12/04/2026
🧀 RCA "Sepsis" Step-by-Step with 2-Axis Swiss Cheese Model & 5 Tiers Contributory Factors
- ก่อนเริ่ม RCA ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า RCA ไม่ได้จบแค่การหาว่าใครพลาด แต่คือการหาว่าระบบตรงไหนที่เป็นช่องโหว่จน adverse event ทะลุออกมาได้
- Root cause ต้องเป็นสิ่งที่องค์กรสามารถควบคุมและแก้ไขได้ เมื่อแก้แล้วช่วยลดโอกาสการเกิดซ้ำได้จริง
⚡ Step 0 : ตั้งโจทย์ให้ชัด
- เริ่มจากสรุปให้ได้ว่าเคสนี้คือ เคสอะไร
- ต้องแยกให้ชัดว่าเป็น adverse event หรือไม่
- มี patient harm อะไร ระดับความรุนแรงเท่าไร
- Incident คืออะไร และถ้าไม่เกิด harm จริง potential harm คืออะไร
ตัวอย่างเคส sepsis
- ผู้ป่วยชาย 68 ปี มา ER ด้วยไข้ ซึม BP 82/48, HR 128, RR 28, lactate 5.2 ได้รับ antibiotic ช้ากว่า 3 ชั่วโมง และเริ่ม norepinephrine ช้า ผู้ป่วยต้องใส่ท่อและเข้า ICU
- Incident : delayed recognition, delayed treatment
- Patient harm : shock progression, respiratory failure, ICU admission
- Level of harm : harmful incident, level H
- เป้าหมาย RCA : หาเหตุว่าทำไมถึง recognition และเริ่ม treatment bundles ล่าช้า
--------------------
⚙️ Step 1 : เลือกวิธีการวิเคราะห์ให้เหมาะสม
- ไม่ใช่ทุกเคสต้องทำ comprehensive RCA ควรเลือกตามความรุนแรง ความซับซ้อน โอกาสการเกิดซ้ำ และผลกระทบ
→ ถ้าเป็น near miss / low harm ใช้ AAR ทำได้ทันทีหลังเกิดเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว
→ ถ้าเป็นเคสที่มี harm ระดับกลาง ใช้ concise incident analysis
→ ถ้าเป็น severe harm, death หรือมีหลายปัจจัยซับซ้อน ใช้ comprehensive RCA
→ ถ้าเจอปัญหาซ้ำๆ เช่น delayed antibiotic หลายเคสในเดือนเดียว อาจใช้ multi-incident analysis เพื่อหา pattern ของปัญหาในระบบ
- กรณี septic shock ช้าแล้วคนไข้ทรุด ต้องเข้า ICU ถือว่าอย่างน้อยควรทำ concise incident analysis และถ้ามี severe harm มากอาจขยับเป็น comprehensive RCA ได้
--------------------
👥 Step 2 : ตั้งทีม RCA ให้ถูก
- RCA ต้องเป็นการวิเคราะห์แบบสหสาขา มีคนที่คุ้นกับสถานการณ์จริงร่วมด้วย ไม่ใช่มีแค่ระดับหัวหน้านั่งคิดกันแต่ในห้องประชุม **
- กรณี septic shock ทีมขั้นต่ำควรมีแพทย์ ER, พยาบาล triage, พยาบาลที่ดูแล, Lab, เภสัชกร, ทีม ICU หรืออายุรกรรม
- และต้องมีผู้ประสานงานคุณภาพหรือ RM ช่วย facilitate RCA
- เป้าหมายคือ การเอา work-as-done ของจริงออกมา ไม่ใช่ดูแค่ policy สวยๆ ตามที่เขียน
--------------------
🕒 Step 3 : ทำ chronology of events ก่อนเสมอ (timeline) **
- Chronology of events เป็นจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ทั้งหมด
- อย่ารีบกระโดดไปหาสาเหตุก่อนที่จะเห็น timeline ของทั้งเหตุการณ์
- ให้ไล่เวลาแบบนาทีต่อนาที หรือตามช่วงเหตุการณ์สำคัญ
ตัวอย่าง timeline เคส septic shock
18:05 มาถึง ER
18:08 triage วัด vital signs ได้ไข้สูง BP ต่ำ
18:12 เข้า ER ไม่ได้ติดป้ายเคสสีแดง high risk
18:25 แพทย์ตรวจแล้วคิดถึง pneumonia + dehydration แต่ยังไม่ activate sepsis protocol
18:40 ส่ง CBC, chem, lactate
19:20 lactate 5.2 แต่ไม่มี alert ไปที่แพทย์
19:35 BP drop
19:45 ให้ fluid bolus
20:10 สั่ง antibiotic
20:40 เริ่ม antibiotic
21:00 เริ่ม norepinephrine
21:30 ใส่ท่อ
22:00 admit ICU
--------------------
🎯 Step 4 : วงจุดที่เป็น Care Management Problems (CMP)
- ต้องหาว่าช่วงไหนใน timeline มีการกระทำ หรือการตัดสินใจที่อาจนำไปสู่ adverse event = Care Management Problem หรือ active failure
- แต่ละ CMP มี root cause ของตัวเอง จึงไม่ควรเอามารวมกันมั่วๆ
ตัวอย่าง CMP ในเคสนี้
- Triage ไม่ได้จัด sepsis เป็นเคสสีแดง high-risk
- แพทย์ประเมินครั้งแรกยังไม่ recognize septic shock
- Lactate สูงแต่ไม่มี alert ไปที่แพทย์
- สั่ง antibiotic และให้ล่าช้า
- Vasopressor เริ่มช้าแม้มี persisting hypotension
--------------------
🧀 Step 5 : ไล่หาสาเหตุของ CMP ทีละตัว ด้วย "2-Axis Swiss Cheese Model"
- วิเคราะห์ “แนวนอน” ตามลำดับเหตุการณ์
- วิเคราะห์ “แนวตั้ง” ตามชั้นของ 5 tiers contributory factors
- ไล่หาสาเหตุทีละ CMP ว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลัง โดยไล่จากล่างขึ้นบน
Tier 1 : Individual factors
- ดูเรื่องความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ความล้า การรับรู้ แรงจูงใจ เจตคติ
- CMP : แพทย์ไม่ recognize septic shock อาจเกิดจากไม่ชินกับ atypical sepsis ในผู้สูงอายุหรือ ER overload ทำให้ cognitive bandwidth ต่ำ
- CMP : triage ไม่จัดเป็นเคสสีแดง high-risk อาจเกิดจากพยาบาลใหม่ยังไม่มั่นใจเรื่อง red flag sepsis หรือยังไม่คุ้นเคยกับ EWS
Tier 2 : Work & team factors
- ดูเรื่อง workflow, handover, communication, role clarity, team awareness, competing tasks, interruptions
- CMP : antibiotic ล่าช้า อาจเกิดจากไม่มีใครเป็น owner ชัดเจนว่าเมื่อสงสัย sepsis ใครต้องรีบให้ยา, พยาบาลต้องดูแลหลายเคสพร้อมกัน, ไม่มีการส่งต่อเคสที่เหมาะสม, lab ออกแล้วแต่ไม่มี closed-loop communication
- CMP : norepinephrine ล่าช้า อาจเกิดจากทีมลังเลว่าควรเริ่มที่ ER หรือรอเตียง ICU ก่อน, ไม่มีการพูดคุยแชร์ไอเดียเรื่อง fluid refractory hypotension ในทีม
Tier 3 : Environment / local workplace / interface
- ดูพื้นที่ทำงาน อุปกรณ์ IT ระบบแสดงผล แสง เสียง layout สิ่งรบกวน และ human-system interface
- CMP : lactate สูงแต่ไม่มีใครเห็น อาจเกิดจาก result ขึ้นในระบบแต่ไม่มี pop-up หรือ alert ให้เห็น, monitor อยู่ไกลจากโต๊ะแพทย์, เคส sepsis กระจายอยู่โซน non-critical ทำให้มองเห็นได้ช้า, antibiotic stock ต้องรอส่งจากห้องยา
- CMP : fluid / vasopressor ล่าช้า อาจเกิดจาก infusion pump ไม่พอ, set สำหรับ vasopressor เตรียมยาก, sepsis order set ในระบบต้องคลิกหลายหน้าเกินไป
Tier 4 : Management / organization
- ดูเรื่องนโยบาย, ทรัพยากร, staffing, supervision, culture, priorities, organizational process
- CMP : sepsis recognition และ treatment delay อาจเกิดจากไม่มี sepsis pathway ที่ชัดเจนใน ER, ไม่มี trigger criteria ที่ทุกคนใช้ตรงกัน, staffing ช่วงเวรบ่าย-ดึกไม่พอเมื่อ ER crowding, ไม่เคย audit door-to-antibiotic time, ไม่มีการสอน sepsis workflow ที่ชัดเจน
Tier 5 : External environment
- ดูเรื่องกฎ ระเบียบ ระบบภายนอก ข้อจำกัดระดับเครือข่าย นโยบาย ภาระงานจากภายนอก
- ICU เต็มบ่อย, ระบบส่งต่อผู้ป่วยวิกฤตล่าช้า, เครื่อง infusion pump มีจำกัด, ระบบ IT ไม่รองรับระบบ critical lab push alert
--------------------
🔥 Step 6 : ถาม “Why” และ “How to prevent unsafe act” ต่อจนถึงจุดที่สามารถแก้ได้จริง
- อย่าหยุดแค่การบอกสาเหตุได้ แต่ต้องถามต่อว่าจะป้องกัน unsafe act ได้อย่างไร เพื่อหา solution และ potential change ในแต่ละระดับ
ตัวอย่าง ปัญหา antibiotic ล่าช้า
→ ทำไม ? เพราะแพทย์สั่งช้า
→ ทำไมแพทย์สั่งช้า ? เพราะไม่ได้ recognize septic shock อย่างรวดเร็ว
→ ทำไม recognize ช้า ? เพราะ triage ไม่ได้จัดเป็นเคสสีแดง high-risk และไม่มี sepsis trigger
→ ทำไม triage ไม่ให้เป็นเคสแดง ? เพราะไม่มี protocol sepsis ชัดเจนและไม่มีระบบ EWS
- ทำไมไม่มี protocol ? เพราะองค์กรยังไม่ได้ออกแบบ sepsis pathway ให้หน้างานใช้จริง
** จะเห็นได้ว่า แม้ปลายทางคือแพทย์สั่ง antibiotic ล่าช้าแต่ root cause จริงๆ อยู่ที่ system design !!
--------------------
🧠 Step 7 : เขียน causal statement ให้ชัด
- เมื่อวิเคราะห์เสร็จ ควรสรุปเป็นข้อความเชิงเหตุผล ไม่ใช่คำตำหนิ
- เน้นการสรุป finding และ causal statement หลังวิเคราะห์ chronology และ contributory factors แล้ว
ตัวอย่าง
- เนื่องจาก ER ไม่มี sepsis trigger protocol ที่ใช้ได้จริงในจุด triage ประกอบกับระบบแจ้ง critical lactate ไม่มี alert และภาระงานช่วงเวรบ่าย-ดึกสูง ทำให้ทีมไม่ recognize septic shock และเริ่ม antibiotic + vasopressor ล่าช้า ส่งผลให้ผู้ป่วยทรุดลงจนต้องใส่ท่อและเข้า ICU
--------------------
🧠 Step 8 : คิด corrective actions โดยอิงกับ human factors
- ต้องใช้หลักการ human factors ในการออกแบบแก้ไข เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ ทำให้ระบบดีขึ้น ตรวจพบเร็วขึ้น
- ไม่ใช่จบแค่การเตือนหรือสอนใหม่เพียงอย่างเดียว
แก้ที่การตรวจจับเร็วขึ้น
- ทำ sepsis triage trigger เช่น suspected infection + SBP < 100 หรือ RR สูง หรือ altered mental status
- Lactate critical value ต้องมีการโทรแจ้งและทวนซ้ำ
- ติด visual cue เช่น sepsis sticker, electronic flag
แก้ที่ workflow
- สร้าง sepsis bundles order set
- กำหนดว่า antibiotic ต้องเริ่มภายในกี่นาทีหลัง sepsis recognized
- กำหนดบทบาทที่ชัดว่าใครต้องทำอะไร
- ทำ mini huddle เมื่อเข้าเกณฑ์ septic shock
แก้ที่ระบบองค์กร
- Stock broad-spectrum antibiotics ใน ER
- เพิ่ม infusion pump และ pre-mixed vasopressor process
- Audit door-to-antibiotic time ทุกเดือน
- Onboarding + simulation สำหรับ triage nurse และแพทย์ใหม่
- Feedback รายเคสต่อทีม
--------------------
💪 Step 9 : เน้นเลือก strong action
- มาตรการป้องกันมีทั้ง weak, intermediate, strong
- มีตั้งแต่เตือนให้ระวัง ไปจนถึงการออกแบบ process ใหม่หรือใช้ forcing function ซึ่งเป็นแบบที่แข็งแรงกว่าและมักยั่งยืนกว่า
Weak actions
- สอนเรื่อง sepsis เพิ่ม
- ส่งไลน์เตือน
Intermediate actions
- Checklist triage sepsis
- Mandatory huddle
- Audit and feedback
Strong actions
- Order set ในระบบ
- Critical lactate auto alert
- Standing protocol ให้พยาบาลเริ่ม sepsis bundles บางส่วนได้
- Ready-to-use antibiotic kit / sepsis box
--------------------
📊 Step 10 : กำหนด outcome measurement ตั้งแต่แรก
- RCA ที่ดีต้องไม่จบที่ actions แต่ต้องตอบได้ด้วยว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าความเสี่ยงนี้ลดลงแล้ว
ตัวอย่าง
- Median door-to-antibiotic time
- Percent ของ septic shock ที่ได้ antibiotic ภายในเวลา
- ICU transfer time
- Mortality rate
** ไม่ต้องเยอะ เลือกแค่เท่าที่พอตามได้
--------------------
🔁 Step 11 : ทดลองด้วย PDSA ก่อนเริ่มใช้ทั้งระบบ
- ให้ test creative solution ด้วย PDSA cycle ก่อนเริ่มประกาศใช้ทั้งระบบ
Step 12 : ทำ AAR หรือ learning feedback กลับสู่ทีม
- ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้หลังเหตุการณ์ ทั้ง AAR, debriefing, huddles และการ feed back กลับสู่ทีม
--------------------
🔚 สรุปสูตรการทำ RCA
- Define case → เลือกวิธีวิเคราะห์ → ทำ timeline → หา CMP ทีละจุด → ไล่ 5 tiers → เขียน causal statement → ออกแบบ action → วัดผล → PDSA → feed back
หลุมพรางที่เจอบ่อยเวลาทำ RCA
1) อย่าเริ่มด้วยการสรุปว่า “หมอ miss diagnosis”
2) อย่ากระโดดไปหา solution ก่อนทำ timeline
3) อย่าเอาสาเหตุทุกอย่างมากองรวมกัน โดยไม่ผูกกับ CMP แต่ละจุด
4) อย่าหยุดแก้ปัญหาที่เรื่องการสอนหรือฝึกอบรมอย่างเดียว
5) อย่าทำ RCA แล้วไม่ติดตามผล
่าเริง