Loft Optometry : Your Eyes in Good Hands.

Loft Optometry : Your Eyes in Good Hands. ให้บริการทางทัศนมาตรคลินิก : แก้ไขปัญหาปัญหาสายตา ระบบเพ่งและระบบการมองเห็นอื่นๆ ด้วยเลนส์และอุปกรณ์

 #ดึงสติก่อนสตาร์ท !!⠀ ขอโทษสำหรับคนที่มาไม่ทัน ผู้หลักผู้ใหญ่ให้เอาลง ผมก็แค่ทำในหน้าที่ของผม รักและหวงแหนในวิชาชีพ รู้...
07/05/2026

#ดึงสติก่อนสตาร์ท !!

ขอโทษสำหรับคนที่มาไม่ทัน ผู้หลักผู้ใหญ่ให้เอาลง ผมก็แค่ทำในหน้าที่ของผม รักและหวงแหนในวิชาชีพ รู้สึกอะไรผิดปกติก็ต้องทักต้องแสดงความคิดเห็น

ก็เห็นว่าลิ้ง "รับฟังความคิดเห็น" ก็คิดว่าคิดเห็นได้ แต่เมื่อทางผู้ใหญ่บอกว่า นิยาม “การเห็น” สำหรับทัศนมาตรถูกต้อง ส่วนข้อยกเว้น ห้ามทำในเรื่อง “การมองเห็น” ก็ถูกต้องอีกเหมือนกัน ทุกอย่างถูกต้องหมดแล้ว ก็ไม่ว่ากัน ตามนั้น...แยกย้ายๆ

แต่แอบมึนนิดหน่อย ว่า ทำไม "การเห็น" กับ "การมองเห็น" มันมีปัญหาอะไร ถึงไม่ทำให้มันเป็นคำเดียวกัน จะ "การเห็น" ก็ "การเห็น"ให้หมด ถ้าจะ "การมองเห็น" ก็ "การมองเห็น"ให้หมด (แต่ก็พยายามทำใจอยู่ว่า มันไม่มีอะไรในกอใผ่...แน่นะวิ!!!!)

#ต่อไปนี้อย่าใช้คำว่าการมองเห็นให้ใช้คำว่าการเห็น ..ผู้ใหญ่เค้าว่ามา
#ใครแคปทันส่งต่อเพื่อนด้วย

ไปร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ที่ลิ้ง ...
https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=NzA1OURHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=

อ่านร่างกฎหมายฉบับเต็มได้ที่ ลิ้งhttps://kprc75t6q3.execute-api.ap-southeast-7.amazonaws.com/prod/dga-backoffice-api/dga-storage/uploads/2026-05-06-14:53:30_ร่างพรฏ.%20ทัศนมาตร%20%20.pdf

#ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

What's The Front,Back & Double PALs Design ?EP. 2 ROD : The Daddy's Back-Side Progressive Lens Design By Dr.Loft, O.D.⠀ ...
02/05/2026

What's The Front,Back & Double PALs Design ?
EP. 2 ROD : The Daddy's Back-Side Progressive Lens Design
By Dr.Loft, O.D.



หลังจากปล่อยน้ำจิ้มไปก่อนหน้ากับเรื่อง Front Progressive Lens Design และ เรื่อง โครงสร้างยิ่งมากยิ่งดี !...แล้วโครงสร้างคืออะไร? ซึ่งเราได้เห็นกันแล้วว่า ถ้าจะเล่นกันให้สุดกับเลนส์เฉพาะบุคคลแล้ว ความเป็น full back ดูจะได้เปรียบดีไซน์อื่นๆ เพราะไม่ต้องเตรียมซอสปรุงรสไว้รอ ชอบแบบไหนค่อยปรุงตามใจคนกิน ต่างจากก๋วยเตี๋ยวสำเร็จซึ่งทำได้เพียงเติม น้ำปลา น้ำส้ม พริกและถั่ว แต่รสหลักยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

วันนี้ เรามาคุยกันเชิงลึกกับเรื่อง ROD, The Daddy of Full Back-Side Progressive lens Design ซึ่ง ROD นั้นคือนามปากกาที่ใช้เขียนบทความของ Rodenstock ลงในวารสารวิชาการต่างๆ ซึ่ง consult ของโรเด้นสต๊อกจะต้องใช้นามปากกานี้ ส่วน Daddy นั้นก็ตรงตัว เพราะว่าเขาเป็น “พ่อ” ของการออกแบบโครงสร้างโปรเกรสซีฟแบบ Back Design มาตั้งแต่ฟรีฟอร์มยุคแรกๆ ดังนั้น ถ้าอยากรู้โครงสร้างของ Back-Side ง่ายที่สุดก็คือศึกษา Rodenstock

สาเหตุสำคัญที่สุดที่ ROD ชอบด้านหลัง ก็เรื่องความคล่องตัวในการออกแบบที่ไม่ติดขีดจำกัดต่างๆ จากโครงสร้างผิวหน้า คือง่ายๆ ว่า ไม่ต้องห่วงน้ำซุปเดิมว่าเขาทำรสมาอย่างไรแล้วจะปรุงแก้อย่างไร สู้ทำใหม่เลยง่ายกว่า ไม่กินเผ็ดก็ทำแกงจืดหรือผัดผักสิ ไม่เห็นต้องทำแกงป่าแล้วมาตักพริกออก หรืออยากกินส้มตำเผ็ดน้อย ก็ประเมินพริกไปตั้งแต่ต้น ไม่ต้องกินไปหลบพริกไป ฉันใดก็ฉันนั้น

แต่ถามว่า มีแต่ Rod ที่เป็น Back หรือ ? ก็ต้องตอบว่า “เปล่า” ค่ายอื่นเขาก็มี เหมือนก๋วยเตี๋ยวไม่ได้มีเจ้าเดียว แต่ผมกำลังพูดถึงคือเจ้าประจำที่อร่อยถูกปากผมก็เท่านั้นเอง และผมรู้จักป้าเจ้าของหม้อก๋วยเตี๋ยวดี เลยเอาสูตรป้ามาเล่าให้ฟัง

ว่าไปเรื่องนี้ก็เหมือนคำว่า ฟรีฟอร์ม ที่เอามาเล่นกันจนสับสนกันไปหมดว่า เลนส์ฟรีฟอร์มคือเลนส์เฉพาะบุคคล เพราะจริงๆ คือ เลนส์เฉพาะบุคคลต้องอาศัยฟรีฟอร์ม(ก็จริง) แต่เลนส์ฟรีฟอร์มไม่จำเป็นต้องเป็นเลนส์เฉพาะบุคคล เหมือน "รถต้องมีล้อ แต่อะไรที่มีล้อก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นรถยนต์"

ท่านที่สนใจ ผมทิ้งลิงก์ไว้ใน comment นะครับ แวะเข้าไปศึกษากันดู เผื่อได้อะไรบ้าง (ไม่มากก็น้อย)

ขอบคุณทุกท่านเหมือนเดิม สำหรับการติดตาม

สวัสดีครับ

Dr.Loft, O.D.

#ย้ายร้านวัชรพลกลับไปอยู่บ้านเมืองทอง เริ่ม 1 มิ.ย.69

LOFT OPTOMETRY

111/56 Motown Brio, Chaeng Watthana-Songprapha Rd., Ban Mai, Pak Kret, Nonthaburi 11120

ลอฟท์ ออพโตเมทรี

111/56 โครงการโมทาวน์ บริโอ (Motown Brio) ถนนแจ้งวัฒนะ-สรงประภา ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120

Mobile : 090-553-6554
Line: loftoptometry
https://www.loftoptometry.com
Loft Optometry : Your Eyes in Good Hands.

Maps : https://maps.app.goo.gl/pRBKoUdoRkUi48Ae9

Special Case Report : ตอน "อย่าห่วงแต่คุมสายตาสั้น จนลืมเรื่องตาเหล่  ; ภัยเงียบจากผลข้างเคียงของยาหยอด (Atropine) By Dr...
28/04/2026

Special Case Report :
ตอน "อย่าห่วงแต่คุมสายตาสั้น จนลืมเรื่องตาเหล่ ; ภัยเงียบจากผลข้างเคียงของยาหยอด (Atropine)
By Dr.Loft ,O.D.

note : เรื่องนี้สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง สถานที่จริง นางแบบน้องปัญญา(ประดิษฐ์)

ที่มา...

บ่ายนี้ขอพักเรื่องโปรเกรสซีฟเลนส์ มาคุยกันในเรื่อง Case Report กันสักหน่อย ถือเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถ ซึ่งหัวข้อการบรรยายช่วงหลังท้องตึงนี้ มีชื่อว่า “อย่าห่วงแต่คุมสายตาสั้น จนลืมเรื่องตาเหล่ : ภัยเงียบจากผลข้างเคียงของยาหยอด (Atropine)” (ซึ่งนางแบบนั้น ได้อภินันทราการจาก ai ช่วยสร้างเด็กมานั่งเก้าอี้ให้ เพื่อป้องกันข้อมูลคนไข้และตัวเองจาก PDPA)

สำหรับที่มาของเรื่องนี้ มีผู้ปกครองท่านหนึ่งโทรมาปรึกษาว่า พาลูกสาวอายุ 7 ขวบไปตรวจตาเพราะมองไม่ชัด ซึ่งพบว่าเป็นสายตาสั้น หมอได้ทำการตรวจวัดสายตาออกมาแล้วได้ค่าขวาและซ้ายเป็นสายตาสั้น R-3.75/L-4.25 ซึ่งได้นำใบสั่งจ่ายเลนส์ไปทำแว่นกับร้านแว่น

และด้วยความที่กลัวลูกจะสายตาสั้นเพิ่มเร็ว (เพราะคุณแม่เองก็เป็นคนสายตาสั้นมาก) จึงอยากใช้เลนส์ชะลอสายตาสั้น (myopia control) ร้านแว่นจึงให้ใช้เป็นเลนส์ชะลอสายตาสั้นยี่ห้อหนึ่ง

เมื่อรับเลนส์ อาการที่ปรากฏคือ "เด็กมองไกลชัด แต่อ่านหนังสือไม่ได้เลย ทางร้านก็เลยคิดว่าด้วยความที่เลนส์ถูกออกแบบมาให้เห็นเฉพาะตรงกลาง ส่วนขอบๆ จะมัว จึงทำการเปลี่ยนเป็น Single Vision ธรรมดา ปรากฏว่ามองไกลชัดเหมือนเดิมแต่เด็กก็ยังไม่สามารถอ่านหนังสือได้ แต่พอถอดแว่นอ่านหนังสือกลับชัดปกติ

แม่เด็กกังวลใจมากจึงไปค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต แล้วพบเรื่อง Accommodative Insufficiency ที่ผมเขียนไว้ใน loftoptometry.com ก็เลยนึกว่าเป็นเรื่องนี้ ด้วยความใจร้อนเลยโทรเข้ามาปรึกษาตอน 2 ทุ่ม ผมตั้งใจฟังอาการโดยละเอียด แต่ก็หาเหตุที่จะเชื่อได้ว่าเด็ก 7 ขวบที่มีพลังล้นเหลือ จะเป็นภาวะนี้ได้อย่างไร ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันเผื่อจะได้เจอเคสสนุกๆ ก็เลยนัดมาดู

คุณแม่พาน้องมาในวันรุ่งขึ้น ผมเริ่มเซต Trial Lens ตามใบสั่งเลนส์ แล้ว Over Refract ด้วย Retinoscope ก็ดู Neutral ดี แสดงถึงสายตามองไกลนั้นตรวจวัดออกมาได้ดี และเด็กก็สามารถมองไกลได้ VA ในเกณฑ์ที่ดี

ผมเริ่มทำ Cover Test มองไกลก็ดู Ortho ดี เหล่ซ่อนเร้นไกลไม่มี (โดยรวมดูดี)

แต่พอให้อ่านหนังสือ เด็กอ่านไม่ได้เลย (จริงๆ ผมก็ตกใจ) เลยทำ Dynamic Retinoscopy (MEM) โดยแปะชาร์ตดูใกล้ที่หัว Retinoscope จากนั้นก็กวาดดู ตกใจเลยครับ เห็น With-motion ชนิดที่ว่า ถ้าเป็น Presbyopia ก็ถือว่า “งอมได้ที่” เพราะเด็กไม่มีแรงเพ่งสู้ใดๆ เลย ผมต้องเก็บทรง เพราะแม่กับเด็กเริ่มมีอาการตกใจตาม แล้วผมก็ทำ Cover Test ที่ระยะใกล้ พบตาเหวี่ยงไปมาในลักษณะของ Eso-deviation (Esophoria)

ผมเดินออกมานอกห้องตรวจจูนสมาธิอยู่พักหนึ่งว่าจะบอกคนไข้อย่างไรดี เพราะผมเริ่มคิดไปถึงเรื่องสมองแล้ว เลยโยนหินถามไปว่า น้องมีปัญหาสุขภาพอะไรไหม มีทานยาอะไรหรือเปล่า พอคุณแม่ตอบว่า Atropine เท่านั้นแหละ ร้องอ๋อ...นึกว่าอะไร ที่แท้ก็อะไรนี่เอง (โล่งใจ)

ก็เลยถามต่อไปว่า หมอเขาสงสัยว่ามีสายตาสั้นเทียมหรือครับ (ปกติยาพวกนี้ใช้หยอดเมื่อสงสัยว่ามีสายตาสั้นเทียม Pseudomyopia หรือมีสายตายาวซ่อนเร้น Latent Hyperopia หมอจะสั่งให้ไปหยอดสัก 1 สัปดาห์ เพื่อให้เลนส์คลายตัวเต็มที่ แล้วก็มาตรวจสายตา) แต่คุณแม่บอกว่า เปล่า! หมอให้หยอดเพื่อคุมสายตาสั้น อ้อ...นึกว่าอะไร ที่แท้ก็อะไรนี่เอง (อีกรอบ)

ผมเลยถามกลับว่า “แล้วหมอไม่ได้บอกหรือว่า หยอดไปแล้ว ระบบเพ่งจะไม่ทำงาน เด็กจะอ่านหนังสือหรือดูใกล้ไม่ได้” คุณแม่บอกไม่ทราบ (ไม่รู้ว่าหมอลืมบอกหรือแม่ลืมฟัง)

แต่ไม่เป็นไร เรื่องมันผ่านไปแล้ว แต่ถ้ายังใช้วิธีนี้ในการคุมสายตาสั้น ก็จะมีปัญหาแบบนี้ และจะมีปัญหามากกว่านี้กับระบบการมองสองตา (Binocular Function) และเหล่เข้าซ่อนเร้นที่เกิดขึ้นมันก็มาจาก Atropine นี่แหละ ที่ไปรบกวนระบบสมดุลของ AC/A Ratio เรื่องนี้มีงานวิจัยมีหลายตัวที่อธิบายปรากฏการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ลองไปค้นใน Google ดู เช่น “Accommodative esotropia associated with low-dose atropine for myopia control: a case report with longitudinal AC/A ratio” ใครอยากศึกษาต่อผมทิ้งลิ้งไว้ใน comment

แต่ผมก็เชื่อว่าหมอทุกคนรักและห่วงคนไข้ ไม่มีใครอยากทำร้ายคนไข้หรอก แค่บางทีเราโฟกัสเฉพาะบางมุมบางทีก็ลืมที่จะมองมุมอื่นไปบ้าง ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน

ทีนี้มาดูเรื่องการคุมสายตาสั้นดีกว่า #ทำไมเราต้องคุม

Myopia Control ว่าด้วยเรื่อง Myopia Control หรือการควบคุมสายตาสั้น ถือเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในยุคนี้ และเป็นเรื่องที่วงการวิชาการทั่วโลกต่างพูดถึงกัน แต่ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกถึงวิธีการควบคุม เราควรมาทำความเข้าใจกายภาพพื้นฐานของดวงตากันเสียก่อน

The Components of Refraction

ลักษณะทางกายภาพของดวงตาที่ส่งผลต่อค่าสายตา ระบบของดวงตาที่เกี่ยวข้องกับความคลาดเคลื่อนของการหักเหแสง (Refractive Error) ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก โดยแบ่งเป็นส่วนที่มีความโค้ง 2 ส่วน คือ กระจกตา (Cornea) และ เลนส์แก้วตา (Crystalline Lens) และอีกส่วนที่ไม่ได้มีความโค้ง แต่เป็นระยะจากยอดกระจกตา (Corneal Apex) ไปจนถึงจอรับภาพ (Retina) ซึ่งก็คือ ความยาวของกระบอกตา (Axial Length)

ดังนั้น ค่าสายตาจะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของความโค้งกระจกตา ความโค้งเลนส์ตา หรือมีความยาวกระบอกตาที่เปลี่ยนไป

โดยธรรมชาติของเด็กเมื่อตัวโตขึ้น ดวงตาก็จะโตตาม กระบอกตาก็ยาวตามไปด้วย จนเมื่อร่างกายเจริญเติบโตเต็มวัย อวัยวะต่างๆ หยุดการเปลี่ยนแปลง ขนาดของลูกตาคงที่ ค่าสายตาก็จะเริ่มนิ่งและไม่ค่อยเปลี่ยนแล้ว (โดยปกติโตเต็มวัยประมาณอายุ 22 ปี)

#เมื่อความโค้งเปลี่ยน (Curvature Change)

การเปลี่ยนแปลงความโค้งของกระจกตานั้นถูกควบคุมโดยรัศมีความโค้ง ซึ่งถ้ารัศมีความโค้งเปลี่ยนไปเพียง 1 มม. จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงของกำลังสายตาได้ถึง 6.00D โดยปกติเราไม่สามารถไปแทรกแซงธรรมชาติของการเจริญเติบโตในส่วนนี้ได้ แต่หากอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์แล้วต้องการแก้ไขสายตาสั้น การทำเลสิกก็คือการใช้เลเซอร์ปาดกระจกตาให้แบนลง (ทำให้มีความเป็นบวกน้อยลง) ซึ่งก็คือการเปลี่ยนความโค้งส่วนนี้นั่นเอง

#เมื่อความยาวเปลี่ยน (Length Change) ตามธรรมชาติ คนปกติจะมีความยาวกระบอกตาประมาณ 22 มม. หากเป็นคนสายตายาวแต่กำเนิด (Hyperopia) กระบอกตาก็จะสั้นกว่านี้ ในทางตรงกันข้าม คนสายตาสั้น (Myopia) ก็มักจะมีกระบอกตาที่ยาวกว่าปกติ ทุกๆ ความยาวกระบอกตาที่ต่างกัน 1 มม. สามารถสร้างค่าสายตาที่ต่างกันได้มากถึง 3.00D ดังนั้น หากเราสามารถควบคุมความยืดของกระบอกตาไม่ให้ยืดออกไปได้ เราก็น่าจะควบคุมสายตาไม่ให้สั้นเพิ่มได้ นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด Myopia Control

#ทำไมเราต้องห่วงเรื่องสายตาสั้นที่ "พุ่ง" สูงขึ้น?

หลายคนอาจมองว่า สายตาสั้นก็แค่มองไกลไม่ชัด จะแก้ด้วยแว่นตา คอนแทคเลนส์ หรือทำเลสิกก็สุดแท้แต่ แก้แล้วก็เห็นชัด ไม่เห็นต้องวิตกอะไร

ความจริงคือ ถ้าสั้นน้อยๆ ก็คงไม่น่าวิตก แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะสายตาสั้นมากๆ (High Myopia) ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงผู้ที่มีค่าสายตาสั้นเกิน -6.00 Diopters หรือมีความยาวของกระบอกตามากกว่า 26 มม. จะทำให้ลักษณะทางกายวิภาคของลูกตายาวกว่าปกติ โครงสร้างภายในลูกตา เช่น จอประสาทตาและผนังตา จึงถูกยืดออกและบางลง ส่งผลให้คนไข้มีความเสี่ยงต่อโรคตาและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมา เช่น

#จอประสาทตาลอกหรือฉีกขาด (Retinal Tear and Detachment)

การยืดตัวของลูกตาทำให้จอประสาทตารอบนอกบางลงและเกิดความตึงเครียด หากถูกดึงรั้งจากวุ้นในตา อาจทำให้เกิดรอยฉีกขาด หากของเหลวซึมเข้าไปใต้รอยแตก จะทำให้จอประสาทตาลอกหลุด ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจทำให้ตาบอดได้หากไม่รักษาทันท่วงที นึกถึงลูกโป่ง ยิ่งเราเป่าลมเข้าไปมากเท่าไหร่ ลูกโป่งจะยาวขึ้น ในขณะเดียวกันผิวลูกโป่งก็บางลงด้วยเช่นกัน จอประสาทตาของเราก็เหมือนกับผิวลูกโป่ง โอกาสฉีกขาดก็มีได้ง่ายกว่า

#จุดรับภาพเสื่อมจากสายตาสั้น (Myopic Maculopathy)

เมื่อลูกตายืดออกมาก บริเวณจุดรับภาพตรงกลาง (Macula) จะบางลงและเสื่อมสภาพ อาจเกิดรอยปริแตกในชั้นใต้จอประสาทตา หรือมีเส้นเลือดงอกใหม่ที่ผิดปกติเปราะบางแตกออก ทำให้สูญเสียการมองเห็นส่วนกลาง (Central Vision) อย่างถาวร

#ต้อหิน (Glaucoma)

คนไข้สายตาสั้นมากมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต้อหินชนิดมุมเปิด (Primary Open-Angle Glaucoma) เนื่องจากโครงสร้างลูกตาที่เปลี่ยนไป อาจทำให้ความดันตา (IOP) เข้าทำลายขั้วประสาทตาได้ง่ายขึ้น

#ต้อกระจกก่อนวัยอันควร (Early-onset Cataracts)

สายตาสั้นมากมีความเชื่อมโยงกับภาวะเลนส์ตาขุ่นมัวเร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะต้อกระจกชนิดที่ขุ่นบริเวณส่วนหลังของเลนส์ (Posterior Subcapsular Cataract) หรือต้อกระจกชนิดแก่นกลาง (Nuclear Sclerosis)

#วุ้นตาเสื่อม (Vitreous Degeneration)

วุ้นภายในลูกตาจะเหลวและเสื่อมสภาพเร็วกว่าวัยอันควร คนไข้จะเห็นเป็นจุดดำหรือหยากไย่ (Floaters) ลอยไปมา หากวุ้นตาหดตัวและดึงรั้งจอประสาทตา อาจทำให้เห็นแสงแฟลชสว่างวาบ (Flashes) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของจอประสาทตาฉีกขาด

#ผนังลูกตาด้านหลังโป่งพอง (Posterior Staphyloma)

ความอ่อนแอของเปลือกตาขาวในตำแหน่งด้านหลังลูกตา ทำให้ผนังตาโป่งพองออกไปด้านหลัง ส่งผลให้ค่าสายตาสั้นเพิ่มขึ้นไม่หยุดแม้จะอยู่ในวัยผู้ใหญ่

ด้วยสถิติประชากรสายตาสั้นทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นทุกปี และมีการประมาณการว่าในปี 2030 คนครึ่งโลกจะมีภาวะสายตาสั้น เรื่องนี้จึงเป็นวาระสำคัญที่ต้องรีบเฝ้าระวังแต่เนิ่นๆ

เขาคุมกันอย่างไร?

อย่างที่กล่าวไปว่า เลนส์กับกระจกตานั้นเราไม่สามารถไปแทรกแซงทางกายภาพของเด็กได้ เป้าหมายเดียวที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ “ #การคงหรือชะลอความยาวของกระบอกตา" ซึ่งมีหลายงานวิจัยที่บ่งชี้ถึงสาเหตุที่กระบอกตามีการยืดยาวจากปัจจัยต่างๆ เช่น

บางงานวิจัยระบุว่า การเพ่งของเลนส์แก้วตา (Accommodation) จากการดูใกล้มากๆ ทำให้กระบอกตายืดออกเพื่อลดภาระการเพ่ง ร่างกายจะปรับตัวเองให้กลายเป็นสายตาสั้นเพื่อจะได้มองใกล้ชัดโดยไม่ต้องออกแรงเพ่ง ถ้าเชื่อตามงานวิจัยนี้ การคุมสายตาสั้นจึงใช้การ "ลดการเพ่ง" เช่น การใช้เลนส์แว่นตาสองชั้น หรือเลนส์โปรเกรสซีฟ หรือถ้าเชื่อรุนแรงหน่อย ก็จะใช้ยาหยอด Low Dose Atropine 0.01% เพื่อให้กล้ามเนื้อที่ควบคุมเลนส์แก้วตาเป็นอัมพาตชั่วคราว เมื่อหยอดแล้วตาจะไม่สามารถเพ่งได้ ซึ่งต้องหยอดต่อเนื่องหลายปี ด้วยความคาดหวังว่าจะสามารถชะลอสายตาสั้นได้ แต่บางทีก็ลืมคิดไปหลายเรื่องว่าต้องแลกกับอะไรมาระหว่างนี้ เช่น

ระหว่างหยอดยานี้...เด็กจะอ่านหนังสือเรียนอย่างไร? ถ้าเด็กอ่านไม่ได้ สอบไม่ผ่าน คะแนนไม่ดี เข้าโรงเรียนดีๆ ไม่ได้ แล้วจะมีความหมายอะไรกับการชะลอสายตา (ที่ชะลอได้จริงแค่ไหนก็ไม่รู้) ที่ต้องแลกกับอนาคตเด็ก

ระบบการมองเห็นสองตา (Binocular Function) จะทำงานร่วมกันแบบไหน? ค่าความสัมพันธ์ของการเพ่งและการเหลือบตา (AC/A Ratio) จะพังหรือไม่? คุ้มไหมที่จะเสี่ยงกับการชะลอสายตาสั้นในรูปแบบที่ต้องแลกกับ binocular function

แม้ผมจะมองว่า ถ้าต้องการใช้ atropine จริงๆ ผมคิดว่าควรใช้ร่วมกับเลนส์โปรเกรสซีฟ เพื่อให้เด็กยังสามารถใช้ชีวิตปกติได้ แต่ผมก็ยังอดไม่ได้อยู่ดีว่าใน long-term แล้ว AC/A ratio จะเป็นอย่างไร แล้วนำไปสู่ binoc-dysfunction อย่างไรบ้าง แน่ๆ accommodation ไม่ได้ใช้งานหลายปี ไม่รู้ว่ามันจะ insufficiency ในอนาคตไหม และถ้าเกิด High AC/A เด็กจะกลายเป็น accom eso ไหม ส่วนชะลอได้แค่ไหนนั้นก็ยังไม่รู้ ...มันก็น่าห่วงอยู่นะ เหมือนเรากำลังจะให้เด็กเป็นหนูทดลองยังไงไม่รู้


#ผลข้างเคียงที่ถูกละเลย

ตาเหล่เข้าจากการหยอดยา งานวิจัยใหม่ๆ พบว่า การใช้ Low Dose Atropine สำหรับ Myopia Control มีส่วนทำให้เกิด "ตาเหล่เข้าซ่อนเร้นขณะดูใกล้" (Esophoria / Esotropia at near)

จะเกิดอะไรขึ้นหาก Accommodation ถูกบล๊อกอย่างต่อเนื่องยาวนานด้วย Atropine

การหยอด Atropine ไม่ว่าจะโดสต่ำ (0.01%) หรือโดสสูง กลไกของมันคือการยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ Ciliary muscle แบบค่อยเป็นค่อยไป (Peripheral block) ซึ่งส่งผลต่อ AC/A Ratio (Accommodative Convergence / Accommodation Ratio) โดยตรง

กลไกการชดเชยของสมอง (Innervational Drive)

เมื่อเลนส์ตาตอบสนองต่อการเพ่งได้น้อยลง ภาพที่มองใกล้จะเริ่มเบลอ สมองส่วนกลางจึงต้องส่งคำสั่ง (Innervational effort) ลงมาที่กล้ามเนื้อตาให้ "ออกแรงเพ่งหนักกว่าเดิมหลายเท่า" เพื่อชดเชยการทำงานที่หายไป

AC/A Ratio พุ่งสูงขึ้น

ตามหลักการของ Near Triad (Accommodation, Convergence, Miosis) ระบบประสาทเหล่านี้ทำงานเชื่อมโยงกัน เมื่อสมองสั่ง "เพ่งอย่างรุนแรง" สิ่งที่ตามมาคือมันจะกระตุ้น "การหักเหตาเข้าใน (Convergence) อย่างรุนแรง" ตามไปด้วย

เมื่อเทียบสัดส่วนระหว่างกำลังเพ่งที่ทำได้จริง (accommodation) กับปริมาณตาเหลือบเข้า (convergence) ค่า AC/A ratio ในทางคลินิกจึงพุ่งสูงขึ้น (High AC/A)

สรุปคือ ยาไปทำให้กล้ามเนื้อตาที่ใช้เพ่งเป็นอัมพาต เวลามองใกล้สมองจึงต้องส่งสัญญาณสั่งการเพ่ง (Accommodation Effort) ลงมาหนักกว่าปกติเพื่อพยายามเอาชนะฤทธิ์ยา สัญญาณที่รุนแรงนี้จะไปกระตุ้นการดึงลูกตาให้เหลือบเข้าหากัน (Convergence) มากเกินความพอดี ส่งผลให้ระบบ AC/A Ratio ปรับตัวเองจนเกิดภาวะ High AC/A ในที่สุด

Atropine + Progressive lens Rx

ถ้าต้องการใช้ atropine จริงๆ ผมคิดว่าควรใช้ร่วมกับเลนส์โปรเกรสซีฟ เพื่อให้เด็กยังสามารถใช้ชีวิตปกติได้ แต่ผมก็ยังอดคิดไม่ได้อยู่ดีว่าใน long-term แล้ว AC/A ratio จะเป็นอย่างไร แล้วนำไปสู่ binoc-dysfunction อย่างไรบ้าง แน่ๆ accommodation เป็นอัมพาตไม่ได้ใช้งานหลายปี ไม่รู้ว่ามันจะ insufficiency ในอนาคตไหม และถ้าเกิด High AC/A เด็กจะกลายเป็น accom eso ไหม ส่วนชะลอได้แค่ไหนนั้นก็ยังไม่รู้ ...มันก็น่าห่วงอยู่นะ เหมือนเรากำลังจะให้เด็กเป็นหนูทดลองยังไงไม่รู้ หรือเราเลือกที่จะเชื่อว่า atropine สามารถชะลอสายตาสั้นได้ เพราะงานวิจัยบอกอย่างนั้น แต่เราเลือกที่จะไม่เชื่องานวิจัยที่แสดงถึงผลกระทบของ atropine แต่ binocular function อย่างนั้นหรือ ...ก็น่าคิด


#ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

ยังมีอีกงานวิจัยที่พบว่า แสงที่หักเหเข้าตาบริเวณด้านข้างแล้วตกหลังจอรับภาพ (Peripheral Hyperopic Defocus) จะไปกระตุ้นให้กระบอกตายืดออกและสายตาสั้นเพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์แนวคิดนี้คือ "เลนส์แว่นตาควบคุมสายตาสั้น" ซึ่งมีให้เลือกหลายแบรนด์ เช่น เลนส์รุ่น Myop จากค่าย Rodenstock (ซึ่งผมเคยเขียน White Paper สรุปไว้แล้ว สามารถตามไปอ่านกันได้ครับ)

การใช้เลนส์แว่นตานั้นเหนือกว่าการใช้ยาหยอดตรงที่เราไม่ต้องไปรบกวนระบบสรีรวิทยาของดวงตา ไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะ Rebound Effect หลังหยุดยา และที่สำคัญที่สุดคือ ระบบการมองเห็นสองตา (Binocular Vision) ยังคงได้ทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งการเพ่ง (Accommodation) และการเหลือบตา (Convergence) ยังทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นธรรมชาติ



สำหรับเด็กคนนี้ ผมให้แม่ไปปรึกษาหมอเจ้าของคนไข้เรื่องขอหยุดหยอด Atropine และ เลือกวิธีรักษาอื่นที่ไม่รบกวนการใช้ชีวิตน้องและไม่ได้กังวลเรื่อง Rebound เพราะเป็น Dose ที่ต่ำมาก (0.01%) ประกอบกับเพิ่งหยอดได้ 10 วัน จึงไม่ค่อยห่วงเรื่องนี้ และสั่งเลนส์ Full Correction เป็น Single Vision ธรรมดา

วันที่เด็กมารับแว่น มองไกลชัด อ่านหนังสือชัด และ Esophoria ที่ใกล้นั้นเหลือน้อยมาก (เพราะหยุดยาไปแล้ว 10 วันก่อนมารับแว่น) แทบจะสังเกตไม่เห็นด้วยการทำ Cover Test และเชื่อว่าน่าจะหายเป็นปกติ แล้วจึงนัดเด็กมาเช็คอีกครั้งหลัง 3 เดือน เพื่อพิจารณาต่อว่าจะเลือกใช้เลนส์คุมสายตาสั้นแทน Single Vision นี้ไหม

#ทางออกที่ดีที่สุด

จริงๆ มีวิธีคุมสายตาสั้น ได้ชงัดที่สุดคือ “full correction” เพราะงานวิจัยถูกฉบับออกมาตรงกันว่า “ uncorrected refractive error เป็นตัวกระตุ้นการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้น” ดังนั้นจ่ายสายตาที่ถูกต้องตรงๆก็ช่วยได้แล้ว ไม่ต้องเล่นท่าพิศดารมาก อีกปัจจัยที่สำคัญคือ “เด็กที่สัมผัส UV บ้าง สายตาสั้นจะช้าลง ดังนั้น แดดฟรี ไม่เสียตังค์ แค่พาลูกออกไปเดินเล่น outdoor บ้าง อย่าอยู่แต่ในร่ม” ได้แค่นี้ก็ดีถมแล้ว

#ทิ้งท้าย

การให้ความสำคัญกับเรื่องการชะลอสายตาสั้นในเด็กนั้น เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าสามารถเลือกวิธีที่ไม่ไปกระทบกับระบบอื่นๆได้ก็จะยิ่งดีกับตัวเอง สายตาดีเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ถ้าสายตาดีแต่เรียนหนังสือไม่ได้ อนาคตก็ดีได้ยาก ถึงเวลานั้น สายตาดีอาจจะไม่ได้สร้าง value อะไรให้กับโลกนี้ก็ได้ ดังนั้น ทางสายกลาง น่าจะเป็นเส้นทางเหมาะสมที่สุด คือต้องบาลานซ์การพัฒนาการในทุกส่วน ไม่ใช่ห่วงแต่สายตาสั้นจะเพิ่ม จนทิ้งทุกสิ่งอย่าง เดี๋ยวสุดท้ายจะกลายเป็นขี่ช้างศึกออกจับตั๊กแตน ได้ไม่คุ้มเสีย



ในแง่การรักษาแก้ไขแบบทัศนมาตรศาสตร์ จุดมุ่งหมายสูงสุดคือ “Enhance Vision” ไม่ใช่แค่ Restore Vision ดังนั้นเราไม่สามารถมอง Refraction, Binocular Function และ Accommodation แยกออกจากกันได้ และจุดนี้เองที่ทำให้ทัศนมาตรมีอัตลักษณ์ทางวิชาชีพที่เฉพาะ

ดังนั้น ฝากน้องๆทัศนมาตร ลงมือทำตามที่ร่ำเรียนมา “ #วางเครื่องวัดสายตาคอมพิวเตอร์ให้ห่างตัว อย่าใช้เพราะความเคยชิน สมัยเรียนก็ไม่เห็นต้องใช้คอมพ์ แต่ทำไมจบออกมาแล้วมันขาดไม่ได้ เพราะ ret ถ้าไม่ทำนานๆ ทักษะเราหายไป พอทักษะไม่เหลือ เวลาที่จะต้องเจอเคสเด็กที่ไม่สามารถตอบสนองกับ Subjective งานก็จะงอก! มัน #หมดยุค ของความคิดที่ว่า เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ตรวจวัดสายตาที่ทันสมัยไปแล้ว และไม่มีเครื่องมือทันสมัยใดที่จะมาทดแทนการทำหน้าที่ของหมอได้ และความจริง มันทำงานได้เต็มที่แค่งาน screening หยาบๆ ได้แค่นั้นจริงๆ เรามาสร้างค่านิยม เลิกจับด้าม joystick มาหยิบด้าน retinoscope กันดีกว่า สง่างามกว่าเยอะ

ฝากเอาไว้เท่านี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับนิทานหลังข้าวเที่ยงวันนี้

สวัสดีครับ

ดร.ลอฟท์

#ย้ายร้านวัชรพลกลับไปอยู่บ้านเมืองทอง เริ่ม 1 มิ.ย.69

LOFT OPTOMETRY
111/56 Motown Brio, Chaeng Watthana-Songprapha Rd., Ban Mai, Pak Kret, Nonthaburi 11120

ลอฟท์ ออพโตเมทรี
111/56 โครงการโมทาวน์ บริโอ (Motown Brio) ถนนแจ้งวัฒนะ-สรงประภา ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120

Mobile : 090-553-6554
Line: loftoptometry
https://www.loftoptometry.com
Loft Optometry : Your Eyes in Good Hands.

Maps : https://maps.app.goo.gl/pRBKoUdoRkUi48Ae9

 #บทความพิเศษเรื่อง โครงสร้างยิ่งมากยิ่งดี !...แล้วโครงสร้างคืออะไร?By Dr.Loft ,O.D. ⠀สืบเนื่องจากคอนเทนต์ที่แล้ว (EP.1)...
25/04/2026

#บทความพิเศษ
เรื่อง โครงสร้างยิ่งมากยิ่งดี !...แล้วโครงสร้างคืออะไร?
By Dr.Loft ,O.D.

สืบเนื่องจากคอนเทนต์ที่แล้ว (EP.1) ที่เราพูดถึง Front Molded Progressive Lens เลนส์ยุคเก่าที่อาศัยการ "หล่อโครงสำเร็จรูป" ฝังไว้ที่ผิวหน้า ซึ่งถ้าเราเข้าใจว่าระบบแม่พิมพ์นั้นมีข้อจำกัดมหาศาลจากการฝืนกฎฟิสิกส์ Tscherning's Ellipse... แต่ก่อนจะไปสู่ EP.2 เจาะลึก Back-Side Progressive ขอคั่นด้วยเรื่องนี้ระหว่างรอเรียบเรียงเรื่องใหม่ เพราะเป็นเนื้อหาที่มันเชื่อมกันอยู่ (รูปที่แบบมาเป็นตัวอย่าง molded front progressive เราสามารถเอานาฬิกาจับโค้ง (lens clock) จิ้มดูเลย ถ้าเลขเปลี่ยนด้านไหน ก็แปลว่าโครงสร้างโปรเกรสซีฟอยู่ฝั่งนั้น)

ได้ยินมาว่า....

"โครงสร้างโปรเกรสซีฟ ยิ่งเยอะยิ่งดี!"

คำถามคือ "โครงสร้างคืออะไร?" และถ้าเรารู้ว่ายิ่งเยอะยิ่งดี ทำไมไม่ทำให้มันเยอะๆ มันจะได้ดีๆ?

วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟัง

#โครงสร้างเลนส์โปรเกรสซีฟคืออะไร?

เรื่องนี้เราเคยคุยกันไปแล้วในหัวข้อ " #การบริหารจัดการกระบะทราย" เพื่อนๆน่าจะพอจำกันได้ว่า จากทฤษฎีบทของมิงค์วิทซ์ ( ) พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่า ในทางฟิสิกส์แล้ว เป็นไปไม่ได้เลย ที่จะสร้างแนวทางเดินของสายตาตรงกลาง (Umbilical line หรือ Progressive corridor) ที่มีความโค้งในแนวตั้งและแนวนอนเท่ากันอย่างสมบูรณ์ตลอดแนว โดยไม่ก่อให้เกิด "สายตาเอียงแฝงที่พื้นผิว" (Surface unwanted oblique astigmatism) ในบริเวณด้านข้าง

การมีอยู่ของสายตาเอียงแฝงที่ไม่ต้องการ (Unwanted oblique astigmatism) หรือทรายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ ทำให้เกิดบริเวณของความพร่ามัวและความบิดเบี้ยวที่ขอบเลนส์ (Peripheral distortion) ซึ่งในวงการวิศวกรรมเลนส์เขามักเรียกว่า "ปรากฏการณ์เตียงน้ำ" (Waterbed effect) หรือไม่ก็ "การบริหารจัดการกระบะทราย"

เนื่องจากปริมาณรวมของความบิดเบี้ยวในระบบเลนส์นั้น ถูกกำหนดค่าไว้แล้วทางคณิตศาสตร์ตามกำลังสายตา Addition รวมและความยาวของ corridor ผู้ออกแบบจึงไม่สามารถกำจัดความบิดเบี้ยวนี้ออกไปได้ทั้งหมด ทำได้เพียงแค่ "จัดสรร" หรือกระจายมันไปตามจุดต่างๆ บนพื้นผิวเลนส์เท่านั้น การกดความบิดเบี้ยวลงในบริเวณหนึ่ง จะส่งผลให้ความบิดเบี้ยวนั้นนูนสูงขึ้นในอีกบริเวณหนึ่งเสมอ (บริหารจัดการกระบะทราย)

Infinity B.I.G. Exact vs. เสื้อโหล 72 ตัว

อย่างที่เราทราบๆ กันว่า รูปแบบของการเกลี่ยทรายนั้น มีความน่าจะเป็นที่จะเกิดโครงสร้างที่ต่างกันนั้น มีมากมายหลากหลายนับไม่หวัดไม่ไหว แต่พอต้องพึ่งแม่พิมพ์ (Molded) เราจะทำอิสระแบบนั้นไม่ได้เลย! เพราะมันต้องใช้ทุนมหาศาล และโกดังสต๊อกน่าจะต้องใหญ่กว่านิคมฯ อมตะนคร จึงต้องมีการหาค่ากลางเฉลี่ยต่างๆ

เรามาลองคำนวณจำนวนโครงสร้างที่เป็นไปได้ สำหรับเลนส์ระดับไฮเอนด์เรือธงที่จ่ายแบบ Full Rx กับเลนส์อย่าง Rodenstock Impression B.I.G. Exact Sensitive ว่ามันมีโครงสร้างกี่รูปแบบ จากความน่าจะเป็นคณิตศาสตร์ ม.ปลาย เมื่อเรานำพารามิเตอร์จริงซึ่งมีความละเอียดระดับไมครอน มาแยกย่อยเป็น "จำนวนความเป็นไปได้ทั้งหมด (Combinations)" ตัวเลขที่ได้จะทะลุขอบเขตจินตนาการไปไกลมาก

มาลองแยกย่อยพารามิเตอร์เฉพาะบุคคลในเลนส์รุ่นนี้ ที่เราจ่ายแบบ Full Rx กัน

ค่าสายตาสั้น/ยาว ( ):
จาก -18.00 ถึง +13.00 (สเต็ป 0.01D) = 3101 ค่า

ค่าสายตาเอียง ( ):
จาก 0.00 ถึง -6.00 (สเต็ป 0.01D) = 601 ค่า

องศาเอียง (Axis):
1 ถึง 180 (สเต็ปละ 1 องศา) = 180 ค่า

ค่าแอดดิชั่น ( ):
จาก +0.75 ถึง +3.50 (สเต็ป 0.25D) = 12 ค่า

ระยะห่างตากับเลนส์ ( - CVD):
จาก 6 ถึง 23 มม. (สเต็ปละ 0.1 มม.) = 171 ค่า

ความโค้งหน้าแว่น ( ):
จาก -5 ถึง 30 องศา (สเต็ปละ 0.1 องศา) = 351 ค่า

มุมเทหน้าแว่น ( Tilt - PT):
จาก -10 ถึง 20 องศา (สเต็ปละ 0.1 องศา) = 301 ค่า

อิสระ: เลือกได้ 20 ค่า

Corridor Design Far ( ):
ช่วง 8 มม. (สเต็ปละ 0.1 มม.) = 81 ค่า

Corridor Design Near ( ):
จาก -13 ถึง -20 (สเต็ปละ 0.1 มม.) = 71 ค่า

(D/I/N): (99)(99)(99) = 970,299 ค่า

#ข้อมูลชีวมิติ (DNEye Biometrics):
(ได้ข้อมูลจาก DNEye Scanner กว่า 7,000 จุด) ตีต่ำๆ ที่ 7000 รูปแบบ

#หาความเป็นไปได้ทั้งหมด (Probability Combinations)

เมื่อนำจำนวนความเป็นไปได้ของทุกพารามิเตอร์มาคูณกัน เพื่อหาว่าเครื่อง CNC-Computer ของ Rodenstock สามารถเสกเลนส์ที่แตกต่างกันได้กี่โครงสร้าง จะได้สมการดังนี้

N=(3101)(601)(180)(276)(171)(351)(301)(20)(81)(71)(970299)(7000)

เมื่อคำนวณออกมาแล้ว ความน่าจะเป็นของโครงสร้างเลนส์ B.I.G. Exact จะเท่ากับ

1.306 x 10^33รูปแบบ! (อ่านว่า หนึ่งจุดสามคูณสิบยกกำลังสามสิบสาม)

หากเขียนเป็นตัวเลขเต็มๆ จะได้

1,306,786,120,164,296,762,681,593,100,800,000 รูปแบบที่แตกต่างกัน!

ลองจินตนาการดูครับว่า จำนวนแม่พิมพ์ ( ) ที่ต้องหล่อขึ้นมาเพื่อรองรับตัวแปรพวกนี้ มันต้องใช้ทุนมากมายมหาศาลแค่ไหน จะต้องมี โกดังสต๊อกมโฬหารยิ่งใหญ่อลังการแค่ไหน? (ว่าแต่ หาเลนส์ให้เจอก่อนเถอะว่ามันอยู่ส่วนไหนของ Warehouse)

ดังนั้น (Conventional) มันไม่สามารถทำโมลมากมายขนาดนั้นได้ สิ่งที่เขาทำคือ ไม่ต้องเอาค่าสายตาเฉพาะบุคคล แต่ใช้ Base Curve คุมสายตาเป็นช่วงๆ (เช่น คนที่มีสายตาเอียงก็นำมาคิด Spherical Equivalent แล้วดูว่าตรงกับ BC อันไหน) ซึ่งค่ายใหญ่ๆ ก็มีไม่เกิน 6 BC เต็มที่ เพื่อคุมทั้ง สั้น/ยาว/เอียง! และแอดดิชั่นอีก 12 ค่าแอด... เอา 6 BC x 12 Add ดีดลูกคิดจนนิ้วแทบแตก สิริรวมแล้วได้มา "72 โครงสร้าง" นั่นแหล่ะที่ Conventional เขาทำ

ขณะที่ Back-Side Progressive มีโครงสร้างจนนับไม่ไหว แต่กลับเป็นแค่ Software ลอยอยู่บน Cloud! ส่งอะไรไปก็มี AI ทำหน้าที่เป็น Super Computer ที่ประมวลผลตัวแปรทั้งหมดได้ในเสี้ยวนาที เพื่อ Optimize โครงสร้างที่ดีที่สุดแล้วสั่งงานลงมาให้ CNC-Machine กัดตามแบบดิจิทัลแบบแผ่นต่อแผ่น (เสมือน CD เปล่า)

และอนาคต เราไม่รู้ว่าเราจะคิดค้นหรือพัฒนาตัวแปรอะไรใหม่ๆ ได้อีก ซึ่งถ้าเราค้นพบ ก็แค่ Add-on มันเข้าไปใน Big Data บน Cloud! อยากได้อะไรก็เสกเอา นี่แหล่ะความเป็น "Back" มันง่ายแบบนี้

#เปรียบเทียบให้เห็นภาพที่สุด⠀

: เหมือน "สมุดหัดวาดระบายสี" ของเด็กน้อย ทาสียังไงให้สวย ไม่หลุดขอบ แต่แก้รูปไม่ได้ ถ้าซื้อเล่มหมีพูห์มาก็มีแต่ตัวละครหมีพูห์


Progressive: เราสามารถสั่งคอมพิวเตอร์ให้เสก "นินจาเต่า ต่อสู้กับโงกุน กลางสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด โดยมีหมีพูห์เป็นกรรมการ" ก็ได้หมด! ทุกอย่างเป็นจริงได้ตามจินตนาการเพราะไม่มีแม่พิมพ์มาบังคับ
⠀ ⠀
เหล่านี้คือเหตุผลที่ Rodenstock ยืนหยัดที่จะเป็น Back-Side Progressive และนี่คือเหตุผลที่ผมยังมั่นใจที่จะจ่ายเลนส์แบรนด์นี้... และก็อยากให้เพื่อนๆ มั่นใจ ถ้าจ่าย Full Rx ไปแล้ว Fail อย่าเพิ่งโทษเลนส์ครับ ให้ "โทษที่ตัวเรา" ย้อนกลับมาทบทวนพารามิเตอร์จริงที่เราใส่เข้าไป แล้วหาสาเหตุจากขั้นตอนของเรา นั่นแหล่ะที่ง่ายกว่าครับ

แต่เลนส์บางค่าย เราไม่รู้เลยว่าถ้า Fail แล้วเราจะโทษใคร ถ้าใครใช้ Rodenstock แล้วยังโทษเลนส์ แสดงว่า "อาจังเข้าไม่ถึงหัวใจของRodenstock" พยายามต่อไป

: ตังค์ก็ไม่ได้ เลนส์ก็ต้องซื้อเขา แล้วโฆษณาให้ฟรี (อีกแล้ว)... มักอวดหน่อ ผู้บ่าวเยอรมัน (^^) จริงๆทราบข่าวว่า consult เก๋าๆ ออกไปเติบโตกันหมดแล้ว ก็เลยช่วยเขาขายของหน่อย #สงสารเซลล์

จบสำหรับเรื่อง Back-Side Progressive เวอร์ชันอุ่นเครื่อง ไว้เวอร์ชั่นเต็มเสร็จ เดี๋ยวจะโพสต์อีกรอบครับ

ขอให้ทุกท่านมีความสุขจากการเสพสาระเล็กๆ น้อยๆ อภินันทนาการจาก Loft Optometry ส่วนความสุขของผู้เขียนก็ไม่ยากครับ หากอยากส่งกำลังใจกัน มือว่างๆ ก็ดึงจากกระเป๋ากางเกงมากดไลก์ให้กันได้นะฮะ แต่ถ้าไม่สะดวก แอบอ่านเบาๆก็ได้ แค่นี้ก็ดีใจละครับ

สวัสดีครับ

ดร.ลอฟท์, O.D.

#ย้ายร้านวัชรพลกลับไปอยู่บ้านเมืองทอง เริ่ม 1 มิ.ย.69

LOFT OPTOMETRY
111/56 Motown Brio, Chaeng Watthana-Songprapha Rd., Ban Mai, Pak Kret, Nonthaburi 11120

ลอฟท์ ออพโตเมทรี
111/56 โครงการโมทาวน์ บริโอ (Motown Brio) ถนนแจ้งวัฒนะ-สรงประภา ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120

Mobile : 090-553-6554
Line: loftoptometry
https://www.loftoptometry.com
www.facebook.com/loftoptometry

Maps : https://maps.app.goo.gl/pRBKoUdoRkUi48Ae9

Front , Back , หรือ double progressive lens มีแนวคิดในการออกแบบที่ต่างกันอย่างไร ?EP.1 Front Progressive Lens Design By ...
24/04/2026

Front , Back , หรือ double progressive lens มีแนวคิดในการออกแบบที่ต่างกันอย่างไร ?
EP.1 Front Progressive Lens Design
By Dr.Loft, O.D.

บทความซีรีส์เรื่องนี้จะพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับโครงสร้างเลนส์โปรเกรสซีฟแบบต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่การวางโครงสร้างไว้ที่ผิวหน้า (Molded Front), ผิวหลัง (Full Back-Side) ไปจนถึงการวางไว้ทั้งสองด้าน (Integrated Double Surface)

เราจะไปเจาะลึกกันว่า เลนส์ในแต่ละแบบนั้น มีพื้นฐานแนวความคิดและปรัชญาจากค่ายผู้ผลิตอย่างไร มีข้อเด่นและข้อด้อยตรงไหน เพราะผู้ผลิตแต่ละค่ายก็มีความเชื่อและความถนัดไม่เหมือนกัน

เปรียบเหมือน "ศิลปิน" ที่ถนัดการวาดรูปคนละแนว ย่อมให้ผลงานที่สวยงามในบริบทที่ต่างกัน (แล้วแต่รสนิยมและการใช้งาน) ทั้งนี้ก็เพื่อให้เพื่อนๆ ได้เข้าใจคอนเซปต์ นำไปสู่การเข้าใจ "บุคลิก" ของเลนส์ และสามารถเลือกจ่ายเลนส์เพื่อแก้ปัญหาให้กับ คนไข้ ได้อย่างเหมาะสมและแม่นยำที่สุดนั่นเอง

เทคโนโลยี analog "Vinyl" กับ digital "CD"

พอดีผมเป็นคนชอบฟังเพลงและชอบศึกษาเรื่องระบบเสียง ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า ถ้าจะอธิบายความต่างของโครงสร้างเลนส์ให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ลองนึกถึงความต่างระหว่าง "แผ่นเสียงไวนิล" กับ "แผ่นซีดีเปล่า" ดูครับ

1. เลนส์โครงสร้างแบบดั้งเดิม (Conventional Progressive) = "แผ่นเสียงไวนิล"

เทคโนโลยีเลนส์ยุคแรก (สมัยคอมพิวเตอร์ยังไม่เกิด)ใช้วิธีหล่อโครงสร้างโปรเกรสซีฟแบบ "สำเร็จรูป" ฝังไว้ที่หน้าเลนส์ (Semi-finished molded front progressive) โครงสร้างและค่า Addition ถูกกำหนดมาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่โรงงาน โดยไม่ได้สนใจตัวแปรทางสายตาจริงของคนไข้ เลนส์เหล่านี้จะถูกปั๊มรอไว้เป็นเข่งๆ รอเพียงออเดอร์ค่าสายตามาถึง แล็บก็จะใช้อุปกรณ์ขัดเลนส์แบบดั้งเดิม (Traditional surfacing) เพื่อฝนแค่ค่าสายตาสั้น ยาว และเอียง ลงบนพื้นผิวเว้าด้านหลังของเลนส์

ดังนั้น เทคโนโลยีในยุคแรกที่เรากำลังพูดถึง มันคือ "เทคโนโลยีการออกแบบแม่พิมพ์" ...ถ้าแม่พิมพ์ดี เลนส์ก็น่าจะออกมาดี

เปรียบเหมือน "แผ่นไวนิล" ที่ถูกปั๊มร่องเสียงมาแล้วอย่างตายตัว ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เรามีหน้าที่แค่เปิดฟังเพลงที่เขาเรียงมาให้ตามหน้า A หรือ B ถ้าแผ่นนั้นถูกปั๊มเป็น Number แรกๆ ร่องเสียงจะคมกริบ ไดนามิกดีเยี่ยม แต่ถ้านัมเบอร์ท้ายๆ แม่พิมพ์เริ่มสึก ร่องเสียงก็เริ่มทู่ สิ่งที่ได้คือเสียงที่ขุ่นมัว ไม่คมชัด และไดนามิกที่หายไป

Conventional Progressive ก็ทำแบบเดียวกัน คือปั๊มไปเรื่อยๆ พอโมลด์เริ่มสึกก็ค่อยเปลี่ยนใหม่ ทุกอย่างถูก "ปรุงสุก" มาแล้ว จะปรับปรุงแก้ไขอะไรก็ทำไม่ได้ ไม่สามารถเลือก Base Curve ได้ ไม่สามารถฟิตติ้งลงบนแว่นกรอบโค้งสปอร์ตได้ และมักจะสอบตกกับค่าสายตายากๆ เช่น มีปริซึม, สายตาสองข้างต่างกันมาก (Anisometropia) หรือสายตาเอียงมากๆ คนไข้กลุ่มนี้มักจะไม่ถูกใจเลนส์ประเภทนี้ เพราะใส่แล้วภาพบิดเบี้ยว มุมมองแคบเป็นท่อ และรู้สึกวูบวาบเวลาหันศีรษะเร็วๆ (ยกเว้นราคาที่เร้าใจเลนส์โปรเกรสซีฟราคา 2-3 พันบาท)

2. เลนส์ขัดดิจิทัลเต็มรูปแบบ (Full Back-Side Freeform) = "แผ่น CD เปล่า"

การถือกำเนิดขึ้นของ Optical Disc คือเทคโนโลยียุคใหม่ที่มา "ทลายข้อจำกัด" ของแม่พิมพ์แบบเดิมทิ้งไป

ถ้าเรามี CD เปล่าๆ เราจะเลือกเพลงอะไรมาเขียน(Write) ลงแผ่นก็ได้ จะเรียงลำดับเพลงแบบไหน เลือกศิลปินคนใด หรือจะยำรวมฮิตเป็นแกงโฮะก็ทำได้ตามจริตของเรา จะเลือกฟอร์แมตคุณภาพเสียงระดับไหนก็ได้ตั้งแต่ FLAC, WAVE, MQA ไปจนถึง MP3 หรือถ้าไฟล์ใหญ่จัดๆ ก็ข้ามไปใช้แผ่น Blu-Ray หรือ BDXL เพื่อใส่ภาพยนตร์ 4K UHD ก็ยังได้!

Back-Side Progressive ก็ทำงานด้วยหลักการเดียวกัน

การผลิตเริ่มต้นจากเลนส์เปล่าๆ (Blank) ที่ด้านหน้าเรียบสนิท แล้วนั่งตบยุงพลางๆระหว่างรอออเดอร์จากร้านแว่น

พอได้รับข้อมูลค่าสายตา (Full Rx), ค่าพารามิเตอร์กรอบแว่น และค่าฟิตติ้งแบบเฉพาะบุคคลครบถ้วน ซอฟต์แวร์ก็จะโยนข้อมูลทั้งหมดเข้าคอมพิวเตอร์ CNC เพื่อคำนวณหาโครงสร้างที่ดีที่สุด สร้างเป็น "แม่แบบดิจิทัล" แล้วส่งเข้าสู่กระบวนการขัดพื้นผิวแบบจุดต่อจุด เพื่อชดเชยค่าต่างๆ และกดความคลาดเคลื่อน (Aberrations) ให้เหลือน้อยที่สุด

แบบหลังแตกต่างจากแบบแรกที่ต้องกุลีกุจอหล่อแม่พิมพ์ทิ้งไว้เป็นสต็อก เดี๋ยวหน้า high season คนสั่งเยอะ เลนส์จะแห้งไม่ทัน ^^ แต่ Back-Side Freeform คือการ Custom-made สร้างใหม่ทั้งหมดแบบแผ่นต่อแผ่น ไม่ต้องรีบ สั่งแล้วค่อยทำ

แต่ก็อย่าคิดว่าพอเป็น CD แล้วคุณภาพจะเหมือนกันหมด!

เพราะแผ่นซีดีก็มีตั้งแต่ไฟล์ Master MQA ระดับสตูดิโอ ไปจนถึงแผ่นซีดี "MP3 รวมฮิตแวมไพร์" ที่ก๊อปปี้บีบอัดไฟล์จนเละเทะ ดูดกันไปดูดกันมาจนหลงทางจากเสียงต้นฉบับไปไกลลิบ (แบบที่เราเคยเห็นวางขายกันเป็นล่ำเป็นสันแถวหน้ารามฯ หรือเซียร์รังสิตเมื่อก่อนนั่นแหละครับ)

ดังนั้น ก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า แค่ขึ้นชื่อว่าเป็นเลนส์ Digital Freeform แล้วคุณภาพมันจะเทพเหมือนกันหมดทุกค่าย เพราะหัวใจที่แท้จริงมันอยู่ที่ "ซอฟต์แวร์การคำนวณ" ต่างหาก

ผมทำบทความเรื่อง Front, Back และ Double Surface ครบทั้ง 3 ตอนมาให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษากัน ขอย้ำว่าซีรีส์นี้ไม่ได้มาอวยฝั่งไหนหรือเหยียบฝั่งไหน แต่จะมาให้ข้อมูลเชิงลึกว่า โครงสร้างแต่ละแบบนั้น คนวาดเขามีพื้นฐานแนวคิดอย่างไร และเขาเชื่อในอะไร เราจะได้รู้ขีดจำกัดของเลนส์แต่ละดีไซน์

เนื้อหาค่อนข้างจะยาวและเข้มข้น ผมเลยแบ่งออกเป็น EP. 1 - 3 เผื่อท่านไหนที่สนใจในเชิงลึก จะได้เก็บไว้เป็นข้อมูลอ้างอิงครับ ผมโพสต์ล้ิงไว้ใน comment นะครับ ท่านที่สนใจก็กดเข้าไปอ่านได้

ทิ้งท้าย
ในฐานะผู้ให้บริการทางทัศนมาตร การเข้าใจรากฐานทางฟิสิกส์ของเลนส์แต่ละชนิด คือกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาให้คนไข้ได้อย่างแม่นยำ และ หวังว่าเนื้อหาเล็กๆน้อยๆ จะสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานของเพื่อนๆร่วมวิชาชีพครับผม

ขอบคุรทุกท่านสำหรับตามติดตาม

พบกันใหม่ EP หน้า

สวัสดีครับ

ดร.ลอฟท์

ที่อยู่

Pak Kret

เวลาทำการ

อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00
เสาร์ 09:00 - 18:00
อาทิตย์ 09:00 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

+66905536554

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Loft Optometry : Your Eyes in Good Hands.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Loft Optometry : Your Eyes in Good Hands.:

แชร์