02/01/2026
ความนิ่ง คือศัตรูของการฟื้นตัว และเป็นจุดเริ่มต้นของ 'แผลกดทับ'🤒
รู้หรือไม่ว่า แผลกดทับไม่ได้เกิดจากความสกปรกและไม่ได้เกิดจากการดูแลไม่ดีเสมอไป แต่มันเกิดจาก “แรงกด + เวลา”
ยิ่งกดนาน > ยิ่งอันตราย
คำถามคือแล้วอยู่นิ่งแค่ไหน ถึงจะเริ่มเสี่ยงแผลกดทับ?
ตามหลักสรีรวิทยา เมื่อแรงกดทับบนผิวหนัง มากกว่าแรงดันในเส้นเลือดฝอยเลือดจะไหลผ่านเนื้อเยื่อได้น้อยลงทันที และถ้าแรงกดนั้น กดต่อเนื่อง 30–60 นาที → เซลล์เริ่มขาดออกซิเจน
หากโดนกดเกิน 2 ชั่วโมง จะทำให้มีความเสี่ยงที่เนื้อเยื่อเสียเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และถ้ายังเป็นแบบเดิมซ้ำ ๆ ทุกวันจะทำให้เกิดแผลกดทับได้ แม้ผิวยังไม่แตก
โดยตามมาตรฐาน วีธีป้องกัน ที่โรงพยาบาลทั่วโลกจะรู้กันคือ 'ผู้ป่วยไม่ควรอยู่ท่าเดิมเกิน 2 ชั่วโมง'
โดยการป้องกันแผลกดทับ ไม่ใช่เรื่องเทคนิคสูงแต่คือการเข้าใจหลักแล้วทำสม่ำเสมอครับ
1. อย่าให้อยู่ท่าเดิมนาน : เปลี่ยนท่าทุก 1–2 ชั่วโมง
*ไม่จำเป็นต้องยกตัว แค่เปลี่ยนจุดรับแรงกดก็ช่วยได้มาก
2. ลดแรงกด : การขยับที่ดี คือขยับแล้ว แรงกดไม่กลับไปจุดเดิม พยายามใช้หมอน ผ้าขนหนูม้วน ช่วยรองจุดกระดูก เช่น ส้นเท้า สะโพก ข้อศอก จะช่วยได้มาก
3. ผิวต้องแห้ง แต่ไม่แห้งเกิน : ผิวที่เปียกจากเหงื่อหรือปัสสาวะ จะทนแรงกดได้น้อยลง พยายามดูแลความสะอาดซับให้แห้ง ทาครีมเฉพาะจุดที่เสียดสี
4. ขยับ = ป้องกันแผล : สำหรับบ้านที่มีผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลยจริงๆแล้วญาติสามารถช่วยได้ง่าย ไม่ต้องลุกเดิน ไม่ต้องฝึกหนัก แค่ ขยับแขน ขา, เกร็ง–คลายกล้ามเนื้อ เปลี่ยนอิริยาบถเล็ก ๆ ทั้งหมดช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และลดโอกาสแผลกดทับโดยตรงครับ
ทีนี้ หากเราทำทุกอย่างแล้วแต่คนไข้ของเรา 'ดูเหมือน' จะเป็นแผลกดทับ แบบนี้จะทำยังไง?
ต้องบอกว่า บางครั้ง รอยแดงเหล่านั้นก็อาจจะ หรือไม่ใช่แผลกดทับซะทีเดียว วันนี้เรามาอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ระยะ และวิธีสังเกตแผลกดทับกันครับ
ระยะที่ 1 : ผิวยังไม่แตก แต่เริ่มอันตราย
ในระยะนี้ผิวคนไข้จะเริ่มแดง คล้ำ อุ่น หรือกดแล้วไม่จาง
บางคนบอกว่าแสบ เจ็บ หรือรำคาญ
ซึ่งหลายบ้านมองว่า “ยังไม่เป็นแผล เดี๋ยวก็หาย”
แต่จริง ๆ ระยะนี้คือช่วง 'ระยะทอง' ของการหยุดแผลกดทับ
ถ้าลดแรงกด จัดท่าดี ๆ → กลับมาปกติได้ง่ายมากครับ
วิธีป้องกันและสิ่งควรทำ
-เปลี่ยนท่าทุก 1–2 ชั่วโมง อย่าปล่อยให้อยู่นิ่ง
-ลดแรงกดตรงจุดแดงทันที (ใช้หมอน / ผ้าขนหนูม้วนรอง)
-เลี่ยงการนวดแรง ๆ บริเวณผิวแดง
-ดูแลผิวให้แห้ง สะอาด ไม่อับชื้น
-กระตุ้นให้ขยับแขน ขา หรือเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยขึ้น
ระยะที่ 2 : เริ่มเป็นแผล
ระยะนี้ผิวหนังคนไข้จะเริ่มถลอก เป็นแผลตื้น ๆ หรือมีตุ่มน้ำแตก
ตรงนี้คือสัญญาณว่า เนื้อเยื่อเริ่มเสียจริงแล้ว ถ้าปล่อยไว้ แผลจะลุกลามเร็วมาก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หรือคนไข้สโตรก
วิธีป้องกันและสิ่งควรทำ
-หลีกเลี่ยงแรงกดตรงแผลโดยตรง
-เปลี่ยนท่าบ่อยขึ้น และจัดท่าให้แผลไม่รับน้ำหนัก
-ดูแลแผลให้สะอาด แห้ง (หลีกเลี่ยงการปล่อยให้เปียก)
-เริ่มปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เรื่องการทำแผล
-เน้นการขยับร่างกายส่วนอื่น ๆ ให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
ระยะที่ 3 : แผลลึกถึงชั้นไขมัน
ในะระยะนี้ แผลจะเริ่มลึก เห็นเนื้อสีเหลือง ส่วนใหญ่มักจะหายช้า ต้องทำแผลต่อเนื่อง หลายคนเริ่มเหนื่อยตรงจุดนี้ ทั้งคนไข้ ทั้งคนดูแล และเป็นช่วงที่คนไข้มีอาการ เจ็บมากขึ้นเรื่อยๆด้วย
วิธีป้องกันและสิ่งควรทำ
-ต้องมีทีมแพทย์หรือพยาบาลช่วยดูแลแผล
-ลดแรงกดอย่างจริงจัง (ที่นอนลม / อุปกรณ์ลดแรงกด)
-หลีกเลี่ยงการขยับที่ทำให้แผลถูกเสียดสี
-ใส่ใจโภชนาการ โดยเฉพาะโปรตีน
-ทำกายภาพบำบัดในส่วนที่ไม่กระทบแผล เพื่อไม่ให้ร่างกายนิ่งเกินไป
ระยะที่ 4 : ลึกถึงกล้ามเนื้อหรือกระดูก
เป็นระยะที่รุนแรงที่สุด เสี่ยงติดเชื้อ เจ็บปวด และกระทบชีวิตคนไข้โดยตรง
ที่น่าเสียดายคือ แผลระยะนี้ มักเริ่มมาจากระยะที่ 1 ที่ถูกมองข้าม
วิธีป้องกันและสิ่งควรทำ
-ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
-ควบคุมแรงกดทุกท่า ทุกการขยับ
-ดูแลแผลอย่างปลอดเชื้อสม่ำเสมอ
-ทำกายภาพบำบัดแบบเฉพาะบุคคล เพื่อลดความนิ่งและภาวะแทรกซ้อนอื่น
-ประเมินท่าทางทุกครั้งก่อนขยับคนไข้
สุดท้ายนี้เราอยากบอกไว้ว่าแผลกดทับไม่ได้เกิดทีเดียว แต่มันค่อย ๆ ลึกลงจาก 'ความนิ่ง'
ระยะที่ 1 คือโอกาสทองของการป้องกัน การเปลี่ยนท่า ลดแรงกด และช่วยให้ร่างกายขยับ สำคัญพอ ๆ กับการทำแผล และสิ่งที่ช่วยได้มากที่สุดไม่ใช่แค่อุปกรณ์ราคาแพง แต่คือการ “ไม่ปล่อยให้อยู่ท่าเดิมนานเกินไป”
______________________________
ศูนย์ PNKG Recovery and Elder Care
Call Center: 080-910-2124
LINE:
Website: https://pnkg-recoverycenter.com/
#ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยและดูแลผู้สูงอายุ #บริการกายภาพบำบัด #สโตรก #ฟื้นฟูหลังผ่าตัด #กระตุ้นการกลืน #อัลไซเมอร์ #กล้ามเนื้ออ่อนแรง