CardioClinic WP ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก CardioClinic WP, Medical and health, Bangkok.

31/05/2026

เรื่องเดียวที่อยากฝากน้องหมอใหม่ปีนี้
อาจจะรู้สึกขบชัน แต่ เชื่อพี่เถอะว่ามันสำคัญที่สุด

คือการจัดการกับเงินหรือที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า "Money Management"

1. ใช้จ่ายอย่างประหยัดแม้จะจบมามีเงินเดือน เพื่อลดรายจ่ายคงที่รายเดือนให้เหลือน้อยที่สุด จะทำให้เรามีเงินเก็บต่อเดือนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

2. พยายามเป็นหนี้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น รถ ในพื้นที่ห่างไกลถ้าจำเป็นต้องมีก็ต้องซื้อ แต่ซื้ออย่าแพงมากและปิดหนี้ รถ ให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เรายังต้องเข้าไปในระบบเทรนนิ่งอีกหลายปี บ้าน คอนโด ยังไม่ต้องคิดเลย

3. ศึกษาเรืองการลงทุน การจัดการความเสี่ยง การแบ่งพอร์ต สั้น ยาว เอาเงินที่ได้จากโรงพยาบาล แบ่งไปเก็บเป็นอะไร อย่างไร ด้วยตัวเอง อย่าทำเพราะคนอื่นบอก ต้องเรียนด้วยตัวเองฝึกด้วยตัวเอง แม้มันจะดูน้อยในปีแรก แต่สิ่งที่น้องๆมีเหนือกว่าพี่คือ "เวลา" เริ่มทำตั้งแต่ปีแรกที่ทำงาน วันนึงข้างหน้าน้องจะมีพลังที่แข็งแกร่งมากพอที่ไม่จำเป็นต้องง้อระบบต่างๆที่ถูกคนอื่นกำหนด

25/05/2026

กาแฟมีสารชีวภาพผสมอยู่มากมายหนึ่งในนั้นที่ทำให้เรารู้สึกตื่นตัวต้องดื่มทุกเช้าคือ "คาเฟอีน" ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายกับ adenosine มีผลต่อทั้งระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลายให้มีการหลั่ง dopamine และ serotonin ออกมามากขึ้น ทำให้ไม่ง่วง หัวใจเต้นเร็ว บีบตัวแรงขึ้น หรือ มีอาการใจสั่นได้ ค่าครึ่งชีวิตอยู่ที่ราวๆ 5 ชั่วโมง

*** ในหนึ่งวันไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 300-400 มก.

คาเฟอีนมีอยู่ในสิ่งที่ไม่ใช่กาแฟด้วย ได้แก่ ชาเขียว 30-50 มก ต่อถ้วย น้ำอัดลม 40-50 มก ต่อกระป๋อง ชอคโกแลต 12 มก ต่อ 1 ออนซ์ของชอคโกแลต เป็นต้น

กาแฟที่จำหน่ายในบ้านเราแบ่งออกเป็นสองประเภท

(1) กาแฟสำเร็จรูป ภาษาอังกฤษเรียกว่า "instant coffee" มีทั้งแบบผงกาแฟใส่ซองเอาไปชงหรือบรรจุขวดและกาแฟกระป๋องสำเร็จรูป มีจำหน่ายทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อหรือห้างสรรพสินค้า

* ซองสำเร็จบรรจุผงกาแฟ ปริมาณคาเฟอีน 80-120 มก. ต่อซอง

* กาแฟผงบรรจุขวด ปริมาณคาเฟอีน ~ 80 มก. ต่อ 1 ช้อนชา สองช้อนก็ 160 มก.

* กาแฟกระป๋อง ปริมาณคาเฟอีนอยู่ที่ 70 - 80 มก.ต่อ 100 มล. ขนาดมาตรฐานตามร้านสะดวกซื้อหนึ่งกระป๋องที่จำหน่ายมักจะมีปริมาตร 180 มล.ดังนั้นชหนึ่งกระป๋องตกประมาณ 130 มก.

(2) กาแฟคั่วบด ภาษาอังกฤษเรียกว่า "ground coffee" เป็นกาแฟที่เราสั่งตามร้าน เค้าจะเอาเมล็ดกาแฟที่คั่วแล้วมาชงให้เราด้วยวิธีการชงแบบต่างๆ

ปริมาณคาเฟอีนของกาแฟคั่วบดมาจากสามปัจจัย

ปัจจัยที่ 1 "เมล็ดกาแฟ" มีสองสายพันธุ์หลักๆคือ อาราบิก้า กับ โรบัสต้า อาราบิก้าปลูกยากกว่า มีปริมาณคาเฟอีนน้อยกว่า ราคาแพงกว่า แต่ในอาราบิก้าเองก็มีแบ่งเกรดหรือสายพันธุ์ย่อยลงไปอีก เช่น Bourbon, Mocha, Typica หรือ Catimor เป็นต้น ปริมาณคาเฟอีนก็แตกต่างกันออกไป เมล็ดกาแฟที่นำมาขายในร้านมักจะผ่านการคั่วมาแล้วจากโรงงาน คั่วไม่เหมือนบดนะครับ คนละอย่างกัน การคั่วเมล็ดการแฟยากและมีรายละเอียดสูงมาก บางร้านอาจคั่วเองมักจะมีคำว่า Roaster ในชื่อร้าน (Roast แปลว่าคั่ว) การบดกาแฟเป็นขั้นตอนหน้างานที่เราเห็นทั่วๆไปหน้าร้านเวลายืนรอ

ปัจจัยที่ 2 "การคั่ว" (Roasting) ระยะเวลาในการคั่วทำให้ปริมาณคาเฟอีนต่างกันเล็กน้อย คั่วเข้มจะมีปริมาณคาเฟอีนมากกว่าคั่วกลางและคั่วอ่อนชในหนึ่งถ้วยกาแฟหากใช้น้ำหนักเมล็ดกาแฟที่เท่ากัน

ปัจจัยที่ 3 "วิธีชง" (Brewing) มีอยู่ 4 วิธีที่พบบ่อยในเมืองไทย

1. ใช้แรงดันอัดน้ำร้อนผ่านเข้าไปในเมล็ดกาแฟบด เรียกว่า "Espresso" รากศัพท์มาจากคำว่าแรงดันนั่นเอง ร้านกาแฟทั่วไปจะใช้วิธีนี้เกือบทั้งหมด คำว่า Espresso ไม่ได้หมายถึงชนิดของกาแฟนะครับ เป็นชื่อหนึ่งในวิธีการชง ใช้เวลาราวๆครึ่งนาทีก็จะได้น้ำกาแฟออกมาจากเครื่อง ตวงหน่วยเป็น ช๊อต หนึ่งช๊อตคือหนึ่งออนซ์หรือประมาษ 30 มล. ปริมาณคาเฟอีนก็จะมาจากสองปัจจัยก่อนหน้าคือสายพันธุ์ของเมล็ดกาแฟและวิธีคั่ว แต่ละร้านแตกต่างกันออกไป โดยทั่วไป 1 ช๊อตของ espresso มีปริมาณคาเฟอีน 60-75 มก เค้าจะเอา ช๊อต ของ Espresso ไปผสมเป็นกาแฟชนิดต่างๆ แต่ปริมาณคาเฟอีนขึ้นกับจำนวนช๊อตที่ใช้ผสมนั่นเอง

2. วิธีเทน้ำร้อนผ่านเมล็ดกาแฟที่บดแล้วในกระดาษกรอง เรียกว่า Pour-Over หรือ Drip ปริมาณคาเฟอีนประมาณ 15 มก ต่อ 1 ออนซ์ของกาแฟ ส่วนใหญ่จะใช้แก้วขนาด 8 ออนซ์ ก็จะเท่ากับ 120 มก

3. วิธีที่เรียกว่า French Press หรือ Bodum ตามร้านทั่วไปไม่ค่อยมีชงแบบนีกัน ส่วนใหญ่จะทำกันตามบ้านมากกว่า โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า plunger plot หลักการคือเทน้ำร้อนให้ท่วมเมล็ดกาแฟบด ต้องบดแบบหยาบ ถึงจะอร่อย ทิ้งเอาไว้ซักพัก ก่อนจะรีดน้ำกาแฟออกมา ปริมาณคาเฟอีนประมาณ 10 มก ต่อ 1 ออนซ์ของกาแฟ ส่วนใหญ่จะใช้แก้วขนาด 8 ออนซ์ก็จะเท่ากับ 80 มก

4. การชงกาแฟแบบผ่านกาแฟบดซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายๆรอบ หรือ ที่เรียกว่า Percolator ไม่ค่อยนิยมมากนัก รสชาติกาแฟที่ออกมาจะขมมาก ปริมาณคาเฟอีนสูง 200 มกต่อแก้วขนาด 8 ออนซ์

คาเฟอีน สามารถ block A1 receptor ในหัวใจ ยืด refractory period ของ atrium ไม่เอื้อต่อการดำเนินอยู่ของ AF เป็นเหตุที่ความเชื่อว่า กาแฟ เป็น "proarrhythmic" ในอดีตมายาวนาน กับ "antiarrhythmic" ในระยะหลังมีการถกเถียงกันมาตลอด การจะหาคำตอบก็ทำได้ยากมาก เพราะการศึกษาย้อนหลังมีตัวกวนมากมายและข้อจำกัดต่างๆ ในขณะที่ randomized controlled trial ที่ตัดตัวกวนออกก็ทำได้ยากเช่นกันและตัวชี้วัดหรือ outcome ก็ค่อนข้างมีข้อจำกัด

การศึกษาที่ตีพิมพ์เกี่ยวกับกาแฟค้นใน Pubmed มีมากมาย แต่ที่มีคุณภาพมีไม่เยอะ ผมคัดเลือกมาให้ดู 5 การศึกษา

การศึกษาที่ 1 "กาแฟเพิ่มระดับ cholesterol ในเลือด" (NEJM 1989;321:1432-1437) พบว่าสาร cafestrol ที่อยู่ในกาแฟสามารถเพิ่มระดับ cholesterol ในเลือดได้ แต่ปกติแล้ว cafestrol จะถูกกรองออกถ้าเตรียมกาแฟแบบใช้ตัวกรอง อย่างเครื่อง espresso ในร้านกาแฟปัจจุบันกรองสารตัวนี้ออกหมด แต่ในสมัยก่อนกาแฟแบบต้ม ที่ไม่กรอง เช่น French Press, Scandinavian Boil หรือ Turkish/Greek Coffee จะมี cafestrol ในปริมาณสูงมาก ผู้เข้าร่วมการศึกษานี้มีสัดส่วนที่ดื่มกาแฟในลักษณะนี้ร่วมด้วย ประเด็นนี้ไม่ต้องกังวลแล้วในปัจจุบัน

การศึกษาที่ 2 "กาแฟลด all-cause mortality" มีสองการศึกษาใหญ่ที่ถือเป็น landmark paper ของ coffee and mortality rate การศึกษาแรกคือ NIH–AARP Diet and Health Study ของ National Cancer Institute (NEJM 2012; 366:1891-1904) NIH นำข้อมูลจาก survey questionnaire ของ AARP member จาก 6 รัฐในอเมริกา อายุ 50 - 75 ตัดคนที่เป็น CV disease และ Cancer ออกไป ตามไปเฉลี่ย 14 ปี, N ~ 400,000 หลังจาก adjust confounding ที่สำคัญคือ smoking พบว่าการกินกาแฟมี dose-dependent inverse association ที่เป็นแบบ non-linear คือ ยิ่งกินกาแฟเยอะต่อวัน สัมพันธ์กับ total mortality, CV mortality และ stroke mortality ที่น้อยกว่าการไม่ดื่มกาแฟ การศึกษาที่สองตีพิมพ์ใน Circulation ในปี 2015 เป็น meta-analysis ของสามการศึกษาที่ทำเฉพาะในผู้เข้าร่วมที่เป็นพยาบาลและแพทย์ คือ Nurse Health Study (NHS) I, II และ Health Professionals Follow-up Study (HPFS) จากทีมของ Frank Hu จาก Harvard School of Public Health (Circulation 2015;132(24):2305-15) อายุ 40 - 75, N = 208,501 ตัดคนที่เป็น CV disease และ Cancer ออกไป ผลออกมาเหมือนกับการศึกษาแรก ทั้งสองการศึกษายังมีข้อจำกัดอยู่เยอะ

การศึกษาที่ 3 "ปริมาณกาแฟ กับ CV death" ถือเป็นการศึกษาที่ขนาดใหญ่ที่สุด ตีพิมพ์ใน EPJC ปี
2022 ใช้ UK biobank database (N = 468,629) เปรียบเทียบ ไม่ดื่มเลย ดื่มปานกลาง 1/2-3 แก้วต่อวัน และ มากกว่า 3 แก้วต่อวัน ด้วยชนิดของกาแฟที่คละกันไป ตาม 11 ปีโดยเฉลี่ย พบว่า moderate consumption 1/2-3 แก้ว ตัวเลข CV outcome ออกมาดูดีที่สุด และ กาแฟ decaf + moderate consumption ลด all-cause mortality, กาแฟคั่วบดดีกว่ากาแฟสำเร็จรูปซึ่งทีมผู้วิจัยมองว่าน่าจะเป็นเพราะปริมาณคาเฟอีนของการแฟสำเร็จรูปที่สูงกว่าโดยเฉลี่ย

การศึกษาที่ 4 "CRAVE - The Coffee And Real-time Atrial And Ventricular Ectopy Trial" นำเสนอในงาน AHA 2021 ตีพิมพ์ใน NEJM สองปีถัดมา N Engl J Med. 2023 Mar 23;388(12):1092-1100 ถือเป็น prospective study ขนาดเล็ก N ~100 ดื่มกาแฟทั้งหมด ดู outcome เป็น PAC, PVC, SVT จาก Fitbit Flex 2 ร่วมกับ Zio patch ผลออกมาพบว่า PAC ไม่เพิ่ม PVC สูงขึ้นแต่ไม่ได้เยอะมาก ไม่มี SVT event ที่มากขึ้น และ สัมพันธ์กับพันธุกรรมด้วยหมายความว่า PVC ที่สูงขึ้นจากการดื่มกาแฟขึ้นกับปัจจัยทางพันธุกรรมเฉพาะราย

การศึกษาที่ 5 "DECAF trial" นำเสนอในงาน AHA 2025 เป็นการศึกษาแบบ prospective, open-label, randomized clinical trial (N = 200) เอาผู้ป่วย persistent AF หรือ AFL (และเคยมี AF) ที่นัดมาทำ electrical cardioversion ในโรงพยาบาล 5 แห่งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย ผู้ป่วยทั้งหมดที่ enroll จะต้องดืมกาแฟมาก่อนอย่างน้อย 5 ปี หลังทำ cardioversion และให้กลับบ้าน randomize 1:1 เป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งให้กลับไปดื่มกาแฟแต่บังคับให้แก้วเดียวต่อวันหรือ espresso 1 ช๊อต (coffee consumption group) กับกลุ่มที่สองห้ามดื่มกาแฟเลย (coffee abstinence group) ตามไป 6 เดือน แต่คนที่ตามคือหมอประจำของคนไข้วิธีในการติดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเช่น 12-lead วันที่มา follow up หรือติด wearable/ambulatory ECG monitoring หรือ AF episode ที่รีวิวจาก EGM ที่บันทึกจาก implantable cardiac device ขึ้นกับแพทย์ผู้ทำการรักษา ตัวชี้วัดหลักคือการกลับเป็นซ้ำของ AF หรือ AFL ที่นานเกิน 30 วินาที พบว่ากลุ่มที่ดืมกาแฟ 1 แก้วต่อวันมี AF หรือ AFL กลับเป็นซ้ำ 47% เทียบกับกลุ่มที่งดกาแฟ 64% มีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติ p value = 0.01 ด้วย hazard ratio จาก time-to-event analysis

24/05/2026

คำแนะนำของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยล่าสุดในการบริโภคไขมันในคนไทยเพื่อลดระดับ LDL และอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับ European Society of Cardiology และ American Heart Association

"งด-ลด-เปลี่ยน"

งด ... trans-fatty acid
ลด ... saturated fatty acid < 7% ของ total caloric intake
เปลี่ยน ... saturated เป็น unsaturated fatty acid

1. แนะนําอย่างยิ่งให้งดการบริโภคพลังงานจากไขมันทรานส์ (trans-fatty acid) ซึ่งมักพบใน มาการีน เนยขาว และผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ที่ใช้เนยเหล่านี้เป็นส่วนประกอบ [++, I, A] (ในปัจจุบันประเทศไทยห้ามนําเข้าและจําหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ)

2. แนะนําอย่างยิ่งให้ลดการบริโภคพลังงานจากไขมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น ไขมันสัตว์ น้ํามันหมู น้ํามันปาล์ม น้ํามันมะพร้าว เนย ให้ไม่เกินร้อยละ 7 ของพลังงานที่บริโภคต่อวัน [++, I, A]

3. แนะนําอย่างยิ่งให้เปลี่ยนจากการใช้ไขมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เป็นไขมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวหรือ เชิงซ้อน เช่น น้ํามันมะกอก น้ํามันรําข้าว น้ํามันถั่วเหลือง เป็นต้น [++, I, A]

สรุป น้ำมันที่ควรหลีกเลี่ยงคือ "น้ำมันหมู" และ tropical oils หรือน้ำมันที่นิยมใช้ในประเทศเขตร้อนและเมืองไทยได้แก่ "น้ำมันปาล์ม" และ "น้ำมันมะพร้าว" น้ำมันทั้ง 3 ชนิดมีสัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัวสูง แนะนำให้ใช้น้ำมันพืชแทน

1. ปริมาณน้ำมันที่ใช้สูงกว่าและเวลาในการทำอาหารที่นานกว่าเพิ่มโอกาสเกิดกรดไขมันประเภททรานส์ ยกตัวย่างเช่นการทอดแบบที่ใช้น้ำมันท่วม

2. วิธีการทำอาหารมีผลต่อการเกิดกรดไขมันประเภททรานส์ คือการทอดแบบ deep fry และการผัดแบบ stir-fry ที่ใช้ความร้อนสูงและใช้เวลานาน อ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร peer-reviewed. Analysis of Trans Fat in Edible Oils with Cooking Process. Toxicol Res. 2015 Sep;31(3):307-12.

deep fry คือการทอดที่ใช้ภาชนะก้นลึกน้ำมันท่วมความร้อนสูงและนานเช่น ไก่ทอด หรือ เฟรนช์ฟราย จึงแนะนำให้คนไข้หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่ใช้วิธีนี้

pan fry คือการทอดด้วยกระทะก้นตื้น น้ำมันไม่เยอะ ความร้อนปานกลาง แต่นาน เช่น การทอดปลา

stir fry คือการทอดด้วยกระทะก้นลึกเช่น wok ใช้น้ำมันไม่มาก แต่ความร้อนสูงและมีการใช้ตะหลิวหรือการขยับ wok ให้อาหารมีการขยับไปมาตลอดเวลา เช่น ข้าวผัด หรือ ผัดผักต่างๆ

3. อุณหภูมิที่ใช้ทำอาหารกับจุดเกิดควันหรือ smoke point ของน้ำมัน คือกุญแจสำคัญ หากอุณหภูมิในการทำอาหารเกินจุดเกิดควันจะทำให้เกิด กรดไขมันประเภททรานส์ และ Polycyclic Aromatic Hydrocarbons (PAHs) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง โดยทั่วไปแม้จะเป็นการทอด อุณหภูมิมักจะไม่เกิน 200-230 องศาเซลเซียส เป็นเหตุผลว่าน้ำมันที่มีจุดเกิดควันเกิน 230 ได้รับความนิยมเพราะปลอดภัยไม่ต้องกังวลแต่น้ำมันเหล่านี้มักจะมีกรดไขมันอิ่มตัวสูงเช่นน้ำมันปาล์ม น้ำมันหมู แถมยังหาได้ง่ายและราคาถูก แต่น้ำมันทั้งสองชนิดนี้ไม่ดีต่อสุขภาพดังจะได้กล่าวต่อไป

4. น้ำมันที่ผ่านกรรมวิธี (refined, semi-refined oil) จะมีจุดเกิดควันที่สูงกว่าน้ำมันที่ไม่ผ่านกรรมวิธี เป็นเหตุผลที่น้ำมันชนิดเดียวกันแต่จุดเกิดควันแตกต่างกันไป

5. น้ำมันพืชที่มีกรดโอเลอิกสูงจะมีจุดเกิดควันที่สูงเช่นน้ำมันคาโนลา

6. เมื่อน้ำมันถูกออกซิเจนในอากาศ​และความชื้น จุดเกิดควันจะลดลงยกตัวอย่างน้ำมันหมูที่ใช้ตามร้านอาหารตามสั่ง มีจุดเกิดควันที่ 221 องศาเซลเซียส ผ่านไป 5 ชั่วโมงลดลงเหลือ 207 องศาเซลเซียส เมื่อนำมาผัดซ้ำไปซ้ำมามีโอกาสเกินจุดเกิดควันได้ง่ายขึ้น

ยกตัวอย่างจุดเกิดควันของน้ำมันที่จำหน่ายในเมืองไทย
น้ำมันรำข้าว 254
น้ำมันคาโนลา (refined) 240-246
น้ำมันปาล์ม 235
น้ำมันข้าวโพด (refined) 232.2
น้ำมันเมล็ดทานตะวัน (semi-refined) 232.2
น้ำมันถั่วเหลือง (refined) 232
น้ำมันมะพร้าว (refined) 232
น้ำมันหมู 221
น้ำมันเมล็ดองุ่น 216
น้ำมันมะพร้าว (unrefined) 177
น้ำมันมะกอก 175
น้ำมันถั่วเหลือง (unrefined) 160
น้ำมันถั่วลิสง 138

น้ำมันหมู (จุดเกิดควัน 221 องศาเซลเซียส) เป็นน้ำมันที่ได้จากสัตว์ มีสัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัวสูง ~ 40% มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว MUFA > PUFA ทนความร้อนได้ดีปานกลาง ใช้ทอดและผัด ราคาไม่แพง ถุงละ 30-50 บาท ร้านอาหารตามสั่งนิยมใช้กันมาก ปัญหาคือหากใช้ซ้ำไปซ้ำมาไม่ยอมทิ้ง โดนอากาศนานทำให้เสียสภาพ จุดเกิดควันลดลง ก่อให้เกิดกรดไขมันประเภททรานส์ ข้อเสียคือน้ำมันหมูเป็นไขง่าย เหม็นหืนง่ายเมื่อทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง

น้ำมันปาล์ม (จุดเกิดควัน 235 องศาเซลเซียส) เป็นน้ำมันพืชแต่มีสัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัวสูง ~ 52% มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว MUFA > PUFA ถือเป็นน้ำมันประจำครัวไทยมาช้านาน ใช้ทอดได้ดีมาก นิยมที่สุด ราคาถูก ทนความร้อนได้สูง ให้ความร้อนเร็วทำให้อาหารด้านนอกกรอบอร่อยมาก จุดเด่นคือไม่เหม็นหืนง่ายเหมือนน้ำมันหมู ราคาถูกมาก

น้ำมันถั่วเหลือง (จุดเกิดควัน 160-232 องศาเซลเซียส) เป็นน้ำมันพืช มีสัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัว ~ 15% มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว PUFA > MUFA เห็นในโฆษณาทีวีบ่อย ใช้ในครัวเรือนไทยเยอะ หาซื้อง่าย ราคาไม่แพงมาก ไม่แนะนำให้ทอดเนื่องจากจุดเกิดควันต่ำ ยกเว้นน้ำมันถั่วเหลืองบางชนิดที่ผ่านกรรมวิธี (refined) ผัดได้ ทิ้งไว้ในตู้เย็นไม่เป็นไข

น้ำมันรำข้าว (จุดเกิดควัน 254 องศาเซลเซียส) เป็นน้ำมันพืชที่ได้รับความนิยมมากเช่นกันและดีต่อสุขภาพ มีกรดไขมันอิ่มตัว ~ 20% กรดไขมันไม่อิ่มตัว MUFA > PUFA ข้อเด่นคือจุดเกิดควันสูงแทบจะสูงที่สุดในกลุ่ม ทนความร้อนได้สูง ใช้ทอดได้ ผัดได้ มีกลิ่นหอมขึ้นเมื่อโดนความร้อน จุดเด่นที่ทำให้น้ำมันรำข้าวมีเสน่ห์มากคือ สารแกมม่าโอรีซานอลในข้าวตามธรรมชาติป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นจึงไม่ต้องใส่สารกันหืนเลย ข้อเสียคือราคาออกจะแพงไปซักหน่อย

น้ำมันคาโนลา(จุดเกิดควัน 240 องศาเซลเซียส) หรือที่เรียกว่า น้ำมันเรปซีด เป็นน้ำมันพืชที่ได้มาจากผักกาดก้านขาว มีกรดไขมันอิ่มตัวน้อยที่สุดในกลุ่ม ~ 6% กรดไขมันไม่อิ่มตัว MUFA > PUFA จุดเกิดควันสูง ทนความร้อนได้ดี ผัด ทอด ได้หมด แต่ราคาแพง และไม่หอมมากเท่าน้ำมันรำข้าว เป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ มีข่าวในอินเตอร์เนตโจมตีน้ำมันคาโนล่าช่วงหนึ่งว่ามีกรดไขมันประเภททรานส์ผสมอยู่ คำตอบคือจริง แต่มีในปริมาณน้อยมาก และน้ำมันพืชชนิดอื่นอีกหลายชนิดกรดไขมันประเภททรานส์ก็ไม่ได้เป็น 0 เช่นกัน US FDA label zero trans- fat ถ้า trans-fatty acid < 0.5 กรัมต่อ serving

น้ำมันดอกทานตะวัน(จุดเกิดควัน 232 องศาเซลเซียส) เป็นน้ำมันพืชที่สกัดจากเมล็ดทานตะวัน มีกรดไขมันอิ่มตัวน้อย ~ 11% มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว PUFA > MUFA จุดเกิดควันสูง ใช้ทอด ผัด ได้อย่างปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ

น้ำมันถั่วลิสง(จุดเกิดควัน 138 องศาเซลเซียส) เป็นน้ำมันพืช กรดไขมันอิ่มตัวต่ำ ~ 20% กรดไขมันไม่อิ่มตัว MUFA > PUFA ถือว่าค่อนข้างสูงสำหรับน้ำมันพืชด้วยกัน แต่ก่อนหาซื้อยากมากต้องไปเยาวราช ราคาปานกลาง จุดเกิดควันต่ำ ผัดที่ไม่ใช้ความร้อนสูงได้และอร่อย แต่ไม่แนะนำให้ใช้ทอด

น้ำมันมะกอก(จุดเกิดควัน 166-250 องศาเซลเซียส) น้ำมันพืชที่ได้จากผลมะกอก พืชดั้งเดิมจากแถมเมดิเตอเรเนียน เจ้าแห่งน้ำสลัด มีกรดไขมันอิ่มตัวน้อย ~ 14% มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวหรือ MUFA ในสัดส่วนที่สูงที่สุดในกลุ่ม ~ 70% จุดเกิดควันต่ำ ราคาแพง กลิ่นแรง นอกจากทำน้ำสลัด ถ้ารับกลิ่นได้ สามารถนำมาผัดไฟอ่อนได้บ้าง ในบ้านเรามีจำหน่ายสามประเภทหลักๆที่คุณหมอควรรู้

Extra Virgin Olive Oil: จุดเกิดควันต่ำมาก ได้จากการบีบเอาน้ำมันมาจากผลมะกอกสดๆ ห้ามโดนความร้อนเด็ดขาด ใช้ผสมเป็นน้ำสลัดหรือทำซอส

Fine Olive Oil: เป็นน้ำมันมะกอกที่ผ่านกรรมวิธีมีจุดเกิดควันสูง สามารถนำมาผัดหรือทอดได้

Light Olive Oil: เป็นแบบผสมผ่านกรรมวิธี มีจุดเกิดควันสูง นำมาผัดหรือทอดได้เช่นกัน

น้ำมันมะพร้าว คือ 1 ใน 2 ของน้ำมันพืชที่ใช้บ่อยในประเทศเขตร้อนที่เราเรียกว่า "tropical oils" ซึ่ง tropical oils ไม่แนะนำให้ใช้เนื่องจากมีสัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัวสูงมาก ↑LDL ↑ความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่ราคาถูก จุดเกิดควันไม่สูงมาก ใช้ผัดพอได้ แต่ไม่สามารถใช้ทอดท่วมได้

มีข่าวอยู่ช่วงหนึ่งบอกว่าน้ำมันมะพร้าวมีประโยชน์ต่อร่างกายเนื่องจากสองเหตุผลครับ

(1) ว่ากันว่ากรดไขมันอิ่มตัวที่ว่าเยอะในน้ำมันมะพร้าวนั้นเป็น medium chain fatty acids (MCFA) ซึ่ง MCFA ในทางทฤษฎีถูกดูดซึมเร็วผ่าน portal vein ให้พลังงานผ่านกระบวนการ beta-oxidation ได้ดี แต่ความจริงคือกว่าครึ่งของ MCFA ในน้ำมันมะพร้าวคือกรดลอริค ซึ่งเป็น MCFA ที่ไม่เหมือน MCFA ตัวอื่น เพราะถูกดูดซึมและขนส่งในเลือดด้วย chylomicrons ไม่ต่างจาก long chain fatty acids (LCFA)

(2) มีผลการศึกษาขนาดเล็กหลายการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า ↓TC ได้มากกว่า non-tropical oils แต่ก็มีหลายการศึกษาที่บอกว่าไม่ต่าง โดยเฉพาะที่แม่บ้านควรอ่านคือ meta-analysis ของ 6 การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน J Lipid Res. 2018;59:1771–1782 บอกว่าไม่ต่างกัน

ก็เลยเป็นที่มาของความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวนั่นเองครับ

จนในที่สุด meta-analysis ขนาดใหญ่ที่สุดของน้ำมันมะพร้าวตีพิมพ์ใน Circulation ปี 2020

น้ำมันมะพร้าว vs non-tropical oils
↑LDL 8.6%, ↑HDL 7.8%, ~TG

น้ำมันมะพร้าว vs น้ำมันปาล์ม
↑LDL 20.50 mg/dL, ↑TC 25.57 mg/dL, ↑HDL 2.83 mg/dL, ~ TG

น้ำมันมะพร้าวแย่กว่าน้ำมันพืชอื่น แถมยังแย่กว่า tropical oils ด้วยกันอย่างน้ำมันปาล์มอีก

เนื่องจากมีความแตกต่างระหว่างแต่ละการศึกษาสูง สังเกตจากค่า I square เมื่อแบ่งกลุ่มการศึกษาที่คล้ายกันมาวิเคราะห์ก็ได้ผลไม่ต่างกันแถมยังมีน้ำหนักมากขึ้นด้วย แสดงให้เห็นว่าน้ำมันมะพร้าวมีแนวโน้มเพิ่ม LDL เมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่น

17/05/2026

Q: คนเสียชีวิตขณะหลับ อายุไม่มาก ไม่มีโรคประจำตัวมาก่อนเกิดจากอะไร?
A: การเสียชีวิตฉับพลันเกิดขึ้นขณะนอนหลับโดยการชันสูตรไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดได้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Sudden Unexplained Nocturnal Death Syndrome (SUNDS) ในปัจจุบันสามารถตรวจพบสาเหตุได้บางส่วนเช่นโรคพันธุกรรมไฟฟ้าหัวใจบางชนิด ความผิดปกติของการหายใจที่ทำให้ระดับออกซิเจนต่ำขณะนอนหลับ ระดับเกลือแร่ในเลือดที่ผิดปกติรุนแรง สามารถชักนำให้หัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะแบบฉับพลันขณะหลับทำให้หัวใจไม่สามารถบีบเลือดออกไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญได้ตามปกติจนนำไปสูการเสียชีวิต

Q: ที่เรียกว่า "ใหลตาย" ใช่มั๊ย?
A: ใช่ครับ ใหลตาย มาจากภาษาลาวกับภาษาไทยรวมกัน ไหล(ลาว) + ตาย(ไทย) "ใหล" ในภาษาลาว ໃຫລ (ใหล) หรือ ເຫລີ (เหลอ) หมายถึง ละเมอ หรือ การส่งเสียงขณะหลับ "ตาย" มาจากภาษาไทยหมายถึง เสียชีวิต

Q: โรคพันธุกรรมไฟฟ้าหัวใจที่ทำให้เกิด ใหลตาย มีโรคอะไรบ้าง?
A: ที่พบบ่อยที่สุดคือ J wave syndrome ซึ่งเป็น continuous spectrum ของ phenotypic expression ในสองโรคคือ Brugada Syndrome (BrS) และ Early Repolarization Syndrome (ERS) Long QT syndrome ชนิดที 3 Catecholaminergic Polymorphic Ventricular Tachycardia (CPVT) ซึ่งสามารถเกิดในขณะหลับได้เช่นเดียวกันไม่จำเป็นต้องเกิดขณะออกกำลังเสมอไปเชื่อว่าเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติในขณะหลับ มีโรคพันธุกรรมไฟฟ้าหัวใจบางชนิดที่เกิดการเสียชีวิตขณะหลับได้แต่ยังไม่ทราบกลไกที่ชัดเจนเรียกว่า Idiopathic Ventricular Fibrillation

Q: มีโรคหัวใจที่ไม่ใช่โรคพันธุกรรมไฟฟ้าแต่ทำให้เกิดการเสียชีวิตขณะหลับได้มั๊ย?
A: ได้ครับ ขออนุญาตแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกมีโรคของเนื้อเยื่อนำไฟฟ้าในหัวใจห้องล่างที่อาจเกิดจากการขาดเลือด โรคภูมิคุ้มกัน หรือ เสื่อมตามอายุ ขณะที่หัวใจเต้นช้าขณะหลับมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะรุนแรงแบบฉับพลันได้ กลุ่มที่สองโรคหลอดเลือดหัวใจตันฉับพลันซึ่งสามารถเกิดขณะหลับได้เช่นเดียวกัน แต่ทั้งสองกลุ่มมักจะตรวจชันสูตรพบความผิดปกติที่ชัดเจน อาจจะไม่ได้เรียกว่า SUNDS หรือ ใหลตาย

Q: ถ้าเป็นโรคพันธุกรรมไฟฟ้าหัวใจเราสามารถตรวจเจอได้ก่อนจะเกิดเรื่องร้ายมั๊ย?
A: ได้ในบางโรคครับ การซักประวัติอาการวูบหมดสติที่หาสาเหตุไม่ได้ ประวัติครอบครัวเสียชีวิตฉับพลัน การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การวิ่งสายพาน พอจะให้การวินิจฉัยเบื้องต้นได้ใน Brugada Syndrome LQT3 และ CPVT

Q: Brugada Syndrome เกิดจากอะไร?
A: Brugada Syndrome (BrS) เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้ศักย์ไฟฟ้าของหัวใจห้องขวาส่วนที่อยู่ใต้ต่อลิ้นหัวใจ pulmonic มีความแตกต่างกันระหว่างผนังด้านในกับด้านนอก เอื้อให้เกิดการลัดวงจรไฟฟ้าหัวใจ นำไปสู่การเสียชีวิตฉับพลัน โดยโครงสร้างหัวใจของคนไข้ยังเป็นปกติได้หมายถึงตรวจ Echo หรือ MRI ไม่เห็นความผิดปกติทางโครงสร้างได้ครับ

Q: Brugada Syndrome พบบ่อยแค่ไหน?
A:พบได้ในคนไทยราวๆ 40 ในแสนคน ชายมากกว่าหญิงประมาณ 8 เท่า ภูมิลำเนาอีสานพบได้บ่อยกว่าภูมิภาคอื่น อายุเฉลี่ยที่เสียชีวิต 41 ปี มักเกิดการลัดวงจรขณะหลับ มีไข้สูง หลังกินอาหารประเภทแป้งในปริมาณมาก และ การดื่มเหล้า คนไข้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ มีอาการครั้งแรกอาจจะเสียชีวิตหรือมาด้วย aborted SCD หรือ มีอาการวูบหมดสติที่อธิบายไม่ได้จากสาเหตุอื่น

Q: ที่บอกว่าส่วนใหญ่ไม่มีอาการ กลุ่มนี้มีโอกาสเสียชีวิตฉับพลันมากแค่ไหน?
A: ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัย BrS การพยากรณ์โรคสัมพันธ์กับอาการ ดังนั้นการซักประวัติอย่างละเอียดมีความสำคัญมาก
Asymptomatic โอกาสเกิด VF arrest ~ 1% ต่อปี
Arrhythmic syncope โอกาสเกิด VF arrest ~ 3% ต่อปี
Aborted SCD โอกาสเกิด VF arrest ~ 14% ต่อปี

Q: วินิจฉัย Brugada Syndrome จากคลื่นไฟฟ้าหัวใจได้ยังไง?
เกณฑ์ในการวินิจฉัย ใช้ ST segment ยกเกิน 2 ช่องใน V1 หรือ V2 ซึ่งตรงกับบริเวณที่น่าจะเป็น anterior portion ของ RV outflow tract เนื่องจากกายวิภาคของหัวใจแต่ละคนไม่เหมือนกัน การขยับการติด V1, V2 ขึ้นมา 1 หรือ 2 ช่องซี่โครงเพื่อให้ตรงกับตำแหน่งของพยาธิภาพของ RV outflow tract เรียกว่า Brugada lead ลักษณะของ ST elevation ต้องเป็น coved-type คือยกแล้วตามด้วย inverted T wave ถ้าเป็น configuration แบบอื่นเช่น saddle-shape หรือเป็น coved-type ที่ยกไม่ถึง 2 ช่องยังไม่ถือว่าได้รับการวินิจฉัย หากพบตามเกณฑ์ดังกล่าวเรียกว่า "Spontaneous Type 1 Brugada ECG pattern" หากเป็น Type 2, Type 3 และมีอาการที่สงสัยหรือมีประวัติครอบครัวของ sudden cardiac death อาจพิจารณาทำ Drug Challenge Test ด้วย Flecainide ตามมาตรฐานจริงๆต้องใช้ IV Flecainide นะครับ แต่บ้านเราไม่มี ให้เป็น oral แทน หลังให้ยา ติดตามการเปลี่ยนแปลงของ ECG ที่เข้าได้กับเกณฑ์การวินิจฉัย และประเมิน QRS และ QTc ที่อาจจจะยืดออกเมื่อยาออกฤทธิ์ สังเกตอาการอย่างน้อย 24 ชม ใน CCU ยาอื่นที่ใช้ทำ Drug Challenge Test ได้แก่ Ajmaline, Pilsicainide(มีเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น) และ Procainamide ซึ่งไม่มีในประเทศไทย

Q: ควรตรวจพันธุกรรมในผู้ป่วยและครอบครัวที่วินิจฉัย Brugada Syndrome?
ความผิดปกติทางพันธุกรรมของ BrS เกิดจากmutation ของ SCN5A (3p22.2),CACN1Ac (12p,13.33) พบบ่อยที่สุด รองลงมาได้แก่ SCN1B (19q13.11), SCN3B (11q24.1), SCN10A (3p22.2)
SCN5A sequencing แนะนำให้ทำในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัย spontaneous type I BrS ทุกราย ไม่ได้ใช้วินิจฉัยหรือเปลี่ยนแปลงการรักษาแต่ทำเพื่อ family screening เพราะหากตรวจพบ pathogenic mutation แนะนำให้ทำ variant specific genetic testing ในครอบครัว

Q: การรักษา Brugada Syndrome ทำได้อย่างไร?
A: การรักษาในปัจจุบันประกอบด้วย 4 ส่วน
1. การปฏิบัติตัว หลีกเลี่ยงยาบางชนิด https://www.brugadadrugs.org/avoid/
2. การฝังเครื่องกระตุกหัวใจ
3. Epicardial RVOT Ablation
4. ยา
การรักษาที่ลดอัตราการเสียชีวิตคือการฝังเครื่องกระตุกหัวใจ แต่ต้องมีข้อบ่งชี้ ประโยชน์ที่ได้จากการฝังเครื่องต้องแลกกับภาวะแทรกซ้อนจากการทำหัตถการและภาวะแทรกซ้อนต่างๆจากการฝังเครื่องในระยะยาว
Aborted SCD หรือ documented sustained VT (class I)
Unexplained Arrhythmic Syncope (class IIa)
Epicardial RVOT Ablation ไม่ใช่ definitive หรือ first line therapy ไม่มีหลักฐานว่าลด Arrhythmic Death ในผู้ป่วย BrS ทุกราย แต่มีหลักฐานว่าลด VF ในผู่ป่วยที่เกิด VF Storm

Q: กลไกทางไฟฟ้าของ Brugada Syndrome?
A: แบ่งกลไกของ BrS ออกเป็นสองส่วน
(1) "Depolarization Abnormalities" พบว่าผู้ป่วย BrS มีการนำไฟฟ้าที่ผิดปกติ zigzag conduction ในบางตำแหน่งเล็กๆของผนังหัวใจด้านนอกข้างขวา epicardial RVOT, RV, inferior RV หรือ LV เกิดจาก interstitial fibrosis และ ↓ gap junciton expression ซึ่งตรวจไม่พบจาก MRI แต่สามารถพบได้จากการตรวจด้วย high fidelity bipolar electrode ของ intracardiac mapping catheter ลักษณะเป็น late, fractionated potentials ที่เกิดจากการนำไฟฟ้าที่ผิดปกติ การนำไฟฟ้าที่ผิดปกติเหล่านี้ทำให้เกิด VT และ VF ใน BrS ได้อย่างไรยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่พบว่า VF driver มักจะอยู่ในตำแหน่งเดียวกับการนำไฟฟ้าที่ผิดปกติเหล่านี้ การรักษา Depolarization Abnormalities ใน BrS ที่พอจะทำได้ในปัจจุบันมีเพียง Catheter Ablation เพื่อกำจัดสัญญาณไฟฟ้าที่ผิดปกติเหล่านี้ สามารถลด VT/VF episodes ได้ในผู้ป่วยบางราย
(2) "Repolarization Abnormalities" เป็นสมมุติฐานเดิมที่เชื่อกันมานาน เกิดจาก loss of epicardial AP dome, transmural voltage gradient และ dispersion of repolarization ระหว่าง Epi- และ Endocardium ชักนำให้เกิด closed coupling phase 2 reentry ventricular extrasystoles และ VT/VF ตรวจไม่พบสัญญาณผิดปกติในหัวใจเหมือนกลไกข้อแรก แต่อาจพบ VF-triggered PVC ใน Purkinje system การรักษาสามารถทำได้ด้วย catheter ablation ได้ ด้วยการหา Earliest Purkinje potentials ของ PVC ที่ trigger หรือ initiate VT/VF

Q: กลไกทั้งสองแบบดูเหมือนจะรักษาได้ด้วย epicardial catheter ablation เท่านั้น การรักษาด้วยยามีบทบาทแค่ไหนและรักษาด้วยกลไกอะไร?
A: ยาในอุดมคติในการรักษากลไก repolarizaiton abnormalities คือ "cardioselective Ito-specific blocker" เพื่อ rebalance current ในช่วง early phase ของ epicardial action potential ซึ่งยัง "ไม่มี" ครับ

ยาที่มี class recommendation ใน Guideline ปัจจุบันมีแค่สองตัวคือ "Quinidine" กับ "Isoproterenol"

1. Quinidine (↓outward current) ไม่มีในประเทศไทยนะครับ หลายๆประเทศเกินกว่าครึ่งโลกก็ไม่มีใช้กัน เรารู้จัก Quinidine สมัยเรียนในฐานะของ Na-channel blocker ที่อยู่ใน Class IA ของ Vaughan Williams classification, Charles Antzelevitch เป็นคนแรกที่ค้นพบ potent direct Ito blocking effect ของ Quinidine ในการ restore transmural homogeneity และ ยับยั้ง phase 2 reentry ใน BrS นอกจากนั้น Quinidine ยังสามารถยับยั้ง rapidly activating และ ultrarapid component ของ delayed rectifier K current (IKr, IKur) ในการลด outward current ช่วง early phase ของ action potential ด้วย และสุดท้าย ↓Ito โดยอ้อมจาก anticholinergic effect ของยา ที่ทำให้ HR ผู้ป่วยไม่ช้ามาก Ito โดยธรรมชาติฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้าครับ เวลาที่ HR เร็วจะมีปริมาณ​ activated Ito ไม่มากเท่าตอนที่ HR ช้า ซึ่งก็คือเหตุผลเดียวกันกับการที่ VF arrest ใน BrS มักเกินตอนหลับหรือหลังกินอาหารอิ่มๆที่เพิ่ม vagal tone นั่นเอง

ยา Quinidine เป็น Class IIa สำหรับการรักษา electrical storm ในผู้ป่วย BrS ร่วมกับ isoproterenol และแนะนำให้ใช้ในผู้ป่วย BrS ที่มีข้อบ่งชี้ในการใส่ ICD แต่ใส่ไม่ได้ด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม

ยา Quinidine เป็น Class IIb ในผู้ป่วย BrS ที่ใส่ ICD และมี frequent appropriate shock เป็นอีกทางเลือกร่วมกับ catheter ablation

Ø class ในผู้ป่วย asymptomatic BrS เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลมากพอ

2. Isoproterenol (↑inward current + ↓outward current) เป็น potent non-selective β-adrenergic agonist with very low affinity for α-adrenergic receptors ผลจากการจับกับ β1 receptor ในหัวใจ ↑ intracellular cAMP กระตุ้น cAMP-dependent protein kinase และ phosphorylate peptides ที่สัมพันธ์กับ L-type Ca channel ↑ICaL, (+) chronotopic effect ที่ SA node ทำให้ HR เร็วขึ้น ↓Ito โดยอ้อมตามเหตุผลข้างต้น Isoproterenol สามารถ ↓transmural gradient และ restore epicaridial AP dome ในผู้ป่วย BrS ลดโอกาสเกิด phase 2 reentry ได้ครับ

ยา isoproterenol เป็น Class IIa สำหรับการรักษา electrical stormในผู้ป่วย BrS ร่วมกับ Quinidine

ยาอื่นๆเช่น Cilostazol, Bepridril, Dimethyl lithospermate B, Milrinone ไม่มี class recommendation มีข้อมูลในการศึกษาเล็กๆเท่านั้น ข้อมูลยังไม่มากเพียงพอ

นพ วิพัชร พันธวิมล
อายุรแพทย์โรคหัวใจ อนุสาขาสรีระไฟฟ้าหัวใจ

16/05/2026

สถาบันโรคทรวงอก เตือน ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
ภัยเงียบกะทันหันที่ทุกคนต้องระวัง

สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ เตือนภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน แนะกลุ่มเสี่ยงตรวจเช็กประวัติครอบครัวและอาการนอนกรน หากปล่อยไว้อันตรายถึงชีวิต

นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ และทุกช่วงวัย มักเกิดแบบกะทันหันโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า แม้จะเป็นผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายแข็งแรง หรือไม่มีโรคประจำตัวก็อาจเผชิญภาวะนี้ได้บ่อยครั้งมักเกิดขึ้นกะทันหันขณะนอนหลับ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจที่ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรงจนหยุดเต้นเฉียบพลัน ร่วมกับความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจขณะหลับ
นายแพทย์วิพัชร พันธวิมล อายุรแพทย์โรคหัวใจ อนุสาขาสรีระไฟฟ้าหัวใจ เเพทย์ประจำ Premium Clinic สถาบันโรคทรวงอก ระบุว่าภาวะการเสียชีวิตเฉียบพลันในกลุ่มคนอายุน้อยที่เป็นขณะนอนหลับ สาเหตุเกิดมาจากภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะรุนแรงแบบฉับพลันขณะหลับทำให้หัวใจไม่สามารถบีบเลือดออกไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญได้ตามปกติจนนำไปสูการเสียชีวิตฉับพลัน สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะรุนแรงเกิดจากสองสาเหตุหลักได้แก่ โรคพันธุกรรมไฟฟ้าหัวใจบางชนิด และ โรคนอนกรนชนิดที่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับแบบรุนแรง
โรคพันธุกรรมไฟฟ้าหัวใจที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะรุนแรงขณะนอนหลับมีไม่กี่โรคที่พบบ่อยที่สุดคือ Brugada Syndrome ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไหลตาย Long QT Syndrome ชนิดที่สามหรือ LQT3 และ Catecholaminergic Polymorphic Ventricular Tachycardia (CPVT) ซึ่งโดยปกติมักเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะรุนแรงในขณะออกกำลังสัมพันธ์กับระดับ Catecholamine แต่มีรายงานที่เกิดการเสียชีวิตในขณะหลับได้เช่นเดียวกัน เชื่อว่ากลไกเกิดจากการทำงานผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่ทำให้มีระดับ Catecholamine สูงขณะหลับ

โรคนอนกรนชนิดที่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับแบบรุนแรง ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำขณะหลับประกอบกับการที่ผู้ป่วยมีความเครียดหรือพักผ่อนไม่เพียงพอสามารถชักนำให้เกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะรุนแรงนำไปสู่การเสียชีวิตขณะหลับได้เช่นเดียวกัน
จึงขอแนะนำกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง และให้สังเกตสัญญาณเตือน ดังนี้ 1.ประวัติครอบครัวมีญาติสายตรง เคยเสียชีวิตฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุตั้งแต่อายุน้อย 2.อาการขณะนอนหลับ เช่น นอนกรนเสียงดังเป็นประจำ สะดุ้งตื่น หรือคนรอบข้างสังเกตเห็นว่ามีการหยุดหายใจ 3.อาการระหว่างวัน มักง่วงนอนผิดปกติในช่วงกลางวัน อ่อนเพลีย หรือต้องหาวบ่อยๆ ทั้งที่นอนพักเพียงพอ

หากสงสัยว่ามีความเสี่ยง หรืออาการเบื้องต้นผู้ป่วยไม่ควรปล่อยไว้ ควรเข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจวินิจฉัยและแนวทางรักษา หากเป็นกลุ่มเสี่ยง ควรพบแพทย์เพื่อทำการซักประวัติอย่างละเอียด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG 12 Lead) ตรวจทดสอบหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน หากมีอาการนอนกรนรุนแรงหรือหยุดหายใจขณะหลับ อาจพิจารณาเข้ารับการตรวจ Sleep Test เพื่อประเมินความรุนแรง การปรับพฤติกรรม หลีกเลี่ยงการอดนอน การดื่มแอลกอฮอล์จัด ลดความเครียด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากพบสัญญาณเตือนหรือคนใกล้ชิดมีอาการเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยดังกล่าวข้างต้น #สถาบันโรคทรวงอก #กรมการแพทย์ #ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
16 พฤษภาคม 2569

มีเคส arrhythmia ไม่มั่นใจต้องการปรึกษา หรือเคสที่มีข้อบ่งชี้ในการจี้ไฟฟ้าหัวใจผ่านสายสวนหรือฝังเครื่อง โทรทำนัดส่งมาหาผ...
13/05/2026

มีเคส arrhythmia ไม่มั่นใจต้องการปรึกษา หรือเคสที่มีข้อบ่งชี้ในการจี้ไฟฟ้าหัวใจผ่านสายสวนหรือฝังเครื่อง โทรทำนัดส่งมาหาผมได้เลย เคสที่เร่งด่วน walk in มาได้เลยครับ อังคารบ่าย

โพสต์ทรงคุณค่าขนาดนี้มีคนกดไลค์อยู่สามสี่สิบคนได้ยังไง ช่วยแชร์ให้ครับ
10/05/2026

โพสต์ทรงคุณค่าขนาดนี้มีคนกดไลค์อยู่สามสี่สิบคนได้ยังไง ช่วยแชร์ให้ครับ

FH ไม่ได้หักล้าง LDL hypothesis…แต่มันกำลังหักล้างการตีความผิด ๆ

👫 เรื่อง Familial Hypercholesterolemia (FH) กำลังเป็นที่สนใจจากกรณีเจมส์ จิรายุ…ในโซเชียลมีเดียก็ใช่ย่อย มีฝ่ายวิชาการตัวตึงของกลุ่ม Cholesterol deniers ทำ vdo ให้ความรู้ว่า LDL/ApoB ไม่ใช่สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันค่ะ

📃 ด้วยการอ้างหลักฐาน Observational studies คนไข้ FH ว่าถ้า LDL เป็นสาเหตุโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันจริง ทำไมผู้ป่วย FH จากการศึกษานี้ ซึ่ง LDL สูงลิ่ว จึงตายช้ากว่าประชากรทั่วไป พี่นั่งฟังยังเคลิ้มกับการใช้ “เรื่องเล่า” ที่แทรกด้วยเคสส่วนตัว สร้างอารมณ์ร่วมกับผู้ฟังถึงความเป็น Hero ต้านการแพทย์กระแสหลัก ต้านบริษัทยา มาครบสูตร

📱นี่ถ้าไม่มี AI ช่วย กว่าพี่ปุ๋มจะเขียนโพสต์สรุปได้แบบในอดีตจะช้ามากๆ ค่ะ เดี๋ยวนี้พี่ปุ๋มแค่ prompt คำสั่งให้ชัดเจน AI ช่วยหาข้อมูลได้เร็วมากจริงๆค่ะ เอาละ…มาอ่านโพสต์หักล้างข้อมูลผิดๆ จากฝ่ายวิชาการตัวตึงของกลุ่ม Cholesterol deniers โดยอ้างว่า คนไข้ FH ตายช้ากว่าประชากรทั่วไป ทั้งๆที่ระดับ LDL-C สูงลิ่วขนาดนั้น

👨‍⚕️ ผู้บรรยายกำลังใช้ registry study ของ FH ชื่อ Mortality Among Patients With Familial Hypercholesterolemia: A Registry-Based Study in Norway, 1992–2010 เพื่อสื่อว่า

“คนที่มี Familial Hypercholesterolemia (FH) ไม่ได้ตายมากขึ้นในวัยต้น ๆ และบางช่วงอายุอาจดูเหมือนตายน้อยลงด้วยซ้ำ ดังนั้น LDL อาจไม่ใช่สาเหตุหลักของ ASCVD”

แต่ถ้าวิเคราะห์ตามหลัก Evidence-Based Medicine (EBM) จริง ๆ การตีความแบบนั้น “เกินกว่าที่ข้อมูลรองรับ” ค่อนข้างมากค่ะ

1. การศึกษาดังกล่าวพูดอะไร “จริง ๆ”

งานที่อ้างคือ:

Mortality Among Patients With Familial Hypercholesterolemia: A Registry-Based Study in Norway, 1992–2010

สิ่งที่งานนี้พบจริง:

* FH ที่ยืนยันทางพันธุกรรม 4,688 คน
* ติดตามการเสียชีวิตเทียบกับประชากรนอร์เวย์ทั่วไป
* ผลลัพธ์สำคัญคือ:

“การเสียชีวิตจากโรคหัวใจ (CVD mortality) สูงกว่าประชากรทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 70 ปี”

และงาน follow-up ปี 2017 ยืนยันอีกครั้งว่า:

* FH อายุ 20–39 ปี มีการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ สูงมาก
* อัตราการตายเปรียบเทียบกับประชากรทั่วไป หลังปรับโครงสร้างอายุ/เพศแล้ว (Standard Mortality Rate) สูงสุดในวัยหนุ่มสาว
* ความเสี่ยงลดลงเมื่ออายุมากขึ้น

📌 ประเด็นสำคัญ:

“ความเสี่ยงลดลงเมื่ออายุมากขึ้น”

ไม่ได้แปลว่า

“cholesterol สูงทำให้อายุยืน”

นี่คือจุดที่ cholesterol deniers มัก “ตีความเกินข้อมูล”

2. สิ่งที่กราฟในสไลด์ “ไม่ได้” บอก

สไลด์ที่คุณปุ๋มแนบมาเขียนว่า:

“Slight, but non-significant, increase in mortality in the first four decades”

ผู้บรรยายใน vdo กำลังชี้ว่า:

* วัย 0–19 และ 20–39 การเสียชีวิตไม่สูงชัดเจน

แต่ปัญหาคือ:

A) จำนวน death events ต่ำมาก
ในวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว

* จำนวนคนตายจริงน้อยมาก
* confidence interval กว้าง
* statistical power ต่ำ

ดังนั้น
“ไม่ significant” ≠ “ไม่มีความเสี่ยง”

ใน Evidence Based Medicine (EBM) ห้ามตีความแบบนั้น

➡️ งานนี้เกิดใน “statin era”

ผู้ป่วย FH จำนวนมากได้รับ:

* statins
* lipid-lowering therapy
* การติดตามจาก lipid clinic

ดังนั้นนี่ไม่ใช่ “natural history” ของ FH แบบ untreated (จุดนี้สำคัญมากๆ ผู้บรรยายไม่ชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดค่ะ)

ผู้พูดหลายคนในสาย cholesterol denial มักเอางานยุคที่เริ่มมีการใช้ยาในการรักษา ไปสรุปย้อนว่า
“LDL ไม่อันตราย” ซึ่งผิดหลัก causal inference

3. แล้ว “คน FH ที่อายุมากยังอยู่รอด” คือ survivor bias ตามที่คุณปุ๋มถามไหม?

คำตอบสั้น:

“ใช่ — มี survivor bias / survivorship effect แน่นอน”

และจริง ๆ ใน epidemiology นี่เป็นเรื่องปกติมาก

ทำไม?

ถ้าคุณมี population ที่เสี่ยงสูงตั้งแต่แรก เช่น FH

คนที่:

* susceptible มาก
* plaque แตกง่าย
* thrombosis ง่าย
* ApoB exposure สูงนาน

มักจะ:

* ตายก่อน
* มีเหตุการณ์โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดก่อน

ดังนั้นคนที่ “เหลือรอด” จนแก่
อาจเป็น subgroup ที่:

* มี protective genes
* inflammation ต่ำ
* coagulation profile ดีกว่า
* HDL/function ดี
* Lp(a) ต่ำ
* lifestyle ดี
* response to statin ดี

นี่เรียกว่า:

depletion of susceptibles

หรือ survivorship bias

ซึ่งเป็น concept มาตรฐานใน epidemiology

สำคัญมาก:

การที่ “บางคน FH อยู่ถึงแก่”

ไม่ได้หักล้างว่า LDL/ApoB ไม่ได้เป็น causal factor ของ ASCVD

เหมือนกับ:

* สูบบุหรี่แล้วบางคนไม่เป็นมะเร็ง
ไม่ได้แปลว่า smoking ไม่ก่อมะเร็ง

4. ถ้า LDL/ApoB ไม่ใช่ causal factor จริง

เราควรเห็นอะไร?

เราควร “ไม่เห็น” pattern เหล่านี้:

* FH → ASCVD สูง
* ApoB สูง cumulative → risk สูง
* Mendelian randomization support
* Statin / ezetimibe / PCSK9 lowering ApoB → event reduction
* dose-response relationship
* lifelong low ApoB → ต่ำ risk มาก

แต่ในความจริง เราเห็นทั้งหมดนี้สอดคล้องกัน

นี่คือเหตุผลที่ modern lipidology ถือว่า:

LDL/ApoB causality ผ่านเกณฑ์ Bradford Hill ได้ค่อนข้างครบ

Concordance across evidence layers

LDL/ApoB model:

* pathology
* animal
* epidemiology
* genetics
* RCTs
* imaging

ไปในทิศทางเดียวกันหมดคือ dose-response relationship

🎯 สรุปแบบ EBM ตรงไปตรงมา

การตีความของผู้บรรยาย

ถูกบางส่วน:

* survivorship effect มีจริง
* ASCVD เป็น multi factorial disease ที่มี LDL เป็น necessary causal driver ตาม Rothman Causal Pie Model

แต่ “เกินข้อมูล” ในหลายจุด:

* ใช้ registry observational study ไปสรุป causal reversal
* ตีความ “non-significant” = “protective”
* ใช้ survivorship effect เหมือนเป็นหลักฐานว่า LDL ไม่อันตราย
* ลดทอน strength ของ ApoB causal evidence มากเกินจริง

Bottom line ตาม EBM ปัจจุบัน

1.“FH คนแก่บางคนยังอยู่รอด”
≠ ไม่เท่ากับ
“cholesterol สูงทำให้อายุยืน”

และใช่
survivorship bias/depletion of susceptibles เป็นคำอธิบายที่ชัดเจนกว่าว่าทำไมมีคนสูงอายุ FH อยู่รอด

ณ ปัจจุบัน
ยังไม่มี evidence hierarchy อื่นใดที่แข็งแรงเท่า
LDL/ApoB causal model ค่ะ

#หาคำตอบสุขภาพจากงานวิจัยไม่ใช่จากเรื่องเล่า

ูงอันตรายเสมอ

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ CardioClinic WPผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท