จิตแพทย์ นักจิต ก็ไม่ได้ท็อปฟอร์มทุกวัน วันที่เสียทรง ทำงานพลาดก็มีได้ สิ่งที่น่ากลัวคืออีโก้ หรือ อัตตา เพราะในวันที่เราพลาด แต่เราไม่ได้ทบทวนหรือยอมรับความพลาดของตัวเอง วันนั้นคือวันที่คนไข้จะเละ และเละต่อไประยะยาว โดยอิงกับเงื่อนไขว่า "คุณหมอว่าไง ผมก็ว่างั้น" ส่วนตัวคนทำก็อาจจะเผลอเชื่อไปเองว่า "เราดีแล้ว เก่งแล้ว" เราเลยไม่หยุดทำสิ่งที่ผิดทาง ความถ่อมตัวเลยสำคัญมาก ไม่งั้นทุกอย่างจะพังเกินที่ควร พังเกินแก้
5.Scammer หรือคนที่เรียนจิตวิทยาแล้วเอามาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างผลกำไร สนองอัตตาตัวเอง เป็นตัวอันตรายต่อชีวิตผู้อื่นนี่มีอยู่จริงครับ ไม่ใช่แค่คนนอก แต่คนที่จบจากสถาบันการศึกษาเองที่ทำก็มี
6.ผมว่า Psychodynamic/analysis ยังใช้งานได้นะครับ ขึ้นกับตัวผู้ทำว่าเก่งจริงไหม (หรือแค่เคลม) ส่วนที่ผมชอบใช้จากแนวคิดนี้จะเป็นพวก Defense Mechanism กลไกป้องกันทางจิตเพื่อลดการแตกสลายของ Ego หรือ Self หรือ อัตตา โดยพื้นฐานมนุษย์อยากจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดี เป็นคนเก่ง เป็นที่น่าชื่นชม แต่พอมีข้อมูลบางอย่างที่มาขัดแย้งว่าเขาไม่ได้เจ๋งแบบนั้น กลไกนี้มันก็จะโผล่ขึ้นมาบล็อคไม่ให้จิตแตก อาการปรากฏก็จะเช่น โทษคนอื่น ด้อยค่าคนอื่น ไขสือ เพิกเฉย ไม่รับรู้ ทำเป็นโกรธ แง่มุมนี้เราไม่เพียงช่วยคนไข้ให้เห็น pattern นี้ของตัวเองเท่านั้น เราอาจช่วยให้เค้ารับมือกับคนอื่นที่กำลังใช้ pattern นี้ได้ด้วย (โดยเฉพาะพวกที่ชอบ Gaslight คนอื่น) หรือการวิเคราะห์ปมในอดีต อันนี้ก็สำคัญ
7.BT หรือ CBT ผมว่ามันมีแง่มุมที่ใช้ได้ผลดีอยู่ครับ เพราะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เปลี่ยนสภาพแวดล้อม และเปลี่ยนวิธีการตีความสถานการณ์ใช้ได้ผลจริง ผมก็หยิบยืมวิธีคิดของสายนี้มาใช้อยู่เป็นประจำ แต่ BT หรือ CBT ก็ไม่ได้ตอบทุกโจทย์ของมนุษย์ที่กว้างใหญ่ลึกซึ้งกว่านั้น มันไม่ได้จบในตัวเอง
8.โดยธรรมชาติมนุษย์จะไม่เจ็บปวดกับสิ่งที่ไม่สำคัญ ตรงนี้ Existential กับ Buddhism จะมีบทสำคัญมากต่อการทำความเข้าใจว่า "อะไรคือสิ่งที่คนนี้ให้ความสำคัญ" และ "สิ่งนี้ถูกปรุงว่าสำคัญขึ้นมาได้ยังไง" อ่านกลไกที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกันทั้งหมด จากนั้น Humanistic + Buddhism จะถูกประยุกต์ในเรื่องการสร้างทางเลือกในการคิด การมอง การวางใจ การจัดวางชีวิตที่เหมาะสม และแยกแยะให้ออกว่า "อะไรคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ อะไรที่เราถูกหลอก ถูกอำ"
9.เคสที่กินยาซึมเศร้ามา 2-5 ปีแล้วไม่หาย เจอ Counseling เซสชั่นเดียว เบิกเนตร รู้กลไกปัญหาทั้งหมดจนพลิกชีวิตก็มีจริงครับ แต่มันอาจไม่ใช่ 45 นาทีอย่างที่ทำกัน เพราะมันสั้นไป เวลาที่เกิดขึ้นแบบหวังผลได้คือ 90-120 นาที แต่คนทำต้องเก่ง + วันนั้นสมองปลอดโปร่ง + คนไข้มีวัตถุดิบมาพร้อมแล้ว + จังหวะทุกอย่างวันนั้นดีมาก
10.บางคนทำ counseling เป็นสิบๆ session แต่เคสไม่ได้ผลอะไรก็มีอยู่จริงครับ
11.คนที่กินยาเป็นสิบปีไม่หายก็มีจริงครับ
12.นักจิตช่วยตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับอาการทางจิตเวชได้บ้างครับ เพราะโจทย์ที่เกี่ยวกับเรื่องจิตใจ มักจะมีเรื่องเล่า มีตัวละคร มีสถานการณ์ มีแง่มุมจิตวิทยาที่ทำให้เกิดการกระทบทางจิตใจ มีความสมเหตุสมผล ถ้ามีองค์ประกอบพวกนี้ก็จะเข้าทางนักจิต แต่ถ้าถามไปแล้วไม่มีสถานการณ์ ไม่มีตัวละคร วิเคราะห์แง่มุมจิตวิทยาแล้วไม่สมเหตุสมผล อาการรุนแรงเกินกว่าเหตุ เกินกว่าควบคุมได้ อันนั้นนักจิตจะสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวกับสมอง หรือสารเคมีบางอย่าง ยกตัวอย่างเคสที่ผมเจอบ่อย เช่น พบว่ามีอาการซึมเศร้าเพราะ แพ้วิตามินโฟลิกที่กินเพื่อเตรียมตั้งครรภ์ (ทดลองหยุดตามที่ผมวิเคราะห์แล้วหาย), ร้องไห้ไม่หยุดเพราะเป็นวัยทอง (ไปตรวจฮอร์โมนตามที่ผมแนะนำให้พบว่าค่าฮอร์โมนเพศต่ำมาก), สมาธิสั้น โฟกัสงานไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้มีเสพกัญชาแล้วน็อค (ผมถามไล่จนเคสยอมบอก), ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เพราะเมนส์ใกล้มา (ผมลองทักเล่นๆ กลายเป็นเขาก็เพิ่งนึกออกว่าใช่) แต่สุดท้ายพวกนี้เราจะไม่อวดอ้างฟันธงลงไปตรงๆ แต่เราจะพูดว่าเท่าที่วิเคราะห์น่าจะมีความเป็นไปได้ แต่ถ้าเอาชัวร์แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ร่วมด้วย
13.คนทำงานในโรงเรียนแพทย์หรือหน่วยงานสุขภาพของรัฐน่าเห็นใจมากครับ จะไปหวังการรักษา หรือจิตบำบัดเทพๆ จากในระบบ บอกเลยว่ายาก เพราะ 1) คนไข้เยอะเกิน 2) จิตบำบัดเป็นงานที่ต้องใช้เวลา ยังไม่รวมใช้เวลาแบบมีประโยชน์หรือเปล่าอีก 3) นักศึกษาแพทย์ยังไม่ได้เซียนขนาดนั้น การเรียนหนัก ได้นอนหรือยัง 4) อาจารย์หมอเองงานก็หนัก งานตรวจ สอน ตำรา วิจัย เอาเวลากับพลังงานจากไหนก่อน 5) คนไข้บางวัน 30-60 เคส หมอสิจะตายก่อนถ้าไม่รีบเคลียร์ ความละเอียดก็หายไป เอายาโปะไปก่อน แล้วบอกว่าอย่าเครียดนะ
14.ถ้าจะเอาคุณภาพ ก็ต้องไปหาจากเอกชนข้างนอกเอา หรือเดี๋ยวนี้ก็มีแบบออนไลน์ ก็ต้องไปเดิมพันเอาอีกว่าจะเจอที่ที่ดีไหม เราจ่ายเงินเองไหวไหม บางที่สะดวกจริง ให้เวลาจริง แต่คุณภาพก็อาจจะไม่ได้มีมากอะไร นัดไปเรื่อยๆ จ่ายยาไปเรื่อยๆ คุยไปเรื่อยๆ เสียเงินไปเรื่อยๆ เพื่อให้สถานพยาบาลนั้นอยู่รอด
15.บทสรุปของเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่คนไข้ต้องหาทางรอดกันเองนะครับ แต่พวกคนทำงานสายสุขภาพจิตก็ต้องเอาตัวรอดกันเองเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่ทนอยู่กับระบบที่ไม่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต ก็ต้องปากกัดตีนถีบเองในระบบเอกชนข้างนอก
16.พูดได้แค่ว่า เอาใจช่วยนะครับทุกคนนน 555
ดร.สุววุฒิ วงศ์ทางสวัสดิ์ (เอิ้น)
นักจิตวิทยาการปรึกษาคนหนึ่ง