สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนนะคะ ว่าดิฉันไม่ได้จะมาขายของค่ะ ต้องการลงเรื่องราวของตัวเองเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกท่านที่อยากผอม โดยการเอาเรื่องราวของดิฉันไว้ประกอบการลดน้ำหนัก ของท่านเพื่อสร้างแรงบันดาลใจค่ะ ดิฉันลดน้ำหนักลง 30 กิโลกรัม ต้องผ่านอะไรมาบ้างถึงลดได้ และที่สำคัญคือลดมาแล้ว 10 ปี โดยที่น้ำหนักยังคงที่ค่ะ รักษาน้ำหนักที่ลดไว้ได้ ไม่โยโย่เอฟเฟ็กซ์ ปัจจุบันดิฉัน ทำธุรกิจด้าน อสังหาริมทรัพย์ และเป็น รองประธานกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดแห่งหนึ่งค่ะ (ปี 2562) สิ่งที่จะเล่าคือเรื่องราวของตัวเองเมื่อ สิบกว่าปีที่แล้ว นะคะ ซึ่งในครั้งนั้น ดิฉันมีอาชีพเป็นนักโภชนากรด้วยค่ะ (จบการศึกษาด้าน Health Science จากสหรัฐฯ)
เข้าเรื่องเลยนะคะคือการลดน้ำหนัก ใครๆ ก็ทำได้ค่ะ แต่การคงน้ำหนักให้ได้โดยไม่โยโย่ โดยไม่ขึ้นเลย สิคะ คาดว่าเป็นเรื่องยาก ดิฉันทำได้ค่ะ จะมารีวิวให้เผื่อเป็นประโยชน์ ต่อผู้อ่าน ไม่มากก็น้อยค่ะ
เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าค่ะ เมื่อช่วงปี 2008-2009 ก่อนอื่นต้อง บอกก่อน ว่า ดิฉัน เคยอ้วนมาก น้ำหนัก มากถึง 87 กก อีก 13 กิโลกรัมจะครบ 100 สมัยก่อนนั้น ไม่เคยคิดว่า ความอ้วนจะเป็นปัญหา อะไร ค่ะ คิดว่าคนเรามีความสุข ก็กิน เพราะเราทำงานมาเหนื่อย ใช่ไหมคะ พอถึงเวลาพักก็ต้องพักผ่อนค่ะ กินเต็มที่ นอนเต็มที่ ใช้ชีวิตเต็มที่ ดูหนังไปกินไป และก็ไม่เคนคิดจะออกกำลังกาย เพราะแรกเริ่มเดิมทีจริงๆ เมื่อย้อนไปในวัยแรกรุ่น อายุ 18-19 น้ำหนัก 48-49 เท่านั้น จึงไมเคยคิดว่า ตัวเอง ต้องลดความอ้วน หรือจะอ้วนก็ใช้ชีวิตเรื่อยมาแต่ละปี น้ำหนัก ก็ ค่อยๆ ขึ้นๆๆ ปีละ 1-2 กิโลกรัม บางปี 3-4 กิโลกรัม เราก็คิดว่า ไม่เป็นไร น่า ไม่เป็นไร แค่นี้ ไม่น่าจะทำให้อ้วน นิดๆหน่อยๆ พอเวลาผ่านไปหลายๆปี จนอายุ 28 มาดูรูปร่างตัวเองอีกที OH MY GOD จาก 48 พรวดมาเป็น 87!!!!
แล้ว ประกอบ กับเป็นคนที่ รักการกิน คุณแม่ ก็ เจ้าเนื้อ คุณยาย ก็ อ้วน เราก็มาคิดว่า กรรมพันธุ์ เราก็คงต้อง อ้วน แบบนี้ แหละค่ะ เลยปล่อยเลย ตามเลย
และแล้ว ก็มาถึงจุดเปลี่ยน ที่ทำให้ คิดว่า ชีวิตนี้ ฉันคงไม่สามารถอ้วนต่อไปไม่ได้อีกแล้วค่ะ ก็คือ เดือน กันยายน 2008
ก่อนถึงวันเกิด 1 เดือน (ดิฉันเกิดเดือน ตุลาคม) เกิดไม่สบายค่ะ ประมาณ เป็นไข้คอเจ็บ แล้วก็ปวดเนื้อตัวตามร่างกาย ปวดตามข้อ ต่างๆ ซึ่งไม่รู้สาเหตุ ว่าเกิดจากอะไร ไปหาหมอ สัปดาห์ละครั้ง สี่สัปดาห์ จุดพีคคือ สัปดาห์ที่สอง ดิฉันไม่สามารถ ขยับตัวได้ ขยับขา มันปวดร้าวไปหมด ขยับแขนก็ไม่ได้ พลิกตัวก็ปวด ไปหมด ลุกจากเตียงไม่ขึ้นเลยก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร คุณหมอก็ตรวจร่างกายโดย ละเอียด ตรวจเลือด ตรวจอุจาระ ตรวจปัสสาวะ ดูกระดูกทุกอย่าง คือ มันปกติดี จึงสรุปว่า น่าจะเป็นเพราะน้ำหนักตัว !!!!
หลังจากนั้น คุณหมอก็ได้ให้ยาระงับอาการปวด ที่รุนแรงกว่าพารา มาทานเมื่อมีอาการปวด กล่าวคือ เมื่อ ไม่มีอาการปวด ก็ไม่ต้องทาน เราต้องใช้มันตลอด เมื่อหยุดใช้ก็ปวดอีก ก็เลย มาคิดว่า ถึงเวลาของการ ต้อง “ลดความอ้วน” อย่างเร่งด่วนเสียที…..
ผ่านมา10ปี ทำไง ถึงไม่โยโย่ (ไม่ได้มาขายของนะคะ ทุกๆคนก็ทำได้ค่ะและจะไม่มีการเอ่นถึงชื่อผลิตภัณฑ์ หรือสถาบันใดเด็ดขาด) ทำได้โดยไม่ต้องใช้เงินเลยค่ะ (ถ้าใช้ก็นิดๆหน่อยๆ แค่หลักร้อยเท่านั้น)
เมื่อแรกเริ่มในการลดน้ำหนัก ดิฉันก็เหมือนคนทั่วไป ค่ะ คือ อดอาหาร ก่อนเลย คุณเชื่อไหมคะ ยิ่งอดเรายิ่งหิวค่ะ สัปดาห์แรกหลังการอด นะคะ ไม่ทานอะไรเลยทานแต่น้ำ พยายาม อดอาหาร หิวก็ทานน้ำ และทานผลไม้เบาๆ แต่พอทนมาถึงขีดสุด ก็เหมือนระเบิดลง เลยค่ะ เวลาหิวนี่ฟาดอาหารทุกอย่างเรียบไม่มีเหลือ มากกว่าเดิมเป็นนสองเท่า ค่ะ มากว่าที่เราอดไว้ เช่น เราอดไปสองมื้อ พอมื้อที่สามทาน เจ้ามื้อที่สาม นี่แหละที่จะไปชดเชย ความหิวที่สะสม ทำให้เรายิ่งกินมากกว่า เดิม ชดเชยเติมเข้าไปและ ยังสะสม ทำให้เราไม่สามารถลดน้ำหนักวิธีนี้เลยต้องตัดออกไป ลองอยู่เป็นเดือนๆ น้ำหนักก็ไม่ลง ทีนี้ เลยเลิกอด หันมาออกกำลังกายโดยการเข้าฟิตเนส ที่คอนโด ทุกวัน จ้างเทรนเนอร์ ส่วนตัวมาควบคุมดูแล สรุปคือน้ำหนัก ไม่ลง แต่หุ่นกระชับรูปร่างเฟริมขึ้น อาการปวดต่างๆ เริ่มลดลง ค่ะ เริ่มห่างยาแก้ปวดได้มากขึ้น จากเดิม กินวันละ สองเม็ด ก็เหลือ แค่วันละเม็ด (ยาที่ทานคือ ไอบรูโพเฟน) คือยาแก้ปวดที่แรงกว่าพารา แต่เราต้องใช้ เพราะคุณหมอสั่ง ดิฉัน อ้วนจนปวดข้อ ตามร่างกาย เนื่องจาก รับน้ำหนักไม่ไหว สมัยสาวเราไม่ได้อ้วน เรามาอ้วนภายหลัง ร่างกายจึงไม่สามารถทนรับน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้นได้ค่ะ ทดลองออกกำลังกายผลออกมาก็คือดีค่ะ เราเดินสายพาน 30 นาที วันเว้นวัน แล้ว สลับกับปั่นจักรยาน 30 นาที อาทิตย์นึงพยายามเข้าฟิตเนส 4-5 วัน ทำอย่างนี้อยู่สองเดือน น้ำหนัก ลงจาก 87 มาเหลือ 86 ค่ะ และก็ไป 85 กก. ซึ่งส่วนตัวก็พอใจ ค่ะ ที่ลดลงมาได้ แต่ชีวิตก็มีจุดพลิกอีก คือ ต้องเดินทางไป ศึกษาด้านภาษาจีน ที่ประเทศจีนค่ะ ไปอยู่ที่นั่น ไม่มีเวลาออกกลังกาย เลยทำให้ น้ำหนักที่ลดลงไปได้ก็ค่อยๆ กลับขึ้นมาอีก บวกกับอาหาร จีนมันมากด้วยค่ะ แต่การกลับมาอ้วนครั้งนี้ มันไม่เผละเหมือนเดิม แต่มัน ดูอ้วนไม่น่าเกลียด เพราะ เราได้ออกกำลังกายไว้มันช่วยให้รูปร่างดีขึ้น บ้างค่ะ แต่แล้ว เมื่อไปจีน ดั๊นนนนน ไปมีความรักค่ะ เอาล่ะสิ พอมีความรัก เราก็ต้องอยากสวยเพราะเดี๋ยวเค้าไม่รักเรา…
มาต่อค่ะ คือรูปที่ดิฉันลงไว้ ลงไว้เพื่อเป็นตัวอย่างประกอบเฉยๆ นะคะ หากคุณผู้อ่านไม่ชอบ ต้องกราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ด้วยนะคะ ปกติดิฉันทำงานบริการสังคมมาโดยตลอดค่ะ คือสิ่งที่ทำไม่ได้หวังผลตอบแทน หากท่านไม่ชอบใจก็ ขออภัยไว้ ณ ที่นี้นะคะ
ขอย้อนประสบการณ์ต่อค่ะ...
หลังกลับมาจากจีน พร้อมความอ้วน 87 กก พอคนเราเริ่มมีความรัก ค่ะ ก็เริ่มอยากลด ความอ้วนแบบ เร่งด่วน ใช่ไหมคะ เพราะว่า ต้องการความรวดเร็ว วิธีการเสต็ป ธรรมดาๆ ชักไม่ทันใจ ค่ะ เลย เข้าคลินิก ค่ะ ที่นี้ ไม่กลัวไรทั้งนั้นแล้ว ค่ะ เข็มฉีดยาหรือยอะไรๆ ก็เลย พึ่ง คาร์บอคซี่ค่ะ สมัยนั้น คาร์บอคซี่พึ่งบูม ในประเทศไทย เลยเข้าใช้บริการสถาพยาบาลเพื่อเสริมความงามแห่งหนึ่ง ใน กทม ก็ได้กิน ยาที่คุณหมดจ่าย ชื่อว่า “รีดักทิล” วันละ 1 เม็ด ซึ่งปัจจุบัน อย ไทย ได้ถอนใบอนุญาติยาชนิดนี้แล้ว ไม่สามารถจำหน่ายในประเทศไทยได้ พร้อมกับการฉีด คาร์บอคซี่ ค่ะ ทุกสัปดาห์ ผลก็คือ ทุกอย่าง ได้ผลเป็นอย่างดีค่ะ น้ำหนักลง สัปดาห์ละ 1 กิโลกรัม เป็นอย่างนี้ มาได้ 2 กว่า น้ำหนักก็เหลือ 77 กิโลกรัม ในปี 2009 ก็ดีใจ แฮปปี้ เที่ยวทั่วไทย (คบกับแฟนใหม่ๆ ด้วยค่ะ ช่วงนั้น ) ซึ่งมันก็ลงจริงอะไรจริงนะคะ ลดจาก 87 จนเหลือ 77 ได้ ค่ะ ในระยะเวลา 2 เดือนกว่าๆ ก็เลยตั้งใจจะกินต่อไป เพื่อ ให้ลดลงมาเหมือนตอนสาวๆ ซึ่งตอนนั้น เรายังไม่มีความรู้ ว่าการลดน้ำหนักด้วยยา นั้น มันสามารถลดได้แค่ 10% ของน้ำหนักตัวเราเท่านั้น ค่ะ ดังนั้น ดิฉันหนัก 87 กก ลดได้ด้วยยา ได้ แค่ 8.7 กิโลกรัม ที่ลดลงมาได้ สิบกิโลกรัม ในตอนนั้น ถือว่าได้ผลดีตอบสนองยาดีเกินความคาดหมายแล้วค่ะ แต่ก็ต้องมีอันทำให้เราต้องหยุดลดด้วยวิธีนี้ เพราะ เราเกิดไม่สบายอีกค่ะ คราวนี้เข้า โรงพยาบาล เพราะ โลหิตจาง!!! แต่ ดิฉันไม่ได้โทษ ผลจากการใช้ยาหรือ คาร์บอคซี่นะคะ เพราะการที่ป่วยเป็น โลหิตจางครั้งนั้น น่าจะเกิดจากร่างกาย ขาดสารอาหาร เนื่องจาก การลดน้ำหนัก นี่แหละค่ะ เพราะ เมื่อดินรีดักทิล เราจะรู้สึกพะอืดพะอม คอแห้ง ปากขม ทานอะไรไม่ค่อยลง ผลของมันก็ทำให้เราผอมไงล่ะคะ ดิฉันเลยขอยอมแพ้โบกมือลาการใช้ยาค่ะ แต่ก็ยังไม่ละความพยายามในการอยากผอม แต่มีอุปสรรคใหญ่เกิดขึ้นอีกแล้วค่ะ คือคุณหมอบอกให้เราเลิกลดความอ้วน แถมจ่ายยาบำรุงโลหิต บำรุงนู่นนี่มาอีก กินยาแล้วหิวข้าวมากค่ะ กินอะไรก็เหมือนไม่อิ่มเลยอ่า แล้วจะทำยังไงดี
มีต่ออีกนะคะ เรื่อง ดำเนินมาถึง ปี 2009 แล้วค่ะ……..
หลังจากหันมาพึ่งยายารีดักทิลเพราะต้องการลดเร็วเลยมาเลือกวิธีที่ผิด กินแล้วมีผลข้างเคียงตามที่ว่าค่ะ จากประสบการณ์ลดน้ำหนัก มา 10ปี และเป็นนักโภชนากร มา 20 ปีคือไม่มีอะไรดี 100%หรือเลว100%ค่ะ แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญต้องปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่นท่านที่มีปัญหาหัวเข่าออกกำลังกายไม่ได้ อาจต้องเลือกใช้ยา ผู้ป่วยความดันสูงกินยาไม่ได้เดี๋ยวจะสูงเข้าไปใหญ่ ก็ต้องใช้วิธีอื่น ส่วนตัวเดียวจะมา เขียนสรุปให้ฟังอีกทีถึงข้อดี ข้อเสียของการลดน้ำหนักที่ดิฉันผ่านมาในแต่ละวิธีเพื่อเป็นวิทยาทานค่ะ อย่างตัวดิฉันเอง ก็มิได้ ผอมเพราะยารีดักทิล เดี๋ยวว่างแล้วจะมาเขียนสรุปต่อ ค่ะ และไม่ได้มาขายของแน่นอน 100% เพราะรู้กาละและเทศะ ค่ะ ถึงแม้ว่าตัวดิฉันจะเคยเป็นแม่ค้า เครื่องสำอางค์ และอาหารเสริม แต่ก็ไม่ได้เชียร์จนลืมหูลืมตาเพราะตัวเองก็ผ่านมาหลายวิธี การลดน้ำหนักเป็นศาสตร์และศิลป์ ผลลัพธ์ก็เป็นผลเฉพาะบุคคลค่ะ ที่เขียน มานี้ก็เพราะต้องการจะเป็นความรู้ ต่อผู้อื่นไม่มากก็น้อยค่ะ ดิฉัน จบปริญญาเอก จากสหรัฐ อเมริกา ด้านการสื่อสาร และการตลาด และจบประกาศนียบัตร จากสหรัฐ อเมริกาด้าน วิทยาศาสตร์สุขภาพ จึงมีทั้งศาสตร์ และศิลป์ ในการประกอบอาชีพ ทั้งเป็นนักโภชนาการ และนักการตลาด ประสบการณ์เกือบ 20ปี เคยเป็นผู้บริหารระดับสูง ของบริษัทผลิตภัณฑ์ อาหารเสริม แห่งหนึ่ง ที่เอ่ยชื่อไป ในเมื่องไทยต้องรู้จัก แต่ขอไม่เอ่ยค่ะ ปัจจุบันผันตัวมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นรองประธานกรรมการ คอนโดมิเนียม
แค่หวังว่าเรื่องที่ถ่ายทอดจะเป็นวิทยาทานประดับความรู้ ขอได้โปรด อย่า อคติ ในการรับสารเกินไป เพราะ ไม่มีอะไรในโลกที่ดี 100%และเลว 100%ค่ะ คำติ ดิฉันก็ขอน้อมรับไว้ และกราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ค่ะ ตอนนี้ขอตัวพักผ่อนสักแป๊บ พบกันใหม่ดึกๆ จ้า ปล. ตอนอ้วน ต้องสวยกว่าตอนผอม แน่นอนเพราะ คนอ้วนย่อมเข้าใจความรู้สึกของคนอ้วนเป็นอย่างดี ค่ะ และหลักใจความสำคัญที่สุดของคนลดความอ้วนคือ การไม่กลับมาอ้วนใหม่นั่นเอง
เมื่อท่าน อ่านมาถึงตรงนี้ อาจพาลคิดไปว่า ยัยบ้านี่ จะต้องเข้ามาเขียนเรื่องขายของ แน่ๆ มาแอบแฝงขาย สินค้าแน่ๆ แต่ถ้าคุณ อ่านตั้งแต่ต้น ดิฉันย้ำแล้วย้ำอีก ว่าไม่ได้้หวังผลขายของ ไม่ได้เอ่ยถึงผลิตภัณฑ์ที่ขายเลยค่ะ แม้ว่าดิฉันจะเป็น นักโภชนากร เคยแนะนำขายอาหารเสริม
แต่วันนี้จะเล่าประสบการณ์ การลดน้ำหนัก ที่ผ่านมา108อย่าง เพราะถ้าอยากรู้เรื่องการลดน้ำหนัก จะถามใครดีเล่า นอกจากคนที่เคยลดสำเร็จมาแล้ว และหัวใจของกระทู้ ก็คือ การที่ “ไม่โยโย่ หรือน้ำหนักไม่ขึ้นเลย 10 ปี”
หลังจากปี 2009 ที่ดิฉันป่วยเป็นโรคโลหิตจางเนื่องจากการทานยาลดน้ำหนัก “รีดักทิล” ดิฉันจึงจำเป็นต้อง หยุดทานยาตัวนั้นหยุดทำ คาร์บอคซี่ หยุดทุกอย่างที่นี้ก็เกิดการ โยโย่ มาเลยค่ะ จาก 77 เด้งกลับไปเป็น 82 ในเดือนเดียว ทำให้ดิฉัน จึงต้องคิดหาทางลดน้ำหนัก ให้ได้อย่างถาวร ที่ลดไม่ใช่เพราะอยากสวยค่ะ แต่เพราะไม่อยากกลับไปเดินไม่ได้อีก ดิฉันจึงต้องหาทางทำอะไร จริงจัง โดยไม่ทำร้ายสุขภาพ ดิฉันจึงไปปรึกษาเพื่อน ซึ่งเป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในประเทศไทย นางเป็น ชาวอเมริกัน เป็นอาจารย์ชาวต่างชาติ เล่าถึงปัญหาให้ฟัง นางจึงนำนำให้ดิฉัน ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการโภชนการ ก็คือ ทุกส่งที่เราทานเข้าไป ส่งผลกับร่างกายโดยตรงค่ะ เราทานอะไรเข้าไป ร่างกายเราก็จะเป็นไปอย่างนั้น ถ้าเราทานอาหารขยะ ร่างเราก็จะกลายเป็นถังขยะ ดิฉันเอาจริงเอาจัง เลยลงทะเบียนเรียน ประกาศนียบัตร วิทยาศาตร์สุขภาพ (Diploma Health Science) ประเทศ สหรัฐอเมริกา ค่ะ หลังจากได้ศึกษาอยู่ 1 ปี จนสำเร็จการศึกษา ระหว่างนั้น ก็ ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การกิน และการเผาผลาญ ของร่างกาย เราต้องเปิดเตาเผาในร่างกายเราค่ะ เมื่อเตาเผาเราทำงานดี เราก็จะสามารถเผา แคลอรี่ส่วนเกินที่กอนเข้าไป ช่วงในปี นั้น น้ำหนักก็ลดลงมาเรื่อยๆ ค่ะ เดือนละ 1-2 กิโลกรัม ช่วงที่สามารถ เคร่งครัด กับตัวเอง ทำได้ น้ำหนักก็ลง เดือนไหน ไม่เคร่งครัด ก็ไม่ลง ค่ำ แต่ไม่ได้กลับไปใช้ยาลดน้ำหนักอีกเลย แต่ก็มีใช้ตัวช่วยบ้างค่ะ เป็นระยะๆ ก็มีใช้ พวกอาหารเสริม แล้วก็มีการดีทอคซ์ เพื่อขับล้างสารพิษ เป็นประจำ ดีทอคซ์ลำไส้ ทำด้วยตัวเองที่บ้าน ดิฉันยอมรับว่า มีการใช้อาหารเสริมเป็นตัวช่วย อาหารเสริมที่เลือกใช้
ส่วนมากก็เป็น อาหารเสริม จากสหรัฐอเมริกา ยี่ห้อนึง นะคะ ไม่ได้มาโฆษณาขายค่ะ ท่านผู้อ่านอย่าพึ่งตั้งแง่ รังเกียจ แม่ค้า ขายอาหารเสริมคนนี้เลยค่ะ ดิฉันไม่ได้บอกว่าผลิตภัณฑ์ของดิฉันดี หรือทุกคนต้องมาใช้ แต่ ดิฉันผ่านมาแล้วหลายวิธีค่ะ ยอมรับว่า วิธีเป็นที่ดีที่สุด คือ คุมอาหาร และออกกำลังกาย ซึ่งเราต้องทำตลอดชีวิต วันใดที่เราหยุดออกกำลังกาย หยุดคุมอาหาร น้ำหนักก็มีสิทธิ์กลับมาอ้วนใหม่ ทั้งนั้น เหมือกับคุณเป็นหวัด เมื่อคุณหมอรักษาโรคหวัดให้คุณแล้ว คุณก็ต้องกลับไปดูแลตัวเองค่ะ ไม่ใช่ว่าคุณจะไม่กลับไปเป็นหวัดอีกตลอดชีวิต ความอ้วนก็เช่นกันค่ะถ้าคุณไม่ดูแลตัวเองก็ต้องกลับไปอ้วนอีก ดังนั้น เราจึงต้องมีตัวช่วยบ้างค่ะ ในการเลือกตัวช่วย ก็ต้องใช้สติ ค่ะ ในการตัดสินใจ ถ้าเลือกอาหารเสริม ก็ต้องดูว่าเป็นอาหารเสริม จริงๆ มีการรับรองที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่ประเภท เวอร์ โฆษณาเกินจริง ผอมใน สามวันเจ็ด วัน ขาวทันทีอะไรแบบนี้ค่ะ เป็นอาหารเสริมที่ บริสุทธ์ ไม่ใช่ ปลอมปน เจือปน ผสมยาลดความอ้วน ยากดประสาท อะไรทำนอนนี้ ไม่ใช่ว่าดิฉันเป็นแม่ค้า อาหารเสริม แล้วจะ บอกว่า ต้องใช้อาหารเสริม แล้วถึงดี อะไรแบบนี้ นะคะ การลดน้ำหนัก มีหลายวิธีค่ะ แต่ข้อจำกัด แต่ละคนมีข้อจำกัดต่างกันค่ะ ยาลดความอ้วน ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดี 100% ไม่มีอะไรดี 100% เลว 100% ค่ะ การรักษา ต้องดูเป็น เคสบายเคสค่ะ เช่น คนขาขาดไม่มีขาสองข้างเนื่องจากอุบัติเหตุ นั่งอยู่แต่บนวีลเชร์ บางทีการจ่ายยาลดน้ำหนัก ยาลดไขมัน ต่างๆก็เป็นสิ่งจำเป็นค่ะ แพทย์เป็นผู้จ่ายด้วยซ้ำ ดังนั้น เราก็อย่าพึ่งไปอคติ ตั้งแง่ กับยาลดความอ้วนมากเกินไป ค่ะ อยู่ที่เราเลือก ค่ะ ถ้าเรามีเวลา มือดี แขนดี ขาดี ก็ออกกำลังกาย ค่ะ คุมอาหาร ค่ะ ของหวานของทอด ของมันน้ำอัดลม ค่ะ คุมให้เคร่งครัด แต่ถ้าร่างกาย ติดขัด หรือมีข้อจำกัด ข้อบกพร่อง ก็สามารถ มีตัวช่วยได้ค่ะ พิจารณาดีๆ ปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญค่ะ อย่าซื้อมาทานเอง
บทสรุปที่ทำให้ผอมลง 30 กิโลกรัม และผ่านไป 10 ปี ไม่โยโย่ค่ะ
เอาล่ะค่ะ ดิฉันจะมาสรุป สิ่งที่เกิดกับตัวของดิฉันนะคะ ในการลดน้ำหนัก
การออกกำลังกาย (เดินสายพาน จักรยาน) 30 นาทีทุกวัน ลด เดือนละ 1-2 กก แต่รูปร่าง เฟริมกระชับ
การทานยาลดน้ำหนัก รีดักทิล กับฉีดคาร์บอกซี่ ลด สัปดาห์ละ 1-2 กก แต่ทำให้ดิฉัน เข้าโรงพยาบาลเป็นโลหิตจาง เวียนหัวง่าย
การควบคุมอาหารตามหลักโภชนาการบำบัด ลดได้ สัปดาห์ละ ½ ถึง 1 กก ต่อสัปดาห์ ไม่มีผลข้างเคียง เลยค่ะ
และในเดือน กันยายนนี้ ดิฉันก็มีแผนว่าจะว่ายน้ำ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ค่ะ เนื่องจากตอนนี้กำลัง ทำสระว่ายน้ำที่บ้านใหม่ แล้วจะเป็นอย่างไร จะอัพเดทให้ฟังกันอีกนะคะ
ในระหว่างที่ ควบคุมอาหาร ดิฉันก็มีการใช้ตัวช่วยเป็นระยะๆ ในช่วงที่ไม่มีเวลาหรือไปสัมมนาต่างประเทศไม่มีเวลาในการจัดอาหาร ตัวช่วยก็เป็นสิ่งสำคัญ สำหรับดิฉันค่ะ ทั้งนี้เป็นผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้นกับดิฉัน ไม่ใช่เกิดกับทุกคนค่ะ แต่เป็นผลที่เกิดกับดิฉันเอง และในปี 2010 ดิฉันก็ลดน้ำหนัก ได้ เหลือ 57 กก และ คงที่มาจนถึง ทุกวันนี้ กว่า สิบปีค่ะ
ดิฉันหวังว่า สิ่งที่เขียนนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน ไม่มากก็น้อย และไม่ต้องมาถามนะคะ ว่าใช้อะไร ผลิตภัณฑ์ไหน เพราะไม่สามารถบอกในเว็ปบอร์ดแห่งนี้ได้ค่ะ เนื่องจากเป็นพื้นที่สาธารณะ พึงระลึกไว้นะคะ จะใช้อะไรต้องมีสติ ค่ะ ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ค่ะ เพราะสุขภาพที่ดี สามารถสร้างได้ด้วยตัวเอง และก็ไม่คุ้มกับการที่จะเอาชีวิตไปล้อเล่น ซื้อยากินเองที่เสี่ยงอันตรายค่ะ
มาถึงตอนนี้ต้องกราบขอบพระคุณ คุณผู้อ่านมากๆ ค่ะ ที่เปิดใจอ่านเรื่องราวร่ายยาว เกิน 8 บรรทัด
เอาเป็นว่า ต่อจากนี้ หากท่านต้องการความรู้ด้าน สารอาหาร เช่น สารไหน ช่วยในเรื่องของอะไร โพสต์ถามมาได้เลยค่ะ ดิฉันอยากตอบ อยากให้ความรู้ประชาชน ฟรีไม่มีเงื่อนไข และไม่แฝงโฆษณาค่ะ
และอยากจะฝากไว้อีกเรื่องคือ ที่เขียนประสบกสรณ์ร่ายยาวมากมาย คืออยากจะถ่ายทอดประสบการณ์ ด้วยส่วนหนึ่ง และ อยากส่งเสริมภาพลักษณ์ ของอาหารเสริม ควบคุมน้ำหนักด้วยค่ะ ว่าไม่ใช่อาชญากร ไม่ใช่จำเลย ที่ผ่านมาบางแบรนด์ อาจทำให้เสื่อเสียทั้งวงการ ที่ดีดี เค้าก็มีอยู่อีกมากค่ะ
ผลิตภัณฑ์ ที่ได้ผลปลอดภัยผ่าน อย ถูกกฎหมายก็มีนะคะ สร้างเม็ดเงินมหาศาลในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย
ทั้งการจ้างงาน การผลิต การส่งออก ส่งขายในอาเซียน ค่ะ คิดซะว่าช่วยเพิ่ม GDP ให้ชาติ นะคะ เพิ่มการจ้างงาน ด้วยค่ะ
เพราะเท่าที่อ่านมาหลายๆ กระทู้ในเวป PANTIP อ่านแล้วรู้สึกคนไทยหลายท่าน "อคติ" ต่ออาหารเสริม กับยาลดน้ำหนักมาก
ว่าต้องเลว ต้องร้าย เป็นอาชญกรสงครามต้องกำจัด เสียเหลือเกินค่ะ ดิฉันเลยอยากจะมาบอกดังดัง ว่า ดิฉันนี้แหละ ลดน้ำหนัก ด้วยอาหารเสริม และ ไม่โยโย่ 10 ปี น้ำหนักไม่ขึ้นเลย แม้แต่ กิโลกรัมเดียวหลังจากหยุดลด มันมีวิธีค่ะ
อย่างที่บอกค่ะ ไม่มีอะไร ดี100% เลว 100% เหรียญมีสองด้านค่ะ
และ ไม่เคยพูดเลย ว่า ออกกำลังกายไม่ดี คุมอาหารไม่ดี หันมาใช้อาหารเสริม หรือ ยาลดความอ้วนกันเถอะ
แต่มันมีสองด้านจริงๆ ถ้ามันไม่มีประโยชน์ แพทย์ จะจ่ายทำไมคะ ในเมื่อผู้จ่ายยาลดความอ้วนก็คือ แพทย์ ผู้ทรงจรรยาบรรณ และจ่ายในโรงพยาบาลอีก อย่างกรณีนึง ดิฉันเคยมี คนมาปรึกษา ส่งรูปมาให้ดู ว่า พิการขาขาด นั่งบนวีลเชร์ อาชีพ ศิลปินวาดรูป ก่อนขาขาด หนัก 60 ปัจจุบัน หนัก 104 กิโลกรัม ดิฉันจึงมอบอาหารเสริม ลดน้ำหนัก ให้เค้าใช้ฟรี พร้อมแนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์ ตรวจร่างกายโดยละเอียด และตรวจการทำงานของต่อมไธรอยด์ อะไรต่างๆ ค่ะ บางกรณี ยาก็จำเป็นนะคะ อยากให้มองตรงนี้ด้วยค่ะ
ขอเสริมแถมท้ายด้วยภาพของดิฉันเอง ปี 2019 ถ่ายเมื่อวานนี้เองค่ะ ในวัย 40 กะรัตแล้วนะคะ
คือเมื่อเราสามารถทำให้ร่างกายของเราอยู่ตัวแล้ว คือปรับระบบเผาผลาญ เราให้เข้าที่เข้าทาง เราก็ไม่จำเป็นต้องอดอาหารค่ะ
กินชีสได้ อะไรได้ เพราะการอดอาหารจำกัดอาหารตลอดชีวิต เพื่อไม่ต้องการให้โยโย่ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายนะคะ
เราจึงควรเปิดเตาเผาในร่างกายเราให้ทำงานค่ะ เมื่อร่างกายเราเผาผลาญได้ดี เราก็จะทางอาหารได้ Enjoy Life มากขึ้นค่ะ
สำหรับดิฉันแล้ว 10 ปีผ่านมาแล้ว ยังไม่โยโย่ ค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ
อาหารเสริมที่ ดิฉันเลือกใช้ จนนำมาขาย ท่านสามารถ ชมได้ที่ www.i-slender.net
รวมอาหารเสริมลดน้ำหนักค่ะ