รักษาใจ Mind Balance Therapy

รักษาใจ Mind Balance Therapy วิธีดูแลจิตใจตัวเอง และคนที่เรารัก Moreover, the cases tend to be dramatically intensive and severe.

แพรวจิตบำบัด ประวัติการศึกษา
Psychiatry and Mental Health, The University of Sydney
Clinical Psychology, The University of Queensland
Sociology and Anthropology, Thammasat University
Social Psychology, Wesleyan University
The Neurobiology, The University of Chicago
International Mental Health, CMU
Business Management, Heriot-Watt University, Edinburgh

สำหรับแรงบันดาลใจในการเปิดเพจ หลังจากแอดมินเริ่มสังเกตเห็นว่า เคสปรึกษาปัญหาทางจิตเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ และอายุของผู้มีอาการกลับน้อยลงทุกทีๆ กล่าวคือ วัยรุ่นวัยเรียน มักเข้ามาปรึกษามากกว่าวัยกลางคน และอาการที่พวกเค้าประสบมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น แอดมินมองว่า การแก้ปัญหาที่ได้ประสิทธิภาพที่สุด ควรต้องทำร่วมกันทุกหน่วยสังคมAbout the administrator’s inspiration in creating this page, I’ve been significantly observing that the number of people with mental problems is increasing but their ages are becoming less like teenagers. From my point of view, rather than such cases is limited to psychiatrists, psychologists or therapists, longer-term and effective solution should come from social awareness in every single unit of society.

31/08/2025

หากตัดเรื่องสภาพเศรษฐกิจ​ของครอบครัว แม่หรือพ่อเลี้ยงเดี่ยวก็ปั้นลูกให้เป็นคนที่มีคุณภาพได้ บางทีการมีสองคนช่วยกันอาจแย่กว่าก็ได้

วิเคราะห์หนังแต่ไม่สปอยอาการป่วยทางกาย มีความรุนแรงหลายระดับ ฉันใด อาการป่วยทางจิตใจก็มีหลายระดับฉันนั้นของ ปัจจัยนึงที่...
05/10/2024

วิเคราะห์หนังแต่ไม่สปอย

อาการป่วยทางกาย มีความรุนแรงหลายระดับ ฉันใด อาการป่วยทางจิตใจก็มีหลายระดับฉันนั้นของ ปัจจัยนึงที่ทำให้เกิดความรุนแรงแบบเรื้อรังจนกลายเป็นพฤติกรรมที่มีความรุนแรงต่อสังคมรอบข้าง นั้นก็คือ สภาพแวดล้อม ที่เราอยู่ ยิ่งอยู่ในสภาพแวดล้อม หรือ สภาพสังคมที่ มีปัญหาตั้งแต่อายุยังน้อย โอกาสการเกิดความผิดปกติทางจิตใจก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น

ภาพยนตร์เกาหลี เรื่อง "Hijack1971" ที่ออกโรงไปเมื่อเดือนที่แล้ว กับ เรื่อง "Joker" ที่ฉายเมื่อปี 2019 และนำกลับมาฉายอีกครั้งเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา และ ภาคที่กำลังเข้าฉาย หากชมแบบผิวเผิน หนังสื่อความอันตรายของตัวเอกทั้ง2คน 2เรื่อง ที่อาจมองเพียงว่าเขาเป็นแค่คนโรคจิตที่เราต้องออกห่าง แต่ทว่า หากมองให้ลึกไปอีก จะพบว่า ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่อยู่นั้นเป็นอะไรที่ปัจเจกบุคคลยากที่จะกำหนดหรือสร้างได้เอง และ มันคือความรับผิดชอบร่วมกันในสังคมไม่ใช่หรือที่จะช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมแห่งความเอื้ออาทรและดีต่อสุขภาพจิต ยาจิตเวชเท่านั้นหรือที่จะช่วยคนให้หลุดพ้นจากความเจ็บป่วยทางจิตใจหากสภาพแวดล้อมยังไม่เอื้อต่อการส่งเสริมความสุข

HIjack 1971 ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงในสมัยที่ความขัดแย้งของประเทศเพื่อนบ้าน2ประเทศทวีความรุนแรง จากแนวคิดที่แตกต่างอย่างสุดขั้วของผู้นำในยุคสมัยนั้น ทำให้ประชาชนซึมซับ พฤติกรรมที่เหยียดหยามกดขึ่กันทางด้านร่างกายจนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ ตัวเอกเมื่อถูกการกดขี่ทำร้ายร่างกายหลายต่อหลายครั้ง กรอปกับสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นจากระบบการปกครองแบบเผด็จการคอมมิวนิสต์แบบสุดโต่ง สั่งสมให้ตัวเอกเก็บความเจ็บปวด จากการถูกย้ำยีว่าเป็นคนที่ไร้ค่า ต้องพยายามสร้างตัวตนให้เกิดขึ้น แต่ดันเลือกใช้วิธีที่อุกอาจ ก่อให้เกิดการสูญเสียไม่เพียงต่อผู้อื่นยังต่อตนเองด้วย

Joker 2019 และ Joker ภาคปัจจุบัน ก็เช่นเดียวกัน Arthur Fleck อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่โชคร้ายมาตลอดชีวิต จนทำให้จิตใจลึกๆเป็นคนที่อ่อนแอ แต่ต้องพยายามสร้าง ตัวตนที่แข็งแกร่งและมีความสุข โดยอาศัยโลกแห่งจิตนาการในการใช้ชีวิต เค้าสั่งสมความเกลียดโกรธ จากการถูกกระทำที่ไม่แฟร์ทั้งจากเพื่อนร่วมงาน และจากสภาพสังคมที่มีความแตกต่างทางชนชั้นสูงเกินไปจนทำให้เค้าถูกเหยียดหยาม บูลลี่ มาตลอด อีกทั้งสภาพครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ ได้รับความรุนแรงทางร่างกายจากพ่อเลี้ยง และขาดที่พึ่งทางใจมาตลอด แท้ที่จริงแล้วจิตใจพื้นฐานของ Arthur เป็นคนที่ใจดีต่อผู้อื่น (จากฉากบริบทเพื่อนร่วมงานที่รูปร่างแคะแกรน ทั้งภาค2019 และ ภาคปัจจุบันที่กำลังเข้าฉาย) เค้าจำต้องสร้างตัวตนใหม่ เพื่อกลบเกลื่อนความทุกข์ เหงา เจ็บปวด และ โดดเดี่ยวภายใน จนกลายเป็นโรคผิดปกติทางบุคลิกภาพ (Dissociative disorder) ความโชคร้ายยังไม่หมดแค่นั้น ครั้นการบำบัดรักษาที่เค้าได้รับก็มีแต่การรับยาจิตเวช แต่ขาดการดูแลบำบัดจิตใจหรือ psychotherapy ร่วมด้วย

เมื่อแอดชมภาพยนตร์ 2 เรื่องนี้ เกิดตั้งคำถามว่า เมื่อไหร่นะ ที่ปัญหาการบูลลี่กัน ย่ำยีกัน จะหมดไป การให้เกียรติ​ ให้สิทธิ์​คนทุกๆคน เพราะเค้าเป็นคนๆนึง หาได้ใช่เพราะสถานะ จะไม่เกิดขึ้นเลยหรือ ความเมตตาเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน อย่างมี empathy นั้นจะเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันไม่ได้จริงๆหรือ หรือมันคงเป็นแค่ความหวังลมๆแล้งๆจากหลักการสวยๆ (Ideal) จากนักจิตบำบัดคนนึงอย่างแอด

แพรว Psychotherapist
#หนังสะท้อนประเด็นด้านสุขภาพจิต



การมีความรักเป็นเรื่องง่าย แต่มีความรักที่ดีและยาวนานนั้นยากนะคะ แอดพบว่าความคิดที่ว่า รักคือต้องให้เงิน ให้เงินแล้วจะทำ...
25/06/2024

การมีความรักเป็นเรื่องง่าย แต่มีความรักที่ดีและยาวนานนั้นยากนะคะ แอดพบว่าความคิดที่ว่า รักคือต้องให้เงิน ให้เงินแล้วจะทำอะไรก็ทำได้ ซึ่ง นั่งคิดนอนคิด ก็ไม่เรียกว่าความรักที่ Healthy อยู่ดี เลยอยากยกบทความนี้มาลงค่ะ
ความรักที่ดี นั้นปลูกจาก 3 อย่าง

1. การต้องเข้าใจตัวตนของตนเองให้ดีเสียก่อน เมื่อวิเคราะห์ตนเองได้ จะมีความเชื่อมั่นใจตนเอง จะสัมผัสได้ถึงคุณค่าของตนเอง และ ความต้องการของตนเอง ซึ่ง จะสามารถสร้าง healthy bounderies ของตนได้ เมื่อทำได้ดังนี้ ก็จะเข้าใจคนรักของตนและช่วยส่งเสริมคนรักของตนด้วยเช่นกัน

2. มีความมั่นคงทางอารมณ์ ซึ่งจะส่งออกมาทาง ภาษาทั้งอวัจนะและวัจนะ ที่ดูนิ่ง ไม่ขึ้นๆลงๆ

3. มีความคงเส้นคงวาในการดำเนินความรักอย่างสมดุลย์ ความรักนั้น ไม่ได้หมายถึงการครอบครอง แต่หมายถึงการต้องมีความเป็นส่วนตัว ผสมผสานกับการเคารพซึ่งกันและกันด้วยการมอบความอบอุ่นและเติมเต็ม โดยได้ให้เคล็ดลับไว้ได้แก่
3.1 ฝึกสะท้อนคู่รักด้วยการใช้การฟังความต้องการของคู่ด้วยการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา
3.2 มีปฏิสัมพันธ์ พบปะ พูดคุย อย่าให้ขาด โดยอย่าลืมที่จะให้ความเคารพซึ่งกันและกันเสมอๆ
3.2 ยินดีกับสิ่งที่คู่ของเราให้คุณค่า แม้จะเป็นความแตกต่างกันก็ตาม

ซึ่งทั้งหมดนี้ควร เป็นการทำทั้งคู่ ต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน อย่างสม่ำเสมอ ค่ะ

สรุปโดย แพรวจิตบำบัด
ที่มา

Self-love might as well be a misnomer, as its positive ripple effects radiate to the social, romantic as well as familial aspects of your life.

คำว่า คิดบวก และ คิดลบ ความหมายคืออะไรกันแน่ เคยมั้ยถูกตีตราว่าเป็นคนคิดบวก หรือ ว่าเป็นคนคิดลบ #นิยามก่อนนิยมหลายคนคงเค...
15/06/2024

คำว่า คิดบวก และ คิดลบ ความหมายคืออะไรกันแน่ เคยมั้ยถูกตีตราว่าเป็นคนคิดบวก หรือ ว่าเป็นคนคิดลบ
#นิยามก่อนนิยม

หลายคนคงเคยวิจารณ์ตนเอง และ คนอื่นๆ ด้วยประโยคที่ว่า เป็นคนคิดบวก และ เป็นคนคิดลบ ซึ่ง เมื่อมองกันดีๆ เหมือนเป็นการตีตราด้านบุคลิกภาพและลักษณะนิสัยของผู้ถูกวิจารณ์ไปแล้ว การตีตราลักษณะนิสัยและบุคลิกภาพทั้งต่อตนเอง และต่อผู้อื่น มีเรื่องที่ควรตระหนักอยู่เหมือนกัน ตรงที่ การตีตรานั้น จะประทับไปในผู้ที่ถูกวิจารณ์ แล้วไปก่อร่างสร้างบุคลิกภาพให้ผู้นั้นได้เหมือนกัน หรือ อาจจะสร้างความไม่พอใจต่อผู้ถูกตีตรา เป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างกันได้ไม่น้อย ก่อนตีตราจึงควรต้องมาดูความหมายของคำที่เรามักเผลอใช้บ่อยๆจนเกิดความเคยชินจนเหมือนไม่ได้สร้างผลกระทบอะไร แต่แท้ที่จริงแอบสร้างผลกระทบอยู่ลึกๆ

แอดเองก็เคยมีประสบการณ์อยู่บ่อยๆทั้งการถูกสอนให้ต้องคิดบวกจากพระระดับอาจารย์ชื่อดังของไทย และ เคยถูกคนรอบข้างตีตราว่าเป็นคนคิดบวก และ เป็นคนคิดลบ ก็เคยมี อีกทั้งอ่านบทความที่มีคนพยายามจำกัดภาพการคิดบวกคิดลบว่าเป็นลักษณะยังงั้นยังงี้ เช่น หงุดหงิดตัวเอง กลัวความล้มเหลว อ่อนไหวกับคำนินทา ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ จมกับอดีต เป็นพวกคิดลบ เป็นต้น ซึ่งสร้างความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเรื่อยมา ถ้าเป็นดังเช่นที่ระบุคุณลักษณะกันไว้ ก็คงจะต้องดำเนินชีวิตแบบฝันเฟื้องและสร้างภาพให้สวยงามไว้ก่อน ซึ่งทุกๆคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่า ชีวิตจริงต้องมีเรื่องทั้งดีไม่ดีเข้ามาให้จัดการตลอด

แอด ได้คุยกับเพื่อนรุ่นพี่ ถามเค้าว่า เคล็ดลับอะไรที่ทำให้เค้ามีสุขภาพดีมาทุกวันนี้ เค้าตอบว่า เค้าเป็นคนมองโลกและเข้าใจตามความเป็นจริง ไม่บวกหรือลบเกินไป
วันถัดๆมา แอดเลยตั้งคำถามกับลูกชายวัยรุ่น ว่า ลูกคิดว่า คนคิดบวก และ และคนคิดลบคืออะไร เค้าตอบว่า คิดบวกคือ การมองที่มักเห็นโอกาสปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง ส่วนการคิดลบคือ การมองที่มักไปในทางหมดโอกาสที่จะปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง คำตอบของทั้งสองคน ตอบได้กระชับ ชัดเจน และครอบคลุมดีแล้ว และ ไม่ตีตรามากเกินความเป็นจริง

แอดเห็นว่าก่อนตีตราใคร ไม่ว่าตีตราตนเอง หรือตีตราคนอื่นๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องตระหนักก่อนพูดและรู้ความหมายของคำที่จะสื่อออกมาให้ดีสะก่อน เนื่องจากการรับรู้ของคนเราทุกโมเมนต์จะเข้าไปประทับในความทรงจำ จะทำงานอยู่ใน โรงงานจิตใจ ซึ่งจะผลิตเป็นตัวตนเราในที่สุด หรือ Sense of Self และปรากฏเป็นพฤติกรรมสู่การปฏฺิสัมพันธ์ร่วมกันทางสังคมต่อไปค่ะ

แพรวจิตบำบัด

 #สะท้อนจิตใจจากภาพยนตร์​Inside Out หนัง Animation จาก Pixar เรื่องนี้ยังคงให้สาระเรื่องสุขภาพจิตต่อจากภาค1สุขภาพจิตใจ ม...
15/06/2024

#สะท้อนจิตใจจากภาพยนตร์​
Inside Out หนัง Animation จาก Pixar เรื่องนี้ยังคงให้สาระเรื่องสุขภาพจิตต่อจากภาค1

สุขภาพจิตใจ มีการทำงานไม่ต่างจากสุขภาพกายส่วนอื่นๆ เพียงแต่ มองเห็นได้ยากกว่ามาก Inside Out จึงต้องการให้เราได้เห็นภาพการทำงานของจิตใจโดยแปลงเป็นรูปแบบของการ์ตูนให้มีความน่ารัก

เมื่อ Riley ก้าวเข้าสู่วัยรุ่น อารมณ์หลากหลายอารมณ์ถูกสร้างขึ้นใหม่ตามวัยที่เปลี่ยนแปลง และ ประสบการณ์ชีวิตที่มากขึ้นJoy ตัวเอกของเรื่องในภาคที่แล้ว พยายามสร้าง Sense of Self ให้ Riley เป็นเด็กวัยรุ่นที่มีความสุขด้วยการ ผลักความทรงจำที่เธอคิดว่าไม่จำเป็นให้ไปอยู่ในจิตส่วนก้นบึ้ง Anxiety ปรากฎ และ พยายามเข้ามาแทนที่ Joy เพื่อพยายามสร้างตัวตนใหม่ให้กับ Riley เพื่อเผชิญกับเหตุการณ์ชีวิตที่เข้ามาตรงหน้า โดยพยายามผลักให้ Joy และ ทีม ซึ่งเคยเป็น Original sense of self ของ Riley ไปอยู่ในจิตใต้สำนึกระดับลึกลงไปด้วย แต่ Joy และทีมก็ต่างพยายามหาหนทางที่จะนำ Sense of Self ของ Riley กลับมานำบุคลิกภาพ

Anxiety พยายามสร้างความคิดในรูปแบบของความกดดันให้ต่อสู้ ทำให้ Riley สามารถที่จะทำคะแนนนำโด่งในการแข่งขันฮอกกี้ของเธอ แต่ด้วยการทำงานของ Anxiety และทีม ทำให้ Riley เองมุ่งที่จะเอาชนะมาก อีกทั้ง อยากเป็นที่ยอมรับของเพื่อนใหม่ เนื่องจากจิตของเธอที่เก็บความรู้สึกต่อเพื่อนสนิทที่กำลังจะไปเรียนต่างโรงเรียน ส่งผลให้ Riley ประพฤติผิดกติการะหว่างการแข่งขันจนถูกสั่งให้ออกนอกเกมไปพักนึง Riley มีอาการ Hyperventilation และ Panic ระหว่างนี้ Embarrassment ไม่ค่อยชอบสิ่งนี้ จึงหันไปแอบช่วย Sadness ที่แอบอยู่ด้านหลัง และเวลาเดียวกันนี้ ทีมของ Joy ก็ต่างก็ดิ้นรนให้พวกตนได้เข้ามาควบคุมแผงวงจรจิตของ Riley อีกครั้ง เมื่อทีม Joy มาถึง พบว่า Anxiety กำลัง breakdown Joyจึงเข้าใจแล้วว่า ตัวเธอเองก็ทำผิดพลาดเช่นกันตรงที่เธอพยายามผลักความทรงจำที่เธอคิดว่าไม่จำเป็นของ Riley ออกไปและสร้างตัวตนให้กับ Riley Joyสามารถดึง Anxiety ให้ออกมาจากแผงควบคุมจิต อารมณ์ทุกอารมณ์สวมกอดกันเพื่อเข้าจู่จุดสมดุลย์ Riley เริ่มเข้าใจอารมณ์ของตนเอง และยอมรับ อารมณ์ทุกรูปแบบของตน จึงกลับมาแข่งฮอกกี้ด้วยความสุขไปพร้อมๆกับร่างกายที่กำลังเจริญวัย เธอสามารถจัดการสถานการณ์ด้านความคิดและอารมณ์ได้ดีขึ้น ทั้งการที่เพื่อนสนิทไปต่างโรงเรียน และ การสานสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่

จิต นั้นเป็นศูนย์กลาง ของทั้งหมด และมีการทำงานตลอดเวลาไม่ได้ต่างจากอวัยวะส่วนอื่นๆของร่างกาย จิตมีความพยายามอยู่เสมอๆเพื่อเอาชนะความรู้สึกอีกด้านที่อาจมีมากเกินไป แม้ สภาวะจิตใจจะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น และ มีความซับซ้อน แต่เราทุกคนสามารถที่จะรับรู้สภาวะจิตของตนเองได้ทุกๆขณะ และเรียนรู้มัน เพื่อสามารถควบคุมจิตใจของตนเอง และปรับสมดุลย์ให้ดีได้ค่ะ

แพรวจิตบำบัด
เครดิตภาพจากปกหนังสือInside Out2 จำหน่ายที่เวปAmazon

ข้อคิดดีๆ จาก "รอยตะปู" มีเด็กน้อยคนหนึ่งอารมณ์ไม่ค่อยจะดีพ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุงและบอกเขาว่า ทุกครั้งที่ลูกรู้ส...
11/05/2024

ข้อคิดดีๆ จาก "รอยตะปู"

มีเด็กน้อยคนหนึ่งอารมณ์ไม่ค่อยจะดีพ่อของเขาจึงให้ตะปู
กับเขา 1 ถุงและบอกเขาว่า ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกไม่ดี โมโห หรือโกรธใคร
ก็ตาม ให้ตอกตะปู 1 ตัวลงไปที่รั้วหลังบ้านก็แล้วกัน วันแรกผ่านไป
เด็กน้อยตอกตะปูเข้าไปที่รั้วถึง 37 ตัว วันที่ 2 และ วันที่ 3 และแต่
ละวันที่ผ่านไป ผ่านไปจำนวนตะปูก็ค่อยๆลดลง ลดลงๆ เพราะเด็กน้อย
รู้สึกว่า การรู้จักควบคุมตัวเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ

แล้ววันหนึ่ง หลังจากที่เขาสามารถ ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น
ใจเย็นมากขึ้น เขาเดินไปหาพ่อเพื่อบอกว่า เขาคิดว่าเขาไม่จำเป็นที่
ต้องตอกตะปูอีกแล้ว เพราะเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาสามารถควบคุม
ตัวเองได้ดีขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนแล้ว

พ่อยิ้มแล้วบอกลูกชายว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์
ให้พ่อดู ทุกๆครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้
ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านที่ละ 1 ตัว วันแล้ววันเล่า เด็กชาย
ก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีละตัว ๆ จนในที่สุด วันหนึ่งตะปูทั้งหมดก็ถูก
ถอนออกเด็กชายดีใจมากรีบวิ่งไปบอกพ่อของเขาว่า ผมทำได้แล้วครับ
ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ

พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกของเขาไปที่รั้วนั้น แล้วบอก
ลูกทำได้ดีมากทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ เห็นมั๊ยว่ารั้วมันไม่เหมือนเดิม
มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้ ลูกจำไว้นะ ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำ
อะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมักจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการ
เอามีดไปกรีดหรือแทงใครเข้า ต่อให้ใช้คำว่า..ขอโทษ..สักกี่หน
ก็ไม่อาจจะลบรอยแผลหรือความเจ็บปวดที่เกิดกับเขาคนนั้นได้ ลูกจงจำ
คำว่า ..ขอโทษ..ไว้เสมอนะ ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เรา หรือ ไม่ก็ตามนะ
จำไว้อีกด้วยว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้น รอยร้าวที่เกิดขึ้นกับเขา
เขาอาจจะไม่มีวันลืมมันได้......ตลอดไป

สิ่งที่สำคัญคือ รู้ทันความโกรธให้เร็วที่สุด ทันทีที่สติรู้ทันว่า
เราปล่อยให้ความโกรธครอบงำ อย่างน้อยมันจะหยุดเพ่งโทษคนอื่น
วางความยึดมั่นว่าเราถูกลงเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขสถานการณ์
ดีกว่าปล่อยให้ความยึดว่า ตัวเองถูกเสมอ หรือฐิทิมานะมาทำลาย
ทุกอย่างรวมทั้งชีวิตตัวเราเอง

Cr. เพจคุณนิรุตติ์ ศิริจรรยา

สะท้อนภาพยนตร์ "หลานม่า" ด้านจิตวิทยาสังคมก่อนชม แอดมินได้อ่านบทวิจารณ์ สองสามบทความของหนังเรื่องนี้ว่าเป็นการสะท้อนสภาพ...
16/04/2024

สะท้อนภาพยนตร์ "หลานม่า" ด้านจิตวิทยาสังคม

ก่อนชม แอดมินได้อ่านบทวิจารณ์ สองสามบทความของหนังเรื่องนี้ว่าเป็นการสะท้อนสภาพครอบครัวชนชั้นกลางคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งทำให้เห็นถึงสภาพปัญหาสังคมไปกลายๆด้วย

เมื่อได้ดูหนัง แอดพบแง่มุมด้านจิตวิทยาที่อยากนำมาสะท้อน นอกเหนือจาก การตีบทแตกของนักแสดงโดยเฉพาะ ผู้ที่เล่นบทเป็น อาม่าเหม้งจู และ หลานเอ็ม

รูปแบบวิถีปฏิบัติ แนวคิด ของคนยุคนึง เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการปลูกฝัง สืบทอด มายังรุ่นต่อๆมา เสมือนเป็นการสืบทอดทางพันธุกรรมฉันใดก็ฉันนั้น เช่น การแสดงออกด้านความรัก การให้ความสำคัญ และ ให้ความเป็นห่วงต่อลูกชาย มากกว่าต่อลูกสาว ของคนเชื้อสายจีน ซึ่งมักทำให้เกิดปมในใจต่อลูกสาวเสมอๆ แอดมินเองก็เป็นผลผลิตของวิถีแนวคิดปฏิบัตินี้ของคนไทยเชื้อสายจีนเช่นกัน

ฉากที่อาม่าไปขอเงินจากพี่ชายตัวเอง ก็สะท้อนถึงลูกชายได้รับสมบัติแต่ลูกสาวไม่ได้อะไร ทั้งๆที่เป็นคนที่ต้องคอยปรนนิบัติพ่อแม่ยามแก่ มากกว่าลูกชาย

การปลูกฝังแนวคิดเช่นนี้มักเป็นที่รู้กัน แต่น้อยที่จะนำมาวิเคราะห์กันว่าเป็นเพราะเหตุใด แล้วจะส่งผลอย่างไรต่อมา จะเห็นได้ว่า ครอบครัวคนจีน ซึ่งในหนังก็สะท้อนผลกระทบตรงนี้มาในแบบที่ไม่ได้ดราม่าจ๋าเกินไป แต่สัมผัสได้ว่าลูกชายที่ได้รับความรักความใส่ใจ จะเบี่ยงไปใน2ทางคือ ไม่เหยาะแหยะไปเลย ก็ เย่อหยิ่งและเป็นจอมสั่งการ เป็นเสมือนประกายไฟเล็กๆพร้อมจะเป็นความร้อนระอุในครอบครัว ที่บางครั้งก็ยากที่จะสังเกตเห็น อาม่าเหม้งจูในหนังก็ไม่ทราบด้วยซ้ำว่า แนวคิดวิถีที่แกรับมาเช่นนี้ จะส่งผลกระทบระยะยาวแก่ตัวแกเอง แอดจึงรู้สึกทั้งสะท้อนใจและสงสารและรักอาม่าท่านนี้ไปพร้อมๆกัน

หนังวางให้อาม่าเหม้งจู มีความยุติธรรมลึกๆภายในจิตใจ และ ให้ความสำคัญกับลูกที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ซึ่งแสดงถึงใจที่ห่วงใยลูกหลาน มากกว่าเรื่องของการเน้นเรื่องบุตรชายคนโตต้องมาก่อน เพื่อให้หนังดูมีความซาบซึ้งกินใจ แอดก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่จนผ้าเช็ดหน้าเปียกในฉากที่อาม่าแสดงความเอ็นดูต่อเอ็มเมื่อเอ็มยังเล็กๆ ที่เอ็มได้รับส่วนแบ่งเมื่ออาม่าจากไป เพราะรู้สึกเห็นถึงใจที่สวยงามเปี่ยมด้วยเมตตาของอาม่า

แต่ในชีวิตจริง ครอบครัวคนจีน ผู้หลักผู้ใหญ่ไม่ได้เป็นเหมือนในหนังทุกคน มันมีดีกรีความเมตตาต่อลูกหลานต่างกันอยู่ในท่ามกลางดีกรีของการให้ความสำคัญลูกชายมากกว่าลูกสาว และ การมีจำนวนลูกหลานมากกว่าในหนัง ทำให้การขมวดปมไปที่จุดสิ้นสุดของปัญหาไม่ได้ง่ายอย่างในภาพยนตร์

รูปแบบความคิดเรื่องลูกชายต้องมาที่หนึ่ง ยังคงมีมากในปัจจุบัน เกิดเป็นวิถีปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม สร้างปมในใจและปัญหาเรื้อรังในครอบครัวจะมากหรือน้อยนั้น ประกอบด้วยสองส่วน ส่วนแรก คือ ดีกรีการแสดงออกมากน้อยของผู้ใหญ่ในบ้าน ส่วนที่สองคือ การพยายามปรับวิธีคิดให้เป็นบวกและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างบรรยากาศแห่งความสามัคคีให้เกิดในบ้าน เสมือนที่ลูกสาวคนเดียวของอาม่าเหม้งจูพยายามทำ

ความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกัน เป็นสิ่งที่จิตวิทยาสังคมเน้นมาก เนื่องจากเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อสร้างความแข็งแรงทั้งทางสังคมขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ที่ความกตัญญูอย่างแรงกล้าบางครั้งก็อาจทานไม่ไหว

แพรวจิตบำบัด
#สะท้อนหนังหลานม่า

คำแนะนำเรื่องการดูแลหัวใจ จากแพทย์โรงพยาบาลปิยมหาราชการุณย์​ ไม่เพียงดูแลทางรูปธรรมหรือกายภาพเท่านั้น​ หากยังต้องดูแลทาง...
13/10/2023

คำแนะนำเรื่องการดูแลหัวใจ จากแพทย์โรงพยาบาลปิยมหาราชการุณย์​ ไม่เพียงดูแลทางรูปธรรมหรือกายภาพเท่านั้น​ หากยังต้องดูแลทางนามธรรมด้วย​ นั่นคือทำให้มีความสุข​ ค่ะ

04/10/2023

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าเศร้าและ ขอแสดงความเสียใจอีกครั้งกับครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บด้วยค่ะ แน่นอนว่า ปัญหาการกราดยิงไม่ใช่ปัญหาตัวบุคคล แต่เป็นปัญหาของคนทั้งสังคม และระบบโครงสร้าง เราจำเป็นต้องรีบตระหนักรู้ให้มาก และ ร่วมมือกันหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น่าเศร้านี้อีก ต้องเริ่มพูดจากหน่วยที่ใกล้ตัวที่สุด ได้แก่ หน่วยครอบครัว และ คนรอบข้างที่แวดล้อมคนเราในทุกๆวันก่อน

พ่อแม่เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในการบ่มเพาะคนๆนึงให้เติบโตมาเป็นคนที่มีคุณภาพ คำว่าคุณภาพนั่นไม่ได้หมายถึง การต้องประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน อย่างเดียว เพราะ หากพูดถึงความสำเร็จในการงาน ก็พูดกันไปไม่จบว่า ต้องระดับไหนถึงจะพอกับความต้องการแต่ละครอบครัวอีก จึงขอพูดว่า มันต้องประกอบด้วย ความสมบูรณ์ทางด้านจิตใจด้วย และในเรื่องของจิตวิญญานที่สร้างความสมบูรณ์ทางจิตใจนั้น ต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะตั้งแต่วัยเด็ก โดยเด็กวัยประถมต้นจนถึงมัธยมต้นเป็นช่วงที่สำคัญมาก การปลูกฝังด้านคุณธรรมจะมีประสิทธิผลถึงตอนโต หากเริ่มปลูกในช่วงวัยนี้

"อยากให้ลูกเรียนให้เก่ง ได้เกียรติบัตร และมีหน้ามีตาในสังคม"

บางครอบครัวกลัวลูกไม่เก่ง เรียนไม่ทัน ต้องรีบไปกวดวิชา เพื่อให้คะแนนดี ได้เกียรติบัตร มีหน้ามีตา ขึ้นชื่อว่า เลี้ยงลูกดีแล้วนั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด และอันตรายมาก เพราะการเรียนรู้ของเด็กช่วงวัยนี้คือการเล่น และจำเป็นต้องเป็นการเล่นที่เสริมสร้างสุขภาวะทั้ง3อย่างประกอบกัน ได้แก่ สุขภาวะทางสติปัญญา สุขภาวะทางจิตใจ และสุขภาวะทางสังคม เพราะฉะนั้น ถ้าบอกว่า ไปติววิชาให้เก่ง เด็กจะได้แต่สุภาวะทางสติปัญญา และขาดอีก 2 ส่วนที่จำเป็นไปอย่างน่าเสียดาย

"ลูกเราต้องมีกิจกรรมเสริมด้วย เดี๋ยวคนจะหาว่าไม่ครบ เอาแต่เรียน"

กิจกรรมหรือการเล่นในแต่ละวัยมีความสำคัญ ไม่ใช่แค่ ทำกิจกรรมเพื่อฆ่าเวลา กล่าวคือ คุณพ่อคุณแม่ต้องเลือกกิจกรรมที่เหมาะในแต่ละวัยของลูก อีกทั้งควรอยู่ใกล้ชิดคอยแนะนำการแก้ปัญหาให้ลูกด้วย เพราะการให้คำแนะนำลูกในการแก้ปัญหาในแต่ละช่วงของชีวิตลูกนั้น ลูกจะได้รับความอบอุ่นและปลอดภัย จะเพิ่มภูมิต้านทานทางใจให้ลูกมีความมั่นใจในการเผชิญหน้าในสังคมต่อไป หากเป็นด้านกีฬา เป็นกีฬาที่ร่วมเล่นกับเพื่อนๆก็จะดีกว่า กีฬาที่เล่นคนเดียว บางกิจกรรมที่จัดเป็นกีฬาแต่ไม่เกิดประโยชน์กับเด็กก็มีเช่น การยิงปีน สนุกเกอร์ เป็นต้น

"ลูกต้องให้ทำอะไรด้วยตัวเองตั้งแต่เล็กๆจึงจะเรียกว่าเก่ง"

พ่อแม่ควรมีเวลาที่จะเข้าไปอยู่ในโลกของลูกในช่วงวัยต่างๆ การสื่อสารและความใกล้ชิด เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการเข้าไปอยู่ในโลกของลูก การปล่อยให้ลูกเรียนรู้ทำอะไรๆด้วยตัวเองเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องคอยอยู่เคียงข้าง สอบถาม พูดคุยปัญหาที่ลูกเจอมาด้วยใจที่เปิดกว้าง มองด้วยสายตาของเด็ก ไม่ใช่มองด้วยสายตาของตัวเอง

"พ่อแม่ทำงานหนัก หาเงินให้ครอบครัว ให้ลูกอยู่กับพี่เลี้ยงก็ไม่เห็นเป็นไร"

บุคคลที่ลูกจะเรียนรู้ และซึมซับมากที่สุดคือพ่อแม่ คนที่จะปลูกฝังเรื่องคุณธรรมได้ดีที่สุดนั้นก็คือ พ่อแม่ เพราะสายใยผูกพันลูกจึงสามารถรู้ได้ว่าใครเป็นคนที่สำคัญของเค้า แม้แต่วัยทารกลูกยังสามารถรับรู้กลิ่นของคนเป็นแม่ได้ดี และนิ่งเงียบเมื่ออยู่ในอ้อมอกแม่ ในส่วนการทำงานเล็กๆน้อยๆในบ้านที่หลายบ้านอาจมองข้าม ก็มีความจำเป็น เพราะเป็นการดูแลตัวเองขึ้นพื้นฐานพร้อมไปกับการรู้จักจัดระเบียบตัวเอง หากงานเหล่านี้ให้แม่บ้านทำให้หมด จะเสียโอกาสที่ดีๆไป

ด้านครอบครัวแล้ว ด้านสังคมรอบตัวก็มีความสำคัญ ทุกคนเป็นสมาชิกในสังคมควรมีส่วนช่วยสร้างสังคมที่มีคุณภาพร่วมกัน

"ไม่ชอบขี้หน้ามัน ไม่ถูกชะตา"

ความรู้สึกนี้กลายเป็นโรคติดต่อนึงในสังคม โดยเฉพาะสังคมที่ขาดการปลูกฝังความเมตตาความเห็นอกเห็นใจเชิงจิตใต้สำนึก เพราะมัวแต่ไปยกย่องให้ความสำคัญเรื่องภาพลักษณ์ วัตถุภายนอก เงินทอง สร้างให้เกิดการกีดกันซึ่งกันและกันอย่างไร้เหตุผล (Discrimination) ด้วยการบูลลี่ (ฺBully) ก่อให้เกิดรอยแผลในใจ (Stigma) สร้างความเกลียดชัง หรือป่วยในใจที่เรื้อรัง (Trauma) สภาพจิตใจที่บอบช้ำ จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เสมือนถูกรังแก ไร้ความเป็นธรรม ไม่ใช่เป็นเรื่องของบุคคลนั้น แต่เป็นเรื่องของคนรอบๆตัวเค้าด้วย และอาจไปถึงระดับสังคมภาพรวม และประเทศชาติ ดังตัวอย่างที่เพิ่งปรากฏอย่างน่าเศร้าใจ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ใดๆที่เกิดขึ้นแล้วอาจเป็นบทเรียนที่มีค่าให้เราได้เรียนรู้ และปรับตัว พัฒนาให้ดีขึ้น การจมดิ่งอยู่ในเหตุการณ์ที่น่าเศร้าอาจเป็นทำร้ายตัวเองด้านจิตใจโดยไม่จำเป็น เมื่อเริ่มรู้ตัวว่ารู้สึกเศร้าใจมากจนไม่สามารถทำกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆได้​ ควรรีบดึงเอาตัวเองออกจากการจมดิ่งกับเรื่องราวเหล่านี้ให้เร็วที่สุด​ โดยไม่เสพเรื่องราวเพิ่มนะคะ

แพรวจิตบำบัด
4ตค.66

03/10/2023

แอดมินขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้นที่พารากอน​ และครอบครัวผู้เสียชีวิต​ และผู้บาดเจ็บ​ เบื้องต้นจากการดูคลิป​ น้องมีอาการเห็นภาพหลอน​ หรือ​ Hallucination​ ซึ่งต้องตรวจสอบอีกครั้งว่าเกิดจากอะไร​ แล้วจะมาวิเคราะห์​ในเพจอีกครั้งค่ะ​ ขอวิงวอนหยุดแชร์ภาพน้อง​เนื่องจากน้องยังเป็นเยาวชน​ค่ะ

17/04/2022

เคล็ดลับต่อไปนี้จะเป็นการฝึกพัฒนาอารมณ์​เรา และ หากเราฝึกบ่อยๆ จะทำให้เรามีจิตใจที่เข้มแข็ง

1. Signature Strengths ฝึกใช้จุดแข็งของเราในวิถีใหม่ๆ วิธีใหม่ๆ

2. Savoring ฝึกรู้สึกดื่มด่ำและพอใจกับเรื่องต่างๆรอบตัว แม้เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ตาม

3. Gratitude ฝึกแสดงความรู้สึกขอบคุณ ต่อคนรอบตัวของเรา ระยะแรกของการฝึก ควรจดใสกระดาษโน้ตแล้วให้ผู้ที่เราอยากแสดงความรู้สึกขอบคุณได้อ่าน

4. Kindness ฝึกเพิ่มการแสดงความจริงใจและปรารถนาดีต่อผู้อื่น

5. Social connection ฝึกสร้างสัมพันธ์กับคนคุ้นเคย ​หรืออาจแค่ทักทายคนแปลกหน้า

6. Exercise ฝึกสร้างตารางการออกกำลังกาย อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที สามถึงสี่ครั้งต่ออาทิตย์

7. Sleep ฝึกนอนให้ไม่ต่ำกว่า7ชม.

8. Meditation ฝึกสมาธิ โดยอาจเริ่ม 5-10นาทีก่อน จากนั้นค่อยๆเพิ่มเวลา ไม่จำเป็นต้องในท่านั่งขัดสมาธิเสมอไป อาจทำสมาธิระหว่างออกกำลังกายก็ได้

วิธีเหล่านี้มีงานวิจัยรองรับทุกข้อ ว่าสามารถเพิ่มความสุข และทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามมา

อ้างอิงจาก Yale University ภาควิชา Science of Well-being

แพรวจิตบำบัด

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 22:00
อังคาร 08:00 - 22:00
พุธ 08:00 - 22:00
พฤหัสบดี 08:00 - 22:00
ศุกร์ 08:00 - 22:00
เสาร์ 11:00 - 18:00
อาทิตย์ 11:00 - 18:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ รักษาใจ Mind Balance Therapyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram