Precision Health Genetic testing services, Cancer Genomic Profiling services, Specimen management

15/01/2026

Precision Health บริการอะไรบ้าง?

บริษัทพรีซิชั่น เฮลท์ จำกัด ให้บริการการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) โดยใช้ข้อมูลทางพันธุกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล เป็นผู้ให้บริการการจัดการตัวอย่างห้องปฏิบัติการของคุณ และช่วยเหลือในการติดต่อกับห้องปฏิบัติการในต่างประเทศที่เชื่อถือได้ ให้บริการตรวจสุขภาพที่ครอบคลุมและเชื่อถือได้ เพื่อสนับสนุนการรักษาพยาบาล ส่งเสริมการรักษาที่ตรงเป้าหมายสำหรับคุณ พร้อมบริการให้คำปรึกษา (Genetic Counseling) เพื่อวางแผนดูแลสุขภาพเชิงรุก

การตรวจโรคที่เกี่ยวกับพันธุกรรม ประกอบด้วย

1. โรคมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ได้แก่
- มะเร็งเต้านม
- มะเร็งรังไข่
- มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
- มะเร็งลำไส้ใหญ่
- มะเร็งผิวหนัง
- มะเร็งกระเพาะอาหาร
- มะเร็งตับอ่อน
- มะเร็งต่อมลูกหมาก
- มะเร็งไตชนิด RCC
- มะเร็งไทรอยด์

2. โรคหัวใจและหลอดเลือดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ได้แก่
- ความผิดปกของหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- ความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ
- ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน
- ความดันโลหิตสูงและคลอเรสเตอรอลสูง

3. โรคพันธุกรรมในเด็กที่มาตั้งแต่กำเนิด ได้แก่
- โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)
- กลุ่มอาการดาวน์ หรือ ดาวน์ซินโดรม (Down syndrome)
- โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) หรือโรคเลือดไหลไม่หยุด
- โรคตาบอดสี (Color blindness)
- เอ็ดเวิร์ดซินโดรม (Edwards syndrome)
- โรคลูคิเมีย (Leukemia) หรือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
- โรคพร่องเอนไซม์ G6PD
- โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA, Duchenne)

นอกเหนือจากการตรวจสุขภาพตามปกติ การตรวจสุขภาพเชิงรุก เป็นอีกการตรวจที่สำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถวางแผนด้านสุขภาพได้อย่างจำเพาะ

ข้อมูลทางพันธุกรรมสามารถบอกความเสี่ยงที่จะเกิดโรคบางโรค เช่น โรคมะเร็ง และโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งถ้าหากท่านมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นกว่าคนปกติ ท่านสามารถเฝ้าระวัง หรือดูแลสุขภาพของตัวท่าน เพื่อป้องกันการเกิดโรคนั้น ๆ ได้

นอกจากนี้ ยังสามารถนำข้อมูลความเสี่ยงทางพันธุกรรมนี้ บอกกล่าวให้กับสมาชิกในครอบครัว ในการวางแผนสุขภาพ และป้องกันความเสี่ยง จากข้อมูลนี้ได้ด้วยอีกทางหนึ่ง อันจะนำไปสู่การดูแลสุขภาพ ได้อย่างแม่นยำ ทั้งตัวท่านและคนในครอบครัวของท่าน

“จริง ๆ แล้วทางเรายังมีบริการมากกว่านี้ เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังต่อใน EP หน้านะคะ ฝากติดตามกันด้วยค่ะ “

สนใจตรวจโรคทางพันธุกรรม ติดต่อเราได้ที่
Tel : 093-159-9599
Inbox : http://m.me/InvitaeThbyPrecisionHealth
Line :

08/01/2026

วิธีรีเซ็ตตัวเองจาก Post-Holiday Blues

เคยไหม? พอกลับมาทำงานแล้วรู้สึกเหมือนวิญญาณยังไม่กลับเข้าร่าง อาการนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มันคือ "Post-Holiday Blues" หรือภาวะซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว ที่เกิดจากการที่นาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) ถูกรบกวนอย่างกะทันหัน

อาการที่พบบ่อย

- ทางกาย: อ่อนเพลียเรื้อรัง เหมือนนอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ ท้องอืดจากอาหารมื้อหนัก ปวดตึงบ่าไหล่
- ทางสมอง: สมองตื้อ (Brain Fog) คิดงานไม่ออก โฟกัสอะไรไม่ได้นาน
- ทางอารมณ์: หงุดหงิดง่าย จิตใจว้าวุ่น หรือรู้สึกหดหู่เมื่อเห็นกองงานตรงหน้า

สาเหตุหลัก

- Social Jetlag: การนอนดึกตื่นสายติดต่อกัน ทำให้ร่างกายสับสนเหมือนเพิ่งบินข้ามไทม์โซนมา
- Sugar & Alcohol Overload: การปาร์ตี้หนักทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเหวี่ยงและร่างกายขาดน้ำ (Dehydration)
- Adrenaline Drop: จากภาวะที่ตื่นเต้นสุดขีดช่วงเที่ยว ตกลงมาสู่ภาวะกิจวัตรประจำวันที่จำเจ

วิธีรีเซ็ตสุขภาพหลังปีใหม่

อย่าเพิ่งโหมงานหนักใน 1-2 วันแรก ให้ลิสต์ To-do list เฉพาะงานที่สำคัญจริงๆ อย่าเพิ่งรีบสะสางทุกอย่างในคราวเดียว เพื่อลดความเครียดสะสม

- ค่อย ๆ ปรับเวลานอน–ตื่นให้สม่ำเสมอ
- เลือกอาหารย่อยง่าย เพิ่มผัก ผลไม้
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- ขยับร่างกายวันละเล็กน้อย
- รับแสงแดดยามเช้า ช่วยปรับนาฬิกาชีวภาพ

ร่างกายไม่ใช่เครื่องจักรที่กดปุ่มเปิด-ปิดแล้วจะทำงานได้ทันที แต่ร่างกายต้องการเวลาในการปรับตัวหลังช่วงหยุดยาว การดูแลตัวเองวันละเล็กน้อย จะช่วยให้สุขภาพกลับมาแข็งแรง พร้อมใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างเต็มที่ตลอดทั้งปี

อ่านบทความที่คุณสนใจได้ที่:
https://www.precisionhealth.co.th/blog

02/01/2026

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 2 มกราคม 2569

01/01/2026

Happy New Year 2026
สุขสันต์วันปีใหม่ 2569
“ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงตลอดทั้งปี”

อ่านบทความที่คุณสนใจได้ที่:
https://www.precisionhealth.co.th/blog

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจพันธุกรรมได้ที่:
Tel: 093 159 9599
Line:
Inbox: http://m.me/InvitaeThbyPrecisionHealth

25/12/2025

คริสต์มาสกินเพลิน ดูแลสุขภาพยังไงดี?

ช่วงเทศกาลแบบนี้ อาหารอร่อย ๆ คือความสุข
แต่ถ้าดูแลร่างกายให้ดีไปพร้อมกันได้ ก็ยิ่งมีความสุขยาว ๆ

1. เลือกกินอย่างมีสติ
- ไม่จำเป็นต้องงดทุกอย่าง แต่เลือก “ตักน้อย ชิมหลายอย่าง” จะช่วยควบคุมพลังงาน น้ำตาล และไขมันได้ดีขึ้น

2. เติมผัก–ผลไม้ให้จาน
- ผักใบเขียว สลัด หรือผลไม้ จะช่วยเพิ่มใยอาหาร ลดการดูดซึมน้ำตาลและไขมัน ทำให้ไม่อึดอัดหลังมื้อใหญ่

3. เลี่ยงของทอด เลือกอบหรือต้ม
- อาหารคริสต์มาสหลายเมนูมีไขมันสูง ลองเลือกเมนูอบ ย่าง หรือต้ม จะสบายท้องกว่า

4. ของหวานกินได้ แต่อย่าลืมแบ่ง
- เค้ก คุกกี้ หรือช็อกโกแลต แบ่งกินกับเพื่อนหรือครอบครัว ลดปริมาณ แต่ยังได้ความสุข

5. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- น้ำช่วยลดอาการบวมน้ำ ลดความอยากของหวาน และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น

6. ขยับร่างกายบ้าง
- เดินเล่นหลังอาหาร เล่นกับเด็กๆ หรือเต้นเบาๆ ก็ช่วยเผาผลาญพลังงานและลดแน่นท้องได้

7. พักผ่อนให้พอ
- นอนดึกติดกันหลายวัน จะทำให้หิวบ่อยและอยากของหวานมากขึ้น พยายามพักผ่อนให้สมดุล

8. ระวังเครื่องดื่มหวานและแอลกอฮอล์
- เครื่องดื่มหวาน ชา กาแฟ หรือแอลกอฮอล์ ให้พลังงานสูงโดยไม่รู้ตัว ลองสลับกับน้ำเปล่า โซดา หรือดื่มอย่างพอดี จะช่วยลดแคลอรีส่วนเกินได้

เทศกาลวันคริสต์มาสไม่จำเป็นต้องเครียดเรื่องอาหาร แค่รู้จักเลือก กินอย่างพอดี ขยับร่างกาย และดูแลตัวเองเล็กน้อย ก็มีความสุขพร้อมสุขภาพดีได้ ให้ช่วงเวลาดี ๆ อยู่กับเราไปจนถึงปีใหม่

อ่านบทความที่คุณสนใจได้ที่:
https://www.precisionhealth.co.th/blog

18/12/2025

นอนไม่หลับ เพราะลำไส้ไม่สมดุล?

หลายคนอาจคิดว่าการนอนไม่หลับเกิดจากความเครียด งานเยอะ หรือคิดมาก แต่ความจริงแล้ว “ลำไส้” ยังมีบทบาทสำคัญกับการนอนมากกว่าที่คิด เพราะในลำไส้มีจุลินทรีย์หลายล้านตัวที่ช่วยควบคุมสารสื่อประสาทและฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการนอนโดยตรง เพราะลำไส้สามารถสร้าง เซโรโทนิน (Serotonin) ได้ถึง 80–90% ของทั้งร่างกาย ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และเป็นต้นกำเนิดของ เมลาโทนิน (Melatonin) ฮอร์โมนควบคุมการนอน ทำให้ลำไส้ถูกเรียกว่า “สมองที่ 2” ของเราได้เลย

เมื่อไรที่ร่างกายของเรามีความไม่สมดุลในการทำงานของจุลินทรีย์ในลำไส้ ก็จะทำให้สารเซโรโทนิน ทำงานได้ไม่สมดุลได้เหมือนกัน มีผลทำให้การนอนของเรามีปัญหาได้ อย่างเช่น

- นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึกบ่อย (นอนหลับไม่สนิท)
- หงุดหงิดง่าย กระสับกระส่าย
- รู้สึกอ่อนเพลีย
- ไม่มีสมาธิในการทำงาน ตื่นมาไม่สดชื่น

วิธีช่วยปรับลำไส้ให้กลับมานอนดีขึ้น

1. กินอาหารที่ดีต่อจุลินทรีย์: ช่วยให้ร่างกายผลิตสารเซโรโทนินได้ดีขึ้น ส่งผลให้หลับง่ายขึ้น เช่น ผักหลากสี กล้วยหอม ข้าวโอ๊ต โยเกิร์ต กิมจิ และคอมบูชา (Kombucha) เป็นต้น

2. ลดตัวทำลายลำไส้: สิ่งเหล่านี้ทำให้ลำไส้อักเสบ ส่งผลให้การนอนแย่ลง เช่น น้ำตาลสูง อาหารแปรรูป การกินดึก และแอลกอฮอล์

3. เสริมโปรไบโอติกเฉพาะสายพันธุ์: ช่วยลดความเครียดและปรับสมดุลลำไส้ มีงานวิจัยสนับสนุนว่าสายพันธุ์บางชนิดช่วยเรื่องการนอนได้
เช่น Lactobacillus rhamnosus, Lactobacillus helveticus, Bifidobacterium longum

4. ปรับเวลานอนให้สม่ำเสมอ: การนอนและตื่นให้เป็นเวลา จะช่วยปรับทั้งนาฬิกาชีวภาพของร่างกายและจุลินทรีย์ในลำไส้ และคุณภาพการนอนดีขึ้นตาม

5. จัดการความเครียด: เพราะความเครียดทำให้ลำไส้แปรปรวนโดยตรง ลองฝึกหายใจลึก ๆ ทำสมาธิ หรือออกกำลังกายเบา ๆ เป็นประจำ

เมื่อดูแลลำไส้ให้สมดุล การสร้างเซโรโทนินก็ดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายผ่อนคลายและนอนหลับได้ง่ายขึ้น ดังนั้น “การนอนที่ดี ต้องเริ่มที่ลำไส้”

อ่านบทความที่คุณสนใจได้ที่:
https://www.precisionhealth.co.th/blog

16/12/2025

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 16 ธันวาคม 2568

11/12/2025

ทำความเข้าใจอาการง่วงหลังมื้อกลางวัน

อาการอ่อนเพลียหรือ ง่วงหลังจากกินอาหารมื้อกลางวันอิ่ม เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับหลายคน เรียกว่า “food coma” หรือ postprandial somnolence”

อาการง่วงนอนหลังมื้อกลางวัน เป็นปฏิกิริยาทางธรรมชาติที่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยมีสาเหตุหลักมาจาก:

1. กลไกทางเคมี: การบริโภคอาหารโดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรตที่มีน้ำตาลสูงและแป้งเยอะ จะกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ซึ่งช่วยให้ ทริปโตฟาน เข้าสู่สมองได้ง่ายขึ้น และนำไปสู่การสร้าง เซโรโทนิน และ เมลาโทนิน ซึ่งทำให้รู้สึกผ่อนคลายและง่วงนอน

2. ปริมาณอาหาร: การกินมากเกินไปทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนัก และอาจทำให้เลือดถูกส่งไปที่กระเพาะอาหารมากขึ้น

3. กระบวนการย่อยอาหาร: หลังกินอาหาร ร่างกายต้องส่งเลือดไปที่ ระบบย่อยอาหารมากขึ้น เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลงเล็กน้อย

4. ฮอร์โมนและสารสื่อประสาท: อาหารที่มี คาร์โบไฮเดรตสูง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นเร็ว ตับอ่อนผลิตอินซูลินมากขึ้นเพื่อปรับระดับน้ำตาล อินซูลินช่วยให้กรดอะมิโนบางชนิดเข้าสู่เซลล์ ส่งผลให้ สมองสร้างเซโรโทนินและเมลาโทนิน

5. ประเภทอาหาร: อาหาร มันเยอะ น้ำตาลสูง แป้งเยอะ

6. ปัจจัยอื่นร่วมด้วย: นอนน้อยหรือพักผ่อนไม่เพียงพออ้วนหรือดื้อต่ออินซูลิน และการดื่มแอลกอฮอล์พร้อมอาหาร

สิ่งที่ควรทำเพื่อลดอาการง่วง

หัวใจสำคัญของการจัดการอาการนี้คือการ รักษาสมดุล ของระดับน้ำตาลและสารเคมีในสมอง:

- ควบคุมปริมาณ: กินอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่หนักท้องจนเกินไป
- เลือกประเภท: เน้นอาหารที่มี โปรตีน และ ไขมันดี ร่วมกับคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มี ดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI)
- กระตุ้นร่างกาย: ลุกเดินเบา ๆ 5-10 นาทีหลังอาหาร หรือ งีบสั้น ๆ (Power Nap) 10-20 นาทีก่อนเวลาที่คาดว่าจะง่วง ภายในช่วงบ่าย
- นอนหลับให้เพียงพอ: ควรนอนหลับให้ได้ประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการเคลื่อนไหวเล็กน้อยหลังอาหารจะช่วยให้คุณสามารถรักษาพลังงานและความตื่นตัวเพื่อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดช่วงบ่าย

คำเตือนเกี่ยวกับอาการผิดปกติ

แนะนำว่าหากง่วงมากผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของโรค เช่น เบาหวาน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

อ่านบทความที่คุณสนใจได้ที่:
https://www.precisionhealth.co.th/blog

04/12/2025

หน้าหนาวทำไม PM2.5 สูงขึ้น?

ในช่วงหน้าหนาว อุณหภูมิลดลง ทำให้เกิด ชั้นอุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion) คืออากาศอุ่นลอยขึ้นไปอยู่เหนืออากาศเย็นที่กดทับอยู่ด้านล่าง ผลคือ มลพิษและฝุ่น PM2.5 ถูกกักไว้ใกล้พื้นดิน ไม่สามารถลอยขึ้นสูงได้ จึงสะสมอยู่ในระดับที่เราหายใจเข้าไป ทำให้ค่าฝุ่นสูงกว่าปกติ

อันตรายจาก PM2.5

- กระตุ้นภูมิแพ้ ไอ แสบจมูก คัดจมูก
- ทำให้หลอดลมอักเสบ หายใจลำบาก
- เสี่ยงโรคปอดเรื้อรัง
- เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อได้รับสะสม

ใครบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

- เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ
- ผู้ป่วยโรคหอบหืด ภูมิแพ้ หรือโรคปอด
- หญิงตั้งครรภ์
- ผู้ที่ทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง

เคล็ดลับป้องกันตัวเองในวันที่ค่าฝุ่นสูง

- เช็กค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้านเป็นประจำ
- ใส่หน้ากาก N95 หรือ KN95 ทุกครั้งที่อยู่นอกบ้าน
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งนานๆ
- เปิดเครื่องฟอกอากาศที่มี HEPA filter
- ดื่มน้ำเยอะๆ และล้างจมูกเพื่อลดการสะสมของฝุ่น

สัญญาณอันตรายที่ควรพบแพทย์

- ไอเรื้อรัง เจ็บคอ
- แน่นหน้าอก หายใจลำบาก
- ปวดศีรษะมากผิดปกติ หรือแสบตาตลอดเวลา

ดังนั้นในช่วงหน้าหนาวจึงต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะค่าฝุ่นที่พุ่งสูงขึ้นสามารถทำร้ายสุขภาพได้แบบไม่รู้ตัว อย่าลืมป้องกันตัวเองทุกครั้งที่ออกจากบ้านนะคะ

‌อ่านบทความที่คุณสนใจได้ที่:
https://www.precisionhealth.co.th/blog

01/12/2025

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 1 ธันวาคม 2568

27/11/2025

ไวรัสตับอักเสบบี รู้ก่อน ป้องกันได้!

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis คือ ภาวะการติดเชื้อของตับที่เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โดยภาวะนี้เป็นจุดเริ่มต้นของโรคอันตรายร้ายแรงต่อตับ เช่น มะเร็งตับ ตับแข็ง และ ตับวาย เป็นต้น การติดเชื้อไวรัสดังกล่าวจะมาจากสารที่หลั่งออกมาจากร่างกาย และสามารถติดต่อสู่ผู้อื่นได้ แต่ในประเทศไทยมักพบว่า มีการติดเชื้อโดยที่มีมารดาเป็นพาหะในการแพร่เชื้อไวรัสตับอักเสบบี

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคไวรัสตับอักเสบบี

- การติดต่อผ่านทางของเหลวที่ออกมาจากร่างกาย เช่น สารคัดหลั่ง เลือด น้ำเชื้อ และน้ำเหลือง เป็นต้น
- โรคนี้จะติดต่อจากคนสู่คน ต่อเมื่อของเหลวในร่างกายของผู้ติดเชื้อ ผ่านเข้าสู่ร่างกายของบุคคลอื่น โดยจะติดต่อได้ ผ่านทางบาดแผล รอยแผล หรือผิวหนังถลอก
- การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
- การใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น เข็มฉีดยา แปรงสีฟัน มีดโกน เป็นต้น
- การติดต่อจากแม่ที่มีเชื้อไวรัสสู่ทารกในครรภ์

อาการของไวรัสตับอักเสบบี

ผู้ป่วยโรคนี้มักแสดงอาการออกมา หลังจากติดเชื้อไปแล้วประมาณ 1-3 เดือน โดยจะมีอาการ ดังนี้
- มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน
- อ่อนแรง และปวดตามข้อ
- เบื่ออาหาร
- ตา และผิวมีสีเหลือง
- ปวดบริเวณช่องท้อง และปัสสาวะมีสีเข้ม

กลุ่มบุคคลที่ควรฉีดวีคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ

- ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นไวรัสตับอักเสบบี
- ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องฟอกไต
- ทารกที่เกิดจากมารดาที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
- บุคลากรทางการแพทย์
- ผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางไปยังพื้นที่ ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัส
- ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ เช่น เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ไม่ป้องกันระหว่างมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น

การป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (HBV):

1. ฉีดวัคซีน HBV ให้ครบตามกำหนด
2. หลีกเลี่ยงสัมผัสเลือด/ของเหลวในร่างกาย ใช้อุปกรณ์ปลอดเชื้อ
3. ใช้ถุงยางอนามัย ป้องกันการติดเชื้อทางเพศ
4. คัดกรองแม่ตั้งครรภ์ หากแม่ติดเชื้อหรือเป็นพาหะ ทารกต้องได้รับวัคซีน 2 ชนิดภายใน 12 ชั่วโมงหลังคลอด โดยฉีดวัคซีน HBV (วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี) และ HBIG (แอนติบอดีป้องกันไวรัสตับอักเสบบี)
5. ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น มีดโกน แปรงฟัน

โรคไวรัสตับอักเสบบีเป็นโรคติดต่อที่แพร่ได้ง่าย การฉีดวัคซีนช่วยป้องกันตัวเราและคนรอบข้าง หากมีอาการผิดปกติหรือสงสัยเสี่ยงติดเชื้อ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาทันที

อ่านบทความที่คุณสนใจได้ที่:
https://www.precisionhealth.co.th/blog

20/11/2025

5 โรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยในคนไทย

โรคทางพันธุกรรม คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีนหรือโครโมโซม ซึ่งสามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกได้ ปัจจุบันมีโรคทางพันธุกรรมหลายชนิดที่พบในคนไทย โดยโรคที่พบบ่อยและควรรู้จักมีดังนี้

1. โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นโรคโลหิตจางที่เกิดจากความผิดปกติของยีนที่สร้างฮีโมโกลบิน ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย

อาการ
- ซีด เหนื่อยง่าย ตัวเหลือง ตาเหลือง โตช้า ม้ามโต

การคัดกรองพาหะและการป้องกันดูแล
- ตรวจคัดกรองพาหะธาลัสซีเมียก่อนแต่งงานหรือก่อนมีบุตร
- รับประทานอาหารครบ 5 หมู่
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

2. โรคหูหนวกทางพันธุกรรม (Genetic Hearing Loss) เป็นภาวะสูญเสียการได้ยินที่เกิดจากความผิดปกติของยีน ซึ่งอาจถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปยังลูก พบได้ทั้งแบบหูหนวกตั้งแต่แรกเกิด และหูหนวกที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นเมื่อโตขึ้น

อาการ
- ทารกไม่ตอบสนองต่อเสียง
- เด็กพูดช้าหรือพูดไม่ชัด
- ผู้ใหญ่มีการได้ยินลดลงอย่างต่อเนื่อง

การคัดกรองพาหะและการป้องกันดูแล
- ตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิด
- หากพบว่ามีความเสี่ยงในครอบครัว ควรปรึกษานักพันธุศาสตร์ก่อนตั้งครรภ์
- ใช้เครื่องช่วยฟัง หรือพิจารณาฝังประสาทหูเทียม (Cochlear implant) เพื่อช่วยการสื่อสารและพัฒนาการ

3. โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Spinal Muscular Atrophy: SMA) เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจาก ความผิดปกติของยีน SMN1 (Survival Motor Neuron 1)** ทำให้ร่างกายขาดโปรตีนที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของเซลล์ประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อ ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและลีบลงเรื่อย ๆ

อาการ
- กล้ามเนื้อแขน ขา และลำตัวอ่อนแรง
- หายใจและกลืนลำบากในรายที่รุนแรง
- พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวล่าช้า เช่น นั่งหรือเดินไม่ได้ตามวัย

การคัดกรองพาหะและการป้องกันดูแล
- ตรวจคัดกรองยีน SMN1 ในคู่สมรสก่อนมีบุตร โดยเฉพาะหากมีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้
- ปัจจุบันมีการรักษาใหม่ ๆ เช่น ยากระตุ้นการสร้างโปรตีน SMN และยีนบำบัด (Gene Therapy) ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยได้มากขึ้น

4.โรค G6PD (จี-6-พีดี) หรือ โรคพร่องเอนไซม์ G6PD หรือ โรคแพ้ถั่วปากอ้า เป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีการกลายพันธุ์ของยีนที่สร้างเอนไซม์ G6PD (Glucose-6-Phosphate Dehydrogenase) ทำให้ร่างกายมีระดับของเอนไซม์ G6PD ต่ำกว่าปกติ เอนไซม์ชนิดนี้พบได้ในเม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงคงตัว และป้องกันไม่ให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายจากการทำลายของสารอนุมูลอิสระ (Oxidants)

อาการในเด็กทารก
- มักเกิดใน อายุ 1–4 วันแรก
- มีอาการ ตัวเหลือง ตาเหลืองนานกว่าปกติ
- เกิดจาก เม็ดเลือดแดงแตกง่ายอย่างเฉียบพลัน
- ตรวจเลือดพบ ค่าสารเหลือง (bilirubin) สูง
- พบว่า 1 ใน 3 ของทารกที่ต้องส่องไฟรักษาตัวเหลือง เป็น G6PD deficiency
- หากเด็กมีตัวเหลือง ตาเหลือง แพทย์จะ ตรวจระดับเอนไซม์ G6PD ทันทีเพื่อวินิจฉัย

อาการในผู้ใหญ่
- มักเกิดเมื่อ ได้รับยา อาหาร หรือสารต้องห้าม โดยไม่รู้มาก่อนว่าตนเองเป็นโรคนี้
- เม็ดเลือดแดงแตกทันที ทำให้เกิดภาวะ
โลหิตจางเฉียบพลัน (Acute Hemolytic Anemia)
- อาการมักเกิดภายใน 1–2 วันหลังสัมผัสสารกระตุ้น
เช่น เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ซีด
- ปัสสาวะ สีเข้มคล้ายโค้กหรือสีน้ำปลา จากเม็ดเลือดแดงแตก
- ปริมาณปัสสาวะลดลง เสี่ยงต่อ ไตวายเฉียบพลัน
- หากมีอาการข้างต้นควรมาพบแพทย์ทันที

การคัดกรองพาหะและการป้องกันดูแล
- ทารกแรกเกิด: เด็กทุกคนในประเทศไทยจะได้รับการตรวจคัดกรอง G6PD ตั้งแต่แรกเกิด หากพบภาวะพร่องเอนไซม์ แพทย์จะให้คำแนะนำในการดูแล
- คู่สมรสก่อนมีบุตร: สามารถตรวจคัดกรองโรคพาหะทางพันธุกรรมก่อนการมีบุตรได้ เพื่อเป็นข้อมูลให้แพทย์แนะนำและวางแผนการครอบครัว
- การดูแลที่สำคัญคือ หลีกเลี่ยงยา–อาหาร–สารเคมีต้องห้าม และดูแลสุขภาพเพื่อลดโอกาสเม็ดเลือดแดงแตก

5.กลุ่มภาวะดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome) ภาวะดาวน์ซินโดรมเป็น ความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21 โดยมีโครโมโซมเกินมาหนึ่งแท่ง (Trisomy 21) ทำให้ร่างกายและพัฒนาการของผู้ป่วยแตกต่างจากคนทั่วไป พบได้ประมาณ 1 ใน 700 การเกิดมีชีพ และเป็นหนึ่งในความผิดปกติทางพันธุกรรมที่พบบ่อยในคนไทย

อาการและลักษณะเด่น
- ศีรษะและใบหน้ามีลักษณะเฉพาะ เช่น ตาชี้ขึ้น จมูกแบน ลิ้นใหญ่ มือสั้น
- พัฒนาการด้านการพูดและสติปัญญาช้ากว่าเด็กทั่วไป
- อาจมีโรคร่วม เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือปัญหาการมองเห็นและได้ยิน

การคัดกรองพาหะและการป้องกันดูแล
- ตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรมในหญิงตั้งครรภ์ทุกคน โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป
- ปรึกษาทางพันธุกรรมก่อนตั้งครรภ์ หากครอบครัวมีประวัติภาวะโครโมโซมผิดปกติ

โรคทางพันธุกรรมเกิดจากความผิดปกติของยีนหรือโครโมโซม แม้บางโรคไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การตรวจคัดกรองและรู้เท่าทันตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์หรือระหว่างตั้งครรภ์ จะช่วยลดความเสี่ยงและวางแผนการดูแลได้อย่างเหมาะสม ทำให้เด็กเริ่มต้นชีวิตด้วยคุณภาพและสุขภาพที่ดีขึ้น

สนใจตรวจยีน ติดต่อเราได้ที่
Tel : 093-159-9599
Inbox : http://m.me/InvitaeThbyPrecisionHealth
Line :

ที่อยู่

ดุสิต
Bangkok
10300

เบอร์โทรศัพท์

+66931599599

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Precision Healthผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Precision Health:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram

Precision Health

Cancer Genetic Profiling