28/02/2026
นี่คือ สรุปวิเคราะห์สถานการณ์ “สงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน” (กำลังเป็นข่าววันนี้) และ ผลกระทบต่อราคาหุ้น เงิน ทอง น้ำมัน
1.ภาพรวมความตึงเครียด
สหรัฐฯ และพันธมิตรโจมตีเป้าทางทหารของอิหร่าน ทำให้ความเสี่ยงสงครามเพิ่มขึ้นและนักลงทุน “หนีความเสี่ยง” ทันที ตลาดเข้าสู่โหมด Risk-Off กลัวความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ 
ตลาดหุ้นหลักของสหรัฐฯ และเอเชียมีแนวโน้มปรับตัวลงเมื่อมีข่าวรุนแรง เพราะนักลงทุนชะลอความเสี่ยงและขายออกบางส่วน 
2.ตลาดหุ้น (Stocks)
ตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะดัชนีใหญ่อย่าง S&P 500, Dow, Nasdaq มักจะ “ปรับตัวลงชั่วคราว” เมื่อมีข่าวรุนแรงของสงคราม 
เพราะนักลงทุนเลี่ยงความเสี่ยง (ลดถือหุ้นในช่วงข่าวรุนแรง) ยกเว้นบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์ เช่น หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศ / Defense หรือ พลังงาน แต่โดยรวมตลาดมักรีบเทขายก่อนเพื่อหลบความผันผวนและซื้อกลับเมื่อสถานการณ์ชัดเจนจริง ๆ
3.ราคาทองคำและโลหะมีค่า (Gold & Silver)
ราคาทองคำ พุ่งขึ้นเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เมื่อความตึงเครียดสูงขึ้น นักลงทุน “โยกเงิน” เข้าทองคำทันที 
มีเงินจำนวนมากไหลเข้า ทองคำและเงิน (Silver) ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แสดงให้เห็นแรงซื้ออย่างเร็วมาก 
เพราะทองคำถูกมองว่า “ปลอดภัยสุดในยุคความไม่แน่นอน” รวมทั้งเงิน (Silver) ก็ได้แรงตามด้วยเพราะเป็นสินทรัพย์เสี่ยงต่ำในช่วงตลาดผันผวน.
4.ราคาน้ำมัน (Oil)
แนวโน้มวันนี้ ราคาน้ำมันดิบทั้ง Brent และ WTI ปรับตัวสูงขึ้น เพราะทหารซ้อมรบรอบสำคัญ
นักลงทุนคาดการณ์อุปทานโลกจะถูกกระทบโดยตรง 
ราคาน้ำมันมีแนวโน้มแตะ ~80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความขัดแย้งยืดเยื้อ 
และความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมากหากช่องแคบฮอร์มุซโดนผลกระทบ เพราะลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลกอยู่ที่ตรงนั้น 
ผลต่อเศรษฐกิจจริงก็คือ ราคาน้ำมันขึ้น ต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น ผลักดันเงินเฟ้อกระทบการขนส่งและสินค้าทั่วไป
5. ตลาดเงิน (Forex / Dollar / Safe Currencies)
เคสทั่วไปตอนความตึงเครียด เงินดอลลาร์มักแข็งค่าขึ้น เพราะนักลงทุนโยกออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสกุลเงินที่ปลอดภัย
สกุลเงินตลาดเกิดใหม่และเอเชียอาจอ่อนตัวลงจากแรงหลุดสินทรัพย์เสี่ยง
ซึ่งไม่ต่างจากเรา ซึ่งก็คงทำอย่างนั้นเช่นกัน