Guruya Info

Guruya Info Whatever you want to know about how to use medicine, we have the answer for you!

เสี่ยงจะเจอเมทานอลไหม ขนาดร้านที่น่าเชื่อถือ ยังสุ่มแล้วเจอสินค้าที่มีเมทานอล ดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ
10/07/2020

เสี่ยงจะเจอเมทานอลไหม ขนาดร้านที่น่าเชื่อถือ ยังสุ่มแล้วเจอสินค้าที่มีเมทานอล ดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ

ผลการทดสอบเจล/สเปรย์แอลกอฮอล์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคด้วย Q-E-S-T ชุดทดสอบเบื้องต้น จากร้านค้าใน กทม และสมุทรปราการ พบว่าเจอเมทานอล 5%

แม้จะเป็นเปอร์เซ็นที่ไม่เยอะแต่ก็ไม่ควรจะเจอ 🤢🤢🤢

พิษของเมทานอล ศึกษาได้ที่
https://med.mahidol.ac.th/poisoncenter/th/pois-cov/Methanol

มาต่อกันที่ตอนที่ 2 เรื่องยาปฏิชีวนะที่ควรเรียนรู้ให้ถูกต้อง  #กูรูยาเภสัชจุฬาฯ
04/07/2016

มาต่อกันที่ตอนที่ 2 เรื่องยาปฏิชีวนะที่ควรเรียนรู้ให้ถูกต้อง #กูรูยาเภสัชจุฬาฯ

เรียนรู้ข้อเท็จจริงเรื่องยาปฏิชีวนะกับ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ
04/07/2016

เรียนรู้ข้อเท็จจริงเรื่องยาปฏิชีวนะกับ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

21/06/2016
ขอประชาสัมพันธ์ประเด็นคัดค้านร่างพ.ร.บ.ยา ความหวังอยู่ที่ภาคประชาชน
26/10/2014

ขอประชาสัมพันธ์ประเด็นคัดค้านร่างพ.ร.บ.ยา ความหวังอยู่ที่ภาคประชาชน

พระราชบัญญัติยาในประเทศไทยฉบับที่ใช้บังคับใช้ในปัจจุบัน มีการประกาศใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2510 หรือเป็นเวลาเกือบ 50 ปีแล้ว...

หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าประเทศไทยกำลังจะมี พรบ.ยา ฉบับใหม่ ซึ่งเป็นการปรับให้มีความทันสมัยขึ้น หากแต่ในร่างพรบ.ฉบับนี้...
10/10/2014

หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าประเทศไทยกำลังจะมี พรบ.ยา ฉบับใหม่ ซึ่งเป็นการปรับให้มีความทันสมัยขึ้น หากแต่ในร่างพรบ.ฉบับนี้เอง มีจุดบกพร่องร้ายแรงหลายประการที่อาจจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยกับผู้บริโภคได้ ทางคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ นำโดย ผศ.ดร. วรรณา ศรีวิริยานุภาพและทีม ได้ทำการสรุปเหตุการณ์ให้เราดูง่ายขึ้น เราคงต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพลังประชาชนกดดันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาร้ายแรงขึ้น หากท่านเห็นด้วยกับการคัดค้าน รบกวนช่วยกันแชร์ค่ะ

ตามที่มีกระแสการรณรงค์ต่อต้าน "(ร่าง) พรบ.ยา" ฉบับใหม่ในวงกว้างนั้น
เพื่อให้ทุกท่านได้มีความเข้าใจในปัญหาของ (ร่าง) พรบ.ยา ฉบับใหม่
ผศ.ดร. วรรณา ศรีวิริยานุภาพและทีม ได้กรุณาประมวลสถานการณ์
วิเคราะห์ประเด็นปัญหา และนำเสนอในรูปแบบที่เข้าใจง่ายตามไฟล์แนบนะคะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์และเป็นพลังผลักดันให้เกิดความถูกต้อง และเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนค่ะ

วันนี้ขอนำเสนเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับยา แต่เกี่ยวกับสเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิด  เทคโนโลโยการเก็บสเต็มเซลล์จากฟันเก็บได้จา...
08/08/2014

วันนี้ขอนำเสนเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับยา แต่เกี่ยวกับสเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิด
เทคโนโลโยการเก็บสเต็มเซลล์จากฟัน
เก็บได้จากฟันน้ำนมซี่หน้าบนล่าง 12 ซี่ และฟันคุดอีก 4 ซี่ แม่ ๆ ที่มีลูกอาจจะสนใจอยากจะเก็บสเต็มเซลล์ ให้ลูกเผื่ออนาคตเป็นความหวังในการรักษาโรค (ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในระดับการวิจัย) #สายไปสำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่มีฟันเหลือให้เก็บ ราคาการเก็บรักษาค่อนข้างแพงอยู่ (ไม่ออกความเห็นว่าคุ้มหรือไม่) แต่ถ้าใครอยากเก็บสามารถอ่านข้อมูลได้ที่ http://www.bioedenasia.com/ (ไม่ได้ค่าโฆษณา แต่อยากแชร์) อย่างไรก็ตามมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยด้านสเต็มเซลล์ในฟัน คือ เร็ว ๆ นี้นักวิจัยพบว่าสารเคมีชนิดหนึ่งในฟันเป็นตัวส่งสัญญาณให้เซลล์ glial cells เปลี่ยนรูปร่างเป็น stem cells ดังนั้นในอนาคตน่าจะมีโอกาสที่จะมีเทคโนโลยีในการผลิตสเต็มเซลล์ได้โดยไม่ต้องเก็บสเต็มเซลล์อย่างเดียว อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จากบทความนี้ "Stem cell factories inside teeth" ที่มา Nature 10.1038/nature13536 (2014).

26/07/2014

รับประทานวิตามินบี 1 มากเกินไป ระวังทำให้เกิดไขมันพอกตับ (Fatty liver disease)

รายงานวิจัยของ Chen et al. พบว่าในการทดลองให้ปริมาณไทอามีน (thiamine) หรือวิตามินบี 1 กับหนูในปริมาณสูง พบการพัฒนาของโรคไขมันพอกตับ (ที่มา: Proc. Natl. Acad. Sci. U.S.A. 10.1073/pnas.1314939111 (2014).)

GURUYAINFO --- ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ยาแก้อักเสบ Amoxicillin, cloxacillin, roxithromycin, doxycycline, tetracycline, ciproflo...
25/03/2014

GURUYAINFO --- ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ยาแก้อักเสบ

Amoxicillin, cloxacillin, roxithromycin, doxycycline, tetracycline, ciprofloxacin, levofloxacin และยาอื่นๆอีกหลายชนิดที่เรียกกันติดปากว่ายาแก้อักเสบนั้น จริงๆแล้วเป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย //

การอักเสบในร่างกาย ยกตัวอย่างเช่นอาการเจ็บคอ สามารถเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไม่ก็ได้ ประมาณกันว่าน้อยกว่า 1 ใน 10 ของคนที่เจ็บคอเท่านั้น ที่เกิดจากแบคทีเรีย อีก 8-9 ใน 10 เกิดจากแพ้อากาศ อ้าปากนอน พูดเยอะ ใช้เสียงมาก ก้างตำคอ ร้อนใน โดนของ ฯลฯ // และส่วนใหญ่หายได้เอง โดยการพักผ่อนเพียงพอ ดื่มน้ำ รักษาความอบอุ่นของร่างกาย และทานยาลดน้ำมูก แก้ไอ ลดไข้ตามอาการ

ยาปฏิชีวนะชื่อดังกล่าวข้างต้น ใช้ฆ่าแบคทีเรีย // การใช้ยากลุ่มนี้ทุกครั้งที่เจ็บคอ มีโอกาสไม่ตรงกับโรค หรือไม่มีความจำเป็น ดื้อทานก็ไม่ได้ช่วยให้หายเร็วขึ้น หรือป้องกันไม่ให้เป็นได้

การเรียกว่ายาแก้อักเสบทำให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อนนำไปสู่การใช้ยาผิดโรค // เชื้อในร่างกายดื้อยา // เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นหลายชนิด เช่นตกขาวในผุ้หญิง เพิ่มโอกาสเป็นโรคหอบในเด็ก แพ้ยารุนแรง และสิ้นเปลืองเงินค่ายาทั้งๆที่ไม่ได้ผลการรักษา

ก่อนซื้อยาแก้อักเสบครั้งหน้า ถามตัวเองให้ดี ถามหมอและเภสัชกรด้วย ..... ตกลง "อาการอักเสบของเรา เกิดจากสาเหตุอะไร?" และ "ยาแก้อักเสบนี้ ใช้สำหรับการอักเสบที่เกิดจากติดเชื้อ หรือการอักเสบจากสาเหตุอื่น?"

ช่วยกันเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวทุกคนครับ
---- ภก.กิติยศ ยศสมบัติ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

GURUYAINFO --- การป้องกันอันตรายและปฐมพยาบาลผู้สัมผัสแก๊สน้ำตาองค์ประกอบสำคัญของแก๊สน้ำตา(tear gas, lachymatory agents) ...
01/12/2013

GURUYAINFO --- การป้องกันอันตรายและปฐมพยาบาลผู้สัมผัสแก๊สน้ำตา


องค์ประกอบสำคัญของแก๊สน้ำตา(tear gas, lachymatory agents) คือสารเคมีที่ก่อการระคายเคืองของเนื้อเยื่อที่สัมผัสทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็ว รุนแรง เช่นทำให้เยื่อบุตาอักเสบ ตาแดง น้ำตาไหล มองภาพไม่ชัด และผิวหนังอักเสบ ระคายเคือง

นอกจากนี้สารประกอบในแก๊สน้ำตายังกระตุ้นตัวรับ TRPA1 ion channel ในเส้นประสาทรับความรู้สึก trigeminal nerve และเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะในระบบหายใจ ทำให้เกิดการจาม น้ำมูกไหล ไออย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียนและหายใจลำบากจากหลอดลมหดตัว

บรรจุภัณฑ์ของแก๊สน้ำตา มักเป็นภาชนะโลหะซึ่งเมื่อใช้ขวางปาสู่กลุ่มคน สามารถทำให้เกิดกระทบกระเทือนอวัยวะร่างกายอย่างรุนแรง ทำให้ฝกช้ำ ศีรษะแตก หรือกระโหลกศีรษะร้าวได้

การรับมือแก๊สน้ำตา แบ่งแนวทางได้ 3 แนวทาง

1. การลดการสัมผัสแก๊สน้ำตา โดย
- สวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด ใส่เสื้อแขนยาวที่มีเนื้อผ้าบางระบายอากาศได้ดี อาจพกผืนผ้าบางๆ เช่นผ้าขาวม้าเพื่อปกคลุมร่างกายและทิ้งไปหลังสัมผัสแก๊สน้ำตา
- สวมแว่นตาสำหรับทำการทดลองหรือแว่นตาว่ายน้ำเพื่อป้องกันการระคายเคืองของตา
- สวมหน้ากากใยกระดาษชนิดที่มีผงถ่านเพื่อป้องกันการระคายเคืองในเยื่อจมูกและลำคอ ในกรณีที่หาหน้ากากไม่ได้ อาจใช้ผ้าเช็ดหน้าพับซ้อนหลายชั้นป้องกันแทนหน้ากากได้เนื่องจากแก๊สน้ำตามีลักษณะเป็นอนุภาคเล็กๆ ไม่ใช้แก๊สที่ละลายในอากาศ

2. ลดอันตรายที่เกิดจากการสัมผัสแก๊สน้ำตา
- ใช้ยาน้ำลดกรดสูตร alum milk ผสมกับน้ำสัดส่วน 1:1 หรือใช้สบู่อ่อนเจือจางหรือน้ำผสมแชมพู สเปรย์หรือล้างบริเวณผิวหนังหรือเยื่อบุต่างๆ ที่สัมผัสแก๊สน้ำตา จากนั้นให้ล้างด้วยน้ำสะอาดปริมาณมาก
เมื่อความระคายเคืองลดลงแล้วให้ใช้น้ำเกลือล้างแผล (0.9% normal saline) ประคบส่วนที่ระคายเคืองเพื่อลดการแพ้และการอักเสบ
- สารละลาย 1:1 ของน้ำยาลดกรดสูตร alum milkควรเตรียมใส่ขวดสเปรย์เพื่อให้ใช้ได้สะดวก

3. ลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากการสัมผัสแก๊สน้ำตา เนื่องจากการระคายเคืองและการอักเสบของเนื้อเยื่อที่สัมผัส โดยเฉพาะเยื่อบุตาและทางเดินหายใจ
- เตรียมน้ำตาเทียมเพื่อหยอดตาอย่างต่อเนื่อง
- หากผิวมีการระคายเคืองมาก อาจทายาครีมสเตอรอยด์ชนิดอ่อน เช่น prednisolone cream
- สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวของระบบทางเดินหายใจเช่นหอบหืดหรือถุงลมโป่งพองควรเตรียมยาพ่นขยายหลอดลมไว้ เนื่องจากแก๊สน้ำตาสามารถกระตุ้นให้เกิดหลอดลมหดตัวจนเกิดอันตรายได้

ด้วยความห่วงใย--- ภก.กิติยศ ยศสมบัติ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

04/11/2013

หากสงสัยว่ายาที่ใช้มีสเตียรอยด์ หรือเครื่องสำอางที่ใช้มีสารปรอท ขอเชิญนำมาตรวจได้ฟรี ในงานเฉลิมฉลอง 100 ปี วิชาชีพเภสัชกรรม ณ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 6 – 8 ธันวาคม 2556

___

#100ปีเภสัช #สเตียรอยด์ #สารปรอท

GURUYAINFO --- การป้องกันและดูแลโรคน้ำกัดเท้าโรคน้ำกัดเท้าเกิดจากอะไร	น้ำกัดเท้าไม่ใช่ชื่อโรคแต่เป็นคำเรียกติดปากของประช...
23/10/2013

GURUYAINFO --- การป้องกันและดูแลโรคน้ำกัดเท้า

โรคน้ำกัดเท้าเกิดจากอะไร

น้ำกัดเท้าไม่ใช่ชื่อโรคแต่เป็นคำเรียกติดปากของประชาชน หมายถึงภาวะที่เกิดการระคายเคืองของผิวหนังที่เท้า ซึ่งมักเกิดจากการแช่น้ำสกปรกเป็นเวลานาน หรือมีความชื้นบริเวณเท้าอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากน้ำท่วมขังและต้องเดินย่ำน้ำบ่อยๆ ในช่วงฤดูฝนและบางพื้นที่มีอุทกภัยในขณะนี้ การระคายเคืองของผิวหนังอาจเกิดมากขึ้นหากไม่สามารถรักษาความสะอาดและความแห้งของผิวหนังได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผิวหนังที่เท้าเปื่อยลอก แดง แสบและคัน เมื่อร่วมกับการแกะเกาก็อาจทำให้เกิดแผลได้ง่ายและส่งเสริมให้เกิดการติดเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนต่อมา

อาการของโรคน้ำกัดเท้าเป็นอย่างไร

อาการของโรคน้ำกัดเท้า พอแยกได้เป็น 2 ระยะ
ระยะแรก: ระยะอักเสบระคายเคือง
ระยะแรกนี้จะสังเกตได้ว่าผิวหนังมีลักษณะแดงลอก เนื่องจากการระคายเคือง บางรายอาจมีอาการเท้าเปื่อย คันและแสบ ระยะนี้มักยังไม่มีการติดเชื้อโรคเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่การต้องแช่น้ำสกปรกเป็นเวลานานจะทำให้ติดเชื้อที่ปนอยู่กับน้ำได้ง่ายขึ้น การเกาหรือถูเพื่อบรรเทาความรู้สึกแสบและคันก็อาจสร้างรอบแผลถลอกเล็กๆ ที่ทำให้ติดเชื้อแทรกซ้อนตามมาได้

ระยะที่สอง: ระยะติดเชื้อแทรกซ้อน
การติดเชื้อโรคแทรกซ้อนเนื่องจากผิวหนังที่ชื้น เปื่อยและหลุดลอก ซึ่งง่ายแก่การก่อโรคของเชื้อ ที่พบบ่อยคือเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา อาการที่แตกต่างกันพอแยกได้ คือ ถ้าติดเชื้อแบคทีเรีย มักมีอาการอักเสบ บวมแดง เป็นหนองและปวดเจ็บที่ผิวหนัง อาการที่เป็นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าติดเชื้อรามักเป็นบริเวณซอกนิ้วหรือตำแหน่งที่อับชื้น มีลักษณะคัน ผิวเป็นขุย เป็นสะเก็ดหรือเป็นปื้นขาว ลอกออกเป็นแผ่นๆได้ ซึ่งการติดเชื้อรามักเกิดเฉพาะรายที่มีความชื้นสะสมที่เท้าอยู่เป็นเวลานาน ทั่วไปไม่ต่ำกว่าสองสัปดาห์ และ ไม่ได้พบมากหรือเป็นสาเหตุของผู้ป่วยโรคน้ำกัดเท้าทุกราย เท้าของผู้ป่วยโรคน้ำกัดเท้าระยะที่สองนี้มักมีกลิ่นเหม็นเนื่องจากการหมักหมมของน้ำเหลืองและการติดเชื้อโรคที่กล่าวมาข้างต้น

การรักษาโรคน้ำกัดเท้าทำได้อย่างไรบ้าง

การป้องกันคือการรักษาที่ดีที่สุด
การรักษาที่ดีที่สุดคือการป้องกันตั้งแต่แรก โดยการรักษาความสะอาด และลดความชื้นที่เท้าลงให้มากที่สุด
• หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับน้ำสกปรกโดยใส่รองเท้าบูท ทุกครั้งที่ต้องเดินย่ำน้ำ หากน้ำที่ท่วมขังมีระดับสูงกว่าขอบรองเท้า อาจใช้ถุงดำครอบขาก่อนใส่รองเท้า โดยให้ความสูงของถุงดำเหนือกว่าระดับน้ำแล้วใช้หนังยางรัดไว้ ไม่ให้น้ำเข้าได้
• ทาวาสลีน (vaseline) ซึ่งมีลักษณะเป็นขึ้ผึ้งมันๆ บริเวณง่ามเท้า ลดโอกาสที่น้ำจะซึมผ่านผิวหนังและทำให้เกิดความชื้นหรือผิวหนังเปื่อยได้ง่าย สำหรับผู้ประสบอุทกภัยซึ่งไม่สามารถหาวาสลีนได้ อาจใช้ยาขี้ผึ้งรักษากลากเกลื้อนที่เรียกว่าขี้ผึ้งวิทฟิลด์(Whitfield’s ointment) หรือขี้ผึ้งประเภทเดียวกันทาแทนได้
• หากจำเป็นต้องเดินย้ำน้ำหรือต้องแช่น้ำสกปรกที่ท่วมขังอยู่ เมื่อเสร็จธุระแล้วให้รีบล้างตัวด้วยสบู่และน้ำสะอาดถ้าหาได้
• หากน้ำมีปริมาณจำกัดอาจใช้วิธีการแช่น้ำด่างทับทิม โดยใช้เกล็ดด่างทับทิม 2-3 เกล็ดละลายน้ำปริมาณพอควรให้ได้สารละลายสีชมพูจางๆ แช่อย่างน้อย 15 นาทีแล้วเช็ดให้แห้ง
• ในกรณีที่ไม่มีด่างทับทิมสามารถใช้ยาใส่แผลโพวิโดน ไอโอดีนจำนวน 8 หยด ผสมน้ำประมาณ 1 ลิตร แทนน้ำด่างทับทิมได้
• หลังจากล้างเท้าและเช็ดเท้าจนแห้งแล้ว ให้ใช้แป้งฝุ่นโรยตัว โรยบริเวณง่ามเท้าเพื่อให้แห้งอยู่เสมอ
• หมั่นสังเกตแผลบริเวณเท้าและขา หากพบว่ามีบาดแผลเกิดขึ้น ควรพยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสของแผลกับน้ำที่ท่วมขัง ใส่ยาโพวิโดน ไอโอดีน และเมื่อแผลมีลักษณะอักเสบรุนแรงขึ้น ให้พบบุคลากรการแพทยเพื่อประเมินอาการ เพื่อแก้ไขอย่างถูกต้องทันท่วงที

การรักษาโรคน้ำกัดเท้า
การรักษาโรคน้ำกัดเท้าต้องพิจารณาระยะของโรค เนื่องจากมีอาการและสาเหตุที่แตกต่างกัน
• ระยะแรกที่มีอาการเท้าเปื่อย ลอก แดง คันและแสบ อาจใช้ยาทาสเตียรอยด์อ่อนๆ เช่นไตรแอมซิโนโลนครีม หรือเบตาเมทาโซนครีม โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรา อย่างไรก็ตามหากมีแต่ยาสูตรผสมของสเตียรอยด์กับยาทาฆ่าเชื้อราก็สามารถใช้แทนได้ ข้อจำกัดคือยาทาสเตียรอยด์อาจทำให้ติดเชื้อราได้ง่ายขึ้น
• การใช้ยาขี้ผึ้งรักษากลากเกลื้อนตำรับวิทฟิลด์ หรือขี้ผึ้งทาแก้น้ำกัดเท้าสูตรเข้ากำมะถัน(sulfur) ที่เป็นขี้ผึ้งลักษณะคล้ายยาหม่อง ทาบริเวณที่เริ่มมีอาการ วันละ 3 ครั้ง สามารถแก้ไขอาการเท้าเปื่อย ลอกแดง และคัน ซึ่งยังไม่ติดเชื้อได้ เพราะยาขี้ผึ้งนี้ มีความมันสูง หากทาก่อนโดนน้ำจะช่วยลดความเปียกชื้นของผิวได้ ทั้งยังมีฤทธิ์ต้านการติดเชื้อ ลดอาการคัน ลดการเกิดแผลถลอก ที่จะทำให้ติดเชื้ออื่นได้อย่างดี
• ในรายที่เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่เป็นไม่มาก อาจใช้การชะล้างบริเวณแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น น้ำเกลือ หรือน้ำด่างทับทิม แล้วทาแผลด้วยยาฆ่าเชื้อโรค เช่นโพวิโดน ไอโอดีน หรือยาทาวิทฟิลด์ บางตำรับที่ผสมกำมะถัน ก็สามารถใช้ได้
• ในรายที่มีการอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียอย่างรุนแรงหรือเรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องและรับการรักษาโดยยารับประทานและทำแผลอย่างถูกวิธี
• ในรายที่มีการติดเชื้อรา สามารถใช้ขี้ผึ้งวิทฟิลด์ได้ดีไม่ต่างจากยาทาต้านเชื้อราอื่นๆ เช่นยาทาโคลไตรมาโซลครีม ซึ่งมีประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน แต่ แต่ขี้ผึ้งวิทฟิลด์ มีราคาประหยัด อีกทั้งเกาะติดผิวหนังได้ดี ไม่ถูกชะออกได้ง่ายเหมือนยาทาโคลไตรมาโซลซึ่งเป็นครีม ขี้ผึ้งวิทฟิลด์จึงเป็นทางเลือกหลักสำหรับกรณีโรคน้ำกัดเท้าในช่วงหน้าฝนหรือขณะมีอุทกภัย
• เมื่อเป็นเชื้อราแล้วมักหายยาก ถึงแม้จะใช้ยาทาติดต่อกันหลายวันจนรอยผิวหนังเหมือนหายเป็นปกติดี เนื่องจากเชื้อราบางส่วนยังหลงเหลืออยู่ในผิว เมื่อเท้าอับชื้นขึ้นก็จะเกิดเชื้อราเจริญขึ้นใหม่ ไม่หายขาด ผู้ป่วยจึงควรใช้อย่างต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดใช้ยาเองแม้ว่าจะดีขึ้น การหยุดยาเร็วเกินไปขณะที่เชื้อยังไม่หมด มีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีกได้ง่าย โดยปกติแนะนำให้ใช้ยาทาต่อเนื่องหลังหายแล้วอีกอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์
• ในรายที่อาการรุนแรงหรือมีการติดเชื้อราที่เล็บร่วมด้วย อาจจำเป็นต้องใช้ยารับประทานซึ่งควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

อาการข้างเคียง หรือข้อควรระวังในการใช้ยาทารักษาโรคน้ำกัดเท้า
เนื่องจากยาที่ใช้รักษาโรคน้ำกัดเท้าส่วนใหญ่เป็นยาทาเฉพาะที่ อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยคือการระคายเคืองบริเวณที่ทายา โดยเฉพาะจากการใช้ขี้ผึ้งวิทฟิลด์ เนื่องจากมีกรดอ่อน ๆ เป็นองค์ประกอบ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการทาในบริเวณที่มีแผลเปิด นอกจากนี้บางตำรับที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้เช่นกัน หากใช้แล้วเกิดอาการแพ้ แสบ หรือระคายเคืองอาจหยุดใช้สักระยะ เมื่อการระคายเคืองลดลงแล้วสามารถทดลองใช้ใหม่ได้ การใช้คาลาไมน์โลชัน ซึ่งมี zinc oxide เป็นองค์ประกอบร่วมกับการทาขี้ผึ้งวิทฟิลด์ อาจช่วยลดการระคายเคืองได้
สำหรับยาทารักษาโรคน้ำกัดเท้าชนิดอื่น อาจก่อการระคายเคืองได้เช่นเดียวกับที่กล่าวไปข้างต้น หากเกิดการระคายเคืองอาจหยุดใช้ จนการระคายเคืองลดลงแล้วจึงทดลองกลับมาใช้ใหม่

--- ภก.กิติยศ ยศสมบัติ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Address


10330

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Guruya Info posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

  • Want your practice to be the top-listed Clinic?

Share

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram