Siriraj Research Group in Immunobiology and Therapeutic Sciences

Siriraj Research Group in Immunobiology and Therapeutic Sciences วิจัยเกี่ยวกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและวิทยาศาสตร์การบำบัดรักษา

Stem cell research in collaboration with Department of Stem Cell Regulation, Medical Research Institute, Tokyo Medical a...
24/01/2024

Stem cell research in collaboration with Department of Stem Cell Regulation, Medical Research Institute, Tokyo Medical and Dental University, Tokyo, Japan. The study was first published online in Genes to Cells.



ความรู้เรื่องการตรวจภูมิคุ้มกันภายหลังฉีดวัคซีนโควิด 19เวลาพูดว่าวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สามารถต้านการติดเชื้อไวรัสโค...
14/08/2021

ความรู้เรื่องการตรวจภูมิคุ้มกันภายหลังฉีดวัคซีนโควิด 19

เวลาพูดว่าวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สามารถต้านการติดเชื้อไวรัสโควิด ภูมิคุ้มกันตัวหลักที่เรานึกถึงคือแอนติบอดี ซึ่งแอนติบอดีคือโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างเหมือนตัว Y จะเห็นว่ากิ่งที่แตกออกเป็นสองแขนงของตัว Y เปรียบได้กับแขนสองข้างของแอนติบอดีโดยตรงส่วนปลายทั้งสองข้างจะสามารถจับกับตัวเชื้อโรคได้ สิ่งที่เราต้องการคือแอนติบอดีที่มีความจำเพาะกับไวรัสโควิด หมายความว่าแอนติบอดีต้องจับกับไวรัสโควิดเท่านั้นไม่จับกับเชื้อโรคตัวอื่น

เมื่อพูดถึงการจับกับตัวเชื้อโรค แอนติบอดีจะไม่ได้จับกับเชื้อโรคทั้งตัวแต่จะจับกับส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น ในกรณีของไวรัสโควิดนั้นแอนติบอดีตัวสำคัญที่สุดที่มีส่วนในการต้านการติดเชื้อคือแอนติบอดีที่จับกับชิ้นส่วน spike ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งของไวรัสที่มีลักษณะเหมือนหนามแหลมที่ยื่นออกมาจากตัวของไวรัส โดยตำแหน่งเล็กๆบนโปรตีน spike เป็นส่วนที่ไวรัสใช้ในการจับกับโปรตีน ACE2 receptor ซึ่งอยู่บนผิวเซลล์ปอดทำให้ไวรัสสามารถเข้าไปในเซลล์ปอดได้ ตำแหน่งเล็กๆดังกล่าวบนโปรตีน spike นั้นถูกเรียกว่า receptor binding domain หรือ RBD ซึ่งเป็นตำแหน่งจำเพาะที่เราต้องการให้แอนติบอดีที่ถูกสร้างขึ้นจากการฉีดวัคซีนไปจับได้ โดยแอนติบอดีที่ไปจับกับส่วน RBD นั้นจะต้องมีความสามารถในการป้องกันไม่ให้ไวรัสไปจับกับ ACE2 receptor เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์ปอด

ความสามารถในการป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์ปอดอาจถูกเรียกว่าการลบล้างฤทธิ์ของไวรัสหรือ neutralization แอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นหลังจากฉีดวัคซีนต้องมีความสามารถในการ neutralization (เรียกว่า neutralizing antibody) ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่าปริมาณของแอนติบอดีที่มีความจำเพาะกับส่วน RBD ของไวรัสมีความสัมพันธ์กับการ neutralization (https://www.cell.com/cell-reports-medicine/fulltext/S2666-3791(20)300525?_returnURL=https%3A%2F%2Flinkinghub.elsevier.com%2Fretrieve%2Fpii%2FS2666379120300525%3Fshowall%3Dtrue)

ดังนั้นการตรวจพบว่ามีแอนติบอดีที่จำเพาะกับ RBD จึงอาจใช้เป็นตัวบ่งชี้ว่าวัคซีนที่ฉีดไปสามารถกระตุ้นภูมิต้านทานต่อไวรัสได้ อย่างไรก็ตาม การตรวจพบแอนติบอดีที่จำเพาะต่อ RBD ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเท่านั้น การตรวจไม่พบแอนติบอดีหรือตรวจพบแต่มีปริมาณน้อยอาจยังไม่เพียงพอที่จะใช้บอกประสิทธิภาพของวัคซีน เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นๆมากมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการติดเชื้อหรือลดความรุนแรงของโรคภายหลังการติดเชืัอ รวมไปถึงการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันชนิดอื่นๆ เช่น CD4+ T cell และ cytotoxic T cell

หากเราเจาะจงไปที่การกระตุ้นให้เกิดแอนติบอดีภายหลังฉีดวัคซีน มีการศึกษาพบว่า (https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0092867421007066) หลังจากฉีดวัคซีนแล้วร่างกายจะสร้างเซลล์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าพลาสม่าบลาสต์ (plasmablast) ซึ่งมีความสามารถในการสร้างแอนติบอดีที่สามารถจับกับเชื้อไวรัสโควิดได้ (binding antibody) อย่างไรก็ตามแอนติบอดีที่ถูกสร้างขึ้นนี้แม้จะจับกับไวรัสได้เหมือนกันแต่จะมีความจำเพาะต่อชิ้นส่วนโปรตีน spike แตกต่างกันรวมทั้งอาจมีแอนติบอดีที่ไม่มีฤทธิ์ในการลบล้างไวรัส (non-neutralizing antibody) ได้อีกด้วย โดยในการศึกษาพบว่าแอนติบอดีที่จับกับโปรตีน spike ของไวรัสที่เกิดขึ้นภายหลังจากฉีดวัคซีนไฟเซอร์นั้นจะสามารถจับกับตำแหน่งที่แตกต่างกันของโปรตีน spike ได้สามตำแหน่งคือ receptor binding domain (RBD), N terminal domain (NTD) และ S2 subunit (S2) โดยในแต่ละตำแหน่งก็จะมีแอนติบอดีหลายตัวที่มีความจำเพาะต่อพื้นที่เล็กๆ ที่แตกต่างกันแต่อยู่ร่วมกันในตำแหน่งเหล่านั้น (เราเรียกพื้นที่เล็กๆที่แอนติบอดีเข้าไปจับอย่างจำเพาะนี้ว่า epitope)

ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือ แอนติบอดีที่มีความจำเพาะกับ epitope ที่แตกต่างกันนั้นมีความสามารถ neutralization แตกต่างกัน คือมีได้ทั้งแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของไวรัสได้ (neutralizing antibody) และแอนติบอดีที่ไม่สามารถลบล้างฤทธิ์ของไวรัส (non-neutralizing antibody) โดยในการศึกษาพบว่าแอนติบอดีที่ถูกสร้างขึ้นหลังการฉีดวัคซีนโดยส่วนใหญ่จะไม่มีฤทธิ์ในการลบล้างไวรัส

ความรู้นี้มีความสำคัญกับการตรวจหาแอนติบอดีหลังฉีดวัคซีนอย่างไร ปัจจุบันในสถานที่รับการตรวจหาปริมาณแอนติบอดีหลายๆที่จะใช้วิธีตรวจวัดปริมาณแอนติบอดีที่สามารถจับกับส่วน RBD (เช่นการตรวจโดยวิธี CMIA ด้วยน้ำยา AdviseDx SARS-CoV-2 IgG II ของ Abbott หรือวิธี ECLIA ด้วยน้ำยา Elecsys Anti-SARS-CoV-2 S ของ Roche) นั่นหมายความว่าค่าที่ได้เป็นปริมาณแอนติบอดีที่สามารถจับกับเพียงพื้นที่ส่วนเดียวของโปรตีน spike ที่ถูกนำมาใช้ในวัคซีนเพื่อให้กระตุ้นภูมิของร่างกาย และเนื่องจากเป็นการวัดปริมาณแอนติบอดีที่จับกับส่วน RBD เท่านั้น ค่าที่ได้ไม่ได้บอกเราว่ามีปริมาณแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของไวรัสได้มากน้อยแค่ไหน

แล้วถ้าเป็นการตรวจ neutralization เลยล่ะ มีห้องแล็บบางแห่งได้ให้บริการตรวจ neutralization โดยรายงานผลเป็นค่าร้อยละ (ใช้ชุดตรวจ cPass SARS-CoV-2 Neutralization Antibody Detection Kit ของ GenScript) อย่างไรก็ตามการตรวจด้วยวิธีดังกล่าวมีข้อจำกัดที่สำคัญคือเป็นวิธีการตรวจที่ไม่ได้วัด neutralization อย่างแท้จริง เนื่องจากไม่ได้ใช้ไวรัสและเซลล์จริงๆในการทดสอบแต่เป็นการตรวจความสามารถในการแย่งจับกับชิ้นส่วน RBD ของโปรตีน spike โดยเปรียบเทียบระหว่างชิ้นส่วนของโปรตีน ACE2 receptor และแอนติบอดีต่อชิ้นส่วน RBD ที่ได้จากการฉีดวัคซีน แล้วจึงคำนวนออกมาเป็นค่า % Neutralization

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือชุดตรวจต่างๆไม่ได้ถูกประเมินมาเพื่อใช้ในการหาปริมาณแอนติบอดีที่สร้างขึ้นภายหลังการฉีดวัคซีน ค่าปริมาณแอนติบอดีหรือ % Neutralization ที่ได้จากการตรวจอาจจะไม่มีความสัมพันธ์ต่อความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อหรือป้องกันความรุนแรงของโรค อีกทั้งเราไม่สามารถแยกออกว่าภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการกระตุ้นของวัคซีนหรือเกิดจากการติดเชื้อซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่อการวินิจฉัยการติดเชื้อได้ในบางกรณี ทั้งนี้เราคงไม่สามารถแปลผลการตรวจได้อย่างถูกต้องจนกว่าจะมีการศึกษาที่แสดงถึงความสัมพันธ์กับการป้องกันโรค (correlate of protection) สำหรับผลตรวจจากชุดตรวจแต่ละชนิด

ดังนั้นจะเห็นว่าการตรวจปริมาณแอนติบอดีภายหลังฉีดวัคซีนที่ทำกันอยู่อาจเป็นการประเมินความสามารถของร่างกายเราในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสแบบ overestimate ในผู้ที่มีปริมาณแอนติบอดีสูงที่อาจมีแต่ non-neutralizing antibody ซึ่งจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ หรือ underestimate ในผู้มีปริมาณแอนติบอดีต่ำแต่อาจมี neutralizing antibody สูงหรือมีแอนติบอดีที่จับกับตำแหน่ง NTD และ S2 อยู่ในปริมาณมากซึ่งอาจจะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ดีกว่าก็ได้ ดังนั้นการตรวจพบว่ามีปริมาณแอนติบอดีสูงหรือต่ำภายหลังฉีดวัคซีนอาจไม่ได้สัมพันธ์กับการป้องกันการติดเชื้อโควิดได้เสมอไปและอาจสร้างความกังวลให้กับผู้ตรวจโดยไม่จำเป็น

ความรู้เรื่องประสิทธิผลของวัคซีนโควิด 19ในขณะที่การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข...
13/08/2021

ความรู้เรื่องประสิทธิผลของวัคซีนโควิด 19

ในขณะที่การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น คนทั่วไปก็มีการพูดกันถึงความสามารถของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อ กันป่วยหนัก หรือแม้แต่กันเสียชีวิต บางคนบอกว่าวัคซีนตัวนี้ไม่ดี วัคซีนตัวนั้นดีกว่า คำที่เราได้ยินกันมากคือวัคซีนบางชนิดมีประสิทธิภาพสูงหรือวัคซีนตัวนี้มีประสิทธิผลดีกว่าวัคซีนอีกตัวนึง สิ่งที่กำลังพูดถึงกันนี้มันมีความหมายอย่างไรกันแน่

คำสองคำที่มีการใช้กันสลับไปมาอย่างสับสนคือประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งสองคำมีความแตกต่างกันอย่างไร ถ้าเอาตามความหมายที่ให้ไว้โดยราชบัณฑิตยสถาน ประสิทธิภาพหมายถึงความสามารถที่ทําให้เกิดผลในการทํางาน โดยมาจากคำภาษาอังกฤษว่า efficiency ส่วนประสิทธิผลหมายถึงผลสําเร็จหรือผลที่เกิดขึ้น ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษว่า effectiveness

จะเห็นว่าด้วยความหมายที่ต่างกันนี้ หากเราพูดว่าวัคซีนนี้มีประสิทธิภาพในการต้านทานการติดเชื้อไวรัสโควิด (ขอให้สังเกตว่าใช้คำว่า “ต้านทาน” แทนคำว่าป้องกัน) ก็น่าจะหมายถึงวัคซีนก่อให้เกิดความสามารถบางอย่างในร่างกายซึ่งช่วยให้ต้านทานการติดเชื้อได้ (ไม่ใช่แค่กระตุ้นภูมิได้แต่ต้องได้ภูมิที่ต้านทานไวรัสได้ด้วย) ยกตัวอย่างเช่นวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สร้างแอนติบอดีที่สามารถจับกับเชื้อไวรัสได้ (binding antibody) หรือมีความสามารถในการลบล้างฤทธิ์ของไวรัสได้ (neutralizing antibody) ดังนั้นวัคซีนประสิทธิภาพสูงควรจะเป็นวัคซีนที่สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ตอบสนองต่อไวรัสได้สูง เช่นกระตุ้นให้มี neutralizing antibody ในปริมาณมากๆ ตัวเลขที่ใช้ในการบอกค่าประสิทธิภาพก็จะเป็นปริมาณภูมิคุ้มกันที่วัดได้โดยวิธีต่างๆ อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรมองแค่ความสามารถด้านใดด้านหนึ่งเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันมีการทำงานในหลายรูปแบบ วัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงควรจะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันหลายๆแบบซึ่งมีส่วนในการต้านทานการติดเชื้อเช่น CD4+ T cell และ Cytotoxic lymphocyte

แล้วการบอกว่าวัคซีนมีประสิทธิผลที่ดีนั้นหมายความว่าอย่างไร เราควรจะมองว่าประสิทธิผลคือความสามารถของวัคซีนในการให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการจากการฉีดคือไม่ติดเชื้อ ไม่ป่วยหนัก หรือไม่เสียชีวิต หากมองในแง่นี้ประสิทธิภาพจะเป็นตัวบอกว่าวัคซีนทำงานอย่างไร (กระตุ้นภูมิคุ้มกัน) และวัคซีนให้ผลอย่างไร (กันติดเชื้อ กันป่วยหนัก กันเสียชีวิต)

ค่าประสิทธิผลของวัคซีนในภาษาอังกฤษจะใช้อยู่สองคำคือ vaccine efficacy และ vaccine effectiveness คำแรกนั้น (efficacy) ราชบัณฑิตยสถานใช้คำแปลว่า “ประสิทธิศักย์” แต่ถ้าดูโดยความหมายแล้วก็คือประสิทธิผลนั่นเอง ในเมื่อทั้ง efficacy และ effectiveness คือประสิทธิผลเหมือนกันแล้วมันมีความแตกต่างกันอย่างไร โดยสรุปแล้วค่าทั้งสองถูกคำนวนมาจากลักษณะการศึกษาที่แตกต่างกัน vaccine efficacy จะบอกค่าประสิทธิผลของวัคซีนซึ่งได้มาจากการวิจัยทดสอบวัคซีนในระยะที่สาม ในขณะที่ vaccine effectiveness เป็นค่าประสิทธิผลเมื่อวัคซีนถูกนำออกมาใช้งานจริงหรือที่เรียกว่า real world data นั่นเอง โดยมากค่าประสิทธิผลของวัคซีนที่เราได้ยินกันในระยะแรกๆมักจะเป็น vaccine efficacy แต่เมื่อมีการนำวัคซีนออกมาใช้อย่างแพร่หลายในประเทศต่างๆ เราก็จะได้เห็นค่า vaccine effectiveness ที่เกิดจากการเก็บข้อมูลในประชาชนทั่วไปที่ได้รับการฉีดวัคซีนของประเทศนั้นๆนั่นเอง

ในขณะที่ตัวเลขที่บอกค่าประสิทธิภาพคือค่าภูมิคุ้มกันที่ได้จากการวัดด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีความหมายแน่นอนและชัดเจน ค่าประสิทธิผลของวัคซีนที่ระบุเป็นค่าร้อยละหรือเปอร์เซนต์ (%) นั้นมีความหมายว่าอย่างไรกันแน่ แล้วที่มีคนบอกว่าวัคซีนตัวนี้มีค่าประสิทธิผลของวัคซีน 95% นั้นหมายถึงอะไร มันหมายความว่าถ้าฉีดวัคซีน 100 คนแล้วจะมีอยู่ 5 คนที่ติดเชื้อใช่ไหม (แล้วฉันจะอยู่ใน 95 คนที่ไม่ติดหรืออยู่ใน 5 คนที่ติดล่ะ) หรือมันหมายความว่าคนที่ฉีดวัคซีนแล้วมีโอกาสที่จะไม่ติด 95% (แล้วติด 5% มันเป็นแบบไหนหรอ) คำตอบคือความหมายทั้งสองแบบผิดทั้งคู่ ก่อนจะเข้าใจว่าตัวเลข 95% หมายถึงอะไรเราต้องเข้าใจก่อนว่าค่าประสิทธิผลของวัคซีนคืออะไร โดยที่มาแล้ว ค่าประสิทธิผลของวัคซีนคือค่าความเสี่ยงที่ลดลงแบบสัมพัทธ์ หรือ Relative Risk Reduction (RRR) คราวนี้เราเลยยิ่งงงกันเข้าไปใหญ่ว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่

การจะเข้าใจว่า RRR บอกอะไร เราต้องเข้าใจด้วยว่ามันถูกคำนวนมาอย่างไรภายใต้สถานการณ์แบบไหน จะเห็นว่า RRR ประกอบด้วย ความเสี่ยง + การลดลง + สัมพัทธ์ หมายความว่าเราต้องมีความเข้าใจในสามส่วนนี้ด้วยเราจึงจะเข้าใจว่าค่าประสิทธิผลของวัคซีนค่าใดค่าหนึ่งหมายถึงอะไร ทั้งนี้ค่าที่ได้จะมีความสัมพันธ์กับวิธีการและนิยามที่ใช้ในการเก็บข้อมูลอย่างยิ่ง นั่นคือเราไม่สามารถเข้าใจความหมายจากตัวเลขโดดๆโดยไม่อ้างถึงที่มาได้เลย

ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าค่า vaccine efficacy จะได้มาจากการดำเนินการวิจัยทดสอบวัคซีนในระยะที่สามซึ่งมักจะใช้รูปแบบการวิจัยที่เรียกว่า Randomized Control Trial (RCT) โดยทำการเก็บข้อมูลในอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการสองกลุ่ม กลุ่มแรกจะได้รับวัคซีนในขณะที่กลุ่มที่สองจะได้รับวัคซีนหลอกหรือที่เรียกกันว่า placebo (ก็คือไม่ได้รับวัคซีนตัวจริงนั่นเอง) ทั้งนี้อาสาสมัครจะถูกสุ่ม (randomized) เข้ากลุ่มซึ่งเมื่อแบ่งกลุ่มแล้วอาสาสมัครทั้งสองกลุ่มจะต้องมีการกระจายของคุณลักษณะต่างๆใกล้เคียงกันเช่น มีจำนวนเพศชายหญิงในแต่ละช่วงอายุพอๆกันในทั้งสองกลุ่มอาสาสมัคร

ความสำคัญของวิธีดำเนินการแบบ RCT คือเพื่อให้มั่นใจว่าอาสาสมัครทั้งสองกลุ่มที่มีคุณลักษณะใกล้เคียงกันจะมีโอกาสเท่าๆกันที่จะไปสัมผัสกับเชื้อไวรัสโควิดเมื่อดำเนินชีวิตตามปกติ จะเห็นว่าการทดสอบคาดหวัง (หรือไม่คาดหวัง) ให้อาสาสมัครไปติดเชื้อเพื่อมาดูว่ากลุ่มที่ฉีดวัคซีนมีการติดเชื้อน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนหรือเปล่า (ถ้าคุณเป็นอาสาสมัครแล้วคุณไม่รู้หรอกว่าคุณได้รับวัคซีนจริงหรือวัคซีนหลอก และกลุ่มที่ฉีดวัคซีนจริงก็ติดเชื้อได้เช่นกัน) ดังนั้นการทดสอบวัคซีนจะขึ้นกับอัตราการติดเชื้อในประชากรทั้งหมด (ของเมืองที่ทดสอบหรือประเทศที่ทดสอบ) นี่เป็นความผันแปรตัวแรกที่ส่งผลต่อค่าประสิทธิผลของวัคซีน (วัคซีนแต่ละชนิดทำการทดสอบในสถานที่แตกต่างกันซึ่งมีลักษณะประชากรแตกต่างกันและอัตราการติดเชื้อในประชากรแตกต่างกัน) ความผันแปรส่วนนี้ยังอาจได้รับผลกระทบจากความระมัดระวังตัวของอาสาสมัครเอง (เช่นการใส่หน้ากากและการเว้นระยะห่างทางสังคมทำให้อาสาสมัครมีโอกาสสัมผัสกับไวรัสน้อย) หรือจากรูปแบบการแพร่กระจายของไวรัส (เช่นความสามารถในการติดเชื้อ การส่งต่อไวรัส และปริมาณไวรัสในสารคัดหลั่งที่ทำให้อาสาสมัครมีโอกาสในการติดเชื้อต่ำลง)

ในการเก็บข้อมูลการติดเชื้อจะต้องมีการกำหนดตัวชี้วัดหรือที่เรียกว่า end point เพื่อกำหนดขอบเขตของผลการศึกษาซึ่งจะมีองค์ประกอบสองส่วน ส่วนแรกคือตัวผลลัพธ์ที่ได้จากการฉีดเช่น การติดเชื้อที่ต้องได้รับการยืนยันด้วยวิธีพีซีอาร์ การแสดงอาการอย่างใดอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ภาวะการติดเชื้อ การติดเชื้อโดยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การติดเชื้อที่ต้องได้รับการรักษาเป็นพิเศษ (เช่นใช้เครื่องช่วยหายใจหรือรักษาในห้องไอซียู) หรือการเสียชีวิต การศึกษาอาจเลือกใช้ผลลัพธ์ตัวใดตัวหนึ่งหรือทั้งหมด อย่างไรก็ตามต้องมีการกำหนดผลลัพธ์หลักตัวหนึ่งซึ่งโดยมากจะกำหนดเป็นผู้ป่วยมีการแสดงอาการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดจากการติดเชื้อไวรัสและได้รับการยืนยันผลโดยวิธีพีซีอาร์ จะเห็นว่าแค่ตัวผลลัพธ์ก็ทำให้ความหมายของประสิทธิผลของวัคซีนแต่ละตัวมีความแตกต่างกัน ตัวชี้วัดส่วนที่สองที่ต้องกำหนดคือระยะเวลาภายหลังการฉีดวัคซีน เช่นหนึ่งหรือสองสัปดาห์ภายหลังฉีดวัคซีนครบสองครั้ง ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความผันแปรที่สำคัญเนื่องจากยิ่งใช้ระยะเวลายาวนานขึ้นหลังฉีดวัคซีนก็มีโอกาสที่อาสาสมัครจะสัมผัสกับไวรัสได้มากขึ้น และระยะเวลาที่นานขึ้นก็มีส่วนต่อการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้มีปริมาณสูงพอต่อการต้านทานการติดเชื้อ แต่ระยะเวลาก็ต้องไม่นานเกินไปจนกระทั่งภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการฉีดวัคซีนลดลง

ทั้งนี้ค่าความเสี่ยงใน RRR จะถูกกำหนดด้วย end point ที่ทำการตรวจวัด โดยความเสี่ยงจะถูกนำเสนอในรูปแบบของอัตรา ดังนั้นความเสี่ยงอาจให้ความหมายอย่างง่ายๆได้ว่าคืออัตราการติดเชื้อ ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราให้ end point เป็นการติดเชื้อซึ่งได้รับการยืนยันด้วยวิธีพีซีอาร์และมีการแสดงอาการอย่างใดอย่างหนึ่งในอาการสี่แบบที่พบในผู้ป่วยโรคติดเชื้อโควิดภายหลังฉีดวัคซีนครั้งที่สองแล้วหนึ่งสัปดาห์ เราจะต้องหาจำนวนอาสาสมัครที่มีลักษณะดังกล่าวทั้งจากกลุ่มที่รับวัคซีนจริงและกลุ่มที่รับวัคซีนหลอกจากนั้นจึงคำนวนออกมาเป็นค่าร้อยละ ตัวอย่างเช่นการศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนไฟเซอร์ (ข้อมูลจาก https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/nejmoa2034577) ซึ่งในกลุ่มรับวัคซีนจริงมีอาสาสมัคร 18,198 คนโดยมีผู้ติดเชื้อตามนิยาม end point ทั้งสิ้น 8 คนก็จะมีค่าอัตราการเกิดเหตุการณ์ในกลุ่มทดลอง หรือ experimental event rate (EER) ซึ่งก็คือค่าร้อยละของผู้ติดเชื้อแบบแสดงอาการในกลุ่มทดลองเท่ากับ 0.044% ส่วนในกลุ่มรับวัคซีนหลอกมีอาสาสมัคร 18,325 คนโดยมีผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น 162 คนก็จะมีค่าอัตราการเกิดเหตุการณ์ในกลุ่มควบคุม หรือ control event rate (CER) ซึ่งก็คือค่าร้อยละของผู้ติดเชื้อแบบแสดงอาการในกลุ่มควบคุมเท่ากับ 0.884% ทั้งนี้เราอาจเรียกค่าที่ได้นี้ว่าค่าความเสี่ยงสัมบูรณ์ หรือ absolute risk

ณ จุดนี้เรารู้แล้วว่าความเสี่ยงที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของ RRR นั้นคือความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโดยคิดเป็นร้อยละของอาสาสมัครที่ติดเชื้อในกลุ่มทดลองหรือกลุ่มควบคุมนั้นเอง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงใน RRR นั้นถูกแสดงในแง่ของการลดลง ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงที่จะติดเชื้อภายหลังจากฉีดวัคซีนนั้นลดลงหรือไม่และลดลงเท่าไหร่ ซึ่งหาได้จากการหักลบค่าร้อยละของอาสาสมัครที่ติดเชื้อในกลุ่มควบคุมด้วยกลุ่มทดลอง ในกรณีตัวอย่างคือ 0.884% - 0.044% = 0.84% เราเรียกค่านี้ว่า Absolute Risk Reduction (ARR) ซึ่งในกรณีนี้มีค่า ARR 0.84% ตัวเลขนี้บอกเราว่าการฉีดวัคซีนสามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อในกลุ่มอาสาสมัครได้ 0.84% การจะเข้าใจหมายความของเลขตัวนี้ต้องอาศัยการยกตัวอย่าง เช่นถ้าเรามีประชากรอยู่ 100,000 คน ด้วยอัตราการติดเชื้อที่ 0.884% หากคนกลุ่มนี้ไม่ได้ฉีดวัคซีนเลยจะมีผู้ติดเชื้อ 884 คน แต่ถ้าประชากรกลุ่มนี้ได้ฉีดวัคซีนแล้วจะลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงไปได้ 840 คน โดยจะมีคนติดเชื้อแค่ 44 คนเท่านั้น เราจะเห็นได้ว่าเมื่อนำ ARR มาใช้เราสามารถเข้าใจได้ว่าการฉีดวัคซีนจะลดจำนวนคนที่ติดเชื้อลงไปได้กี่คน

ถ้าการฉีดวัคซีนไฟเซอร์สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อได้แค่ 0.84% แล้วค่าประสิทธิผลของวัคซีนไฟเซอร์ที่ 95% นั้นมาจากไหน เรามาถึงองค์ประกอบสุดท้ายของ RRR คือสัมพัทธ์ หรือ relative จะเห็นว่าในขณะที่ค่า ARR แสดงผลที่แท้จริงว่าการฉีดวัคซีนลดจำนวนผู้ติดเชื้อได้กี่คน ค่า RRR จะแสดงว่าค่าความเสี่ยงที่ลดลง (อัตราการติดเชื้อที่ลดลง) มีความสัมพันธ์กับอัตราการติดเชื้อในกรณีที่ไม่มีการฉีดวัคซีนแค่ไหนโดยแสดงออกมาเป็นค่าร้อยละ (เป็นค่าสัมพัทธ์เพราะต้องมีการเทียบค่าอัตราการติดเชื้อที่ลดลงกับอัตราการติดเชื้อในกรณีที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน) ดังนั้นเราจะได้ RRR = (0.84/0.884) x 100 = 95% จะเห็นว่าค่าอัตราการติดเชื้อที่ลดลงเพิ่มขึ้นจาก 0.84% กลายเป็น 95% ทำให้ดูเป็นค่าประสิทธิผลที่สูงส่งขึ้นมาทันทีแต่มันมีความหมายว่าอย่างไรล่ะ

ในเมื่อ vaccine efficacy (ประสิทธิผลของวัคซีน) = Relative Risk Reduction (การลดลงของความเสี่ยงแบบสัมพัทธ์) ดังนั้นค่าประสิทธิผลของวัคซีนที่ 95% จะหมายความว่าการฉีดวัคซีนทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง 95% จากจำนวนผู้ติดเชื้อที่จะมีขึ้นหากไม่ได้รับวัคซีน ฟังแล้วก็ยัง “งงงง” ดังนั้นเราต้องยกตัวอย่างโดยสมมติว่ามีประชากร 100,000 คน ด้วยอัตราการติดเชื้อที่ 0.884% หากไม่ได้ฉีดวัคซีนจะมีผู้ติดเชื้อ 884 คน แต่ด้วยประสิทธิผลของวัคซีนที่ 95% หากคนกลุ่มนี้ได้ฉีดวัคซีนจะทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง = (884 x 95)/100 = 840 คน สังเกตไหมว่าเท่ากันกับ ARR เลย (แต่ ARR มีค่าแค่ 0.84% เท่านั้นเอง) ตัวเลข 95% ไม่ได้บอกว่าวัคซีนป้องกันการติดเชื้อได้ 95% มันบอกว่าทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงได้ 95% จากจำนวนผู้ติดเชื้อที่จะมีได้หากไม่มีการฉีดวัคซีน ค่าประสิทธิผลของวัคซีนไม่สามารถแสดงเป็นตัวเลขเปอร์เซนต์โดดๆโดยไม่บอกว่ามันเป็นประสิทธิผลแบบไหน (ป้องกันติดเชื้อ ป้องกันมีอาการหนัก หรือป้องกันเสียชีวิต) ภายในช่วงระยะเวลาเท่าไหร่หลังจากฉีดวัคซีน และมันเป็นเปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับอะไร

จุดที่สำคัญที่สุดคือค่าประสิทธิผลของวัคซีน (vaccine efficacy) ที่แสดงเป็นเปอร์เซนต์นั้นได้จากการทำการทดสอบวัคซีนระยะที่สามในกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยนั้น มันเป็นการแสดงค่าประสิทธิผลจากการทดลองหนึ่งที่ดำเนินการเสร็จไปแล้วในอดีต ทำใหม่ให้เหมือนแบบเดิมไม่ได้ในอนาคต และจะมีค่าเปลี่ยนไปเสมอเมื่อถูกนำมาใช้จริง เราไม่สามารถยึดติดกับตัวเลขประสิทธิผลของวัคซีนแล้วนำมันไปเปรียบเทียบกับวัคซีนชนิดอื่นเพราะมันเทียบกันไม่ได้ เหตุผลอย่างง่ายที่สุดคือเราไม่สามารถนำวัคซีนซิโนแว็คไปทดสอบในกลุ่มอาสาสมัครที่ใช้ดำเนินการทดสอบวัคซีนไฟเซอร์ ในช่วงเวลานั้น ในสภาพสถานการณ์การติดเชื้อแบบนั้นได้อีก แม้แต่การทดสอบวัคซีนไฟเซอร์เองหากมีการดำเนินการทดสอบระยะที่สามซ้ำอีกก็จะไม่มีทางได้ค่าประสิทธิผลเหมือนเดิมด้วยเหตุผลเดียวกัน

ความแตกต่างของค่าประสิทธิผลของวัคซีนแต่ละตัวไม่สามารถบอกได้ว่ามันแตกต่างกันจริงไหม ค่าที่สูงหรือต่ำกว่ากันมันสูงหรือต่ำกว่ากันจริงไหม เราบอกได้เพียงว่าวัคซีนตัวหนึ่งมีค่าประสิทธิผลเท่าไหร่ในสภาวะการทดสอบแบบไหนและค่าประสิทธิผลนั้นสามารถป้องกันการติดเชื้อหรือป้องกันการเกิดอาการได้จริงหรือไม่ (ที่เราเรียกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ) หากมีหลักฐานยืนยันว่าวัคซีนให้ผลลัพธ์เป็นการป้องกันการติดเชื้อ การมีอาการ การเข้ารักษาในโรงพยาบาล การเกิดอาการหนักที่ต้องรักษาในห้องไอซียู หรือป้องกันการเสียชีวิตได้ เราถือว่าวัคซีนมีประสิทธิผลที่ดีโดยไม่ต้องสนใจค่าประสิทธิผลแต่อย่างใด

ข้อมูลเพิ่มเติม

What does 95% COVID-19 vaccine efficacy really mean? https://www.thelancet.com/journals/laninf/article/PIIS1473-3099(21)00075-X/fulltext

COVID-19 vaccine efficacy and effectiveness—the elephant (not) in the room. https://www.thelancet.com/journals/lanmic/article/PIIS2666-5247(21)00069-0/fulltext

Outcome reporting bias in COVID-19 mRNA vaccine clinical trials. https://www.mdpi.com/1648-9144/57/3/199

(รูปจาก https://www.who.int/news-room/feature-stories/detail/vaccine-efficacy-effectiveness-and-protection)

ข้อมูลจนถึงวันที่ 13 พ.ค. 2564  ดำเนินการฉีดแล้วจำนวน 2,124,732 ครั้ง พบผู้มีอาการไม่พึงประสงค์รุนแรง 14 ราย "ทุกรายหายเ...
14/05/2021

ข้อมูลจนถึงวันที่ 13 พ.ค. 2564 ดำเนินการฉีดแล้วจำนวน 2,124,732 ครั้ง พบผู้มีอาการไม่พึงประสงค์รุนแรง 14 ราย "ทุกรายหายเป็นปกติและไม่มีผู้เสียชีวิตจากการฉีดวัคซีน"

วัคซีนที่ได้ผลคือวัคซีนที่ได้ฉีดสรุปจากข่าว "วัคซีนเกือบทุกอันป้องกันการเสียชีวิตเกือบ 100% ป้องกันการนอนรพ. ป้องกันอากา...
09/05/2021

วัคซีนที่ได้ผลคือวัคซีนที่ได้ฉีด

สรุปจากข่าว "วัคซีนเกือบทุกอันป้องกันการเสียชีวิตเกือบ 100% ป้องกันการนอนรพ. ป้องกันอาการรุนแรงได้"

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ เผยข้อมูลประสิทธิภาพวัคซีน ขอประชาชนศึกษาข้อมูลรอบด้านวัคซีนแต่ละยี่....

วัคซีนป้องกัน COVID19 เริ่มทดสอบแล้วในอเมริกาเวบไซต์ livescience.com https://www.livescience.com/us-coronavirus-vaccine-...
06/03/2020

วัคซีนป้องกัน COVID19 เริ่มทดสอบแล้วในอเมริกา

เวบไซต์ livescience.com https://www.livescience.com/us-coronavirus-vaccine-trial-recruiting.html ได้รายงานข่าวการเริ่มรับอาสาสมัครเพื่อเข้าร่วมการทดสอบวัคซีนป้องกันการติดเชืัอ COVID19 โดยถือเป็นวัคซีนตัวแรกที่เริ่มดำเนินการทดสอบในมนุษย์

วัคซีนดังกล่าวชื่อว่า mRNA-1273 ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Moderna Therapeutics ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Cambridge มลรัฐ Massachusetts https://www.modernatx.com โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อพัฒนาวัคซีนจาก Coalition for Epidemic Preparedness Innovations (CEPI) และดำเนินการวิจัยร่วมกับสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติ (National Institutes of Health; NIH) ทั้งนี้ถือเป็นสถิติใหม่ในการพัฒนาวัคซีนโดยใช้เวลาเพียง 42 วันหลังจากที่มีการเผยแพร่รหัสพันธุกรรมของไวรัส COVID19 https://time.com/5790545/first-covid-19-vaccine/

นอกจากความรวดเร็วในการคิดค้นและผลิตวัคซีนต้นแบบแล้ว บริษัทยังได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการผลิตวัคซีนซึ่งแตกต่างจากการผลิตวัคซีนอื่นๆที่ผ่านมา โดยวัคซีน COVID19 ชนิดนี้เป็น mRNA vaccine ซึ่งอาศัยกระบวนการทางอณูชีววิทยาในการผลิตโปรตีนของไวรัสเพื่อใช้ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ทำให้สามารถผลิตวัคซีนต้นแบบได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับการผลิตวัคซีนโดยวิธีปกติ

การทดสอบวัคซีนนี้มีชื่อการศึกษาว่า Safety and Immunogenicity Study of 2019-nCoV Vaccine (mRNA-1273) to Prevent SARS-CoV-2 Infection https://clinicaltrials.gov/ct2/show/NCT04283461?term=vaccine&cond=covid-19&draw=1&rank=2 ซึ่งจะดำเนินการในอาสาสมัครคนปกติจำนวน 45 คนที่มีอายุระหว่าง 18-55 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่าวัคซีนมีความปลอดภัยเพียงพอและสามารถกระตุ้นให้มีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัส COVID19 ได้ ทั้งนี้คาดว่าจะใช้เวลาในการศึกษาทั้งสิ้น 14 เดือนโดยจะมีผลการศึกษาภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2564

นับเป็นข่าวดีที่เริ่มมีการทดสอบวัคซีน COVID19 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการพยายามยับยั้งการแพร่กระจายการติดเชื้อ และหวังว่าวัคซีนนี้จะประสบความสำเร็จในการทดสอบและถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อในที่สุด

Published article in a collaboration with Department of Medicine, Faculty of Medicine Siriraj Hospital.
21/12/2019

Published article in a collaboration with Department of Medicine, Faculty of Medicine Siriraj Hospital.



Textbook chapter in Thai by Dr.Premrutai Thitilertdecha and Dr.Visnu Lohsiriwat.
31/10/2019

Textbook chapter in Thai by Dr.Premrutai Thitilertdecha and Dr.Visnu Lohsiriwat.



ที่อยู่

Faculty Of Medicine Siriraj Hospital, Mahidol University
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Siriraj Research Group in Immunobiology and Therapeutic Sciencesผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram