ชมรมนักจิตบำบัดจิตพลวัติไทย Thai Psychodynamic Psychotherapy -since 1999

ชมรมนักจิตบำบัดจิตพลวัติไทย Thai Psychodynamic Psychotherapy -since 1999 จิตบำบัด psychotherapy จิตบำบัดคืออะไร
จิตบำบัดกลุ่มเเละรายบุคล
จิตบำบัดกับพุทธศาสนา
ปัญหาชีวิต...จิตบำบัดช่วยคุณได้

จิตบำบัดจิตพลวัต สำหรับนักบำบัดสวัสดีวันอังคารที่ 31 มีนาคม  2569 ครับวันนี้เป้นเรื่องการสร้างความคลุมเครือที่เหมาะสมแก่...
31/03/2026

จิตบำบัดจิตพลวัต สำหรับนักบำบัด

สวัสดีวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569 ครับ

วันนี้เป้นเรื่องการสร้างความคลุมเครือที่เหมาะสมแก่คนไข้

ความคลุมเครือทางจิตพลวัตที่เหมาะสม-ต่อคนไข้
(Patient- Appropriate Psychodynamic Ambiguity)

นักบำบัดจิตพลวัตจะกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้ป่วยอย่างมีเจตนารู้ตน ลักษณะ และขอบข่ายของขอบเขตเหล่านี้แตกต่างกันไปตามที่นักบำบัดถูกร้องขอ และดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนไป ตามเวลา ตัวอย่างเช่น ผู้ดูแลการฝึกปฏิบัตินักจิตวิเคราะห์ที่มีอายุมากกว่าของดร.ชาร์เพลสบางคนบอกกับ ดร.ชาร์เพสว่า ในช่วงรุ่งเรืองของจิตวิทยาอัตตาอเมริกัน(American ego psychology) ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ นักวิเคราะห์จะถอดแหวนแต่งงานก่อนเซสชั่นบำบัด สิ่งนี้ทำเพื่อให้ผู้ป่วยไม่รู้ว่าผู้บำบัดแต่งงานแล้วหรือไม่ แม้ว่าสิ่งนี้อาจฟังดูสุดขั้วสำหรับคนร่วมสมัยของเรา แต่ก็ยังสะท้อนถึงความไม่เต็มใจโดยทั่วไปที่จะให้ นักบำบัดต้องเปิดเผยตนเองมากเกินไปในเซสชั่น ความไม่เต็มใจนี้ถูกยึดไว้โดยเงื่อนไขเพื่อให้เกิดความ คลุมเครือและการละเว้น(ambiguity and abstinence) แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะแลกเปลี่ยนแนวคิดเก่าใหม่ที่ ทับซ้อนกันและบางครั้งก็ถูกยุบภายใต้คำศัพท์เดียว (เช่น "การละเว้น") แต่ก็สามารถพิจารณาแยกกันได้ ตามความตั้งใจใส่ใจที่แตกต่างกัน (หมายเหตุ ความหมายของ Abstinence ในจิตบำบัดเชิงพลวัต (Dynamic Psychotherapy) คือ "กฎการงดเว้น" ที่นักบำบัดจะไม่ตอบสนองความต้องการ (Need) หรือแรงขับ (Drive) ของผู้ป่วยในรูปแบบที่ผู้ป่วยคาดหวัง เช่น การให้คำแนะนำ, การแสดงความเห็นใจที่มากเกินไป หรือการทำตัวเป็นเพื่อน เพื่อให้ผู้ป่วยนำความรู้สึกเหล่านั้นมาวิเคราะห์ถึงความขัดแย้งในใจ
สาระสำคัญของ Abstinence ใน Dynamic Psychotherapy:
• วัตถุประสงค์หลัก: เพื่อสร้างพื้นที่ว่าง (Space) ให้ผู้ป่วยฉายภาพความสัมพันธ์และอารมณ์จากอดีตลงบนตัวนักบำบัด (Transference) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบำบัดแนวนี้
• การงดเว้นการตอบสนอง: นักบำบัดงดเว้นการตอบสนองความต้องการความพึงพอใจทางอารมณ์ หรือการเติมเต็มความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยเห็นรูปแบบพฤติกรรมและความต้องการที่แท้จริงของตนเอง
• ไม่ใช่ความใจร้าย: Abstinence ไม่ได้หมายความว่าต้องเย็นชาหรือหยาบคาย แต่คือการรักษาขอบเขต (Boundary) อย่างมืออาชีพ เพื่อประโยชน์สูงสุดในการบำบัดระยะยาว
• บทบาทของการไม่ตอบสนอง: เมื่อนักบำบัดไม่ตอบสนอง ผู้ป่วยจะเริ่มเข้าใจว่าทำไมเขาถึงมีความต้องการรูปแบบนี้ และเหตุการณ์ในอดีตส่งผลต่อความรู้สึกในปัจจุบันอย่างไร
การใช้หลักการ Abstinence อย่างเหมาะสมจะช่วยให้กระบวนการบำบัดทางจิตพลวัต หรือการรักษาทางจิตสังคมในผู้ป่วยจิตเวช เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยผู้ป่วย ให้เข้าใจถึงความขัดแย้งทางจิตใจที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น)

จาก
พันตำรวจเอกวินัย ธงชัย นักจิตวิทยาคลินิก
มหาวิทยาลัยทักษิณ

จิตบำบัดจิตพลวัต สำหรับนักบำบัดสวัสดีวันจันทร์ที่  30 มีนาคม  2569 ครับ สิ้นเดือนเงินเดือนออก ก็เก็บออมก่อนและค่อยใช้จ่า...
30/03/2026

จิตบำบัดจิตพลวัต สำหรับนักบำบัด

สวัสดีวันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569 ครับ สิ้นเดือนเงินเดือนออก ก็เก็บออมก่อนและค่อยใช้จ่ายนะครับ เดือนเมษายน เข้ามาอากาศร้อนมาก ดูแลสุขภาพกันด้วย

วิชาการวันนี้เป้นเรื่องใหม่ของเทคนิคจิตพลวัตคือการกระทำแบบจิตพลวัต

เทคนิคพื้นฐานส่วนที่ 2 (Foundational Techniques Part II )

ก่อนหน้านี้ได้กล่าวถึงเทคนิคพื้นฐานที่สำคัญของการเงียบในนักบำบัด ,การเชื่อมโยงอิสระของผู้ป่วย, และวิธีฟังแบบจิตพลวัต ในตอนนี้ จะเน้นเรื่องพฤติกรรมของนักบำบัด ซึ่งจะช่วย
(ก) กำหนด "กรอบ" ของการบำบัดจิตพลวัต และ
(ข) ช่วยผู้ป่วยได้เรียนรู้เชิงสังคมเพื่อเข้าสู่การบำบัด

วิธีการกระทำในรูปแบบจิตพลวัติ
(HOW TO BEHAVE IN A PSYCHODYNAMIC MANNER)

นักบำบัดควรมีการ "กระทำ" อย่างไรเมื่อทำจิตบำบัดจิตพลวัต ? เมื่อดร.ชาร์เพลสเริ่มต้นรักษาผู้ป่วย รายแรกในช่วงฤดูร้อนของปีแรกของการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ดร.ชาร์เพลสใส่ใจอย่างมากกับคำถามว่า ควรมีการกระทำอย่างไร ดร.ชาร์เพลสได้เข้าใจบ้างเล็กน้อยเกี่ยวกับเทคนิคความเป็นกลาง,การละเว้นการ กระทำ, และอื่นๆ ดังนั้นจึงรู้สึกว่าตนมีการจัดการทางทฤษฎีเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ เมื่อดร.ชาร์เพลสเข้าสู่เซสชันบำบัดคือไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับคนไข้ ดร.ชาร์เพลส เชื่อว่าตนได้รับเอาการนำเสนอภาพล้อเลียนของนักจิตวิเคราะห์ในภาพยนตร์มาใช้โดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อ ตรวจสอบวิดีโอของเซสชันแรกเหล่านี้กับทั้งเพื่อนร่วมชั้นและผู้ดูแลให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยาของตน (ที่ แสดงบนจอภาพขนาดใหญ่ในฉากความน่าอายบนจอแยกผู้บำบัด – ผู้ป่วย) ดร.ชาร์เพลสแทบจะจำตัวเองได้ การแสดงออกตามปกติและลักษณะบุคลิกภาพของตนหายไปอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าดร.ชาร์เพลสจะกังวลว่า ปฏิกิริยาของตนจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยมากเกินไป แต่สำหรับตนเองแล้วรู้สึกเจ็บปวดว่าสิ่งที่ตรงกันข้าม นั้นเป็น จริง1 โชคดีที่ทั้งผู้ดูแลการฝึกปฏิบัติและผู้ป่วยเข้าใจอย่างมากว่าดร.ชาร์เพลสได้เรียนรู้ที่ดีขึ้น ในการคิดและความรู้สึกในการเป็นนักบำบัด
เมื่อมองย้อนกลับไป ดร.ชาร์เพลสพบความเข้าใจผิดที่มองว่าแนวคิดบางอย่างที่มีรายละเอียดในการ พูดคุยต่อไปเป็น "กฎ" ที่ต้องปฏิบัติตามแทนที่จะใช้ช่วยเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์/ อุดมคติปรับแต่ง แนวคิดเหล่านี้ไม่ได้มุ่งหมายที่จะบีบบังคับความเป็นมนุษยออกจากตัวนักบำบัด แต่มีไว้เพื่อช่วยคงไว้ซึ่ง การโฟกัสของเซสชั่นบำบัด (เช่น กับผู้ป่วย), การกำหนดขอบเขตที่ดีระหว่างผู้บำบัดกับคนไข้, และการยอม ให้กระบวน การทางจิตพลวัตเผยออกมา การประยุกต์ใช้ทักษะเหล่านี้จำเป็นต้องแตกต่างกันไปตาม ความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย นอกจากนี้ การแสดงของท่าทีนี้ไม่จำเป็นต้อง "แสดง" ในแง่ของ "การเสแสร้ง" บทบาท มีหลายวิธีที่จะยึดมั่นในเทคนิคทางจิตพลวัตที่ดีโดยไม่ต้องเป็นหุ่นยนต์ หรือทำเทียมแบบ

จาก
พันตำรวจเอกวินัย ธงชัย นักจิตวิทยาคลินิก
มหาวิทยาัลยทักษิณ

30/03/2026

ภายใต้ .. รอยยิ้ม .. ที่สดใส
อาจซ่อน .. ความอดทน .. ไว้มากมาย
ภายใต้คำว่า ... ไม่เป็นไร
อาจซ่อน .. ความเหนื่อยใจ
และปกปิด .. น้ำตา
หลายสิ่งที่เราเห็น .. อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น…

#ข้อคิดชีวิต #รุ่นใหญ่ #ฝากไว้ให้คิด

30/03/2026

สำนวนหนึ่งที่ผมเรียนมาจากฝรั่งหลังจากใช้ชีวิตในต่างประเทศพักใหญ่ก็คือ having no life

ฝรั่งเรียกพวกที่ทำงานอย่างหนักทั้งวันยันค่ำ ไม่ยอมพักผ่อนหย่อนใจหรือไปเที่ยวเลยว่า “He has no life!”

having no life แปลตรงตัวว่า ไม่มีชีวิต มีความหมายถึงคนที่ใช้ชีวิตแบบไม่เต็มที่ หรือเกิดมาแล้วไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากงาน

แต่เส้นแบ่งระหว่างการใช้ชีวิตเต็มที่กับไม่เต็มที่วัดได้ยาก เพราะ ‘เต็มที่’ ไม่ได้หมายถึงการใช้ชีวิตผจญภัยสุดขั้ว ท่องไปทั่วโลก ลองของแปลกใหม่ทุกอย่างเสมอไป ชีวิตเต็มที่น่าจะเป็นชีวิตที่เจ้าของชีวิตใช้แล้วรู้สึกว่าคุ้มกับการเกิดมา หรือได้ใช้ชีวิตในระดับน่าพึงใจแล้ว

ชีวิตเต็มที่คือชีวิตที่ไม่ ‘เต็มที’!

‘การไม่มีชีวิต’ ไม่ได้หมายถึงการไม่ได้ท่องทั่วโลก ไม่ได้กินของดี เพราะคนที่รวยมาก เดินทางมากก็อาจ ‘ไม่มีชีวิต’ ก็ได้

เล่ากันว่า ปรมาจารย์ เล่าจื๊อ กับผองเพื่อนชอบคุยกันสบาย ๆ ในบางซอกบางมุมของเมือง ไม่เคยต้องเดินทางไปไหนไกล เล่าจื๊อเขียนไว้ในคัมภีร์ เต๋า เต็ก เก็ง ว่า “มิได้ออกจากบ้าน ก็รู้จักโลก มิได้สอดส่องมองออกหน้าต่าง ก็รู้จักวิถีแห่งฟ้า...” (สำนวนแปลของ โชติช่วง นาดอน)

ความหมายของเล่าจื๊อไม่ได้บอกว่าให้ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องออกนอกบ้านหรือไม่มองออกนอกหน้าต่าง แต่อยู่ที่การมองให้เห็น หรือถ้าออกนอกบ้านแล้วก็มองให้เห็น เมื่อนั้นถึงไม่ได้เดินทางไกล ก็รู้หมด และรู้สึกว่าใช้ชีวิตเต็มที่แล้วได้เช่นกัน

ผมรู้จักคนไทยหลายคนที่ไปใช้ชีวิตในเมืองนอก แต่ทุกวันขลุกอยู่กับก๊วนคนไทยด้วยกัน ไม่เคยพูดกับฝรั่งที่ไหนเลย อยู่เมืองนอกห้าปี พูดไทยคล่องกว่าเดิม! อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้แปลว่า ‘ไม่มีชีวิต’ เพียงแต่สูญเสียโอกาสที่จะตักตวงศักยภาพของการเดินทางนั้นไป

‘การไม่มีชีวิต’ ก็คือการที่ไม่รู้ว่ามีชีวิตไปทำไม มองไม่เห็นความงามของการอยู่ในโลกนี้ ไม่เคยคิดปรับตัวปรับใจที่จะอยู่ต่อไป หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน โดยเฉพาะทางจิตใจ

‘การไม่มีชีวิต’ ก็คือการติดในพันธนาการที่ส่วนมากตนเองสร้างขึ้นมาเอง เช่น ตกอยู่ในบ่วงของอบายมุข การพนัน เหล้ายา กินเหล้าแบบให้เหล้ากินตัวเอง

‘การไม่มีชีวิต’ ก็คือการปล่อยให้คนอื่นใช้ชีวิตของตนเองแทนตน จะก้าวซ้ายก็ต้องขออนุญาต จะเดินขวาก็ต้องขอความเห็นชอบ

ซูเปอร์แมนผู้พิการ คริสโตเฟอร์ รีฟ ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนมันเปลี่ยนชีวิตเขาจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาเป็นคนที่จัดได้ว่า ‘ตายทั้งเป็น’ ไปแล้ว คือถูกพันธนาการในร่างกายของตนเองที่เคลื่อนไหวไม่ได้ แต่ชีวิตของเขาไม่สิ้นสุดเพียงแค่นั้น เขาใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ทำกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ทั้งที่พิการ

เขากล่าวปาฐกถาในงานประชุมพรรคเดโมแครตปี 1996 ว่า “ความฝันมากมายของเราที่แรกดูเป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อเรารวบรวมความมุ่งมั่น ในไม่ช้าความฝันเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่พ้นที่จะเป็นจริง”

เมื่อใจเป็นอิสระ ก็มีชีวิต

ชีวิตเป็นการรวมกันขององค์ประกอบย่อย ๆ บางชิ้นใหญ่ แต่ส่วนมากเป็นชิ้นเล็ก ๆ คนที่ใช้ชีวิตคือคนที่รู้จักหยิบชิ้นเล็ก ๆ เหล่านั้นมาใช้ และไม่ต้องรอถึงวันพรุ่งนี้

ในเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2552 เครื่องบินพาณิชย์ลำหนึ่งร่อนลงจอดฉุกเฉินบนแม่น้ำฮัดสัน หลังจากเครื่องยนต์ทั้งสองดับ ด้วยฝีมือและการตัดสินใจที่ถูกต้องของกัปตัน ผู้โดยสารทั้งหมดรอดตายมาได้อย่างมหัศจรรย์ ผู้รอดตายคนหนึ่งกล่าวหลังเหตุการณ์นี้ว่า “จงใช้ชีวิตวันนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้”

คนจำนวนมากพบสัจธรรมนี้เมื่อเฉียดความตาย และพบว่าชีวิตคนเรานั้นสั้นและบอบบางเหลือเกิน เผลอนิดเดียวก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแล้ว

having life กับ having no life อาจต่างกันตรงที่ว่าเรามองเห็นความไม่ถาวรของชีวิตหรือไม่

