13/08/2021
ความรู้เรื่องประสิทธิผลของวัคซีนโควิด 19
ในขณะที่การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น คนทั่วไปก็มีการพูดกันถึงความสามารถของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อ กันป่วยหนัก หรือแม้แต่กันเสียชีวิต บางคนบอกว่าวัคซีนตัวนี้ไม่ดี วัคซีนตัวนั้นดีกว่า คำที่เราได้ยินกันมากคือวัคซีนบางชนิดมีประสิทธิภาพสูงหรือวัคซีนตัวนี้มีประสิทธิผลดีกว่าวัคซีนอีกตัวนึง สิ่งที่กำลังพูดถึงกันนี้มันมีความหมายอย่างไรกันแน่
คำสองคำที่มีการใช้กันสลับไปมาอย่างสับสนคือประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งสองคำมีความแตกต่างกันอย่างไร ถ้าเอาตามความหมายที่ให้ไว้โดยราชบัณฑิตยสถาน ประสิทธิภาพหมายถึงความสามารถที่ทําให้เกิดผลในการทํางาน โดยมาจากคำภาษาอังกฤษว่า efficiency ส่วนประสิทธิผลหมายถึงผลสําเร็จหรือผลที่เกิดขึ้น ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษว่า effectiveness
จะเห็นว่าด้วยความหมายที่ต่างกันนี้ หากเราพูดว่าวัคซีนนี้มีประสิทธิภาพในการต้านทานการติดเชื้อไวรัสโควิด (ขอให้สังเกตว่าใช้คำว่า “ต้านทาน” แทนคำว่าป้องกัน) ก็น่าจะหมายถึงวัคซีนก่อให้เกิดความสามารถบางอย่างในร่างกายซึ่งช่วยให้ต้านทานการติดเชื้อได้ (ไม่ใช่แค่กระตุ้นภูมิได้แต่ต้องได้ภูมิที่ต้านทานไวรัสได้ด้วย) ยกตัวอย่างเช่นวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สร้างแอนติบอดีที่สามารถจับกับเชื้อไวรัสได้ (binding antibody) หรือมีความสามารถในการลบล้างฤทธิ์ของไวรัสได้ (neutralizing antibody) ดังนั้นวัคซีนประสิทธิภาพสูงควรจะเป็นวัคซีนที่สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ตอบสนองต่อไวรัสได้สูง เช่นกระตุ้นให้มี neutralizing antibody ในปริมาณมากๆ ตัวเลขที่ใช้ในการบอกค่าประสิทธิภาพก็จะเป็นปริมาณภูมิคุ้มกันที่วัดได้โดยวิธีต่างๆ อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรมองแค่ความสามารถด้านใดด้านหนึ่งเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันมีการทำงานในหลายรูปแบบ วัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงควรจะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันหลายๆแบบซึ่งมีส่วนในการต้านทานการติดเชื้อเช่น CD4+ T cell และ Cytotoxic lymphocyte
แล้วการบอกว่าวัคซีนมีประสิทธิผลที่ดีนั้นหมายความว่าอย่างไร เราควรจะมองว่าประสิทธิผลคือความสามารถของวัคซีนในการให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการจากการฉีดคือไม่ติดเชื้อ ไม่ป่วยหนัก หรือไม่เสียชีวิต หากมองในแง่นี้ประสิทธิภาพจะเป็นตัวบอกว่าวัคซีนทำงานอย่างไร (กระตุ้นภูมิคุ้มกัน) และวัคซีนให้ผลอย่างไร (กันติดเชื้อ กันป่วยหนัก กันเสียชีวิต)
ค่าประสิทธิผลของวัคซีนในภาษาอังกฤษจะใช้อยู่สองคำคือ vaccine efficacy และ vaccine effectiveness คำแรกนั้น (efficacy) ราชบัณฑิตยสถานใช้คำแปลว่า “ประสิทธิศักย์” แต่ถ้าดูโดยความหมายแล้วก็คือประสิทธิผลนั่นเอง ในเมื่อทั้ง efficacy และ effectiveness คือประสิทธิผลเหมือนกันแล้วมันมีความแตกต่างกันอย่างไร โดยสรุปแล้วค่าทั้งสองถูกคำนวนมาจากลักษณะการศึกษาที่แตกต่างกัน vaccine efficacy จะบอกค่าประสิทธิผลของวัคซีนซึ่งได้มาจากการวิจัยทดสอบวัคซีนในระยะที่สาม ในขณะที่ vaccine effectiveness เป็นค่าประสิทธิผลเมื่อวัคซีนถูกนำออกมาใช้งานจริงหรือที่เรียกว่า real world data นั่นเอง โดยมากค่าประสิทธิผลของวัคซีนที่เราได้ยินกันในระยะแรกๆมักจะเป็น vaccine efficacy แต่เมื่อมีการนำวัคซีนออกมาใช้อย่างแพร่หลายในประเทศต่างๆ เราก็จะได้เห็นค่า vaccine effectiveness ที่เกิดจากการเก็บข้อมูลในประชาชนทั่วไปที่ได้รับการฉีดวัคซีนของประเทศนั้นๆนั่นเอง
ในขณะที่ตัวเลขที่บอกค่าประสิทธิภาพคือค่าภูมิคุ้มกันที่ได้จากการวัดด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีความหมายแน่นอนและชัดเจน ค่าประสิทธิผลของวัคซีนที่ระบุเป็นค่าร้อยละหรือเปอร์เซนต์ (%) นั้นมีความหมายว่าอย่างไรกันแน่ แล้วที่มีคนบอกว่าวัคซีนตัวนี้มีค่าประสิทธิผลของวัคซีน 95% นั้นหมายถึงอะไร มันหมายความว่าถ้าฉีดวัคซีน 100 คนแล้วจะมีอยู่ 5 คนที่ติดเชื้อใช่ไหม (แล้วฉันจะอยู่ใน 95 คนที่ไม่ติดหรืออยู่ใน 5 คนที่ติดล่ะ) หรือมันหมายความว่าคนที่ฉีดวัคซีนแล้วมีโอกาสที่จะไม่ติด 95% (แล้วติด 5% มันเป็นแบบไหนหรอ) คำตอบคือความหมายทั้งสองแบบผิดทั้งคู่ ก่อนจะเข้าใจว่าตัวเลข 95% หมายถึงอะไรเราต้องเข้าใจก่อนว่าค่าประสิทธิผลของวัคซีนคืออะไร โดยที่มาแล้ว ค่าประสิทธิผลของวัคซีนคือค่าความเสี่ยงที่ลดลงแบบสัมพัทธ์ หรือ Relative Risk Reduction (RRR) คราวนี้เราเลยยิ่งงงกันเข้าไปใหญ่ว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่
การจะเข้าใจว่า RRR บอกอะไร เราต้องเข้าใจด้วยว่ามันถูกคำนวนมาอย่างไรภายใต้สถานการณ์แบบไหน จะเห็นว่า RRR ประกอบด้วย ความเสี่ยง + การลดลง + สัมพัทธ์ หมายความว่าเราต้องมีความเข้าใจในสามส่วนนี้ด้วยเราจึงจะเข้าใจว่าค่าประสิทธิผลของวัคซีนค่าใดค่าหนึ่งหมายถึงอะไร ทั้งนี้ค่าที่ได้จะมีความสัมพันธ์กับวิธีการและนิยามที่ใช้ในการเก็บข้อมูลอย่างยิ่ง นั่นคือเราไม่สามารถเข้าใจความหมายจากตัวเลขโดดๆโดยไม่อ้างถึงที่มาได้เลย
ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าค่า vaccine efficacy จะได้มาจากการดำเนินการวิจัยทดสอบวัคซีนในระยะที่สามซึ่งมักจะใช้รูปแบบการวิจัยที่เรียกว่า Randomized Control Trial (RCT) โดยทำการเก็บข้อมูลในอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการสองกลุ่ม กลุ่มแรกจะได้รับวัคซีนในขณะที่กลุ่มที่สองจะได้รับวัคซีนหลอกหรือที่เรียกกันว่า placebo (ก็คือไม่ได้รับวัคซีนตัวจริงนั่นเอง) ทั้งนี้อาสาสมัครจะถูกสุ่ม (randomized) เข้ากลุ่มซึ่งเมื่อแบ่งกลุ่มแล้วอาสาสมัครทั้งสองกลุ่มจะต้องมีการกระจายของคุณลักษณะต่างๆใกล้เคียงกันเช่น มีจำนวนเพศชายหญิงในแต่ละช่วงอายุพอๆกันในทั้งสองกลุ่มอาสาสมัคร
ความสำคัญของวิธีดำเนินการแบบ RCT คือเพื่อให้มั่นใจว่าอาสาสมัครทั้งสองกลุ่มที่มีคุณลักษณะใกล้เคียงกันจะมีโอกาสเท่าๆกันที่จะไปสัมผัสกับเชื้อไวรัสโควิดเมื่อดำเนินชีวิตตามปกติ จะเห็นว่าการทดสอบคาดหวัง (หรือไม่คาดหวัง) ให้อาสาสมัครไปติดเชื้อเพื่อมาดูว่ากลุ่มที่ฉีดวัคซีนมีการติดเชื้อน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนหรือเปล่า (ถ้าคุณเป็นอาสาสมัครแล้วคุณไม่รู้หรอกว่าคุณได้รับวัคซีนจริงหรือวัคซีนหลอก และกลุ่มที่ฉีดวัคซีนจริงก็ติดเชื้อได้เช่นกัน) ดังนั้นการทดสอบวัคซีนจะขึ้นกับอัตราการติดเชื้อในประชากรทั้งหมด (ของเมืองที่ทดสอบหรือประเทศที่ทดสอบ) นี่เป็นความผันแปรตัวแรกที่ส่งผลต่อค่าประสิทธิผลของวัคซีน (วัคซีนแต่ละชนิดทำการทดสอบในสถานที่แตกต่างกันซึ่งมีลักษณะประชากรแตกต่างกันและอัตราการติดเชื้อในประชากรแตกต่างกัน) ความผันแปรส่วนนี้ยังอาจได้รับผลกระทบจากความระมัดระวังตัวของอาสาสมัครเอง (เช่นการใส่หน้ากากและการเว้นระยะห่างทางสังคมทำให้อาสาสมัครมีโอกาสสัมผัสกับไวรัสน้อย) หรือจากรูปแบบการแพร่กระจายของไวรัส (เช่นความสามารถในการติดเชื้อ การส่งต่อไวรัส และปริมาณไวรัสในสารคัดหลั่งที่ทำให้อาสาสมัครมีโอกาสในการติดเชื้อต่ำลง)
ในการเก็บข้อมูลการติดเชื้อจะต้องมีการกำหนดตัวชี้วัดหรือที่เรียกว่า end point เพื่อกำหนดขอบเขตของผลการศึกษาซึ่งจะมีองค์ประกอบสองส่วน ส่วนแรกคือตัวผลลัพธ์ที่ได้จากการฉีดเช่น การติดเชื้อที่ต้องได้รับการยืนยันด้วยวิธีพีซีอาร์ การแสดงอาการอย่างใดอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ภาวะการติดเชื้อ การติดเชื้อโดยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การติดเชื้อที่ต้องได้รับการรักษาเป็นพิเศษ (เช่นใช้เครื่องช่วยหายใจหรือรักษาในห้องไอซียู) หรือการเสียชีวิต การศึกษาอาจเลือกใช้ผลลัพธ์ตัวใดตัวหนึ่งหรือทั้งหมด อย่างไรก็ตามต้องมีการกำหนดผลลัพธ์หลักตัวหนึ่งซึ่งโดยมากจะกำหนดเป็นผู้ป่วยมีการแสดงอาการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดจากการติดเชื้อไวรัสและได้รับการยืนยันผลโดยวิธีพีซีอาร์ จะเห็นว่าแค่ตัวผลลัพธ์ก็ทำให้ความหมายของประสิทธิผลของวัคซีนแต่ละตัวมีความแตกต่างกัน ตัวชี้วัดส่วนที่สองที่ต้องกำหนดคือระยะเวลาภายหลังการฉีดวัคซีน เช่นหนึ่งหรือสองสัปดาห์ภายหลังฉีดวัคซีนครบสองครั้ง ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความผันแปรที่สำคัญเนื่องจากยิ่งใช้ระยะเวลายาวนานขึ้นหลังฉีดวัคซีนก็มีโอกาสที่อาสาสมัครจะสัมผัสกับไวรัสได้มากขึ้น และระยะเวลาที่นานขึ้นก็มีส่วนต่อการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้มีปริมาณสูงพอต่อการต้านทานการติดเชื้อ แต่ระยะเวลาก็ต้องไม่นานเกินไปจนกระทั่งภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการฉีดวัคซีนลดลง
ทั้งนี้ค่าความเสี่ยงใน RRR จะถูกกำหนดด้วย end point ที่ทำการตรวจวัด โดยความเสี่ยงจะถูกนำเสนอในรูปแบบของอัตรา ดังนั้นความเสี่ยงอาจให้ความหมายอย่างง่ายๆได้ว่าคืออัตราการติดเชื้อ ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราให้ end point เป็นการติดเชื้อซึ่งได้รับการยืนยันด้วยวิธีพีซีอาร์และมีการแสดงอาการอย่างใดอย่างหนึ่งในอาการสี่แบบที่พบในผู้ป่วยโรคติดเชื้อโควิดภายหลังฉีดวัคซีนครั้งที่สองแล้วหนึ่งสัปดาห์ เราจะต้องหาจำนวนอาสาสมัครที่มีลักษณะดังกล่าวทั้งจากกลุ่มที่รับวัคซีนจริงและกลุ่มที่รับวัคซีนหลอกจากนั้นจึงคำนวนออกมาเป็นค่าร้อยละ ตัวอย่างเช่นการศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนไฟเซอร์ (ข้อมูลจาก https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/nejmoa2034577) ซึ่งในกลุ่มรับวัคซีนจริงมีอาสาสมัคร 18,198 คนโดยมีผู้ติดเชื้อตามนิยาม end point ทั้งสิ้น 8 คนก็จะมีค่าอัตราการเกิดเหตุการณ์ในกลุ่มทดลอง หรือ experimental event rate (EER) ซึ่งก็คือค่าร้อยละของผู้ติดเชื้อแบบแสดงอาการในกลุ่มทดลองเท่ากับ 0.044% ส่วนในกลุ่มรับวัคซีนหลอกมีอาสาสมัคร 18,325 คนโดยมีผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น 162 คนก็จะมีค่าอัตราการเกิดเหตุการณ์ในกลุ่มควบคุม หรือ control event rate (CER) ซึ่งก็คือค่าร้อยละของผู้ติดเชื้อแบบแสดงอาการในกลุ่มควบคุมเท่ากับ 0.884% ทั้งนี้เราอาจเรียกค่าที่ได้นี้ว่าค่าความเสี่ยงสัมบูรณ์ หรือ absolute risk
ณ จุดนี้เรารู้แล้วว่าความเสี่ยงที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของ RRR นั้นคือความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโดยคิดเป็นร้อยละของอาสาสมัครที่ติดเชื้อในกลุ่มทดลองหรือกลุ่มควบคุมนั้นเอง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงใน RRR นั้นถูกแสดงในแง่ของการลดลง ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงที่จะติดเชื้อภายหลังจากฉีดวัคซีนนั้นลดลงหรือไม่และลดลงเท่าไหร่ ซึ่งหาได้จากการหักลบค่าร้อยละของอาสาสมัครที่ติดเชื้อในกลุ่มควบคุมด้วยกลุ่มทดลอง ในกรณีตัวอย่างคือ 0.884% - 0.044% = 0.84% เราเรียกค่านี้ว่า Absolute Risk Reduction (ARR) ซึ่งในกรณีนี้มีค่า ARR 0.84% ตัวเลขนี้บอกเราว่าการฉีดวัคซีนสามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อในกลุ่มอาสาสมัครได้ 0.84% การจะเข้าใจหมายความของเลขตัวนี้ต้องอาศัยการยกตัวอย่าง เช่นถ้าเรามีประชากรอยู่ 100,000 คน ด้วยอัตราการติดเชื้อที่ 0.884% หากคนกลุ่มนี้ไม่ได้ฉีดวัคซีนเลยจะมีผู้ติดเชื้อ 884 คน แต่ถ้าประชากรกลุ่มนี้ได้ฉีดวัคซีนแล้วจะลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงไปได้ 840 คน โดยจะมีคนติดเชื้อแค่ 44 คนเท่านั้น เราจะเห็นได้ว่าเมื่อนำ ARR มาใช้เราสามารถเข้าใจได้ว่าการฉีดวัคซีนจะลดจำนวนคนที่ติดเชื้อลงไปได้กี่คน
ถ้าการฉีดวัคซีนไฟเซอร์สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อได้แค่ 0.84% แล้วค่าประสิทธิผลของวัคซีนไฟเซอร์ที่ 95% นั้นมาจากไหน เรามาถึงองค์ประกอบสุดท้ายของ RRR คือสัมพัทธ์ หรือ relative จะเห็นว่าในขณะที่ค่า ARR แสดงผลที่แท้จริงว่าการฉีดวัคซีนลดจำนวนผู้ติดเชื้อได้กี่คน ค่า RRR จะแสดงว่าค่าความเสี่ยงที่ลดลง (อัตราการติดเชื้อที่ลดลง) มีความสัมพันธ์กับอัตราการติดเชื้อในกรณีที่ไม่มีการฉีดวัคซีนแค่ไหนโดยแสดงออกมาเป็นค่าร้อยละ (เป็นค่าสัมพัทธ์เพราะต้องมีการเทียบค่าอัตราการติดเชื้อที่ลดลงกับอัตราการติดเชื้อในกรณีที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน) ดังนั้นเราจะได้ RRR = (0.84/0.884) x 100 = 95% จะเห็นว่าค่าอัตราการติดเชื้อที่ลดลงเพิ่มขึ้นจาก 0.84% กลายเป็น 95% ทำให้ดูเป็นค่าประสิทธิผลที่สูงส่งขึ้นมาทันทีแต่มันมีความหมายว่าอย่างไรล่ะ
ในเมื่อ vaccine efficacy (ประสิทธิผลของวัคซีน) = Relative Risk Reduction (การลดลงของความเสี่ยงแบบสัมพัทธ์) ดังนั้นค่าประสิทธิผลของวัคซีนที่ 95% จะหมายความว่าการฉีดวัคซีนทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง 95% จากจำนวนผู้ติดเชื้อที่จะมีขึ้นหากไม่ได้รับวัคซีน ฟังแล้วก็ยัง “งงงง” ดังนั้นเราต้องยกตัวอย่างโดยสมมติว่ามีประชากร 100,000 คน ด้วยอัตราการติดเชื้อที่ 0.884% หากไม่ได้ฉีดวัคซีนจะมีผู้ติดเชื้อ 884 คน แต่ด้วยประสิทธิผลของวัคซีนที่ 95% หากคนกลุ่มนี้ได้ฉีดวัคซีนจะทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง = (884 x 95)/100 = 840 คน สังเกตไหมว่าเท่ากันกับ ARR เลย (แต่ ARR มีค่าแค่ 0.84% เท่านั้นเอง) ตัวเลข 95% ไม่ได้บอกว่าวัคซีนป้องกันการติดเชื้อได้ 95% มันบอกว่าทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงได้ 95% จากจำนวนผู้ติดเชื้อที่จะมีได้หากไม่มีการฉีดวัคซีน ค่าประสิทธิผลของวัคซีนไม่สามารถแสดงเป็นตัวเลขเปอร์เซนต์โดดๆโดยไม่บอกว่ามันเป็นประสิทธิผลแบบไหน (ป้องกันติดเชื้อ ป้องกันมีอาการหนัก หรือป้องกันเสียชีวิต) ภายในช่วงระยะเวลาเท่าไหร่หลังจากฉีดวัคซีน และมันเป็นเปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับอะไร
จุดที่สำคัญที่สุดคือค่าประสิทธิผลของวัคซีน (vaccine efficacy) ที่แสดงเป็นเปอร์เซนต์นั้นได้จากการทำการทดสอบวัคซีนระยะที่สามในกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยนั้น มันเป็นการแสดงค่าประสิทธิผลจากการทดลองหนึ่งที่ดำเนินการเสร็จไปแล้วในอดีต ทำใหม่ให้เหมือนแบบเดิมไม่ได้ในอนาคต และจะมีค่าเปลี่ยนไปเสมอเมื่อถูกนำมาใช้จริง เราไม่สามารถยึดติดกับตัวเลขประสิทธิผลของวัคซีนแล้วนำมันไปเปรียบเทียบกับวัคซีนชนิดอื่นเพราะมันเทียบกันไม่ได้ เหตุผลอย่างง่ายที่สุดคือเราไม่สามารถนำวัคซีนซิโนแว็คไปทดสอบในกลุ่มอาสาสมัครที่ใช้ดำเนินการทดสอบวัคซีนไฟเซอร์ ในช่วงเวลานั้น ในสภาพสถานการณ์การติดเชื้อแบบนั้นได้อีก แม้แต่การทดสอบวัคซีนไฟเซอร์เองหากมีการดำเนินการทดสอบระยะที่สามซ้ำอีกก็จะไม่มีทางได้ค่าประสิทธิผลเหมือนเดิมด้วยเหตุผลเดียวกัน
ความแตกต่างของค่าประสิทธิผลของวัคซีนแต่ละตัวไม่สามารถบอกได้ว่ามันแตกต่างกันจริงไหม ค่าที่สูงหรือต่ำกว่ากันมันสูงหรือต่ำกว่ากันจริงไหม เราบอกได้เพียงว่าวัคซีนตัวหนึ่งมีค่าประสิทธิผลเท่าไหร่ในสภาวะการทดสอบแบบไหนและค่าประสิทธิผลนั้นสามารถป้องกันการติดเชื้อหรือป้องกันการเกิดอาการได้จริงหรือไม่ (ที่เราเรียกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ) หากมีหลักฐานยืนยันว่าวัคซีนให้ผลลัพธ์เป็นการป้องกันการติดเชื้อ การมีอาการ การเข้ารักษาในโรงพยาบาล การเกิดอาการหนักที่ต้องรักษาในห้องไอซียู หรือป้องกันการเสียชีวิตได้ เราถือว่าวัคซีนมีประสิทธิผลที่ดีโดยไม่ต้องสนใจค่าประสิทธิผลแต่อย่างใด
ข้อมูลเพิ่มเติม
What does 95% COVID-19 vaccine efficacy really mean? https://www.thelancet.com/journals/laninf/article/PIIS1473-3099(21)00075-X/fulltext
COVID-19 vaccine efficacy and effectiveness—the elephant (not) in the room. https://www.thelancet.com/journals/lanmic/article/PIIS2666-5247(21)00069-0/fulltext
Outcome reporting bias in COVID-19 mRNA vaccine clinical trials. https://www.mdpi.com/1648-9144/57/3/199
(รูปจาก https://www.who.int/news-room/feature-stories/detail/vaccine-efficacy-effectiveness-and-protection)