2P’s in their pot

  • Home
  • 2P’s in their pot

2P’s in their pot Positive nutrition information to nourish your body and your soul.

ว่าด้วยการลดน้ำหนัก…การมีวินัยสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดซะทีเดียวข้อเท็จจริง: การลดน้ำหนักขึ้นอยู่กับสมดุลพลังงานในระยะยาว...
05/04/2026

ว่าด้วยการลดน้ำหนัก…
การมีวินัยสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดซะทีเดียว

ข้อเท็จจริง: การลดน้ำหนักขึ้นอยู่กับสมดุลพลังงานในระยะยาว และ “วินัย” ก็เป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้น
แต่ในความเป็นจริง: ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมดุลนี้มีความซับซ้อน และแตกต่างกันในแต่ละคน

โภชนาการเป็นเรื่องส่วนตัวมาก🫣
ไม่มีวิธีการกินที่เหมาะกับทุกคนเสมอไป
สิ่งที่ได้ผลกับคนหนึ่ง อาจไม่เหมาะกับอีกคน เพราะร่างกาย วิถีชีวิต วัฒนธรรม สุขภาพ และความสัมพันธ์กับอาหารของแต่ละคนต่างกัน

หลายคนไม่ได้ขาดความตั้งใจและไม่ได้ขาดวินัย
แต่กำลัง
•จัดการกับความเครียดและชีวิตที่ไม่สมดุล
•มีความจำกัดในการเข้าถึงอาหารที่ดี
•ประสบกับอาการบาดเจ็บหรือโรคที่กำลังรุมเร้า
•รวมถึงประสบการณ์ในอดีตหรือคอมเม้นต์ต่างๆจากกคนอื่นที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์กับอาหาร

ในขณะเดียวกัน วินัยก็ยังมีบทบาทสำคัญกับการดูแลสุขภาพ💪🏻
แต่ “วินัย” ไม่ได้เกิดจากการฝืนตัวเองอย่างเดียว แต่วินัยสามารถเกิดได้ง่ายขึ้น เมื่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตเอื้อให้เราทำสิ่งนั้นซ้ำได้จริงโดยไม่ต้องพยายามฝืนทน🥹

หลายคนอาจเคยไดเอท เคยพยายามลดน้ำหนักมาแล้วหลายครั้ง
การไดเอทซ้ำๆ หรือกินไม่พอไปนานๆ (คนส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากินไม่พอ)อาจทำให้ร่างกายปรับตัว ใช้พลังงานน้อยลง และรู้สึกหิวมากขึ้น ซึ่งทำให้การลดน้ำหนักยิ่งซับซ้อนและยากขึ้นไปอีก

สิ่งสำคัญที่อยากให้จำไว้คือการตำหนิหรือโทษตัวเองว่าไม่มีวินัย ไม่ดีพอ ไม่ได้ช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้น
แต่กลับเพิ่มความเครียด ทำให้การลดน้ำหนักกลายเป็นฝืนและฝืด และทำให้การดูแลตัวเองยากขึ้นในระยะยาว

ถ้าใครที่กำลังคิดอยากเริ่มดูแลตัวเองหรือลดน้ำหนักให้คงที่ในระยะยาว อาจลองเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำได้จริงก่อน

และจำไว้อีกอย่างว่า การดูแลสุขภาพของเราไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ แค่ปรับเปลี่ยนทีละนิด ทำให้ได้อย่างสม่ำเสมอ และทำให้ได้ต่อเนื่องในระยะยาวก็พอแล้ว เพราะการเข้าใจและการมีเมตตาต่อตัวเองอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ “วินัย” กลายเป็นสิ่งที่ยั่งยืนได้จริง🙌🏻☺️

ด้วยรัก และ เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเดินบนเส้นทางนี้ค่ะ☺️

Come join our fun and informative workshop!Nutrition for Women’s Healthเวิร์คชอปรู้ทันก่อนวัยทองคลาสดีๆที่มีแค่ปีละครั้ง...
01/04/2026

Come join our fun and informative workshop!

Nutrition for Women’s Health
เวิร์คชอปรู้ทันก่อนวัยทอง
คลาสดีๆที่มีแค่ปีละครั้ง☺️

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคมนี้
9:00-15:00 น. ที่ Little Sunshine Cafe ถนนวิทยุ

4,900 บาทต่อท่าน ราคานี้รวมอาหารกลางวันแสนอร่อย🍲
(สมัครก่อน 24 เมษายน 2569 หรือมาเป็นคู่ พิเศษเหลือท่านละ 4,500 บาท)

ชวนมาเติมความรู้เรื่องสุขภาพร่างกายและจิตใจสำหรับหญิงสาววัย 35++ จนถึง 50+ หรือที่เราเรียกว่า วัยก่อนวัยทอง (peri-menopause)

ในช่วงอายุนี้เราจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง และมีความต้องการทางโภชนาการที่แตกต่างออกไป เป็นช่วงวัยที่ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงนักในแง่มุมของสุขภาพ แต่เป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดในการวางรากฐานสุขภาพในวัยทอง

ในคลาสนี้ เราจะพูดถึงทุกแง่มุมทั้งการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจ รวมถึงการดูแลตัวเองด้วยอาหาร และสูตรอาหารต่างๆที่มีสารอาหารที่จำเป็นสำหรับวัยนี้ คลาสนี้ เราจะเน้นทั้งทฤษฎี การสาธิตและชิมเมนูมากมาย รวมถึงการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่หลายคนอาจจะเป็นอยู่แต่ไม่มีใครที่สามารถพูดคุยได้😊

สอนโดย พี่แพท กฤษฎี โพธิทัต หนึ่งในนักกำหนดอาหารของเรา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโภชนาการสำหรับสุขภาพกายและใจของผู้หญิงโดยเฉพาะ

บอกเลยว่าคุ้มค่าแน่นอนจ้าสาว☺️

สนใจสมัครได้ทาง
Line OA: littlesunshinecafe หรือ ทางDM เพจ 2Ps in their pot ได้เลยค่ะ

ด้วยรัก และ เพื่อนหญิงพลังหญิงค่ะ ❤️

Counting down to Hyrox Thailand!  💪🏻อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่หลายคนรอคอย กับการแข่ง Hyrox ซึ่งในปีนี้ดูเหมือนจะคึกคักเป็...
17/03/2026

Counting down to Hyrox Thailand!
💪🏻

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่หลายคนรอคอย กับการแข่ง Hyrox ซึ่งในปีนี้ดูเหมือนจะคึกคักเป็นพิเศษ😙

เราได้พูดถึงหลักการกินก่อนแข่ง การโหลดคาร์บ และการกินหลังแข่งแล้ว โพสต์นี้เราขอพูดถึงหลักการกินหรือดื่มระหว่างแข่งกันบ้างค่ะ😊🥤

เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับหลายๆคนที่กำลังจะลงแข่งสุดสัปดาห์นี้นะคะ😄

คำถามที่หลายคนมักถามเราคือ แข่ง HYROX จำเป็นต้องกิน Energy Gel ไหม?

หลายคนอาจคิดว่า “แข่งแค่ประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ไม่น่าจะต้องเติมพลังงานระหว่างทาง”

แต่ความจริงแล้ว การแข่งขัน HYROX ไม่เหมือนการวิ่งหรือปั่นจักรยานเพซคงที่ (steady pace) ทั่วไป เพราะเป็นการแข่งขันที่ผสมกันระหว่าง endurance + strength และหลายสเตชั่นก็เป็น high-intensity effort ซึ่งร่างกายจะพึ่งพา ไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ เป็นพลังงานหลักค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในการแข่งเดี่ยว🏋🏻

✔️การกิน energy gel เพื่อเติมคาร์บระหว่างการแข่งขัน อาจช่วย:
• รักษาระดับน้ำตาลในเลือด
• ลดความล้าจากระบบประสาท (central fatigue)
• ช่วยให้ยังมีแรงในช่วงท้ายของ race

แนวทางทั่วไปสำหรับการออกกำลังกาย 1–2 ชั่วโมง คือเติมคาร์บประมาณ 30–60 กรัมต่อชั่วโมง

เพราะฉะนั้นสำหรับนักกีฬาที่ใช้เวลาแข่ง HYROX ประมาณ 75–100 นาที สามารถเติม 1 gel ก่อนเริ่มแข่งประมาณ 10–15 นาที
และอีก 1 gel ช่วงกลาง race หรือหลังสเตชั่น 3-4 หรือประมาณ นาทีที่ 30–40 (หรือบางคนอาจเติมอีก 1 เจลเพิ่มได้)

การเติมเจลเป็นหนึ่ง option ที่อาจช่วยให้มีพลังงานดีอย่างคงที่ และลดความล้าในช่วงท้ายๆของการแข่งได้🥊

✔️Hydration และ Electrolytes ก็สำคัญ
นอกจากคาร์บแล้ว น้ำและเกลือแร่ ก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก

พยายามจิบน้ำตามจุดให้น้ำ และ อาจเลือกเติมเครื่องดื่มที่มี electrolytes ร่วมด้วย (ให้ได้ 300-600 มิลลิกรัมโซเดียม/ชั่วโมง) หรือพกมาเอง หากรู้ว่าเป็นคนที่เหงื่อออกค่อนข้างเยอะ

และโพสต์นี้ยังตอบคำถามอื่นๆเกี่ยวกับการเติมคารบบระหว่างแข่งอีก เช่น:
✔️การแข่งแบบ Doubles ต้องเจลมั้ย?
✔️แล้วถ้าไม่เติมเจลจะเกิดอะไรขึ้น?

✔️สิ่งสำคัญที่อยากให้จำไว้เลยคือ
•อย่าลองอะไรใหม่ในวันแข่ง
•เลือกใช้เจลหรือ strategyการกินที่เคยลองในช่วงซ้อมมาแล้ว และรู้ว่าระบบทางเดินอาหารตอบสนองได้ดี🫶🏻

เพราะใน sports nutrition
ไม่มี strategy เดียวที่เหมาะกับทุกคน🙌🏻

ด้วยรัก และ ขอให้ทุกคนมีแรง มีคาร์บเต็มถัง พักผ่อนเต็มอิ่ม และสนุกกับการแข่งเต็มที่ค่ะ😊

หลังซ้อม หรือหลังออกกำลังกายแบบหนักๆควรกินอะไรดี?What should we eat after workout?โพสต์ก่อนหน้า เราพูดถึงการเตรียมตัวก่อ...
13/03/2026

หลังซ้อม หรือหลังออกกำลังกายแบบหนักๆควรกินอะไรดี?
What should we eat after workout?

โพสต์ก่อนหน้า เราพูดถึงการเตรียมตัวก่อนแข่ง Hyrox หรือกีฬาอื่นๆโดยทั่วไปด้วยการกิน 🍙🥞🥪 โพสต์นี้ เรายังขออยู่ในหัวข้อโภชนาการสำหรับนักกีฬาหรือคนเล่นกีฬา มาชวนทุกคนคุยเรื่องการกินหลังซ้อมหรือหลังแข่ง ที่สำคัญไม่แพ้การกินก่อนแข่งเลยค่ะ😙💪🏻

หลายๆคนอาจวางแผนการซ้อมอย่างดี แต่มื้อหลังซ้อมหรือหลังแข่งก็สำคัญกว่าที่หลายคนคิดน้า:)
�ถ้าไม่วางแผน มื้อหลังซ้อม สิ่งที่มักเกิดขึ้นคือ�• หมดแรงทั้งวัน�• ปวดล้าหลายวันจนกระทบการซ้อม�• หรือซ้อมเสร็จแล้ว “กินกระจาย”

เพราะอะไร?
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นหลังวิ่ง หลังเวท หรือหลังการซ้อมหนัก
คือ�• glycogen ในกล้ามเนื้อถูกใช้ไป (พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต)�• กล้ามเนื้อเกิดการสึกหรอและอักเสบเล็กๆ�• ร่างกายต้องการสารอาหารเพื่อซ่อมแซมและฟื้นตัว เพราะเค้ากำลังอยู่ในโหมด recovery นั่นเอง

การเติมสารอาหารที่เหมาะสมหลังซ้อมหรือแข่งช่วยให้:�✔️ ฟื้นตัวเร็ว พร้อมออกกำลังต่อในวันถัดไป�✔️ ลดความล้า�✔️ รักษามวลกล้ามเนื้อ�✔️ ควบคุมความหิวหลังซ้อม

หลักง่าย ๆ ของ อาหารหลังซ้อม คือ 3R’s
Refuel → เติมคาร์โบไฮเดรตเพื่อคืนไกลโคเจน�Repair → เติมโปรตีนช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อ�Rehydrate → เติมน้ำให้ร่างกาย
(เลื่อนดูรูปสำหรับรายละเอียดได้เลยค่ะ😙)

แล้วทำไมบางคน “กินกระจาย” หลังออกกำลังกาย?
ซ้อมเสร็จ กลับบ้าน เปิดตู้เย็นหรือไปกินข้าว รู้ตัวอีกที�• ขนมหมด�• ข้าวสองจาน�• ของหวานตามอีก

สาเหตุที่พบได้บ่อย เช่น
1.พลังงานไม่พอทั้งวัน (low energy availability)
2. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนควบคุมความหิว�3. แนวคิดว่า “ออกกำลังกายแล้วกินอะไรก็ได้”�
ถ้าเรา ไม่มีแผนอาหารหลังซ้อม เมื่อหิวจัด เรามักเลือกสิ่งที่หาได้เร็ว เช่น�• ของหวาน�• อาหารไขมันสูง�• fast food
ซึ่งทำให้กินเกินความต้องการได้ง่าย และไม่ได้สารอาหารที่เราต้องการเพื่อซ่อมร่างจริงๆ

สรุปหลักง่าย ๆ :
• โปรตีนประมาณ 20–30 g ต่อมื้อ�• มีคาร์บเพื่อเติมพลังงาน�• กินภายใน 1–2 ชั่วโมงหลังซ้อม�• และให้ความสำคัญกับ โปรตีนรวมกระจายไปทั้งวัน

จำไว้ว่าการกินหลังซ้อมไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันคือส่วนสำคัญของการฟื้นฟู เพราะการพัฒนาของร่างกายไม่ได้เกิดตอนซ้อม
แต่มันเกิดตอนที่ร่างกาย “ฟื้นตัว” นั่นเอง😙

ด้วยรัก และอย่าลืมเติมแรงหลังเล่นกันนะ❤️

นักกีฬา HYROX หลายคนซ้อมหนักพอแล้ว แต่พลาดตรง -> กินคาร์โบไฮเดรตไม่พอ!🥞🧇🍙นักกีฬา HYROX หลายคน👉🏽 กินคาร์บไม่พอ👉🏽 หรือไม่ร...
09/03/2026

นักกีฬา HYROX หลายคนซ้อมหนักพอแล้ว แต่พลาดตรง -> กินคาร์โบไฮเดรตไม่พอ!🥞🧇🍙

นักกีฬา HYROX หลายคน
👉🏽 กินคาร์บไม่พอ
👉🏽 หรือไม่รู้ว่าจริง ๆ ต้องกิน “เยอะแค่ไหน”

HYROX เป็นกีฬาที่ใช้พลังงานสูงมาก
เพราะมีทั้ง endurance + strength ต่อเนื่อง ต้องใช้แรง
ร่างกายจึงใช้ glycogen ในกล้ามเนื้อจำนวนมาก

🙌🏽 glycogen = พลังงานสำรองในกล้ามเนื้อ
ที่มาจากการกินคาร์โบไฮเดรต

แม้จะไปแข่งแบบสนุก ๆ
แต่ถ้า glycogen ไม่พอ ร่างกายจะรู้สึกได้ทันที🫣

เช่น
😩 ขาไม่มีแรงตั้งแต่แรกสเตชั่นแรกๆ
😩 การเต้นของหัวใจพุ่งเร็วกว่าปกติ
😩 เพซวิ่งดรอปเร็วกว่าที่ควร

ในทางกลับกัน…
เมื่อ glycogen เต็ม…

นักกีฬามักรู้สึกว่า
➡️ effort หรือการออกแรงเท่าเดิม
➡️ แต่ความรู้สึกเหนื่อยต่ำกว่า
➡️ และยังรักษาเพซและแรงได้ดีขึ้น

งานวิจัยด้าน sports nutrition จำนวนมากพบว่า
เมื่อ glycogen ในกล้ามเนื้อเพียงพอ

✔️ endurance performance ดีขึ้น (ความถึกทน)
✔️ fatigue (ความล้า) เกิดช้าลง

ตอนนี้หลายคนกำลังเข้าสู่ช่วง taper หรือช่วงลดความหนักของก่อนซ่อมก่อนแข่ง

และถึงแม้จะซ้อมเบาลง
แต่ขอเน้นว่าไม่ควรลดคาร์โบไฮเดรต

และถ้าใครกินคาร์บค่อนข้างน้อยมาตลอด ช่วงนี้เป็นเวลาดีที่จะเริ่มเพิ่มได้แล้วค่ะ😙

คำแนะนำคือ (ACSM guideline)
• วันซ้อมปานกลาง–หนัก
5–7 g/kg น้ำหนักตัว
• 1–2 วันก่อนแข่ง (carb loading)
7–10 g/kg น้ำหนักตัว

ตัวอย่าง ถ้ามีน้ำหนัก 60 kg:
วันก่อนแข่งต้องการ
👉🏼 420–600 g carbohydrate ต่อวัน

ซึ่งเป็นจุดที่หลายคนรู้สึกว่า “มันเยอะเกินไปมั้ย?” 😲

จริง ๆ แล้ว… สำหรับการแข่งขันแบบนี้ ถือว่าปกติมาก

ในโพสต์นี้เลยเราเลยสรุปให้ดูว่า:

✔️ ตัวอย่างปริมาณคาร์บในอาหารทั่วไปคือเท่าไหร่
✔️ ตัวอย่าง meal plan เพื่อให้ได้ ~600 g carb
✔️ เคล็ดลับสำหรับการโหลดคาร์บ

และอยากให้ทุกคนรู้ว่า…
การโหลดคาร์บไม่ได้มีผลแค่กับ นักกีฬาระดับมืออาชีพ
แต่มีผลกับทุกคน ที่อยากแข่งให้สนุกและจบการแข่งอย่างแข็งแรง ปราศจากความปวดร้าวทรมาน💪🏽⚡️☄️

ด้วยรัก และขอให้ทุกคนสนุกกับการแข่งค่ะ💪🏻

We are back! Hahahaha been MIA for almost a month with our new project😂 But here we are with the popular topic since the...
12/02/2026

We are back! Hahahaha been MIA for almost a month with our new project😂 But here we are with the popular topic since the beginning of this year… the Upside down🍎🍖🍚

กลับมาแล้วค่า:) ห่างหายจากการโพสต์ไปนาน เพราะพวกเราสองคนไปโฟกัสกับโปรเจคพิเศษตั้งแต่ต้นปีนี้ค่ะ😁

ถึงแม้หัวข้อ พีระมิดอาหารจากฝั่งอเมริกาจะเป็นที่ถกเถียงและเป็นตัวท้อปของฟีดไม่ว่าจะเป็นในเฟสบุ๊คหรือไอจีมาซักพัก เราสองคนก็ยังอยากขออนุญาตใช้พื้นที่นี้ของเรา แชร์ความเห็นของเราในฐานะนักกำหนดอาหารต่อพีระมิดใหม่นี้กันค่ะ 😆

เชื่อว่าหลายๆท่านคงได้ยินหรือได้อ่านผ่านตามาแล้วในเรื่องนี้ หวังว่ามุมมองของเราสองคนนักกำหนดอาหารจะช่วยเพิ่มมุมมองอีกด้านให้กับหลายๆท่าน และหวังว่าจะช่วยบรรเทาความกังวลหรือความสงสัยในเรื่องนี้ได้ไม่มากก็น้อยนะคะ☺️

เพราะยังไงพีระมิดนี้ก็ถูกออกแบบมาสำหรับประชาชนชาวอเมริกันค่ะ เราในฐานะที่เป็นคนไทย อาจจะมองมาเป็นแค่ข้อมูลประกอบการออกแบบการกินดีให้เข้ากับตัวเอง และที่สำคัญคือความบาลานซ์หรือความสมดุลของอาหารแต่ละมื้อแต่ละเดย์ รวมถึงภาพรวมของการใช้ชีวิต มากกว่าแค่การถกเถียงกันว่ากินโปรตีนดีกว่ากินแป้ง หรือไขมันแบบนี้ดีกว่าแบบนี้ ว่ามั้ยคะ😊

ด้วยรัก และ ความพีระมิดกลับหัวบุกโลกปี 2026 ค่ะ☺️

It’s been another wonderful year with you all!Thank you for all the support and for being together always❤️Happy New Yea...
31/12/2025

It’s been another wonderful year with you all!
Thank you for all the support and for being together always❤️

Happy New Year’s Eve❤️
With Love,
2Ps

สวัสดีปีใหม่เพื่อนๆของ 2Ps ทุกท่านค่ะ😊

มองย้อนกลับไป ปีนี้เป็นอีกปีที่เราสองคนได้รับความรักและการสนับสนุนจากทุกท่าน ผู้ติดตามที่น่ารักของเราทั้งสอง❤️

ไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าร่วมคลาสของเรา คนอ่าน คนกดไลค์ คนกดแชร์ หรือทุกท่านที่เราพบเจอ ล้วนช่วยสร้างสีสันให้ปี 2025 ของเราให้สวยงาม และเป็นพลังที่ดีให้พวกเราก้าวต่อไปในปี 2026 ไปด้วยกันบนโลกของโภชนาการค่ะ❤️

อยากขอบคุณทุกท่านจากใจจริงค่ะ❤️

ด้วยรัก และ ยินดีต้อนรับปี 2026 ไปด้วยกันนะคะ😊
แพท และ ป๋วย
2Ps

It’s almost the end of 2025 and we’re ready to jump into 2026 with all these nutrition trends we would love you to bring...
30/12/2025

It’s almost the end of 2025 and we’re ready to jump into 2026 with all these nutrition trends we would love you to bring into 2026 with you:)

อีกสองวันจะเข้าสู่ปี 2026 กันแล้ว:)

เราสองคนอยากชวนทุกคนมามองย้อนไปดูเทรนด์การกินทั้งหลายในปีที่ผ่านมา และชวนพาเทรนด์ที่้เราทั้งสองชื่นชมไปต่อในปีหน้าที่จะถึงนี้กันค่ะ🥰

ด้วยรัก และ นับถอยหลังไปสู่อีกปีแห่งการกินดีกันค่ะ❤️

3 แนวคิดช่วยปรับสุขภาพในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้🎄🥂❤️ช่วงนี้อากาศดีสุดๆ เหมาะกับการผ่อนคลายเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าทุกคนรู้ดี ช่...
30/11/2025

3 แนวคิดช่วยปรับสุขภาพในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้🎄🥂❤️

ช่วงนี้อากาศดีสุดๆ เหมาะกับการผ่อนคลายเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าทุกคนรู้ดี ช่วงนี้เป็นช่วงปล่อยจอย และถ้าให้มาดูแลสุขภาพบ่อยๆ กินดี คุมแคล งดแป้ง ตลอดเวลาคงไม่ใช่ทางสำหรับใครหลายคน

ทั้งนี้ทั้งนั้นเราอยากจะบอกว่ามันมีวิธีคิดที่จะทำให้ไม่ต้องรู้สึกกดดันกับเรื่องการดูแลสุขภาพในช่วงนี้ แต่ยังสามารถรักษาและคงซึ่งสุขภาพดีที่เราพยายามดูแลมาตลอดทั้งปี👏🏻

อยากขอแนะนำวิธีคิด 3 วิธีง่ายๆที่จะช่วยให้ยังจอยกับบรรยากาศช่วงเทศกาลที่อากาศดี๊ดี แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เสียสุขภาพ (ทั้งสุขภายกาย และ สุขภาพจิต) กันค่ะ😊

เผื่อหลายๆคนลองนำไปปรับใช้ ลองปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ๆ ต่อการดูแลสุขภาพ เพราะช่วงเทศกาลปีใหม่ ช่วงสิ้นปีแบบนี้ควรเป็นช่วงเวลาของความสุข และเป็นโอกาสที่ดีในการเริ่มรักตัวเองอย่างอ่อนโยนขึ้นค่ะ🎄❤️😊

ด้วยรัก และ มานับถอยหลังสู่ปีใหม่กันค่ะ😊

เคยมั้ยคะ… ทั้งที่รู้สึกอิ่มแล้ว ทำไมถึงยังหยุดกินไม่ได้?  🙋🏻‍♀️ ความจริงแล้วพฤติกรรมนี้ไม่แปลก สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกค...
24/11/2025

เคยมั้ยคะ… ทั้งที่รู้สึกอิ่มแล้ว ทำไมถึงยังหยุดกินไม่ได้? 🙋🏻‍♀️

ความจริงแล้วพฤติกรรมนี้ไม่แปลก สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน มีหลายสาเหตุที่ลึกซึ้งกว่าความอยากอาหารชั่ววูบและไม่ได้หมายความว่า “ขาดวินัย”

มีหลายสาเหตุที่ทำให้เรากินเกินพอดี และวันนี้เราจะชวนมาสำรวจสาเหตุต่างๆกันค่ะ:)

แม้การกินเกินจะเป็นเรื่องปกติและเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ถ้าเกิดบ่อยก็อาจไปรบกวนการนอน การย่อยอาหาร การออกกำลังกาย หรือแม้แต่ทำให้รู้สึกผิดกับตัวเองได้

อย่างไรก็ตาม ร่างกายของเรามีความยืดหยุ่นมาก หลังมื้อใหญ่หรือวันที่กินหนัก ร่างกายมักจะปรับระดับความหิวในมื้อถัดไปให้สอดคล้องกัน หากเรา ฟังสัญญาณหิว–อิ่มอย่างจริงใจ ก็สามารถกลับเข้าสู่สมดุลได้เองโดยไม่ต้องฝืนหรือโทษตัวเองเลยจริงๆ🥰

และในช่วงเทศกาล ซึ่งเต็มไปด้วยงานเลี้ยง ปาร์ตี้ อาหารพิเศษที่หากินได้ไม่บ่อย และบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองที่อบอวลในมวลอากาศเย็น ทำให้การกินเกินพอดีเป็นเรื่องที่ยิ่งพบได้ง่ายขึ้น

การใส่ใจตัวเองเล็กน้อย เช่น อย่าอดอาหารทั้งวันก่อนไปงานเลี้ยง ชิมอย่างมีสติ พักระหว่างคำ ฟังความอิ่มของร่างกาย หรือเลือกกินสิ่งที่อยากกินจริง ๆ จะช่วยให้เราเพลิดเพลินกับช่วงเวลาแห่งความสุขได้เต็มที่ โดยไม่รู้สึกอึดอัดหรือกังวลภายหลัง

เทศกาลคือเวลาของความสุข ไม่ใช่เวลาที่ต้องตัดสินตัวเอง ให้ร่างกายเป็นเพื่อน ไม่ใช่ผู้ถูกบังคับ แล้วเราจะสนุกกับอาหารและบรรยากาศได้อย่างพอดีและสบายใจมากขึ้นค่ะ ❤️

ด้วยรัก และอยากเห็นทุกคนมีความสุขกับช่วงเทศกาลนี้ค่ะ🥰

เรื่องแพ้อาหารเป็นเรื่องที่หลายท่านสอบถามเรากันเยอะมากค่ะ🥰หวังว่าโพสต์นี้จะเป็นประโยชน์ให้กับทุกท่านไม่มากก็น้อยนะคะ🥰 ขอ...
17/11/2025

เรื่องแพ้อาหารเป็นเรื่องที่หลายท่านสอบถามเรากันเยอะมากค่ะ🥰

หวังว่าโพสต์นี้จะเป็นประโยชน์ให้กับทุกท่านไม่มากก็น้อยนะคะ🥰

ขอบพระคุณข้อมูลที่ครบถ้วนจากคุณหมอมากๆค่ะ😊

ด้วยรัก และ ต้องสู้ถึงจะชนะค่ะ✌️

⚠️ เตือนภัย “ภูมิแพ้แฝง”
การตรวจเชิงพาณิชย์ที่สมาคมแพทย์ทั่วโลกต่อต้าน
(ตอนที่1 ภาคปฐมบท)

ทุกวันนี้โฆษณาประเภท
“รู้สาเหตุอาการเรื้อรังจากอาหารที่คุณกินทุกวัน!”
“ตรวจภูมิแพ้แฝงครบ 200–300 ชนิด!”
โผล่เต็มฟีดโซเชียลจนหลายคนเสียเงินให้มากมาย

แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ…
มันคือการตลาดที่หยิบศัพท์ทางวิทยาศาสตร์มา
“ประกอบร่างเป็นเรื่องราว”
เพื่อให้คุณตรวจเลือดราคาแพงโดยไม่จำเป็น 😔

ก่อนจะเริ่มโพสต์นี้
ขอให้ทุกคนจำชื่อภูมิคุ้มกัน 2 แบบนี้ไว้ให้ดีๆ นะครับ 👇

1. ภูมิคุ้มกันชนิด E (IgE)
→ คือ “ภูมิแพ้จริงๆ” ที่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ
ใช้"ประกอบ"การวินิจฉัยภูมิแพ้อาหารหรือสิ่งแวดล้อมได้จริง

2. ภูมิคุ้มกันชนิด G (IgG)
→ คือ การภูมิคุ้มกันที่บอกได้เพียงว่า “เราเคยกินอาหารนั้นมาก่อน”
ไม่ได้หมายความว่าแพ้ และไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคภูมิแพ้ได้เลย
แต่นำไปใช้ทำตลาดขายคำว่า “ภูมิแพ้แฝง”

สองอย่างนี้คือหัวใจสำคัญของทุกอย่างในโพสต์นี้ครับ

โพสต์นี้ค่อนข้างยาวหน่อยนะครับ
เพราะอยากอธิบายให้ “เข้าใจแบบไม่เหลือช่องให้โดนหลอกได้อีก”
เลยแบ่งเป็น 5 หัวข้อใหญ่ๆ
อ่านทีละส่วนก็ได้ แชร์เก็บไว้อ่านทีหลังก็ได้ครับ 😊

=====================
1️⃣ ทำความรู้จักกับ"ภูมิแพ้จริงๆ" ให้ชัดก่อน
2️⃣ แล้ว “ภูมิแพ้แฝง” คืออะไร?
3️⃣ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์+องค์กรแพทย์ทั่วโลกยืนยันเหมือนกันหมด
4️⃣ ทำไมโฆษณาภูมิแพ้แฝงถึงขายดี…ทั้งที่วิทยาศาสตร์บอกชัดว่าไม่มีจริง?
5️⃣ ทำไม “การตรวจภูมิแพ้แฝง” ถึงอันตรายกว่าที่คิด
=====================

1️⃣ ทำความรู้จักกับ"ภูมิแพ้จริงๆ" ให้ชัดก่อน

คำว่า “ภูมิแพ้” ในทางการแพทย์มีอยู่แค่ 2 กลไกเท่านั้น
ซึ่งทั้งสองแบบนี้ตรวจได้จริง มีกลไกชัดเจน
ยืนยันได้จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

💥 แบบที่1 ภูมิแพ้ชนิดเกิดเร็ว (เกิดจากภูมิคุ้มกันชนิด E)
• ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันชนิด E ต่ออาหารหรือสิ่งกระตุ้น เช่น นม ไข่ ถั่ว หรือไรฝุ่น
• เมื่อร่างกายเจอสิ่งนั้นอีกครั้ง จะปล่อยสารก่ออาการแพ้ทันที (เช่น ฮีสตามีน)
• อาการเกิดเร็วภายในไม่กี่นาที เช่น ผื่นลมพิษ บวม คัน, แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด
• บางรายแพ้รุนแรงจนถึงขั้นช็อก(anaphylaxis)
• ตรวจได้จริงด้วยการเจาะเลือดดูค่าภูมิแพ้ชนิด E หรือทำ skin test

⏳ แบบที่ 2 ภูมิแพ้ชนิดเกิดช้า (ไม่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันชนิด E)
• เกิดจากเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น T-cells, eosinophils ที่ค่อยๆ ทำให้เกิดการอักเสบในร่างกายอย่างช้าๆ
• อาการมักเกิดหลังจากกินอาหารไปแล้ว "หลายชั่วโมงหรือหลายวัน"

ตัวอย่างโรคที่พบในกลุ่มนี้ เช่น 👇
• ผื่นผิวหนังเรื้อรัง (Atopic dermatitis / Eczema)
• ถ่ายมูกเลือดในทารก (Allergic proctocolitis)
• อาเจียนรุนแรงซ้ำๆ (FPIES)
• ลำไส้อักเสบจาก eosinophil

🧩 จุดสำคัญคือ
การตรวจเลือดภูมิแพ้ชนิด E (IgE) มักออกมาปกติ หรือ ไม่เจอ
ดังนั้นการวินิจฉัยต้องอาศัยการซักประวัติอย่างละเอียดและ “การงดอาหารที่สงสัยชั่วคราว (elimination diet)” โดยต้องทำภายใต้การดูแลของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

🧩 แบบผสมทั้ง 2 แบบก็มีนะ
เช่น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis)
อาจมีทั้ง 2 กลไกทำงานร่วมกันได้



🚫 แล้ว "ภูมิคุ้มกันชนิด G" ล่ะ เกี่ยวอะไรกับภูมิแพ้?

คำตอบคือ ไม่เกี่ยวเลยครับ!

การตรวจเจอภูมิคุ้มกันชนิด G (IgG) ต่ออาหาร
ไม่ได้หมายความว่าแพ้ แต่มันหมายถึงว่า...

👉 “ร่างกายเคยกินอาหารนั้นมาก่อนและเรียนรู้ที่จะไม่แพ้อาหารชนิดนั้น”

และสิ่งนี้แหละครับ คือจุดที่มักถูกนำไปตีความผิด
จนถูกแต่งให้กลายเป็นคำว่า “ภูมิแพ้แฝง”
ซึ่งเราจะเจาะลึกต่อในข้อถัดไปครับ 👇

=====================

2️⃣ แล้ว “ภูมิแพ้แฝง” คืออะไร?

คำตอบสั้นที่สุดคือ…
❌ “ไม่มีอยู่จริงในทางการแพทย์”
✔️ “ถูกสร้างขึ้นเพื่อการตลาด” 💸

เพื่อขาย “การตรวจเลือดภูมิแพ้แฝง”
หรือ “food IgG test” ที่หลายคนเห็นโฆษณากันบ่อยๆ

บริษัทเหล่านี้จะอ้างว่า
ถ้าเลือดของคุณมี “ภูมิคุ้มกันชนิด G (IgG)” ต่ออาหารบางชนิดสูง
แปลว่าคุณ “แพ้อาหารนั้นแบบแฝง” หรือ "ร่างกายทนอาหารชนิดนั้นไม่ได้(food intolerance)"

ฟังดูเหมือนมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ใช่ไหมครับ?
แต่ในความเป็นจริงแล้ว… มัน"ตรงกันข้าม"เลยครับ!



💡 ความจริงคืออะไร?

ภูมิคุ้มกันชนิด G (โดยเฉพาะ IgG4)
คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้น เมื่อเราคุ้นเคยกับอาหารนั้น
ไม่ใช่ตอนแพ้ แต่เป็นตอนที่ร่างกายเรียนรู้ว่าจะ"ไม่แพ้"

นี่คือกลไกธรรมชาติที่เรียกว่า immune tolerance
หน้าที่ของมันคือป้องกัน ไม่ให้เราแพ้อาหารที่กินเป็นประจำ

ดังนั้น…
• ถ้าคุณกินข้าวทุกวัน → ก็มีภูมิคุ้มกันชนิด G ต่อข้าว
• ชอบกิน ไข่ นม ถั่ว ปลา → ก็จะมีภูมิคุ้มกันชนิด G ต่อสิ่งเหล่านั้นเพิ่มขึ้น

ทั้งหมดนี้เป็น เรื่องปกติ 100% ของคนสุขภาพดี



✔️ พูดง่ายที่สุดคือ

ภูมิคุ้มกันชนิด G = ตัวบอกว่า “คุณเคยกินอาหารอะไรบ่อยๆ”
ไม่ใช่ตัวบอกว่า “คุณแพ้แฝงอาหารนั้น”

เพราะฉะนั้น…

เวลาคนไปตรวจ “ภูมิแพ้แฝง” แล้วผลขึ้นบวกเต็มไปหมด
ก็ไม่ต้องแปลกใจเลยครับ — เพราะคุณ “เคยกินสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว”

นี่แหละครับ คือ “หลุมพราง” ที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด
และเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาต่างๆตามมาอีกมากมาย

=====================

3️⃣ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์+องค์กรแพทย์ทั่วโลกยืนยันเหมือนกันหมด

ว่า....
"การตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G หรือ G4 ต่ออาหาร
ไม่มีบทบาทในการวินิจฉัยภูมิแพ้หรือภาวะไม่ทนต่ออาหาร"

💬 นี่คือสิ่งที่องค์กรระดับนานาชาติประกาศไว้อย่างเป็นทางการ
ไม่ใช่ความเห็นของหมอไม่กี่คน
แต่เป็น “ฉันทามติระดับโลก” (global consensus) ที่ยุติไปนานแล้ว



🧬 หลักฐานทางวิทยาศาสตร์

ในการรักษาภูมิแพ้โดยการให้กินอาหารทีละน้อยภายใต้การดูแลของแพทย์
(Oral Immunotherapy: OIT)

พบว่าเวลา “ผู้ป่วยหายแพ้”
• ภูมิคุ้มกันชนิด E ลดลง
• ภูมิคุ้มกันชนิด G4 เพิ่มขึ้น

นี่คือหลักฐานชัดว่า
ภูมิคุ้มกันชนิด G → คือความทน ไม่ใช่การแพ้

ดังนั้น การตรวจพบภูมิคุ้มกันชนิด G ต่ออาหารจึงไม่ได้บอกว่าร่างกายแพ้อาหารนั้น



🌍 จุดยืนขององค์กรแพทย์ทั่วโลก — ชัดเจนเหมือนกันหมด

• 🇹🇭 สมาคมโรคภูมิแพ้แห่งประเทศไทย
มีจุดยืนชัดเจนว่า “ไม่แนะนำให้ส่งตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G ต่ออาหาร”
• 🇺🇸 AAAAI (American Academy of Allergy, Asthma & Immunology)
ระบุว่าการตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G ไม่มีความเกี่ยวข้องทางคลินิก
และอาจทำให้เกิดการรักษาที่ผิดพลาด เช่น การงดอาหารโดยไม่จำเป็น
• 🇨🇦 CSACI (Canadian Society of Allergy and Clinical Immunology)
เตือนการใช้ผลตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G เพื่องดอาหาร
เสี่ยงทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร และอาจเหนี่ยวนำให้เกิด “ภูมิแพ้จริง” ในภายหลัง
• 🇪🇺 EAACI (European Academy of Allergy and Clinical Immunology)
ย้ำว่าภูมิคุ้มกันชนิด G4 เป็น “การตอบสนองปกติของร่างกายต่ออาหาร”
ไม่ใช่เครื่องหมายของโรคภูมิแพ้หรือภาวะไม่ทนอาหาร
• 🌎 WAO (World Allergy Organization)
“การตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G ไม่มีบทบาทในการวินิจฉัยใดๆ ทั้งสิ้น”



🧾 สรุปข้อนี้

วงการแพทย์ทั่วโลก “จบประเด็นนี้ไปนานแล้ว”
ว่าการตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G ไม่สามารถใช้วินิจฉัยภูมิแพ้อาหารได้เลย

แต่การตลาดยังไม่จบ…
ซึ่งเราจะเข้าไปดูในข้อถัดไปว่าทำไมมันยังขายดีอยู่ครับ 👇

=====================

4️⃣ ทำไมโฆษณาภูมิแพ้แฝงถึงขายดี…ทั้งที่วิทยาศาสตร์บอกชัดว่าไม่มีจริง?

ทั้งที่หลักฐานทางการแพทย์วันนี้ “ชัดเจนจนไม่ต้องถกเถียง”
แต่ในโลกจริง…เสียงของโฆษณา ดังกว่าเสียงของวิทยาศาสตร์เสมอ 📣

โฆษณาไม่พูดเรื่องงานวิจัย
แต่พูดประโยคที่กระแทกใจคนทันที เช่น

“อาการของคุณอาจเกิดจากการแพ้อาหารที่กินอยู่ทุกวันแบบแฝงโดยไม่รู้ตัว”
“ตรวจเลือดทีเดียว รู้ผลกว่า 300 ชนิด”

ข้อความแบบนี้ จับต้องง่าย, ชวนเชื่อ
และที่สำคัญ — ขายความหวังได้ดีมาก 💸
ทั้งที่จริงแล้ว... ไม่มีหลักฐานรองรับเลยแม้แต่นิดเดียว



🌡 ทำไมคนถึงหลงเชื่อกันเยอะ?

เพราะหลายคนมีอาการเรื้อรังที่หาสาเหตุชัดเจนไม่ได้
เช่น ท้องอืด ปวดหัว นอนไม่หลับ เหนื่อยง่าย หรืออารมณ์แปรปรวน

ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากหลายปัจจัยผสมกัน
• กินไม่เป็นเวลา 🍔
• นอนไม่พอ 😴
• ขยับตัวน้อย 🪑
• เครียดสะสม 😣
• ฝุ่น มลภาวะ แอลกอฮอล์ 🌫️

แพทย์มักแนะนำให้ “ปรับพฤติกรรม” เหล่านี้ก่อน
เพราะมันคือสาเหตุที่แท้จริงของอาการเรื้อรังส่วนใหญ่
แต่คำว่า “กินดี–นอนดี–ออกกำลังกาย” มันฟังดูง่ายแต่ทำยาก
หลายคนเลยอยากหาวิธีที่เร็วกว่า และจับต้องได้มากกว่า

จังหวะนี้เองที่ นักการตลาดมองเห็นช่องทาง 👀



🎯 โฆษณาจึงเสนอ “คำตอบสำเร็จรูป”

“อาการทั้งหมด…อาจมาจากอาหารที่คุณกินทุกวัน ลองตรวจภูมิแพ้แฝงสิ!”

พอมีคำว่า “ภูมิคุ้มกัน”, “ตรวจเลือด”, “เฉพาะตัวคุณ”
บวกกับ"ราคาที่สูง"จนดูดี
มันยิ่งทำให้คนรู้สึกว่ามันต้องดีแน่ๆ 🔬💰

แต่ความจริงคือ…
➡️ ไม่เกี่ยวกับภูมิแพ้เลย
➡️ ไม่สามารถวินิจฉัยโรคอะไรได้เลย



🧪 การตรวจพวกนี้มักมาในรูปแบบ “เหวี่ยงแห”
คือเจาะเลือดแล้วทดสอบอาหารทีเดียว 200–300 ชนิดในคราวเดียว

ผลที่ออกมามัก “ขึ้นบวก” เต็มไปหมด
(แน่นอนครับ ก็ในเมื่อคุณกินอาหารพวกนั้นอยู่บ่อยๆ มันก็ขึ้นสิ่งนั้นมาสิ)
ทั้งข้าว นม ไข่ ปลา ไก่ ถั่ว หรือแม้แต่สับปะรด 🍍

พอเห็นรายชื่ออาหารยาวเป็นหางว่าว
บริษัทก็จะบอกว่า
“คุณแพ้อาหารเหล่านี้แบบแฝงนะ หลังจากนี้ให้ลองงดอาหารพวกนี้ทั้งหมดเลย”

จากนั้นก็แนบคำแนะนำที่คุณเคยได้ยินจากหมออยู่แล้ว เช่น
กินผักเยอะขึ้น ดื่มน้ำให้พอ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้ดี 🥦💧🏃‍♀️😴

แต่พอมี “ผลตรวจราคาแพง” แนบมา
มันทำให้รู้สึกว่า นี่คือสาเหตุที่แท้จริง
เลยทำตามได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม



✨ ทำไมบางคนรู้สึกดีขึ้นจริงๆ?

สิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น...
ไม่ใช่เพราะงดอาหารตามผลตรวจเลย

แต่เพราะคุณเริ่ม “กลับมาดูแลตัวเอง” ต่างหาก 💚
กินดีขึ้น นอนดีขึ้น เครียดน้อยลง ขยับตัวมากขึ้น
พฤติกรรมเหล่านี้ดีต่อร่างกายอยู่แล้ว อาการจะดีขึ้นเป็นธรรมชาติ 🌿

แล้วยังมีอีกอย่างที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นได้ชัดเจนมาก นั่นคือ…

✨ Placebo Effect ✨
หรือ “ผลจากความเชื่อ”

พอเราจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อ “หาคำตอบบางอย่าง”
สมองจะรู้สึกเหมือนเราได้ทำอะไรสำคัญกับสุขภาพ
ร่างกายเลยตอบสนองเชิงบวกมากขึ้น ทำให้รู้สึกดีขึ้นจริงๆ

พูดให้ง่ายที่สุดคือ…
อาการดีขึ้นเพราะ “การดูแลตัวเอง + พลังของความเชื่อ”
ไม่ใช่เพราะ “ผลตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G” เลยครับ 🌱

=====================

5️⃣ ทำไม “การตรวจภูมิแพ้แฝง” ถึงอันตรายกว่าที่คิด

สิ่งที่ดูเหมือน “ตรวจเพื่อความเข้าใจสุขภาพ”
จริงๆ แล้วอาจกลายเป็น จุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพได้เลยครับ ⚠️

เพราะการนำ “ผลตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G” มาตีความผิด
แล้วสั่งให้งดอาหารหลายชนิดพร้อมกัน
อาจทำให้เกิดผลเสียร้ายแรงตามมา เช่น
• ภาวะขาดสารอาหาร (Malnutrition) 🍽️
• การเจริญเติบโตล่าช้า (Growth failure) โดยเฉพาะในเด็ก
• และที่น่ากลัวที่สุด…คือการ เหนี่ยวนำให้เกิดภูมิแพ้จริงๆขึ้นมาใหม่



📚 งานวิจัยสำคัญที่ชื่อว่า LEAP trial
พิสูจน์ชัดเจนว่า “การได้กินอาหารที่เสี่ยงต่อการแพ้ตั้งแต่เล็ก”
เช่น ถั่ว นม หรือไข่ กลับช่วยลดโอกาสเกิดภูมิแพ้ในอนาคต

ในทางกลับกัน…
ถ้าเด็กถูกสั่งให้งดอาหารที่เคยกินได้ดีเป็นเวลานาน
ร่างกายจะ"ลืม"ไปว่าอาหารนั้นปลอดภัย
และเมื่อกลับมากินอีกครั้ง ร่างกายอาจสร้างภูมิคุ้มกันชนิด E แทน
จนเกิดอาการแพ้จริง — บางรายถึงขั้นแพ้รุนแรง (anaphylaxis)



🧒🏻 ตัวอย่างเคสจริง

เด็กฮ่องกง วัย 3 ขวบ เคยถูกวินิจฉัยว่า “แพ้นมวัว” ตั้งแต่ 8 เดือน
หลังจากนั้นครอบครัวงดนมวัวมาตลอด

ต่อมาถูกชักชวนให้เข้าคอร์ส “การแพทย์ทางเลือก”
ซึ่งแนะนำให้ตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G ต่อนมวัว
ผลตรวจออกมาเป็นลบ
(เพราะไม่ได้กินนมวัวมานานแล้ว ร่างกายเลยไม่มีภูมิคุ้มกันชนิด G เหลืออยู่)

แม่จึงคิดว่าลูก “หายแพ้” แล้ว
พอกลับไปให้ลูกดื่มนมอีกครั้ง เด็กเกิดอาการแพ้รุนแรงจนต้องเข้าห้องฉุกเฉิน
นี่คือผลของ “ความเข้าใจผิด” ที่อันตรายกว่าที่คิด



👶🏻 เด็กจีน 2 เดือน (เคสที่ผมเจอเอง)
กินแต่นมแม่
คุณแม่อยากรู้ว่าลูก “แพ้อาหารแฝง” หรือไม่
เลยพาไปตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G ต่ออาหาร ที่แลปแห่งหนึ่ง

ผลตรวจออกมาว่า “บวก” เต็มไปหมด
ทั้งนม ไข่ ข้าว ฯลฯ

แม่ตกใจมาก รีบมาปรึกษาว่า
“งั้นลูกจะกินอะไรได้บ้าง?”

คำตอบคือ…
ภูมิคุ้มกันชนิด G เหล่านั้น มาจากแม่เอง
เพราะภูมิคุ้มกันชนิดนี้สามารถส่งผ่านจากรกมาสู่ลูกได้
แม่กินอะไรเข้าไป ร่างกายแม่ก็สร้างภูมิคุ้มกันชนิด G ต่อสิ่งนั้น
และส่งต่อให้ลูกผ่านทางรก — ซึ่งถือเป็น “เรื่องปกติของร่างกาย”

ดังนั้นผลตรวจที่ขึ้นบวกจึงไม่ได้แปลว่าลูกแพ้อาหาร
แต่เป็นเพียงสัญญาณว่า “แม่เคยกินอาหารนั้นมาก่อน” เท่านั้นเอง

สุดท้ายหลังจากอธิบายให้เข้าใจ
คุณแม่ก็ให้ลูกกินได้ทุกอย่าง โดยไม่มีอาการแพ้แม้แต่น้อย



ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่า
“การตรวจภูมิแพ้แฝง” ไม่เพียงไม่มีประโยชน์
แต่ยังสร้างความสับสน ความกลัว และปัญหาใหม่ๆ ตามมา

สิ่งที่อันตรายที่สุด…
ไม่ใช่แค่ผลตรวจที่ผิดพลาด
แต่คือ “ความเชื่อผิด ๆ”
ที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น 🧠💔

และสุดท้าย…
คนที่ต้องรับผลนั้น คือ “เด็กตัวเล็ก ๆ”
ที่ยังไม่รู้แม้แต่ว่าอาหารคืออะไรด้วยซ้ำครับ 🍶🥚🥣

=====================

🔚 สรุปสั้นๆ ก่อนจบโพสต์นี้

ทั้งหมดที่เล่ามา…จะเห็นชัดว่า
“ภูมิแพ้แฝง” ไม่มีอยู่จริงในทางการแพทย์
และการตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G ก็ ไม่สามารถบอกการแพ้อาหารได้เลย

แต่สตอรี่พวกนี้…ยังไม่จบแค่นั้น
เพื่อให้การขายดูสมบูรณ์ขึ้น ก็มักจะมี “เรื่องราวต่อยอด” เพิ่มเข้ามาให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น

ไว้จะเล่าให้ฟังต่อในโพสต์หน้านะครับ

ถ้าเห็นว่าโพสต์นี้มีประโยชน์
ฝากแชร์ต่อให้คนอื่นได้อ่านกันเยอะๆ นะครับ
จะได้ไม่ต้องมีใครเป็นเหยื่อการตลาดที่ต้องเสียเงินแพงโดยไม่จำเป็นอีก 🙏

It’s beginning to look a lot like a holiday season!This season, we’re welcoming you all with some easy Healthy Holiday n...
10/11/2025

It’s beginning to look a lot like a holiday season!

This season, we’re welcoming you all with some easy Healthy Holiday nutrition tips to warm up your way to joyful and nourishing holiday season🎄

เมื่อผ่านวันแรกของเดือนพฤศจิกายนมา สำหรับพวกเราคือการเริ่มต้นเทศกาลเฉลิมฉลองช่วงสิ้นปีที่รอคอยกันมานานค่ะ😁🥂

ช่วงเทศกาลปีใหม่แน่นอนว่ามาพร้อมกับการกินดื่ม สังสรรค์ ปาร์ตี้ ความสนุก ความสุข ความรื่นเริง และแน่นอนว่าเรื่องสุขภาพน่าจะไม่ใช่ตีมหลักของช่วงนี้:)

เราสองคนเลยอยากขอนำเสนอซีรีย์ Healthy Holiday Nutrition tips เคล็ดลับง่ายๆในการดูแลสุขภาพในช่วงเทศกาลที่รับรองว่าได้ความจอย และได้ดูแลสุขภาพแบบเนียนๆโดยไม่ต้องเครียด เพราะเราเครียดหลายเรื่องกันมาทั้งปีแล้วใช่มั้ยคะ🥹

หัวข้อแรกของเราว่าด้วยเรื่องของชีทเดย์ ที่หลายๆคนอาจจะเคยประสบพบเจอในช่วงเทศกาลนี้ ในวันสังสรรค์เรามักจะเต็มที่สุดเหวี่ยง และสิ่งที่ตามมาคือการอด การลดอย่างหนักหน่วงในวันหลังจากนั้นหรือในช่วงต้นปีหลังหมดเทศกาลเฉลิมฉลอง

การปรับเปลี่ยนชุดความคิดแค่เล็กๆน้อยๆ อาจะทำให้เราไม่ต้องยึดถือ ยึดติดกับชีทเดย์ และอาจทำให้เรามีความสุขความจอยมากขึ้นในทุกวัน

สำหรับบางคนอาจไม่ใช่เรื่องง่ายในการหยุดกินเมื่อเจอของที่ชอบ เลยต้องกำหนดชีทเดย์และ“อด”เดย์เพื่อการสร้างวินัยส่วนตัว

ถ้าทำแล้วไม่เครียด เราสองคนไม่เคยห้ามค่ะ แต่ถ้าสิ่งนี้สร้างความเครียดสะสมให้กับตัวเอง อยากให้ลองเปิดใจอ่านโพสต์นี้ดูนะคะ😁 หวังว่าจะพอชวนให้คิดแล้วลองเป็นแบบฝึกหัดให้ตัวเองในช่วงสิ้นปีนี้กันค่ะ

ด้วยรัก และ ยินดีต้อนรับช่วงเวลาที่เรารอคอย🎁🎄

Address

83/4 Soi Wittahayu 1, Lumphini, Pathum Wan

10330

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when 2P’s in their pot posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

  • Want your practice to be the top-listed Clinic?

Share