เมื่อเห็นคุณค่าของชีวิตแล้ว สิ่งเล็ก ๆ ก็อาจมีความหมายยิ่งใหญ่ได้ และการเปิดหน้าต่างมองฟ้าก็อาจเห็นไกลกว่าแค่ท้องฟ้า

คาลิล ยิบราน เขียนว่า “จงอย่าลืมว่าโลกปีติยามสัมผัสฝ่าเท้าเปล่าของเจ้า และสายลมปรารถนาจะเล่นกับเส้นผมของเจ้า”

ติช นัท ฮันท์ กล่าวว่า มหัศจรรย์ของชีวิตก็คือการย่ำเท้าบนยอดหญ้าง่าย ๆ เช่นนั้น

หลายปีก่อน ผมพากลุ่มแขกต่างชาติไปนอนริมหาดชะอำ ครั้นยามดึกชวนบางคนไปดูดวงจันทร์เหนือทะเล คำตอบ (ในรูปคำถาม) ที่ทำให้ผมงันไปก็คือ “ดูไปทำไม?”

มีคนไม่มากในโลกสามารถเงยหน้ามองอาทิตย์บนฟ้า หลายคนลืมไปแล้วว่ามีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว อีกหลายคนมัวแต่ก้มมองพื้นดินจนลืมไปแล้วว่ามีท้องฟ้า!

ดังนั้นการที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถเงยหน้าขึ้นเบื้องบน และชื่นชมความงามของมัน ก็นับว่าเป็นวาสนาอย่างหนึ่ง

การรู้จักเสพความงดงามก็คือการมีชีวิตอย่างหนึ่ง!

การมีชีวิตไม่ใช่การมีท้องฟ้าสวย ๆ ให้มอง แต่อยู่ตรงที่การรู้จักเงยหน้าขึ้นเบื้องบนแม้ในคืนที่ฟ้าหม่นมัว!

วินทร์ เลียววาริณ
30-3-26

จากหนังสือ คำที่แปลว่ารัก
ตอนนี้มีโปรโมชั่นชุด https://www.facebook.com/photo?fbid=1539189840903035&set=a.208269707328395

จิตบำบัดจิตพลวัต สำหรับนักบำบัดสวัสดีวันศุกร์ที่  27 มีนาคม  2569 ครับวันนี้เป้นเรื่องการฟังช่องทาง 4 ต่อแนวความคิดแบบอง...
27/03/2026

จิตบำบัดจิตพลวัต สำหรับนักบำบัด

สวัสดีวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 ครับ

วันนี้เป้นเรื่องการฟังช่องทาง 4 ต่อ

แนวความคิดแบบองค์รวมทั้งหมดของการถ่ายโอนของผู้บำบัดต่อคนไข้นี้ส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อ การปฏิบัติงานบำบัดทางจิตพลวัตชั่วเวลาหนึ่ง ขณะที่นักบำบัดเริ่มใช้ปฏิกิริยาอย่างเป็นระบบมากขึ้นต่อ
ผู้ป่วย เพื่อเป็นแนวทางในการพูดคุยช่วยเหลือ ดังนั้น ความรู้สึกส่วนตัวของนักบำบัดเกี่ยวกับความ เบื่อหน่าย, ความรำคาญ, ความโกรธ, หรือการ “ดึง” ในลักษณะที่ละเอียดอ่อนให้การกระทำในลักษณะ เฉพาะ (เช่น การแสดงลักษณะนิสัยของตน) สามารถถ่ายทอดข้อมูลทางคลินิกอันมีค่า (เช่น Cabaniss, Cherry, Douglas, & Schwartz, 2011) . เพื่อความชัดเจน แม้ว่าปฏิกิริยาการถ่ายโอนของผู้บำบัดต่อคนไข้จะ มีประโยชน์มากที่สุด เมื่อนักบำบัดมีความเข้าใจในตนเองเป็นอย่างดี ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสามารถแยก ความแตกต่าง ระหว่างปฏิกิริยาตอบสนองที่มีลักษณะเฉพาะและแปลกประหลาดต่อผู้ป่วย (เช่น นักบำบัด อธิบายก่อนหน้านี้และผู้ป่วยที่ป่วยเป็น somaticizing ) กับปฏิกิริยาที่เกือบทุกคนในวงในของผู้ป่วยของ พวกเขา จะมี11 ในทำนองเดียวกัน เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องใส่ใจกับความรู้สึกของการคุกคามที่อาจหลุด ออกมาจากตัวผู้ป่วย ปฏิกิริยา "ปัญหาทางลำไส้" เหล่านี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามปรับตัวและน่าจะมี เหตุผล (เช่น เพื่อช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงอันตรายต่อร่างกาย)
การฟังทางจิตพลวัตที่เหมาะสมเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่นักบำบัดจะสามารถมีส่วนร่วมเชิงอารมณ์ใน โลกภายในของผู้ป่วยได้ เช่นเดียวกับผู้สังเกตการณ์ที่เชี่ยวชาญในการสื่อสารที่ละเอียดอ่อนและเหมาะสม ทั้งหมดของพวกเขา บางคนมองว่าจุดยืนของการเป็นผู้เข้าร่วมและผู้สังเกตการณ์เป็นการแบ่งขั้วที่ผิด เนื่องจากพื้นที่ร่วมในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลถูกคิดว่าจะมีการสร้างขึ้นในระหว่างเซสชันที่เป็นทั้งสอง /ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง (Sullivan, 1953; ดู Stolorow, Brandschaft และ Atwood, 1995 ด้วย) ดร.ชาร์เพลสมอง ว่าสิ่งนี้ถูกต้อง แม้ว่าโครงสร้างทั้งสองจะไม่สามารถแยกออกได้อย่างแท้จริง แต่ก็อาจเป็นนามธรรมที่มี ประโยชน์ที่จะต้องพิจารณา อย่างน้อยที่สุด มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญตลอดช่วงเซสชั่นที่กำหนด
ที่น่าสังเกต (เช่น การมีส่วนร่วมทางอารมณ์ในช่วงเวลาหนึ่งและพบว่าตนเองกำลังหมกมุ่นอยู่กับท่าทาง การพูดที่ไม่ปกติของผู้ป่วยในอีกช่วงเวลาหนึ่ง)

จาก
พันตำรวจเอก วินัย ธงชัย นักจิตวิทยาคลินิก
มหาวิทยาลัยทักษิณ

27/03/2026

อย่าตัดสินคนอื่น..
ด้วยจุดยืนของตัวเอง

อย่าตีค่าคนอื่น..
ด้วยความผิดพลาด
ที่เขาเคยผ่านมา

จำไว้นะ !!
ชีวิตที่ไม่เคยผิดพลาดอะไรเลย
คือ..ชีวิตที่ไม่เคยถูกใช้งาน

ชีวิตในจุดที่ตัวเองยืน
ค้นหาความดีในตัว... ย่อมดีกว่า
ค้นหาความชั่วและตัดสินคนอื่น

คนเรา
มีต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน
มีความจำเป็นที่แตกต่างกัน
มีโลกกันคนละมุม
มีพื้นฐานชีวิตกันคนละแบบ…

#ข้อคิดชีวิต #ประสบการณ์ #รุ่นใหญ่ #ฝากไว้ให้คิด

จิตบำบัดจิตพลวัต สำหรับนักบำบัดสวัสดีวันพุธที่ 25 มีนาคม 2569 ครับ พรุ่งนี้วันพระอย่าลืมไปทำบุญไหว้พระกันนะครับวิชาการวั...
25/03/2026

จิตบำบัดจิตพลวัต สำหรับนักบำบัด

สวัสดีวันพุธที่ 25 มีนาคม 2569 ครับ พรุ่งนี้วันพระอย่าลืมไปทำบุญไหว้พระกันนะครับ

วิชาการวันนี้เป้นการฟังทางจิตพลวัตช่องที่ 4

ช่องทางที่ 4: การถ่ายโอนของนักบำบัดต่อคนไข้ (Therapist Countertransference)
ข้อมูลการถ่ายโอนของผู้บำบัดต่อคนไข้ควรได้รับการกล่าวถึงเป็นพิเศษ อันที่จริง เป็นการยากที่จะ จินตนาการถึงการบำบัดจิตพลวัตร่วมสมัยโดยไม่ต้องพึ่งพาช่องทางนี้มากนัก ความสับสนในคำศัพท์ อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากคำศัพท์นี้ผ่านการดัดแปลงทางทฤษฎีและทางเทคนิคอย่างมากในช่วงศตวรรษ ที่ผ่านมา (Sharpless & Barber, 2015).
แนวความคิดดั้งเดิมของฟรอยด์ค่อนข้างแคบ คือนักบำบัดได้ถ่ายโอนไปยังผู้ป่วย สิ่งนี้ไม่ใช่สถานการณ์ ที่พึงประสงค์และถูกมองว่าเป็นอันตรายต่อการรักษา ต่อมา ขอบเขตของการโต้แย้งถูกขยายให้รวมถึงเรื่อง
“ปฏิกิริยาทางอารมณ์ทั้งหมดของนักจิตวิเคราะห์ที่มีต่อผู้ป่วยในสถานการณ์การรักษา” (Kernberg, 1965, p. 38)
แนวความคิดแบบองค์รวมทั้งหมดของการถ่ายโอนของผู้บำบัดต่อคนไข้นี้ส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อ การปฏิบัติงานบำบัดทางจิตพลวัตชั่วเวลาหนึ่ง ขณะที่นักบำบัดเริ่มใช้ปฏิกิริยาอย่างเป็นระบบมากขึ้นต่อ
ผู้ป่วย เพื่อเป็นแนวทางในการพูดคุยช่วยเหลือ ดังนั้น ความรู้สึกส่วนตัวของนักบำบัดเกี่ยวกับความ เบื่อหน่าย, ความรำคาญ, ความโกรธ, หรือการ “ดึง” ในลักษณะที่ละเอียดอ่อนให้การกระทำในลักษณะ เฉพาะ (เช่น การแสดงลักษณะ) สามารถถ่ายทอดข้อมูลทางคลินิกอันมีค่า (เช่น Cabaniss, Cherry, Douglas, & Schwartz, 2011)

จาก
พันคำรวจเอกวินัย ธงชัย นักจิตวิทยาคลินิก
มหาวิทยาลัยทักษิณ

25/03/2026

ข้อคิดจากหนังสือ
ไม่ปกติคือดี

1. อย่ากลัวที่จะเป็นตัวของตัวเอง

ความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริงมาจากความเชื่อมั่นในตัวเองและความพร้อมที่จะนำเสนอความคิดที่ไม่เหมือนใคร อย่าพยายามทำตามความคิดของคนอื่นจนสูญเสียเอกลักษณ์ของตัวเอง

2. ความล้มเหลวคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

ความล้มเหลวเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการทำงานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์ มันเป็นโอกาสในการเรียนรู้และเติบโต สร้างความสำเร็จจากการก้าวข้ามความล้มเหลว

3. ไอเดียที่ดีมาจากการทำงานหนัก

ไอเดียที่ดูเหมือนจะมาแบบ "ปิ๊งขึ้นมา" จริง ๆ แล้วมาจากการทำงานหนักและการทำความเข้าใจกับปัญหาในมุมต่าง ๆ จงหมั่นพัฒนาความคิดของตนเอง

4. อย่ายอมแพ้กับความคิดของตนเอง

ถ้าคุณเชื่อในไอเดียของตัวเอง ให้ทำทุกวิถีทางเพื่อให้มันสำเร็จ อย่าปล่อยให้ใครมาทำลายความเชื่อมั่นของคุณ

5. ความแตกต่างคือกุญแจสำคัญ

ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลและความคิด การเป็นคนที่คิดต่างและมีมุมมองที่ไม่เหมือนใครจะช่วยให้คุณโดดเด่นและประสบความสำเร็จ

6. การเล่าเรื่องคือทักษะสำคัญ

ไม่ว่าคุณจะทำงานด้านไหน ความสามารถในการเล่าเรื่องให้คนฟังสนใจและคล้อยตามเป็นทักษะที่สำคัญมาก

7. ใช้ชีวิตด้วยความหลงใหล

จงทำงานที่คุณรักและหลงใหล ความหลงใหลนี้จะเป็นพลังในการผลักดันให้คุณก้าวไปข้างหน้าและทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม

สั่งซื้อเล่มนี้ได้ที่
Shopee : https://s.shopee.co.th/1LM982J20v
Lazada : https://s.lazada.co.th/s.pKzkB?cc

25/03/2026

7 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ
CHATTER คุมเสียงในหัวได้ ชีวิตง่ายทุกเรื่อง

1. เสียงในหัวมีอิทธิพลต่อเรามากกว่าที่คิด

มนุษย์ทุกคนจะมีความนึกคิดเป็นของตนเอง และสามารถที่จะพูดคุยกับตนเองได้ เสียงในหัวของเรานั้นเป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิด เป็นสิ่งที่ช่วยเตือนให้เราสามารถเอาตัวรอดได้เวลาที่มีอันตราย หรือที่เราเรียกกันว่า ลางสังหรณ์ หรือ ประสาทสัมผัส หรือ เซนส์ก็ได้ ความคิดและความจำของเราสามารถช่วยให้เราเรียนรู้และจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ สามารถช่วยให้เราทำเรื่องต่าง ๆ ได้มากมาย ทั้งการวางแผน การจัดการกับชีวิต การเรียน หรือ การพูดคุยกับคนอื่น ล้วนมีความคิดหรือเสียงในหัวของเราเป็นตัวขับเคลื่อนทั้งนั้น แต่เสียงในหัวเองก็สามารถให้โทษแก่เราได้เช่นกัน เช่น ชอบคิดแต่เรื่องข้อผิดพลาดเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ตอกย้ำแต่เรื่องที่ทำให้เรารู้สึกหดหู่สิ้นหวัง ถ้าเราไม่มีการจัดการกับเสียงในหัวให้ดี เราอาจจะทำให้ชีวิตตนเองเสียหายได้ การจัดการกับเสียงในหัวของเราให้มีประสิทธิจึงเป็นสิ่งที่เราควรให้ควมสำคัญ เราจะได้ไม่ต้องเป็นโรคประสาท แล้วก็มานั่งงงว่าเป็นเพราะอะไรเราถึงเป็น!?

2. อย่าให้เสียงในหัวเป็นตัวบั่นทอนชีวิตคุณ

ภายในหนังสือเล่มนี้จะพาคุณไปพบกับประสบการณ์การจัดการกับเสียงในหัวของบุคคลมากมายหลายระดับชั้น ว่าพวกเขาจัดการกับสิ่งที่คอยรบกวนจิตใจของพวกเราได้อย่างไร พวกเขาใช้วิธีไหนเพื่อที่จะอยู่กับมันได้ พวกเขาสามารถเปลี่ยนความสับสนให้เป็นพลังสร้างความสำเร็จได้อย่างไร!? และยังมีแบบฝึกหัดและเครื่องมืออีกมากมายที่ผู้เขียนจะพาคุณไปดูเพื่อที่จะได้เลือกเอาวิธีการที่เหมาะสมกับตนเองมาใช้ บางอย่างเราสามารถที่จะทำได้ด้วยตนเอง แต่บางอย่างเราก็อาจจะต้องพึ่งพาคนอื่นเพื่อที่จะจัดการกับความคิดของตนเองได้ เมื่อเราทำได้แล้ว เราก็ยังสามารถที่จะช่วยเหลือคนอื่นที่มีปัญหาแบบเดียวกับเราได้ด้วย

3. คนเราส่วนใหญ่มักคิดไปในแง่ลบ

ความกลัวเป็นสิ่งที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิดของสิ่งมีชีวิตทุกผู้ทุกนาม มนุษย์เองก็เช่นกัน ทุกคนจะมีสิ่งตนเองกลัวอยู่ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม แต่ที่เห็นว่าคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะแสดงความกลัวออกมาก็เพราะว่ามนุษย์เรามีการรวมตัวกันอยู่ มีการพบปะสังสรรค์กับคนอื่นอยู่เสมอ ก็เลยทำให้ตนเองรู้สึกปลอดภัยเวลาอยู่กับผู้คนมากมาย และการได้พูดคุยกับคนอื่น ๆ ก็ทำให้ลืมความกลัวไปได้ชั่วคราว และเราก็มักจะได้คุยกับผู้คนอยู่ทุกวัน ก็เลยดูเหมือนว่าตนเองไม่ได้มีความกลัวอะไร นี้จึงเป็นสาเหตุที่มนุษย์ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม นั่นก็เพื่อการรักษาจิตใจตนเองไม่ให้มีความกลัวเกิดขึ้นนั่นเอง แต่ถ้าเมื่อใดที่เราอยู่คนเดียวนาน ๆ เราก็จะเริ่มมีความกลัวเกิดขึ้นแล้ว ทำให้จิตใจของเราที่ชอบคิดอยู่แล้ว มักจะพาให้เราคิดไปในแง่ลบเสมอ โดยเฉพาะชอบคิดในสิ่งที่ตนเองกลัว ถ้าเป็นแบบนั้นนาน ๆ ไปก็อาจจะทำให้เรากลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ ดังนั้นเราจึงควรหาเวลาว่างไปพบปะพูดคุยกับคนอื่น ๆ บ้าง จะได้ช่วยให้เราผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

4. คิดแต่ในเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกดี

เวลาที่เรามีเสียงภายในหัวมากมาย จนทำให้เรารู้สึกสับสนวุ่นวายไปหมด และการที่เราพูดคุยกับตนเองก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย ยิ่งคุยกับตนเองก็ยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปอีก ถ้าเป็นแบบนี้สิ่งเดียวที่เราต้องทำก็คือ การลืมเรื่องทุกอย่างไปให้หมด ในช่วงเวลานั้นเราต้องสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น เรื่องอื่นเราไม่ต้องไปใส่ใจ วิธีนี้เราสามารถทำไปทุกเวลา เป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง คือ ให้เรามุ่งความสนใจไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราชอบ อาจจะเป็นเรื่องที่เราทำผลงานได้ดี , เรื่องที่เราชนะการแข่งขันกีฬา หรือ เรื่องที่มีคนมาชื่นชมเราว่าวันนี้เราแต่งตัวได้ดูดีมาก ๆ ฯลฯ แบบนี้เป็นต้น ให้เรานึกถึงแต่เรามีทำให้เรารู้สึกดีเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นไม่ได้ต้องไปสนใจ เพราะสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกกังวลนั่นก็เพราะว่าสิ่งนั้นเราไม่อาจที่จะไปเปลี่ยนแปลงหรือควบคุมอะไรได้ ต่อให้เราคิดวกไปวนมาแค่ไหนเราก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นเราก็ไม่ต้องไปคิดให้เสียเวลา ให้เราคิดสนใจแต่ในสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีเท่าก็พอ

5. เบี่ยงเบนความคิดด้วยการหาอะไรทำ

ถ้าอยู่เราเกิดนั่งจมปรักอยู่กับความคิดในหัวมากเกินไป จนทำให้เราฟุ้งซ่านจนแทบสติแตก สิ่งที่เราควรทำก็คือ ให้เราพาตัวเองออกไปจากตรงนั้นและไปหาอะไรทำจะเป็นการดีที่สุด เช่น การไปเดินช็อปปิ้ง , ไปดูหนัง , ฟังเพลง , ไปสวนสาธารณะ ฯลฯ ไปหาอะไรทำก็ได้ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องไปนั่งกังวลอยู่กับเสียงที่อยู่ในหัวของเรา ซึ่งไม่ได้ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นเลย สู้การไปหาอะไรทำเพื่อให้ตนเองได้ไปเปิดหูเปิดตา ไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ในระหว่างนั้นก็ให้เราสังเกตุด้วยว่า เราได้ลืมเรื่องเสียงในหัวที่คอยรบกวนเราไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ส่วนใหญ่แล้วเมื่อเราไปทำอย่างอื่นไปสักพักเราจะลืมเรื่องที่เรากำลังกังวลอยู่ไปจนหมดตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ลืมแบบสนิทเลย แม้จะเป็นการชั่วคราวก็ตาม แต่ก็ทำให้เราลืมในสิ่งที่ทำให้เรากังวลไปได้ วิธีเบนความสนใจไปที่สิ่งอื่นนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ได้ผลดีทีเดียวครับ สำหรับการจัดการกับความคิดที่ฟุ้งซ่าน

6. วิธีไหนที่ได้ผลก็ให้ใช้วิธีนั้น

อาจจะมีบางครั้งที่เราใช้วิธีการลดความฟุ้งซ่านแบบหนึ่งแล้วได้ผล แต่อีกหลายวิธีกลับไม่ได้ผล เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติครับ เพราะว่าแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนใช้วิธีนี้ได้ผล แต่เรากลับใช้แล้วไม่ได้ผล อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่เราจะต้องให้ความใส่ใจก็คือ ถ้าเราเคยใช้วิธีไหนได้ผลแล้ว ทำให้เราลดความฟุ้งซ่านไปได้ ก็ให้เราใช้วิธีนั้นเป็นประจำทุกครั้งที่เราฟุ้งซ่าน และในระหว่างนั้นเราก็พยายามใช้วิธีใหม่ไปเรื่อย ๆ เพื่อดูว่าวิธีอื่นจะได้ผลหรือไม่ ถ้าวิธีไหนบ้างที่ได้ผล ก็ให้เราจดไว้ ซึ่งอาจจะมีถึง 10 วิธีเลยก็ได้ เวลาที่เราฟุ้งซ่านก็ให้เราเลือกเอาวิธีที่ได้ผลเหล่านั้นมาใช้ด้วย อาจจะสลับกันใช้ก็ได้ วันนี้เราใช้วิธีหนึ่ง อีกวันเราก็ไปใช้อีกวิธีหนึ่ง แบบนี้จะช่วยให้เราสามารถขจัดความคิดกังวลที่อยู่ในหัวเราได้ และยังเป็นการทำให้เราไม่เบื่อด้วยเพราะใช้หลายวิธีด้วย ทำให้เราไม่ได้ทำอะไรที่ซ้ำซากมากนัก ยิ่งหาวิธีที่เราใช้ได้ผลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น

7. วิธีเรียกฟอร์มการเล่นคืนมา

ในการแข่งขันกีฬาประเภทต่าง ๆ นั้น เราจำเป็นที่จะต้องมีความมั่นใจในตนเองเป็นอย่างมาก มั่นใจว่าเรามีความสามารถที่มากพอที่จะแสดงพลังให้ทุกคนได้เห็น ความมั่นใจนี้สามารถเกิดได้จากการที่เราได้ทำการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี มีความสภาพร่างกายที่พร้อมเต็มที่ มีความสามารถที่เหนือกว่าคนทั่วไป เมื่อเรามีความมั่นใจ เราจะสามารถแสดงความสามารถของเราออกมาได้อย่างเต็มที่ ทำให้ฟอร์มการเล่นของเราออกมาดี แต่ถ้าเราเกิดความกังวลขึ้นมาเมื่อไหร่ ฟอร์มการเล่นของเราจะแย่ลงทันที ความกังวลนั้นมาจากหลายสาเหตุ อาจจะเป็นเราเกิดทำพลาดไปหลายครั้ง หรือ ได้รับแรงกดดันจากแฟน ๆ ทำให้เราไม่มีสมาธิในการแข่ง ถ้าเราไม่รีบแก้ไข เราก็อาจจะฟอร์มตกไปอีกนาน วิธีแก้ก็คือ ให้เรานึกถึงแต่เรื่องสนุก ๆ เรื่องที่ทำให้เรารู้สึกดีและชอบใจก็พอ โดยที่ไม่ต้องไปสนใจอย่างอื่น เมื่อเรารู้สึกดีจนหนักแน่นพอแล้ว เราก็จะกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง
หากสนใจสั่งซื้อเล่มนี้
สั่งซื้อได้ที่
Shopee : https://s.shopee.co.th/9fGQMRJ5XR
Lazada : https://s.lazada.co.th/s.kEC8y?cc

จิตบำบัดจิตพลวัต สำหรับนักบำบัดสวัสดีวันอังคารที่  24  มีนาคม  2569 ครับวิชาการวันนี้ยังเป็นช่องทาง 3 ภาษากาย พฤติกรรม a...
24/03/2026

จิตบำบัดจิตพลวัต สำหรับนักบำบัด

สวัสดีวันอังคารที่ 24 มีนาคม 2569 ครับ

วิชาการวันนี้ยังเป็นช่องทาง 3 ภาษากาย พฤติกรรม acting out and acting in

ทั้ง "การแสดงพฤติกรรมประชดที่ขาดการควบคุมภายใน(acting in) " (พฤติกรรมภายในเซสชัน) และ "การแสดงออกประชดที่ขาดการควบคุมภายนอก(acting out)" (พฤติกรรมนอกเซสชัน) เช่นการขับรถฝ่านไฟแดงด้วยความสะใจ ก็ถือเป็นการสื่อสาร แบบอวัจนภาษาเช่นกัน ในทั้งสองรูปแบบ อารมณ์หรือความ ขัดแย้งจะถูกถ่ายเทออกมาในเชิงการกระทำ แทนที่จะถูกค้นหาแล้วแสดงออกด้วยคำพูด ตัวอย่างมีตั้งแต่ ความละเอียดอ่อน (เช่น คนไข้ที่อารมณ์เสียกับนักบำบัดทิ้งกระดาษเช็ดมือที่เปื้อนบนพื้นห้องน้ำในสำนัก งาน) ไปจนถึงสุดขั้ว (ผู้ป่วยที่มีอาการถ่ายโอนทางเพศเริ่มที่จะเปลื้องผ้าในระหว่างเซสชั่นบำบัด)10
แม้ว่าข้อมูลที่ได้มักจะมีความคลุมเครือ แต่ข้อมูลจากช่องทางที่ 2 ก็มีคุณค่า หลังจากแนะนำตัวเองให้ รู้จักกับผู้ป่วยรายใหม่ การกระทำแรกของเขาเมื่อเข้ามาในสำนักงานของนักบำบัดคือ ไม่นั่งในที่นั่งที่ นักบำบัดเสนอ แต่ไปนั่งบนส่วนที่ทำความร้อนแทน ซึ่งอยู่ในมุมหนึ่งของห้อง ถัดต่อข้างหน้าต่าง และเป็น จุดหนึ่งในสำนักงานที่อยู่ห่างจากเก้าอี้และประตูของนักบำบัดมากที่สุด ลองพิจารณาสักครู่ถึงข้อความที่เป็น ไปได้จากพฤติกรรมนี้ซึ่งมีหลายอย่าง ตั้งแต่ที่มีเหตุผลไปจนถึงที่ไร้สาระ ซึ่งผู้ป่วยสามารถสื่อสารผ่านการ
กระทำของเขา คนไข้อาจจะสับสน, กลัว, หรือบกพร่องทางการได้ยินใช่ไหม? การย้ายไปนั่งที่ดูประหลาด มากและเขาจะหนาวจริง ๆ ตรงนั้นมีเครื่องทำความร้อนหรืออาจต้องการแสงแดดโดยตรงใช่ไหม ? เมื่อ นักบำบัดระบุพฤติกรรมของเขาในบริบทของการสื่อสารอื่นๆ ของทางช่องที่ 2 (เช่น ความจริงที่ว่าเขาดู ค่อนข้างโมโหง่าย, ดูไม่เรียบร้อย ,และดวงตาของเขาจ้องมองไปๆมาๆ) นักบำบัดพิจาณาว่าเป็นลักษณะ ความหวาดระแวงและ/หรือโรคจิตเภทซึ่งเป็นคำอธิบายที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด สมมติฐานนี้ได้รับ การสนับสนุนในเวลาต่อมาโดยผ่านข้อมูลที่ได้จากช่องทางที่ 1 และ 4

จาก
พันตำรวจเอกวินัย ธงชัย นักจิตวิทยาคลินิก

ที่อยู่

กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลตำรวจ
Bangkok
10330

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ชมรมนักจิตบำบัดจิตพลวัติไทย Thai Psychodynamic Psychotherapy -since 1999ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง ชมรมนักจิตบำบัดจิตพลวัติไทย Thai Psychodynamic Psychotherapy -since 1999:

แชร์