Time2Healthy เวลาของการเริ่มต้นเดูแลสุขภาพ เพราะเรามีร่างเดียว

วันนี้จะมาชวนทุกคนเริ่มต้นลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี โดยใช้ หลักการง่ายๆ แต่ช่วยเราได้ ที่ชื่อว่า “WOOP” วูฟ (อ้างอิงจากหนังส...
30/06/2022

วันนี้จะมาชวนทุกคนเริ่มต้นลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี โดยใช้ หลักการง่ายๆ แต่ช่วยเราได้ ที่ชื่อว่า “WOOP” วูฟ
(อ้างอิงจากหนังสือ Rethinking positive thinking โดย Dr.Gabriel Oettingen )มาดูกันค่ะ
W=Wish คือ กำหนดก่อนว่าเราอยากได้อะไร อยากทำอะไร เช่น เราอยากใส่บิกินี่🧜‍♀️ริมทะเล
O = Outcomes คือ นึกถึงผลลัพธ์ที่อยากให้เกิดขึ้น พอได้แล้วจะเป็นอย่างไร ระบุออกมาให้ชัดเจน เพื่อเป็นตัวจูงใจให้ไปต่อได้ ในวันที่ท้อแท้ ยังไม่เห็นผล เช่น ใส่เสื้อผ้าแล้วมีความมั่นใจ ใส่ชุดสวยๆได้ หาซื้อชุด 💃มาแขวนรอไว้เลยยย
O = Obstracles คือ จะมีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบ้าง เราต้องรู้จักตัวเรา สำรวจตัวเองแล้วยอมรับปัญหา เช่น ทำงานประจำจนเหนื่อย ขี้เกียจแล้ววไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่มีเวลาเตรียมอาหารดีๆ ลองลิสต์ดูนะคะว่าเราจะมีอุปสรรคอะไรบ้าง
P=Plan คือ การวางแผนที่จะไปถึงเป้าหมาย และหาวิธีการรับมือแก้ไข ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เราคิดไว้แล้วว่าจะเกิดขึ้น เช่น กลับถึงบ้านรีบไปออกกำลังกายทันที และหาสารอาหารทดแทนช่วยเพื่อไม่ให้เสียเวลาเตรียมอาหารวุ่นวาย

😆การลดน้ำหนักก็เหมือนการเดินทางต้องใช้ระยะเวลา การจัดเตรียมการ อาศัยวินัยให้ผ่านอุปสรรคไปได้
ลองเริ่มต้นจากหลัก WOOP ดูนะคะรับรองจะช่วยให้ลดน้ำหนักแล้วมีความสุขตลอดเส้นทางและเห็นผลสำเร็จแบบยั่งยืนค่ะ


#ลดน้ำหนักแบบยั่งยืน

เพื่อนๆเคยสงสัยกันหรือไม่คะ ทำไมเจ้านาฬิกาสมาร์ทวอชรุ่นใหม่ แอพพลิเคชั่นการออกกำลังกายต่างๆ หรือแม้แต่อุปกรณ์ฟิตเนสยุคนี...
20/06/2022

เพื่อนๆเคยสงสัยกันหรือไม่คะ ทำไมเจ้านาฬิกาสมาร์ทวอชรุ่นใหม่ แอพพลิเคชั่นการออกกำลังกายต่างๆ หรือแม้แต่อุปกรณ์ฟิตเนสยุคนี้ก็มักจะมีฟังก์ชั่นนี้ไว้ตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ด้วย เอ🤔มันจำเป็นหรือเกี่ยวกันอย่างไรกับการออกกำลังกายนะ

#อัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจร (Heart Rate) ❤️ สามารถบ่งบอกความหนักขณะออกกำลังกายได้ค่ะ หัวใจจะเต้นเร็วขึ้นเมื่อมีการออกกำลังกายที่หนักเพราะต้องสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายมากขึ้น และจะช้าลงเมื่อออกกำลังกายเบาลง จึงนิยมใช้อัตราการเต้นของหัวใจในการวัดความหนักในการออกกำลังกาย

#มนุษย์แต่ละช่วงวัยมีอัตราการเต้นของหัวใจที่ไม่เท่ากัน American College of Sports Medicine หรือ ACSM ได้ระบุถึงอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดต่อนาที (Maximum Heart Rate หรือ MHR) ไว้ว่า
อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดของแต่ละคนจะเท่ากับ 220 - อายุ เช่น แอมฟี่ 🧔🏻 มีอายุ 20 ปี เขาจะมีอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดเท่ากับ 220 -20 = 200 ดังนั้น แอมฟี่จะมีอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดเท่ากับ 200 ครั้งต่อนาที แสดงว่ายิ่งอายุมากขึ้น หัวใจก็จะทำงานช้าลงตามไปด้วย และหากหัวใจเต้นเกือบถึงอัตราสูงสุดหรือเทียบเท่า ก็มีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้ เนื่องจากหัวใจบีบเลือดไปหล่อเลี้ยงร่ายกายไม่ทันและเกิดอาการช็อคได้

ความหนัก-เบาในการออกกำลังกาย🏃‍♀️จะส่งผลต่อร่างกายไม่เหมือนกัน เช่น การออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยในเรื่องสุขภาพทั่วไป ในขณะที่การออกกำลังกายที่หนักจะช่วยพัฒนาความสามารถของนักกีฬา
🏀ระดับความหนักที่ 40-50% เหมาะสำหรับผู้มีปัญหาสุขภาพ ออกกำลังกายหนักไมไ่ด้ ผู้สูงวัย
🏀ระดับความหนักที่ 50-60% เป็นการออกกำลังกายเบาๆช่วยพัฒนาสุขภาพ ฟื้นฟูร่างกายอย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น หรือออกกำลังกายไม่หนักมา สามารถทำประจำได้
🏀ระดับความหนักที่ 60-70% ช่วยพัฒนาความทนทานของร่างกายให้สามารถออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมต่างๆได้นานขึ้น ความหนักระดับนี้ร่างกายจะมีอัตราการใช้พลังงานจากไขมันสูงสุด เหมาะกับคนที่ต้อฃการลดความอ้วน
🏀ระดับความหนักที่ 70-80% ช่วยพัฒนารับบหายใจและหลอดเลือด และระบบไหลเวียนโลหิตให้แข็งแรง สามารถทำกิจกรรมหนักได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้สึกเหนื่อย ฟื้นตัวได้เร็ว ร่างกายสามารถใช้พลังงานจากไขมันเป็นหลักแต่ไม่มากเท่าช่วง 60-70%
🏀ระดับความหนักที่ 80-90% เพิ่มความสามารถในการเล่นกีฬาที่หนักได้นานขึ้น ร่างกายสามารถทนต่อกรดแลคติกในกล้ามเนื้อที่เป็นตัวการให้รู้สึกปวดล้าขณะออกกำลังกาย ไม่เหมาะกับผู้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เหมาะกับนักกีฬาให้เกิดความทนทานต่อการแข่งขัน
🏀ระดับความหนักที่ 90-100% เพิ่มความสามารถสูงสุดในการออกกำลังกายและเพิ่มความเร็ว โดยใช้ระยะเวลาสั้นๆเต็มกำลัง เหมาะสำหรับนักกีฬาที่ฝึกขั้นสูง และออกกำลังเป็นประจำ คนทั่วไปไม่ควรฝึกระดับนี้ เพราะอาจทำให้หัวใจเต้นเร็วเกินไปจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

คำนวณอย่างไร?🧮
สามารถทำได้โดยการหาอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจก่อน หลังจากนั้นจึงเลือกช่วงระดับความหนักและคำนวณออกมาตามสูตรดังนี้
อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดของเรา x (เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่ต้องการ / 100)
ตัวอย่าง (แอมฟี่ต่อนะคะ) 🧔🏻 ถ้าแอมฟี่ต้องการลดความอ้วน
แอมฟี่ มีอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด 200 ครั้งต่อนาที ต้องการออกกำลังกายในช่วง 60-70% จะสามารถคำนวณได้ดังนี้
จากสูตร แทนค่า 60% ได้ 200 x (60/100) = 120 ครั้งต่อนาที
แทนค่า 70% ได้ 200 x (70/100) = 140 ครั้งต่อนาที
ดังนั้น แอมฟี่จะต้องควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในช่วง 120-140 ครั้งต่อนาที จึงจะเป็นการออกกำลังกายที่อยู่ในช่วงเผาผลาญไขมัน

การควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ🫀ขณะออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยให้การออกกำลังกายแต่ละครั้งตรงตามวัตถุประสงค์แล้ว ยังช่วยให้เกิดความปลอดภัยขณะออกกำลังกายได้ด้วย
เพื่อนๆใครไปออกกำลังกายก็อย่าลืมวัดอัตราการเต้นของหัวใจให้เหมาะสมกับตัวเองกันนะคะ


.👩🏻‍⚕️Nonny
Cr.ข้อมูลจากwww.NutriliteThailand

ลดน้ำหนักแล้วยังไม่เห็นผล หันมาสำรวจคุณภาพการนอนกันดูนะคะ นอนน้อยมีผลกับฮอร์โมนหลายตัวเลย😳😳  .👩🏻‍⚕️Nonny
10/06/2022

ลดน้ำหนักแล้วยังไม่เห็นผล หันมาสำรวจคุณภาพการนอนกันดูนะคะ นอนน้อยมีผลกับฮอร์โมนหลายตัวเลย😳😳

.👩🏻‍⚕️Nonny

😳😳ภัยแอบแฝงของฟรุกโตส“ฟรุกโตส” เป็นน้ำตาลที่พบในผลไม้ ไม่ว่าจะผลไม้สดหรือน้ำผลไม้ทั้งตามธรรมชาติและบรรจุกล่อง “ฟรุกโตสไซ...
30/05/2022

😳😳ภัยแอบแฝงของฟรุกโตส
“ฟรุกโตส” เป็นน้ำตาลที่พบในผลไม้ ไม่ว่าจะผลไม้สดหรือน้ำผลไม้ทั้งตามธรรมชาติและบรรจุกล่อง
“ฟรุกโตสไซรัป (Fructose syrup “ หรือ คอร์นไซรัป (น้ำเชื่อมข้าวโพด) จะไม่ได้พบในธรรมชาติ ผ่านกระบวนการผลิต ที่มักใช้ผสมในอาหาร เช่น คุ้กกี้ ไอศครีม ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม ซอสมะเขือเทศ ที่จะให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย และมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า จัดเก็บ ขนส่งง่าย โดยเฉพาะ High fructose corn syrup ,HFCS (น้ำเชื่อมข้าวโพดหรือน้ำเชื่อมฟรุกโตสเข้มข้นสูง)ที่มีความหวานสูง จึงเป็นที่นิยมในอุตสาหกรรมอาหาร
😡😡ภัยแอบแฝงจากการทานน้ำตาลฟรุกโตส
1.น้ำตาลฟรุกโตสไม่สามารถวัดค่าได้ในเลือด วัดได้เฉพาะกลูโคสทำให้หลายๆคนเข้าใจผิดพยายามเลี่ยงจากการทานน้ำตาลทรายที่เป็นน้ำตาลซูโครส ไปทานน้ำตาลฟรุกโตสแทน ไม่ได้นะคะน้ำตาลก็คือน้ำตาลทานมากไปก็มีปัญหากับร่างกายได้แน่นอนค่ะ
2.น้ำตาลฟรุกโตส มันสามารถเข้าไปทำลายเซลล์ได้โดยตรง แบบไม่อั้นโดยไม่ต้องรออินซูลินมาพาเข้าไปเหมือนกลูโคส
3.น้ำตาลฟรุกโตสไม่กระตุ้นฮอร์โมนอิ่มที่ชื่อเลปติน สมองไม่สามารถรับรู้ระดับฟรุกโตสได้ เราจะกินได้แบบไม่มีลิมิต โดยไม่รู้สึกอิ่ม ลองนึกถึงตอนที่เรากินโค๊ก เวลาไปทานบุฟเฟต์ ดื่มยังงัยก็ไม่อิ่ม เติมแล้วเติมอีกกะว่าจะให้คุ้ม😅เมื่อไม่อิ่ม ก็กินได้มากขึ้น จึงเกิดปัญหาโรคอ้วนตามมา
4.น้ำตาลฟรุกโตสยังเป็นแหล่งที่ให้ยูริกสูง เป็นต้นเหตุการเกิดความดันโลหิต นิ่วในไต นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ไตวายได้
5.น้ำตาลฟรุกโตส ทำให้ไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง ปกติร่างกายจะไม่เก็บน้ำตาลส่วนเกินไว้ในรูปของน้ำตาล จะเก็บในรูปไกลโคเจนไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อ และที่เกินกว่านั้นจะเก็บในรูปไขมันไตรกลีเซอไรด์ซึ่งพอมีเยอะๆก็จะไปพอกที่ตับ ไปเก็บในช่องท้อง เกิดภาะอ้วนลงพุงและไขมันพอกตับ
6.น้ำตาลฟรุกโตสทำให้เกิดเบาหวาน เพราะไขมันไตรกลีเซอไรด์ที่สะสมทั่งร่างกายพอมีมากๆจะสร้างสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ และไปมีผลกับอินซูลินทำให้เสื่อมสภาพ ประสิทธิภาพในการนำน้ำตาลเข้าเซลล์ลดลงจึงเกิดเบาหวานตามมา
😳😳ดังนั้นคำแนะนำการทานน้ำตาลฟรุกโตสจากผลไม้ ทานได้แต่ให้ทานในปริมาณที่พอเหมาะ และทานเป็นผลไม้ทั้งผลจะดีกว่าทานน้ำผลไม้แบบกล่องเพราะจะได้กากใยอาหารไปดูดซับน้ำตาล
และที่ระวังสุดคือ คอร์นไซรัป หรือน้ำตาลข้าวโพด ที่อยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร พลิกดูฉลากข้างกล่องสักนิดก่อนทานนะคะ
ด้วยรักห่วงใย❤️❤️❤️
#ภัยแอบแฝงของน้ำตาลฟรุกโตส

.👩🏻‍⚕️Nonny

ไหนขอเสียง เอ้ย! ไม่ใช่ขอมือ เอ้ย! ไม่ใช่อีกขอ comment คนที่ทำงานเป็นกะ หรือไม่เป็นเวลาหน่อยจ้า แอดคนนึงเลย😆😆Shift Work ...
20/05/2022

ไหนขอเสียง เอ้ย! ไม่ใช่ขอมือ เอ้ย! ไม่ใช่อีกขอ comment คนที่ทำงานเป็นกะ หรือไม่เป็นเวลาหน่อยจ้า แอดคนนึงเลย😆😆
Shift Work Disorder คือ โรคของคนที่ทำงานเป็นกะ หรือทำงานไม่เป็นเวลา จริงก็ไม่ใช่แค่คนทำงานเป็นกะอย่างเดียวนะคะ รวมไปถึงคนที่ทำงานดึกบ่อย ทำงานนอกเวลาบ่อย คนที่ต้องเดินทางไปมาบ่อย หรือคนที่ต้องตื่นเช้าผิดปกติเพื่อไปทำงาน
🧐🧐จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรแล้วเราจะดูแลยังไงให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพน้อยที่สุด อาชีพที่เรานึกได้ก็ เช่น แพทย์ พยาบาล เภสัชกร ที่ต้องขึ้นเวรกันบ่อยๆ หรือคนทำงานร้านอาหาร ผับ นักดนตรี ทำงานกับต่างประเทศต้องสลับเวลา ข้อดีก็มีนะคะ ทำงานรถไม่ติด เงียบดีไม่มีเสียงรบกวน แต่ข้อเสียต่อสุขภาพก็มีไม่น้อยเลยค่ะ ได้แก่ นอนไม่หลับ หลับได้ไม่ดี ไม่มีคุณภาพ ตื่นบ่อย หรือช่วงเวลาไปทำงานก็ยังรู้สึกง่วง เพลีย ต้องการการนอนมากเป็นพิเศษ ประสิทธิภาพการทำงานลดลง สมองไม่ปลอดโปร่ง ซึ่งระยะยาวมีผลเสียต่อสุขภาพ เพราะอะไร?
ก็ปกติคนเราจะมีนาฬิกาชีวภาพ ⏰ Circadian rhythm ตลอด 24 ชั่วโมงในร่างกายของคนเราให้เป็นไปตามธรรมชาติ พอพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตก มนุษย์เราจะมีการปรับตัว ปรับพฤติกรรม ปรับระบบการทำงานต่างๆในร่างกายไปตามช่วงเวลา เช่น ช่วงกลางวันที่เราทำงาน ฮอร์โมนต่างๆก็จะหลั่งออกมา เราจะมีพลังงานพร้อมในการเรียนรู้ แต่ก็จะลดลงในช่วงเย็นๆจึงต้องรีบทำงานให้เสร็จในช่วงเช้า เพราะช่วงค่ำคือเวลาที่เราจะต้องการนอนพักผ่อน ร่างกายจะมีการซ่อมแซมส่วนต่างๆของร่างกาย หรือ ความสามารถในการย่อยอาหารและการนำพลังงานไปใช้ ก็จะลดลงเรื่อยๆตลอดทั้งวัน เราจึงควรลดปริมาณการกินอาหารมื้อเย็น และไม่ควรกินมื้อดึก ดังนั้นการที่เราได้นอน ตื่นให้เป็นเวลาสอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพจะดีกับสุขภาพที่สุด
😳😳มีงานวิจัยพบว่า แนวโน้มโรคของคนทำงานเป็นกะ ได้แก่
1.โรคกลุ่ม NCD คือจะมีความเสี่ยงต่อโรคอ้วนมากขึ้น เสี่ยงต่อโรคหัวใจมากขึ้น เสี่ยงต่อโรคเบาหวานมากขึ้น มีผลจากหลายปัจจัย เช่น แนวโน้มคนทำงานเป็นกะจะกิน Healthy น้อยลง จะอยากอาหารน้ำตาลสูง กินอาหารมันๆ อาหารแคลอรี่สูงๆมากขึ้น (มิน่าตอนเราอยู่หอนอนดึก หรือ ขึ้นเวรบ่ายดึก ไม่นอนถึงได้ชอบกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป555) รวมถึงคนทำงานเป็นกะ ก็จะอ่อนเพลีย ไม่มีแรงและเวลาในการออกกำลังกาย จึงส่งผลให้เกิดโรคในกลุ่มนี้
2.โรคมะเร็ง มีหลายงานวิจัยมากพบว่าความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งจะเพิ่มขึ้น ในคนที่ทำงานเป็นกะ โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม จากลิสต์ขององค์กร IARC (International Agency for Research on Cancer) พบว่าการทำงานเป็นกะจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงข้อนึงของมะเร็งเลยนะคะ
3.ระบบภูมิคุ้มกัน การทำงานเป็นกะ พักผ่อนน้อย จะทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้นกันแย่ลง โดยเฉพาะเม็ดเลือดขาวที่สู้กับไวรัส จึงมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย และคนทำงานเป็นกะอาจจะไม่ได้เจอวิตามินดีเพราะไม่ได้เจอแดดเลย ทำให้ส่งผลเสียกับภูมิคุ้มกันยิ่งขึ้นอีก
4.โรคทางจิตใจ ซึมเศร้า และเสี่ยงในการติดแอลกอฮอล์หรือยาเสพติดอื่นๆด้วย ก็เพิ่มความเสี่ยง
😁😁แล้วถ้าเราเลี่ยงไม่ได้เลยทำอย่างไรได้บ้าง ตามคำแนะนำของคุณหมอดังนี้ค่ะ
1. ออกกำลังก่อนไปขึ้นเวร หรือถ้ามีโอกาสให้งีบสัก 15- 20 นาที ก่อนเริ่มงาน เพื่อให้ร่างกายสดชื่น
2. สิ่งนึงที่ช่วยได้คือแสง โดยการเปิดไฟ ให้สว่างมากๆโดยเฉพาะแสงสีขาวจะช่วยให้เราตื่นตัวได้ กระตุ้นให้เราไม่ง่วงนอน
3. ถ้าต้องทำงานติดต่อกันนานๆ ก็ควรมีการพักเบรค ทุก 2 ชั่วโมง เป็นไปได้ก็หาเวลาพักเบรคสัก 15-20 นาทีจะทำให้สดชื่นขึ้น
4. ช่วงเที่ยงคืน-6.00 น. จะหิว ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรทานอาหารมื้อหนัก ยิ่งเป็นแป้งยิ่งทำให้ง่วงและเพลีย ควรทานเป็นผัก ผลไม้ สลัด โยเกริ์ต
5. ช่วงใกล้ๆลงเวรถ้าเป็นไปได้ควรลดแสงสว่างลงเพื่อให้ร่างกายค่อยๆสงบลง ก่อนที่จะกลับไปนอน
6. พอถึงเวลาลงเวรควรกลับบ้าน อาบน้ำอุ่น เพื่อให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย เข้านอนให้เร็วที่สุด ถ้าหิวจริงๆอาจทานอะไรเบาๆเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารรสจัด เพราะจะทำให้นอนไม่ดี เกิดกรดไหลย้อน
7. ห้องนอนต้องปิด ต้องมืดสนิด ถ้าไม่ได้ก็ต้องใช้ผ้าปิดตาไปเลย ต้องเงียบ อาจจะใช้หูฟัง และพยายามนอนให้ได้นานที่สุด อย่าใช้การดื่มแอลกอฮอล์หรือยานอนหลับ
8. ใครที่ต้องทำงานเป็นกะ ประจำ แนะนำให้เพิ่มการทานอาหารที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระเยอะๆ เลี่ยงการทานอาหารที่ก่อการอักเสบ อาหารแปรรูป ของทอด ควรทานผัก ผลไม้ ปลา ถั่ว ธัญพืช
9. หาเวลาออกไปสัมผัสแสงแดดบ้าง ออกกำลังกายบ้างเพื่อสุขภาพที่

😁😁สุดท้ายถ้าเรามีอาการ Shift Work Disorder มากจริงๆ อาจจะต้องลองปรับงานหรือหางานอื่นๆที่เหมาะสมกับร่างกายเราค่ะ เพื่อสุขภาพที่ดี เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ ที่มาข้อมูลจาก แพทย์หญิงธิดากานต์ (หมอผิง) เพจ Pleasehealthbook YouTube SingleBeing

.👩🏻‍⚕️Nonny

ผัก ผลไม้ 5 สี มีดีอย่างไร?เพื่อนเคยสังเกตกันหรือไม่คะว่าในพืช🌿ผัก🥬ผลไม้🍎 มักจะมีสี กลิ่น รส แตกต่างกันไป สารเคมีที่อยู่...
10/05/2022

ผัก ผลไม้ 5 สี มีดีอย่างไร?
เพื่อนเคยสังเกตกันหรือไม่คะว่าในพืช🌿ผัก🥬ผลไม้🍎 มักจะมีสี กลิ่น รส แตกต่างกันไป สารเคมีที่อยู่ในพืชนี้เราเรียกว่า “ไฟโตนิวเทรียนท์” หรือ “พฤกษเคมี” ซึ่งพบว่ามีมากกว่าร้อยล้านชนิด และที่เป็นประโยชน์กับสุขภาพมีประมาณ 30,000 ชนิด

พลังของสารไฟโตนิวเทรียนท์เยอะมากจริงๆค่ะ ตัวอย่าง
-ช่วยการทำงานของเอนไซม์ สมอง ดวงตา ระบบประสาท
-ช่วยการทำงานของสารภูมิคุ้มกัน ป้องกันภูมิแพ้
-เสริมการทำงานของเอนไซม์ เร่งซ่อมแซมดีเอ็นเอ
-ป้องกันอนุมูลอิสระ ลดโรคหัวใจ ต้อกระจก ป้องกันปอด มะเร็งบางชนิด

ไม่แปลกที่คำแนะนำขององค์การอนามัยโลก จึงบอกให้เรากินผัก ผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน และควรเป็นผักผลไม้ที่หลากหลายให้ครบ 5 สี มาดูกันดีกว่าว่า สีไหนมีประโยชน์อย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลและกำลังใจให้เพื่อนๆมองหาผัก ผลไม้มาทานให้ครบ 5 สีกัน😄😄
1.สารพฤกษเคมีกลุ่มสีเขียว
➡️ลูทีน ซีแซนทิน พบในผักใบเขียว ผักโขม บล็อคโคลี่ ผักคะน้า ผักกาดหอม 🥦🥬
-ใครต้องใช้สายตามาก โดยเฉพาะต้องเจอกับบลูไลท์ แสงสีฟ้าจากจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ พฤกษเคมีกลุ่มนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และดูดกลืนแสงสีฟ้าที่จะมาทำร้ายดวงตาของเราค่ะ
➡️คาเทชินและ EGGG พบในใบชาเขียว 🍃มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ชะลอการดูดซึมไขมัน ชะลอการย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลช้าลง มีการศึกษาพบว่า การดื่มชาเขียวหรือชาดำอย่างน้อยวันละ 3 ถ้วย ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองแตก
2.สารพฤกษเคมี กลุ่มสีขาว
➡️เควอซิทิน พบในหอมหัวใหญ่ 🧅 แอปเปิ้ล 🍏 มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นของแอลดีแอล คอเลสเตอรอล
ลดการย่อยและดูดซึมไขมันเข้าสู่กระแสเลือด
-ใครกำลังลดน้ำหนักแนะนำให้ทานแอปเปิ้ลเป็นผลไม้นะคะ ได้ใยอาหาร พลังงานต่ำและยังลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานอีกด้วย
➡️เจนนิสทีน ในกลุ่ม ฟลาโวนอยด์ พบมากในพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเหลือง 🫘ออกฤทธิ์คล้ายๆฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) รักษาสมดุลการสร้างและสลายกระดูก บำรุงสุขภาพหัวใจ หลอดเลือด
-ใครเริ่มมีสัญญาณวัยทอง ต้องหันมาทานพืชตระกูลถั่วเหลืองกันมากๆนะคะ
3.สารพฤกษเคมี กลุ่มสีแดง
➡️ไลโคปีน พบมากในมะเขือเทศ 🍅แตงโม 🍉 ช่วยบำรุงสายตา และ บำรุงสุขภาพต่อมลูกหมาก ไลโคปีนจะช่วยลดการทำลาย ดีเอ็นเอ จากสารไนโตรซามีนที่เป็นสาเหตุของมะเร็ง (ไนโตรซามีน คือสารที่พบในอาหารหมักดอง ไส้กรอก)
-คุณผู้ชายที่ไม่อยากเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมาก ต้องพยายามหาผัก ผลไม้สีแดงมาทานกันนะคะ
➡️กรดเอลลาจิก พบมากในทับทิม 🍑🍷 มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันการทำลายเซลล์ประสาทจากอนุมูลอิสระ บำรุงผิวพรรณ
4.สารพฤกษเคมี กลุ่มสีเหลืองส้ม
➡️เบต้า-แคโรทีน พบมากในแครอท🥕 ฟักทอง มะละกอ จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
-ใครมีปัญหาสายตาควรทานผัก ผลไม้กลุ่มสีเหลืองส้มนะคะ
➡️เฮสเพอริดิน พบมากในพืชตระกูลส้ม 🍊🍋ช่วยบำรุงหลอดเลือดดำ เพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ทำงานร่วมกับวิตามินซี
5.สารพฤกษเคมี กลุ่มสีน้ำเงินม่วง
➡️แอนโทไซยานิน พบมากในพืชที่มีสีแดง ชมพู ม่วง ได้แก่ องุ่น 🍇 สตอเบอร์รี่ 🍓เชอร์รี่🍒บลูเบอร์รี่ 🫐 กลุ่มนี้จะต้านการอักเสบ บำรุงสายตา บำรุงสมองและเพิ่มความจำ
-ใครที่ความจำเริ่มหลงๆลืมๆ เสี่ยงต่อภาวะอัลไซเมอร์ ต้องทานผักผลไม้กลุ่มสีนี้นะคะ

โอ้โห อ่านจบ ถึงบางอ้อเลยค่ะว่าทำไม๊..ทำไม เค้าถึงแนะนำให้เรากินผักผลไม้ให้ครบ 5 สีก็เพราะร่างกายเราจะได้แข็งแรงมีสุขภาพสมบูรณ์สูงสุดจากการเลือกรับประทานของเรานี่เอง 😍😍😍
แต่ถ้าใครไม่มั่นใจว่าวันนึงเราจะทานผัก ผลไม้ให้ครบ 5 สี สมัยนี้ไม่ยากค่ะเลือกหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีไฟโตนิวเทรียนท์ สารสกัดจากผักผลไม้ จากแหล่งที่มีคุณภาพ ตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอนตั้งแต่เพาะปลูก ผลิต บรรจุลงขวดให้เราทาน
ชีวิตก็จะง่ายขึ้นเยอะเลยคร้าาา😘😘😘

.👩🏻‍⚕️Nonny
#ผักผลไม้5สี
#ไฟโตนิวเทรียนท์

ปัจจุบันโรคอ้วน ว่ากันว่าเป็นผลลัพธ์ระหว่างพันธุกรรมกับพฤติกรรมการเลือกใช้ชีวิต (จริงอยู่บ้างแต่ไม่ทั้งหมดนะ) บางคนได้รั...
30/04/2022

ปัจจุบันโรคอ้วน ว่ากันว่าเป็นผลลัพธ์ระหว่างพันธุกรรมกับพฤติกรรมการเลือกใช้ชีวิต (จริงอยู่บ้างแต่ไม่ทั้งหมดนะ) บางคนได้รับมรดกยีนอ้วนมาจากพ่อแม่ แต่รู้จักเลือกกินแบบคนผอม อยู่แบบคนผอม ก็ผอมเพรียวได้ ในขณะที่บางคนไม่มียีนอ้วน แต่อ้วนเพราะทำตัวเองคือ เลือกที่จะกินแบบคนอ้วน อยู่แบบคนอ้วน ก็อ้วนได้แบบไม่ต้องพยายาม

แต่เราจะอ้วนหรือผอมไม่ได้มีแค่พันธุกรรมและพฤติกรรม ปัจจุบันมีการกล่าวถึงอย่างมากเรื่องประชากรแบคทีเรียตัวน้อยที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของเราที่มีหลากหลายสายพันธุ์นี่เองที่มีผลทำให้เราเป็นคนอ้วนง่ายหรืออ้วนยาก มีการค้นพบค่ะว่าในลำไส้คนอ้วนจะเจอแบคทีเรียสายพันธุ์ Firmicutes โดดเด่น ขอเรียกว่าแบคทีเรียอ้วนนะคะ แต่ในคนผอมจะมี แบคทีเรียหลากหลายสายพันธุ์กว่า ได้แก่ Akkermansia muciniphila, Faecalibacterium prausnitzii, Methanobrevibacter smithii and Christensenellaceae Bacteroidetes ขอเรียกเป็นแบคทีเรียผอมนะคะ

ข่าวดีค่ะ 😁😁 เราสามารถช่วยเพิ่มปริมาณแบคทีเรียผอมเหล่านี้ได้ ก็โดยการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหาร และมีพรีไบโอติก (Prebiotics) สูง เพราะพรีไบโอติกจะไปเป็นอาหารของเหล่าแบคทีเรียผอมในลำไส้ เพื่อนรักตัวน้อยของเราในลำไส้ก็เลยเพิ่มปริมาณนั่นเอง
แต่ตรงข้ามค่ะ ใครรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เส้นใยอาหารน้อย แบคทีเรียอ้วนก็จะชอบและเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนได้ดีเช่นกัน

พรีไบโอติก (Prebiotics) คือ ส่วนประกอบของอาหารที่ไม่ถูกย่อยโดยเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์และสัตว์ ใยอาหารกลุ่มนี้จึงผ่านทางเดินอาหารไปสู่ลำไส้ใหญ่ในสภาพที่สมบูรณ์ กลายเป็นอาหารของแบคทีเรียดี ซึ่งก็คือแบคทีเรียผอมด้วยนะคะ
พรีไบโอติก มักพบในพืชหลายชนิด ได้แก่ ข้าวสาลี กระเทียม กล้วย หอมหัวใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง หัวมัน และรากของต้นชิโครี่ ถ้าต้องการดูแลสุขภาพด้วยพรีไบโอติก แนะนำให้กินพืชผักให้หลากหลาย🥦🍆🍅🍇🍎🍌🌽🫐ในปริมาณที่เพียงพอตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำไว้คือ 400-500 กรัม/วัน
แต่ถ้าในชีวิตประจำวัน ยังไม่สามารถกินพืชผักให้ได้ปริมาณสูงขนาดนั้น อาจเลือกหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์
(ใยอาหาร)ที่มีคุณสมบัติพรีไบโอติก ร่วมด้วยก็ได้นะคะ

🤔 ต่อไปนี้ ก่อนจะหยิบจับอาหารเข้าปาก ลองถามตัวเองก่อนนะคะ อาหารที่เราทานเป็นพรีไบโอติกหรือไม่ เรากำลังให้อาหารแบคทีเรียอ้วน หรือแบคทีเรียผอมอยู่?


#แบคทีเรียอ้วนแบคทีเรียผอม

*บางส่วนของบทความมาจากหนังสือ "Microbiota อวัยวะที่ถูกลืม"
Cr.พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (หมอผิง)

Item ของผู้หญิงทุกวัน💗😚
22/04/2022

Item ของผู้หญิงทุกวัน💗😚


เรื่องสวยมาก่อนนน😁😁
22/04/2022

เรื่องสวยมาก่อนนน😁😁


หวานกว่านี้ไม่มีแล้วจ้า😍😍
22/04/2022

หวานกว่านี้ไม่มีแล้วจ้า😍😍


แค่เลือกแพ็คที่ใช่ ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลยยย😍😍   #นิวทริไลท์แพ็คเปลี่ยนชีวิต
15/04/2022

แค่เลือกแพ็คที่ใช่ ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลยยย😍😍


#นิวทริไลท์แพ็คเปลี่ยนชีวิต

ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลยยย   #นิวทริไลท์แพ็คเปลี่ยนชีวิต
15/04/2022

ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลยยย


#นิวทริไลท์แพ็คเปลี่ยนชีวิต

ที่อยู่

Kantang
92110

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Time2Healthyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Time2Healthy:

แชร์