ລາວເມດິແຄລ Laos Medicare

ລາວເມດິແຄລ Laos Medicare ໃຫ້ຄວາມຮູ້ ກ່ຽວກັບພະຍາດຕ່າງໆ ແນວທາ? ໃຫ້ຄວາມຮູ້ ກ່ຽວກັບພະຍາດຕ່າງໆ ແນວທາງການຮັກສາ ແລະ ແນະນຳ ອຸປະກອນການແພດທີ່ ທັນສະໄຫມ ໂດຍ ໃຫ້ຄຳປຶກສາຈາກຜູ້ຊ່ຽວຊານ

23/01/2026
30/12/2025

📈🫀 หัวใจโตจากความดันสูง
เป็นภัยเงียบที่หากไม่รักษา
นำไปสู่ หัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว
และหัวใจเต้นผิดจังหวะ


ความดันเลือดที่สูงตลอดเวลา
จะทำให้หัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricle)
ต้องรับความเครียดตลอดเวลา (Wall stress)
เพราะหัวใจต้องสร้างแรงดันให้เอาชนะฝั่งหลอดเลือด
ถึงจะดันเลือดออกไปเลี้ยงร่างกายได้


หัวใจจึงตอบสนองด้วยการหนาตัวสู้ค่ะ
(LV concentric hypertrophy)

ในระยะแรก
ถือเป็นการปรับตัวที่ดี
เพราะช่วยให้หัวใจบีบเลือดสู้
กับความดันที่สูงได้


⚠️ แต่ถ้าความดันสูงอยู่นานขึ้น
การเปลี่ยนแปลงจะไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อหนาอย่างเดียว
แต่เริ่มมีการสร้าง พังผืดแทรก ระหว่างเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ
ซึ่งนำไปสู่ผลเสียหลายด้าน


🔻 ผลกระทบที่ตามมา


1️⃣ 🫁 หัวใจคลายตัวรับเลือดยากขึ้น
หัวใจห้องล่างซ้ายคลายตัวได้ไม่ดี (Diastolic dysfunction)
หากเป็นรุนแรงเลือดจากห้องบนจะไหลลงมาได้น้อย

เกิดการจราจรติดขัดย้อนไปถึงปอด
จนเกิดภาวะน้ำท่วมปอด
เรียกภาวะนี้ว่า หัวใจล้มเหลว


2️⃣ หัวใจขาดเลือดได้ง่ายขึ้น
กล้ามเนื้อหัวใจที่หนาขึ้น
และต้องรับความเครียดตลอดเวลา
จะใช้ออกซิเจนมากขึ้น

หากมีไขมันแทรกผนังหลอดเลือดร่วมด้วย
(ซึ่งความดันสูงเองก็เร่งการเกิดอยู่แล้ว)
จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อ หัวใจขาดเลือด
เพราะเลือดมาเลี้ยงน้อย
แต่หัวใจต้องการออกซิเจนมาก


3️⃣ ⚡ เสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ
บริเวณที่มีพังผืดและกล้ามเนื้อหนา
ทำให้คุณสมบัติทางไฟฟ้าของหัวใจเปลี่ยนไป
เสี่ยงต่อการเกิดจุดกระแสไฟฟ้าไหลวน (Reentry)
จนกลายเป็นจุดกำเนิดสัญญาณไฟฟ้าผิดปกติ
หัวใจเต้นผิดจังหวะ
ซึ่งบางชนิดอาจทำให้เสียชีวิตได้


ดังนั้น ความดันสูงไม่ใช่เรื่องเล่น
เพราะมันส่งผลต่อหัวใจ ทุกวินาที


ใครที่มีความดันสูง
อย่ารอช้า

✅ ปรับพฤติกรรมทันที
✅ จำกัดเกลือโซเดียม
✅ เพิ่มการทานไฟเบอร์
✅ ลดความอ้วน
✅ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

และหากถึงเวลาที่ต้องใช้ยา
ควรเริ่มยาได้เลยค่ะ
พร้อมกับปรับพฤติกรรมไปด้วยอย่างจริงจัง 💙

01/12/2025

[GI - Liver - Alcoholic liver disease ALD]

Link:
https://www2.rcpt.org/web/media/content/file/2025/05/CF-1080-%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%8C-2025-250526154636DIr7mJ.pdf

29/11/2025

SGLT2i - ckd landmark trials
Slide นี้ ถ้าเช้าconference dapa จะมีการแสดงเสมอ
ว่ามี secondary end point ในการลด all cause death และ CV death เมื่อเทียบกับ empa กับ canaglifozin

24/11/2025

Bilastine ในเด็ก: ขนาดยาและความปลอดภัย

1. บทนำ
ยาต้านฮิสตามีนชนิดออกฤทธิ์ต่อตัวรับ H1 รุ่นที่สอง (second-generation H1-antihistamines) ถือเป็นแนวทางการรักษาหลักสำหรับโรคภูมิแพ้ทางจมูก (allergic rhinitis) และลมพิษ (urticaria) ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการควบคุมอาการแพ้ที่ดี ขณะเดียวกันก็ลดความเสี่ยงต่ออาการง่วงซึม ซึ่งเป็นผลข้างเคียงเด่นของยารุ่นแรกอย่างมีนัยสำคัญ
แนวทางเวชปฏิบัติร่วมจากสมาคมระดับนานาชาติ ได้แก่ EAACI, GA²LEN, EuroGuiDerm และ APAAACI ได้แนะนำให้ใช้ยา second-generation H1-antihistamines เป็นแนวทางการรักษาบรรทัดแรกสำหรับผู้ป่วยลมพิษทุกประเภท รวมถึงในเด็ก โดยเน้นการเลือกใช้ยาที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางต่ำ และไม่มีผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ
Bilastine เป็นหนึ่งในยากลุ่มนี้ที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาที่โดดเด่น ได้แก่:
* ความจำเพาะสูงต่อ H1 receptor
* การผ่านเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) ต่ำมาก เนื่องจากแทบไม่ผ่าน blood–brain barrier
* การถูกเมแทบอลิซึมที่ตับในระดับต่ำ และขับออกจากร่างกายเกือบทั้งหมดในรูปแบบไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้โอกาสเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาต่ำมาก
ข้อมูลเภสัชจลนศาสตร์ล่าสุด รวมถึงการศึกษาทางคลินิกระยะที่ III ในเด็กอายุ 2–11 ปี สนับสนุนความปลอดภัยของขนาดยามาตรฐานที่ 10 มิลลิกรัม วันละครั้ง ส่งผลให้หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยและแคนาดา ได้อนุมัติขยายข้อบ่งใช้ของ bilastine สำหรับการใช้ในประชากรเด็กอย่างเป็นทางการ

2. เภสัชพลศาสตร์และเภสัชจลนศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ในเด็ก
2.1 กลไกการออกฤทธิ์
Bilastine เป็นยาในกลุ่ม H1-receptor antagonist ที่มีความจำเพาะสูง (high selectivity) และมีฤทธิ์ในการต้านฮิสตามีนแรง โดยสามารถยับยั้งการจับของ histamine กับตัวรับ H1 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้บรรเทาอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคภูมิแพ้ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก คันตา และผื่นลมพิษได้ดี โดยไม่มีฤทธิ์ anticholinergic และไม่กดการทำงานของหัวใจอย่างมีนัยสำคัญ ตามข้อมูลจากการศึกษาทางคลินิกในผู้ใหญ่
การศึกษาโดยใช้ positron emission tomography (PET study) แสดงให้เห็นว่า bilastine มีอัตราการจับกับตัวรับ H1 ในสมอง (brain H1 receptor occupancy) ต่ำกว่า 20% ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับยาต้านฮิสตามีนบางชนิด และทำให้จัดอยู่ในกลุ่มยาที่ไม่ผ่านเข้าสู่สมอง (non-brain-penetrating antihistamines) เช่นเดียวกับ fexofenadine โดยลักษณะนี้สัมพันธ์กับอุบัติการณ์ของอาการง่วงในทางคลินิกที่ต่ำ

2.2 เภสัชจลนศาสตร์ในเด็ก
การดูดซึม (Absorption):
Bilastine ดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานขณะท้องว่าง อย่างไรก็ตาม การรับประทานร่วมกับอาหารหรือผลไม้/น้ำผลไม้ (เช่น ส้ม แอปเปิล) จะลดระดับความเข้มข้นสูงสุดในเลือด (Cmax) และพื้นที่ใต้กราฟความเข้มข้น–เวลา (AUC) อย่างมีนัยสำคัญ จึงแนะนำให้รับประทานยาขณะท้องว่างเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

การกระจายตัว (Distribution):
มีการจับกับโปรตีนในพลาสมาอยู่ในช่วงประมาณ 84–90% โดยไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่

การเมแทบอลิซึมและการกำจัด (Metabolism and Elimination):
Bilastine แทบไม่ถูกเมแทบอลิซึมผ่านเอนไซม์ของตับ (cytochrome P450) และถูกขับออกจากร่างกายเกือบทั้งหมด (~95%) ในรูปแบบที่ไม่เปลี่ยนแปลง โดยขับผ่านอุจจาระประมาณ 2 ใน 3 และทางปัสสาวะประมาณ 1 ใน 3

บทบาทของ P‑glycoprotein (P‑gp):
Bilastine เป็นสารตั้งต้น (substrate) ของ P‑glycoprotein และ organic anion transporters ทั้งในลำไส้และที่ blood–brain barrier ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจำกัดการผ่านเข้าสู่สมอง อย่างไรก็ตาม กลไกนี้อาจส่งผลต่อระดับยาในเลือดหากใช้ร่วมกับยาที่เป็น P‑gp inhibitors บางชนิด เช่น ketoconazole หรือ erythromycin ซึ่งสามารถเพิ่มความเข้มข้นของ bilastine ในพลาสมาได้ประมาณ 2–3 เท่า โดยทั่วไปแล้วไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางคลินิกในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตปกติ แต่ควรระมัดระวังในเด็กที่มีภาวะไตเสื่อมระดับปานกลางถึงรุนแรง

ข้อมูลเฉพาะในประชากรเด็ก:
จากการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์แบบเปิด (open-label pharmacokinetic study) ในเด็กอายุ 2–11 ปี ที่ได้รับ bilastine ขนาด 10 มิลลิกรัม วันละครั้ง พบว่า:
* ค่า Cmax และ AUC อยู่ในช่วงเดียวกันกับที่พบในผู้ใหญ่ที่ได้รับขนาด 20 มิลลิกรัม
* ค่าครึ่งชีวิตในการกำจัดยา (elimination half-life) ใกล้เคียงกันระหว่างเด็กและผู้ใหญ่
การวิเคราะห์เพิ่มเติมในลักษณะ population pharmacokinetic (PopPK) ยังสนับสนุนว่า ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา ตามอายุในช่วง 2–11 ปี เมื่อใช้ขนาด 10 มิลลิกรัมในเด็กที่มีน้ำหนักตัว ≥15–20 กิโลกรัม

3. ขนาดยาและรูปแบบตำรับของ Bilastine ในเด็ก
> หมายเหตุสำคัญ: ขนาดยา ช่วงอายุ และข้อบ่งใช้ของ bilastine อาจแตกต่างกันไปตามผลิตภัณฑ์ทางการค้าและข้อกำหนดของแต่ละประเทศ ดังนั้น ควรอ้างอิงเอกสารกำกับยาของผลิตภัณฑ์เฉพาะที่ใช้อย่างเคร่งครัด

3.1 รูปแบบตำรับที่ใช้ในเด็ก
Bilastine มีจำหน่ายในหลายรูปแบบเพื่อความเหมาะสมกับอายุและความสามารถในการกลืนยา ดังนี้:
* Oral solution: ความแรง 2.5 mg/mL
* Orodispersible tablet (ODT): ความแรง 10 mg (ละลายบนลิ้นโดยไม่ต้องดื่มน้ำ)
* Film-coated tablet: ความแรง 10 mg และ 20 mg
ในเวชปฏิบัติ ส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้ oral solution หรือ ODT 10 mg ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เนื่องจากกลืนง่ายและสามารถปรับขนาดได้สะดวก

3.2 ขนาดยามาตรฐานในเด็ก (ภาพรวมจากหลายประเทศ)
> ข้อมูลสังเคราะห์จากเอกสารกำกับยาในสหภาพยุโรป แคนาดา ไทย และฐานข้อมูลของ AAP Pediatric Care Online อาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยตามแต่ละผลิตภัณฑ์
* เด็กอายุ 2– 🔎 สรุปเชิงปฏิบัติสำหรับประเทศไทย
* เด็กอายุ 6–11 ปี (น้ำหนัก ≥20 kg): 10 mg วันละครั้ง
* อายุ ≥12 ปี: 20 mg วันละครั้ง
* เด็กอายุ 2– ข้อควรระวังทางคลินิก:
> ในเด็กที่มีความเสี่ยงสูงควรหลีกเลี่ยงการใช้ หรือหากจำเป็น ควรปรึกษากุมารแพทย์โรคหัวใจและพิจารณาตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เพื่อการติดตามอย่างเหมาะสม

5.4 ปฏิกิริยาระหว่างยา
Bilastine มีความเสี่ยงในการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาต่ำ เนื่องจาก:
* ไม่ผ่านการเมแทบอลิซึมโดย CYP450
* แม้จะเป็น substrate ของ P‑glycoprotein (P‑gp) แต่จากข้อมูลที่มีอยู่ interaction ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง และไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยาในผู้ป่วยทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยที่มี ภาวะไตเสื่อมปานกลางถึงรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับ P‑gp inhibitors ที่แรง เช่น:
* ketoconazole
* itraconazole
* erythromycin / clarithromycin
* HIV protease inhibitors บางชนิด
ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากระดับยาอาจเพิ่มขึ้นและมีความเสี่ยงต่อ QT prolongation ตามที่ระบุใน product monograph ของหลายประเทศ

5.5 ความปลอดภัยในการใช้ระยะยาว
การศึกษา open-label ในผู้ใหญ่ที่ใช้ bilastine ขนาด 20 มก. ติดต่อกันนานถึง 52 สัปดาห์ ในผู้ป่วยโรค allergic rhinitis และ chronic spontaneous urticaria ไม่พบสัญญาณใหม่ของความเป็นพิษ และลักษณะอาการไม่พึงประสงค์ยังคงเดิมตลอดช่วงการรักษา
ในเด็ก แม้จะยังไม่มีการศึกษาแบบ long-term prospective โดยตรงในระยะเวลายาวหลายเดือนถึงปี แต่ข้อมูลจาก:
* การศึกษา BISAFE (12 สัปดาห์)
* การเฝ้าระวังหลังวางจำหน่าย
* การทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับ antihistamines รุ่นที่สองในเด็ก
ยังไม่พบสัญญาณของความเป็นพิษที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ bilastine ขนาด 10 มก. ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ และ แนวทางเวชปฏิบัติสากลหลายฉบับยอมรับให้ใช้ต่อเนื่องในกรณีจำเป็น เช่น allergic rhinitis ในช่วงฤดูกาล หรือ chronic urticaria ที่ต้องควบคุมอาการอย่างสม่ำเสมอ

6. สรุป
Bilastine เป็นยาในกลุ่ม second-generation H1-antihistamines ที่มีความจำเพาะสูงต่อ H1 receptor และมีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาที่โดดเด่น ได้แก่ การผ่านเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางต่ำมากจากการไม่ผ่าน blood–brain barrier และการเมแทบอลิซึมในตับในระดับต่ำ ทำให้มีแนวโน้มก่อให้เกิดอาการง่วงซึมต่ำอย่างแท้จริง และมีความเสี่ยงต่อปฏิกิริยาระหว่างยาน้อย
ขนาดยาที่แนะนำในเด็กส่วนใหญ่ คือ 10 มิลลิกรัม วันละครั้ง ซึ่งสามารถให้ได้ในรูปแบบ oral solution (4 mL) หรือ orodispersible tablet (ODT) 10 mg โดยเหมาะสมสำหรับเด็กอายุประมาณ 4–6 ปีขึ้นไปจนถึง 11 ปี (ขึ้นอยู่กับฉลากและการอนุมัติในแต่ละประเทศ) ข้อมูลเภสัชจลนศาสตร์ (PK) ยืนยันว่า ขนาด 10 มิลลิกรัมในเด็กจะให้ระดับยาในเลือดใกล้เคียงกับขนาด 20 มิลลิกรัมในผู้ใหญ่ และมีโปรไฟล์ด้านความปลอดภัยที่ใกล้เคียง placebo ตามการศึกษาทางคลินิกในเด็กอายุ 2–11 ปี
ด้านความปลอดภัยต่อระบบประสาทส่วนกลางและผลต่อการเรียนรู้พบว่า bilastine มีอุบัติการณ์ของอาการง่วงซึมใกล้เคียงกับ placebo และข้อมูลจากการศึกษาทางคลินิกในผู้ใหญ่ที่ทดสอบการทำงานของ psychomotor และความสามารถในการขับรถ ไม่พบผลกระทบที่มีนัยสำคัญทางคลินิก
ด้านความปลอดภัยต่อหัวใจ การศึกษาระยะต้นพบว่า bilastine ไม่ก่อให้เกิดการเพิ่ม QTc ที่มีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลภายหลังทำให้มีการจัดให้ bilastine อยู่ในกลุ่ม "Possible Risk of Torsades de Pointes (TdP)" โดยหน่วยงาน CredibleMeds จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะ congenital long QT syndrome หรือได้รับยาหลายชนิดที่เพิ่ม QT interval พร้อมกัน
โดยสรุป bilastine เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในเด็กที่มีข้อบ่งใช้ในการรักษาภาวะแพ้ และต้องการยาที่มีความเสี่ยงต่ออาการง่วงต่ำ เช่น เด็กวัยเรียนหรือผู้ที่ต้องใช้สมาธิในการทำกิจกรรมประจำวัน อย่างไรก็ตาม การใช้ควรอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์ ร่วมกับการอ้างอิงฉลากผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในแต่ละประเทศ และแนวทางเวชปฏิบัติที่เป็นปัจจุบัน รวมถึงการประเมินความเสี่ยงในรายบุคคลอย่างรอบคอบ

15/11/2025

⚠️ เตือนภัย “ภูมิแพ้แฝง”
การตรวจเชิงพาณิชย์ที่สมาคมแพทย์ทั่วโลกต่อต้าน
(ตอนที่1 ภาคปฐมบท)

ทุกวันนี้โฆษณาประเภท
“รู้สาเหตุอาการเรื้อรังจากอาหารที่คุณกินทุกวัน!”
“ตรวจภูมิแพ้แฝงครบ 200–300 ชนิด!”
โผล่เต็มฟีดโซเชียลจนหลายคนเสียเงินให้มากมาย

แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ…
มันคือการตลาดที่หยิบศัพท์ทางวิทยาศาสตร์มา
“ประกอบร่างเป็นเรื่องราว”
เพื่อให้คุณตรวจเลือดราคาแพงโดยไม่จำเป็น 😔

ก่อนจะเริ่มโพสต์นี้
ขอให้ทุกคนจำชื่อภูมิคุ้มกัน 2 แบบนี้ไว้ให้ดีๆ นะครับ 👇

1. ภูมิคุ้มกันชนิด E (IgE)
→ คือ “ภูมิแพ้จริงๆ” ที่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ
ใช้"ประกอบ"การวินิจฉัยภูมิแพ้อาหารหรือสิ่งแวดล้อมได้จริง

2. ภูมิคุ้มกันชนิด G (IgG)
→ คือ การภูมิคุ้มกันที่บอกได้เพียงว่า “เราเคยกินอาหารนั้นมาก่อน”
ไม่ได้หมายความว่าแพ้ และไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคภูมิแพ้ได้เลย
แต่นำไปใช้ทำตลาดขายคำว่า “ภูมิแพ้แฝง”

สองอย่างนี้คือหัวใจสำคัญของทุกอย่างในโพสต์นี้ครับ

โพสต์นี้ค่อนข้างยาวหน่อยนะครับ
เพราะอยากอธิบายให้ “เข้าใจแบบไม่เหลือช่องให้โดนหลอกได้อีก”
เลยแบ่งเป็น 5 หัวข้อใหญ่ๆ
อ่านทีละส่วนก็ได้ แชร์เก็บไว้อ่านทีหลังก็ได้ครับ 😊

=====================
1️⃣ ทำความรู้จักกับ"ภูมิแพ้จริงๆ" ให้ชัดก่อน
2️⃣ แล้ว “ภูมิแพ้แฝง” คืออะไร?
3️⃣ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์+องค์กรแพทย์ทั่วโลกยืนยันเหมือนกันหมด
4️⃣ ทำไมโฆษณาภูมิแพ้แฝงถึงขายดี…ทั้งที่วิทยาศาสตร์บอกชัดว่าไม่มีจริง?
5️⃣ ทำไม “การตรวจภูมิแพ้แฝง” ถึงอันตรายกว่าที่คิด
=====================

1️⃣ ทำความรู้จักกับ"ภูมิแพ้จริงๆ" ให้ชัดก่อน

คำว่า “ภูมิแพ้” ในทางการแพทย์มีอยู่แค่ 2 กลไกเท่านั้น
ซึ่งทั้งสองแบบนี้ตรวจได้จริง มีกลไกชัดเจน
ยืนยันได้จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

💥 แบบที่1 ภูมิแพ้ชนิดเกิดเร็ว (เกิดจากภูมิคุ้มกันชนิด E)
• ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันชนิด E ต่ออาหารหรือสิ่งกระตุ้น เช่น นม ไข่ ถั่ว หรือไรฝุ่น
• เมื่อร่างกายเจอสิ่งนั้นอีกครั้ง จะปล่อยสารก่ออาการแพ้ทันที (เช่น ฮีสตามีน)
• อาการเกิดเร็วภายในไม่กี่นาที เช่น ผื่นลมพิษ บวม คัน, แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด
• บางรายแพ้รุนแรงจนถึงขั้นช็อก(anaphylaxis)
• ตรวจได้จริงด้วยการเจาะเลือดดูค่าภูมิแพ้ชนิด E หรือทำ skin test

⏳ แบบที่ 2 ภูมิแพ้ชนิดเกิดช้า (ไม่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันชนิด E)
• เกิดจากเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น T-cells, eosinophils ที่ค่อยๆ ทำให้เกิดการอักเสบในร่างกายอย่างช้าๆ
• อาการมักเกิดหลังจากกินอาหารไปแล้ว "หลายชั่วโมงหรือหลายวัน"

ตัวอย่างโรคที่พบในกลุ่มนี้ เช่น 👇
• ผื่นผิวหนังเรื้อรัง (Atopic dermatitis / Eczema)
• ถ่ายมูกเลือดในทารก (Allergic proctocolitis)
• อาเจียนรุนแรงซ้ำๆ (FPIES)
• ลำไส้อักเสบจาก eosinophil

🧩 จุดสำคัญคือ
การตรวจเลือดภูมิแพ้ชนิด E (IgE) มักออกมาปกติ หรือ ไม่เจอ
ดังนั้นการวินิจฉัยต้องอาศัยการซักประวัติอย่างละเอียดและ “การงดอาหารที่สงสัยชั่วคราว (elimination diet)” โดยต้องทำภายใต้การดูแลของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

🧩 แบบผสมทั้ง 2 แบบก็มีนะ
เช่น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis)
อาจมีทั้ง 2 กลไกทำงานร่วมกันได้



🚫 แล้ว "ภูมิคุ้มกันชนิด G" ล่ะ เกี่ยวอะไรกับภูมิแพ้?

คำตอบคือ ไม่เกี่ยวเลยครับ!

การตรวจเจอภูมิคุ้มกันชนิด G (IgG) ต่ออาหาร
ไม่ได้หมายความว่าแพ้ แต่มันหมายถึงว่า...

👉 “ร่างกายเคยกินอาหารนั้นมาก่อนและเรียนรู้ที่จะไม่แพ้อาหารชนิดนั้น”

และสิ่งนี้แหละครับ คือจุดที่มักถูกนำไปตีความผิด
จนถูกแต่งให้กลายเป็นคำว่า “ภูมิแพ้แฝง”
ซึ่งเราจะเจาะลึกต่อในข้อถัดไปครับ 👇

=====================

2️⃣ แล้ว “ภูมิแพ้แฝง” คืออะไร?

คำตอบสั้นที่สุดคือ…
❌ “ไม่มีอยู่จริงในทางการแพทย์”
✔️ “ถูกสร้างขึ้นเพื่อการตลาด” 💸

เพื่อขาย “การตรวจเลือดภูมิแพ้แฝง”
หรือ “food IgG test” ที่หลายคนเห็นโฆษณากันบ่อยๆ

บริษัทเหล่านี้จะอ้างว่า
ถ้าเลือดของคุณมี “ภูมิคุ้มกันชนิด G (IgG)” ต่ออาหารบางชนิดสูง
แปลว่าคุณ “แพ้อาหารนั้นแบบแฝง” หรือ "ร่างกายทนอาหารชนิดนั้นไม่ได้(food intolerance)"

ฟังดูเหมือนมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ใช่ไหมครับ?
แต่ในความเป็นจริงแล้ว… มัน"ตรงกันข้าม"เลยครับ!



💡 ความจริงคืออะไร?

ภูมิคุ้มกันชนิด G (โดยเฉพาะ IgG4)
คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้น เมื่อเราคุ้นเคยกับอาหารนั้น
ไม่ใช่ตอนแพ้ แต่เป็นตอนที่ร่างกายเรียนรู้ว่าจะ"ไม่แพ้"

นี่คือกลไกธรรมชาติที่เรียกว่า immune tolerance
หน้าที่ของมันคือป้องกัน ไม่ให้เราแพ้อาหารที่กินเป็นประจำ

ดังนั้น…
• ถ้าคุณกินข้าวทุกวัน → ก็มีภูมิคุ้มกันชนิด G ต่อข้าว
• ชอบกิน ไข่ นม ถั่ว ปลา → ก็จะมีภูมิคุ้มกันชนิด G ต่อสิ่งเหล่านั้นเพิ่มขึ้น

ทั้งหมดนี้เป็น เรื่องปกติ 100% ของคนสุขภาพดี



✔️ พูดง่ายที่สุดคือ

ภูมิคุ้มกันชนิด G = ตัวบอกว่า “คุณเคยกินอาหารอะไรบ่อยๆ”
ไม่ใช่ตัวบอกว่า “คุณแพ้แฝงอาหารนั้น”

เพราะฉะนั้น…

เวลาคนไปตรวจ “ภูมิแพ้แฝง” แล้วผลขึ้นบวกเต็มไปหมด
ก็ไม่ต้องแปลกใจเลยครับ — เพราะคุณ “เคยกินสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว”

นี่แหละครับ คือ “หลุมพราง” ที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด
และเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาต่างๆตามมาอีกมากมาย

=====================

3️⃣ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์+องค์กรแพทย์ทั่วโลกยืนยันเหมือนกันหมด

ว่า....
"การตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G หรือ G4 ต่ออาหาร
ไม่มีบทบาทในการวินิจฉัยภูมิแพ้หรือภาวะไม่ทนต่ออาหาร"

💬 นี่คือสิ่งที่องค์กรระดับนานาชาติประกาศไว้อย่างเป็นทางการ
ไม่ใช่ความเห็นของหมอไม่กี่คน
แต่เป็น “ฉันทามติระดับโลก” (global consensus) ที่ยุติไปนานแล้ว



🧬 หลักฐานทางวิทยาศาสตร์

ในการรักษาภูมิแพ้โดยการให้กินอาหารทีละน้อยภายใต้การดูแลของแพทย์
(Oral Immunotherapy: OIT)

พบว่าเวลา “ผู้ป่วยหายแพ้”
• ภูมิคุ้มกันชนิด E ลดลง
• ภูมิคุ้มกันชนิด G4 เพิ่มขึ้น

นี่คือหลักฐานชัดว่า
ภูมิคุ้มกันชนิด G → คือความทน ไม่ใช่การแพ้

ดังนั้น การตรวจพบภูมิคุ้มกันชนิด G ต่ออาหารจึงไม่ได้บอกว่าร่างกายแพ้อาหารนั้น



🌍 จุดยืนขององค์กรแพทย์ทั่วโลก — ชัดเจนเหมือนกันหมด

• 🇹🇭 สมาคมโรคภูมิแพ้แห่งประเทศไทย
มีจุดยืนชัดเจนว่า “ไม่แนะนำให้ส่งตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G ต่ออาหาร”
• 🇺🇸 AAAAI (American Academy of Allergy, Asthma & Immunology)
ระบุว่าการตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G ไม่มีความเกี่ยวข้องทางคลินิก
และอาจทำให้เกิดการรักษาที่ผิดพลาด เช่น การงดอาหารโดยไม่จำเป็น
• 🇨🇦 CSACI (Canadian Society of Allergy and Clinical Immunology)
เตือนการใช้ผลตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G เพื่องดอาหาร
เสี่ยงทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร และอาจเหนี่ยวนำให้เกิด “ภูมิแพ้จริง” ในภายหลัง
• 🇪🇺 EAACI (European Academy of Allergy and Clinical Immunology)
ย้ำว่าภูมิคุ้มกันชนิด G4 เป็น “การตอบสนองปกติของร่างกายต่ออาหาร”
ไม่ใช่เครื่องหมายของโรคภูมิแพ้หรือภาวะไม่ทนอาหาร
• 🌎 WAO (World Allergy Organization)
“การตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G ไม่มีบทบาทในการวินิจฉัยใดๆ ทั้งสิ้น”



🧾 สรุปข้อนี้

วงการแพทย์ทั่วโลก “จบประเด็นนี้ไปนานแล้ว”
ว่าการตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G ไม่สามารถใช้วินิจฉัยภูมิแพ้อาหารได้เลย

แต่การตลาดยังไม่จบ…
ซึ่งเราจะเข้าไปดูในข้อถัดไปว่าทำไมมันยังขายดีอยู่ครับ 👇

=====================

4️⃣ ทำไมโฆษณาภูมิแพ้แฝงถึงขายดี…ทั้งที่วิทยาศาสตร์บอกชัดว่าไม่มีจริง?

ทั้งที่หลักฐานทางการแพทย์วันนี้ “ชัดเจนจนไม่ต้องถกเถียง”
แต่ในโลกจริง…เสียงของโฆษณา ดังกว่าเสียงของวิทยาศาสตร์เสมอ 📣

โฆษณาไม่พูดเรื่องงานวิจัย
แต่พูดประโยคที่กระแทกใจคนทันที เช่น

“อาการของคุณอาจเกิดจากการแพ้อาหารที่กินอยู่ทุกวันแบบแฝงโดยไม่รู้ตัว”
“ตรวจเลือดทีเดียว รู้ผลกว่า 300 ชนิด”

ข้อความแบบนี้ จับต้องง่าย, ชวนเชื่อ
และที่สำคัญ — ขายความหวังได้ดีมาก 💸
ทั้งที่จริงแล้ว... ไม่มีหลักฐานรองรับเลยแม้แต่นิดเดียว



🌡 ทำไมคนถึงหลงเชื่อกันเยอะ?

เพราะหลายคนมีอาการเรื้อรังที่หาสาเหตุชัดเจนไม่ได้
เช่น ท้องอืด ปวดหัว นอนไม่หลับ เหนื่อยง่าย หรืออารมณ์แปรปรวน

ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากหลายปัจจัยผสมกัน
• กินไม่เป็นเวลา 🍔
• นอนไม่พอ 😴
• ขยับตัวน้อย 🪑
• เครียดสะสม 😣
• ฝุ่น มลภาวะ แอลกอฮอล์ 🌫️

แพทย์มักแนะนำให้ “ปรับพฤติกรรม” เหล่านี้ก่อน
เพราะมันคือสาเหตุที่แท้จริงของอาการเรื้อรังส่วนใหญ่
แต่คำว่า “กินดี–นอนดี–ออกกำลังกาย” มันฟังดูง่ายแต่ทำยาก
หลายคนเลยอยากหาวิธีที่เร็วกว่า และจับต้องได้มากกว่า

จังหวะนี้เองที่ นักการตลาดมองเห็นช่องทาง 👀



🎯 โฆษณาจึงเสนอ “คำตอบสำเร็จรูป”

“อาการทั้งหมด…อาจมาจากอาหารที่คุณกินทุกวัน ลองตรวจภูมิแพ้แฝงสิ!”

พอมีคำว่า “ภูมิคุ้มกัน”, “ตรวจเลือด”, “เฉพาะตัวคุณ”
บวกกับ"ราคาที่สูง"จนดูดี
มันยิ่งทำให้คนรู้สึกว่ามันต้องดีแน่ๆ 🔬💰

แต่ความจริงคือ…
➡️ ไม่เกี่ยวกับภูมิแพ้เลย
➡️ ไม่สามารถวินิจฉัยโรคอะไรได้เลย



🧪 การตรวจพวกนี้มักมาในรูปแบบ “เหวี่ยงแห”
คือเจาะเลือดแล้วทดสอบอาหารทีเดียว 200–300 ชนิดในคราวเดียว

ผลที่ออกมามัก “ขึ้นบวก” เต็มไปหมด
(แน่นอนครับ ก็ในเมื่อคุณกินอาหารพวกนั้นอยู่บ่อยๆ มันก็ขึ้นสิ่งนั้นมาสิ)
ทั้งข้าว นม ไข่ ปลา ไก่ ถั่ว หรือแม้แต่สับปะรด 🍍

พอเห็นรายชื่ออาหารยาวเป็นหางว่าว
บริษัทก็จะบอกว่า
“คุณแพ้อาหารเหล่านี้แบบแฝงนะ หลังจากนี้ให้ลองงดอาหารพวกนี้ทั้งหมดเลย”

จากนั้นก็แนบคำแนะนำที่คุณเคยได้ยินจากหมออยู่แล้ว เช่น
กินผักเยอะขึ้น ดื่มน้ำให้พอ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้ดี 🥦💧🏃‍♀️😴

แต่พอมี “ผลตรวจราคาแพง” แนบมา
มันทำให้รู้สึกว่า นี่คือสาเหตุที่แท้จริง
เลยทำตามได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม



✨ ทำไมบางคนรู้สึกดีขึ้นจริงๆ?

สิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น...
ไม่ใช่เพราะงดอาหารตามผลตรวจเลย

แต่เพราะคุณเริ่ม “กลับมาดูแลตัวเอง” ต่างหาก 💚
กินดีขึ้น นอนดีขึ้น เครียดน้อยลง ขยับตัวมากขึ้น
พฤติกรรมเหล่านี้ดีต่อร่างกายอยู่แล้ว อาการจะดีขึ้นเป็นธรรมชาติ 🌿

แล้วยังมีอีกอย่างที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นได้ชัดเจนมาก นั่นคือ…

✨ Placebo Effect ✨
หรือ “ผลจากความเชื่อ”

พอเราจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อ “หาคำตอบบางอย่าง”
สมองจะรู้สึกเหมือนเราได้ทำอะไรสำคัญกับสุขภาพ
ร่างกายเลยตอบสนองเชิงบวกมากขึ้น ทำให้รู้สึกดีขึ้นจริงๆ

พูดให้ง่ายที่สุดคือ…
อาการดีขึ้นเพราะ “การดูแลตัวเอง + พลังของความเชื่อ”
ไม่ใช่เพราะ “ผลตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G” เลยครับ 🌱

=====================

5️⃣ ทำไม “การตรวจภูมิแพ้แฝง” ถึงอันตรายกว่าที่คิด

สิ่งที่ดูเหมือน “ตรวจเพื่อความเข้าใจสุขภาพ”
จริงๆ แล้วอาจกลายเป็น จุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพได้เลยครับ ⚠️

เพราะการนำ “ผลตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G” มาตีความผิด
แล้วสั่งให้งดอาหารหลายชนิดพร้อมกัน
อาจทำให้เกิดผลเสียร้ายแรงตามมา เช่น
• ภาวะขาดสารอาหาร (Malnutrition) 🍽️
• การเจริญเติบโตล่าช้า (Growth failure) โดยเฉพาะในเด็ก
• และที่น่ากลัวที่สุด…คือการ เหนี่ยวนำให้เกิดภูมิแพ้จริงๆขึ้นมาใหม่



📚 งานวิจัยสำคัญที่ชื่อว่า LEAP trial
พิสูจน์ชัดเจนว่า “การได้กินอาหารที่เสี่ยงต่อการแพ้ตั้งแต่เล็ก”
เช่น ถั่ว นม หรือไข่ กลับช่วยลดโอกาสเกิดภูมิแพ้ในอนาคต

ในทางกลับกัน…
ถ้าเด็กถูกสั่งให้งดอาหารที่เคยกินได้ดีเป็นเวลานาน
ร่างกายจะ"ลืม"ไปว่าอาหารนั้นปลอดภัย
และเมื่อกลับมากินอีกครั้ง ร่างกายอาจสร้างภูมิคุ้มกันชนิด E แทน
จนเกิดอาการแพ้จริง — บางรายถึงขั้นแพ้รุนแรง (anaphylaxis)



🧒🏻 ตัวอย่างเคสจริง

เด็กฮ่องกง วัย 3 ขวบ เคยถูกวินิจฉัยว่า “แพ้นมวัว” ตั้งแต่ 8 เดือน
หลังจากนั้นครอบครัวงดนมวัวมาตลอด

ต่อมาถูกชักชวนให้เข้าคอร์ส “การแพทย์ทางเลือก”
ซึ่งแนะนำให้ตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G ต่อนมวัว
ผลตรวจออกมาเป็นลบ
(เพราะไม่ได้กินนมวัวมานานแล้ว ร่างกายเลยไม่มีภูมิคุ้มกันชนิด G เหลืออยู่)

แม่จึงคิดว่าลูก “หายแพ้” แล้ว
พอกลับไปให้ลูกดื่มนมอีกครั้ง เด็กเกิดอาการแพ้รุนแรงจนต้องเข้าห้องฉุกเฉิน
นี่คือผลของ “ความเข้าใจผิด” ที่อันตรายกว่าที่คิด



👶🏻 เด็กจีน 2 เดือน (เคสที่ผมเจอเอง)
กินแต่นมแม่
คุณแม่อยากรู้ว่าลูก “แพ้อาหารแฝง” หรือไม่
เลยพาไปตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G ต่ออาหาร ที่แลปแห่งหนึ่ง

ผลตรวจออกมาว่า “บวก” เต็มไปหมด
ทั้งนม ไข่ ข้าว ฯลฯ

แม่ตกใจมาก รีบมาปรึกษาว่า
“งั้นลูกจะกินอะไรได้บ้าง?”

คำตอบคือ…
ภูมิคุ้มกันชนิด G เหล่านั้น มาจากแม่เอง
เพราะภูมิคุ้มกันชนิดนี้สามารถส่งผ่านจากรกมาสู่ลูกได้
แม่กินอะไรเข้าไป ร่างกายแม่ก็สร้างภูมิคุ้มกันชนิด G ต่อสิ่งนั้น
และส่งต่อให้ลูกผ่านทางรก — ซึ่งถือเป็น “เรื่องปกติของร่างกาย”

ดังนั้นผลตรวจที่ขึ้นบวกจึงไม่ได้แปลว่าลูกแพ้อาหาร
แต่เป็นเพียงสัญญาณว่า “แม่เคยกินอาหารนั้นมาก่อน” เท่านั้นเอง

สุดท้ายหลังจากอธิบายให้เข้าใจ
คุณแม่ก็ให้ลูกกินได้ทุกอย่าง โดยไม่มีอาการแพ้แม้แต่น้อย



ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่า
“การตรวจภูมิแพ้แฝง” ไม่เพียงไม่มีประโยชน์
แต่ยังสร้างความสับสน ความกลัว และปัญหาใหม่ๆ ตามมา

สิ่งที่อันตรายที่สุด…
ไม่ใช่แค่ผลตรวจที่ผิดพลาด
แต่คือ “ความเชื่อผิด ๆ”
ที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น 🧠💔

และสุดท้าย…
คนที่ต้องรับผลนั้น คือ “เด็กตัวเล็ก ๆ”
ที่ยังไม่รู้แม้แต่ว่าอาหารคืออะไรด้วยซ้ำครับ 🍶🥚🥣

=====================

🔚 สรุปสั้นๆ ก่อนจบโพสต์นี้

ทั้งหมดที่เล่ามา…จะเห็นชัดว่า
“ภูมิแพ้แฝง” ไม่มีอยู่จริงในทางการแพทย์
และการตรวจภูมิคุ้มกันชนิด G ก็ ไม่สามารถบอกการแพ้อาหารได้เลย

แต่สตอรี่พวกนี้…ยังไม่จบแค่นั้น
เพื่อให้การขายดูสมบูรณ์ขึ้น ก็มักจะมี “เรื่องราวต่อยอด” เพิ่มเข้ามาให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น

ไว้จะเล่าให้ฟังต่อในโพสต์หน้านะครับ

ถ้าเห็นว่าโพสต์นี้มีประโยชน์
ฝากแชร์ต่อให้คนอื่นได้อ่านกันเยอะๆ นะครับ
จะได้ไม่ต้องมีใครเป็นเหยื่อการตลาดที่ต้องเสียเงินแพงโดยไม่จำเป็นอีก 🙏

15/11/2025

ออกกำลังกายวันละนิด ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดนาทีชีวิต ที่ลิ่มเลือดพุ่งจากหลอดเลือดดำ มุ่งหน้าสู่ปอดแบบในภาพ เข้าอุดปอด จนหัวใจล้มเหลว เป็นหนึ่งในโรคลิ่มเลือดที่อันตรายที่สุดที่เจอบ่อยที่ห้องฉุกเฉิน แต่ไม่เคยเป็นเทรนด์ในโซเชี่ยลเลย


ตัวอย่างเคสคลาสสิค: มีขาบวมแดงข้างเดียวมาหลายวัน จู่ๆ เหนื่อย + เจ็บหน้าอกขึ้นมาเฉียบพลัน มา รพ. ออกซิเจนในเลือดตกฮวบๆ เส้นเลือดดำคอโป่ง ตรวจอัลตราซาวด์ดอปเปลอร์เจอลิ่มเลือดที่ขา เอคโค่หัวใจห้องขวาเริ่มล้มเหลว ความดันตกฮวบๆ

_____________________

[ ลิ่มเลือดไม่ได้เกิดแค่ในหลอดเลือดแดง ]

DVT (deep vein thrombosis) คือ ลิ่มเลือดที่กำเนิดขึ้นมาในหลอดเลือดดำเองเลย
ไม่เกี่ยวกับคราบไขมันปริแตกอะไรแบบในหลอดเลือดแดง ที่ทำให้เกิดหัวใจ/สมองขาดเลือด

ซึ่งมักจะเกิดเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างรวมกัน
ทำให้ลิ่มเลือดก็เกิดง่ายขึ้นมาก เช่น

1️⃣ เลือดนิ่งนาน → เพิ่มโอกาสเกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกัน
เช่น เข้าเฝือก, หลังผ่าตัด, นั่งเครื่องบินนาน, อ้วน

2️⃣ ผนังหลอดเลือดบาดเจ็บ → เกิดแผลปลุกให้เกล็ดเลือดทำงาน
เช่น สูบบุหรี่, อุบัติเหตุ, ผ่าตัดใหญ่

3️⃣ เลือดแข็งตัวง่ายผิดปกติ
เช่น มะเร็งบางชนิด, พันธุกรรม

ส่วนใหญ่เกิดที่ “ขา” เพราะเป็นจุดที่แรงโน้มถ่วงกระทำมาก มีโอกาสที่เลือดจะนิ่งได้มากกว่าจุดอื่น เมื่อเกิดแล้วมักจะอุดที่ขาก่อน จนขาบวมแดงข้างเดียวแบบงงๆ ซึ่งบางคนแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

_____________________

[ วันโชคร้าย วันที่ลิ่มหลุด คือวันที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ]

เมื่อลิ่มเลือดหลุดจากขา → ไหลไปตามเลือด → กลับหัวใจซีกขวา → สูบฉีดเข้าสู่เส้นเลือดปอดและอุดบริเวณแขนงเล็กๆ ที่ไปเลี้ยงปอด

ผลคือ
📌เหนื่อยทันที: เพราะยืดผนังหลอดเลือดปอด (J-receptor)
📌ออกซิเจนร่วงเร็วมาก: เพราะเลือดไหลไปฟอกได้น้อยลง (V/Q mismatch)
📌หัวใจขวาล้มเหลว: เพราะต้องบีบสู้ลิ่มที่อุดทางเดินอยู่ (RV pressure load)
📌ความดันตก: เพราะหัวใจซีกขวาบีบสู้ไม่ไหว เลือดเลยไม่ค่อยไปฝั่งซ้าย
📌เข้าสู่ภาวะช็อก: เพราะฝั่งซ้ายแทบไม่มีเลือดสูบฉีดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ (Obstructive shock)

หากไม่รักษา อวัยวะทั้งร่างจะล้มเหลวในเวลาอันสั้นเลย

นี่คือลิ่มเลือดอุดปอด (Pulmonary embolism)
อันตรายไม่ต่างจากหัวใจขาดเลือดเลยค่ะ

_____________________

[ การออกกำลังกายช่วยยังไง ]

เพราะทุกครั้งที่เราออกกำลังกาย เลือดที่ไหลแรงขึ้น จะถูผนังหลอดเลือด ฝึกให้รับ stress ชั่วคราว พร้อมกับกล้ามเนื้อหลั่งสารพัดฮอร์โมน (Myokines) ผลคือ

✅ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ - หลอดเลือดรู้จักพึ่งพาตนเอง

เพิ่ม eNOS เครื่องสร้างก๊าซไนตริกออกไซด์ ก๊าซที่คอยยับยั้งไม่ให้เกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกัน ตอนไหนผนังหลอดเลือดเสี่ยงเยอะ ก็จะผลิตเยอะ ดูแลตัวเองได้ตามสถานการณ์

✅ เตรียมระบบ “สลายลิ่มเลือด” รอไว้ล่วงหน้า

ผนังหลอดเลือดเพิ่มการสร้าง tPA ซึ่งเป็นตัวเปิดระบบสลายลิ่มเลือด (Plasmin) กะไว้ว่า ลิ่มเลือดเกิดมั่วๆ มาเมื่อไหร่ จะสลายให้เหี้ยน

✅ ลดการอักเสบทั่วร่าง

เพิ่มเม็ดเลือดสายต้านอักเสบ (Treg) และลดไขมันส่วนเกิน สงบเนื้อเยื่อไขมันไม่ให้ผลิตสารอักเสบ → ผนังหลอดเลือดเลยถูกทำร้ายน้อยลง → โอกาสเกิดแผลที่ชักนำให้เกิดลิ่มเลือดก็ลดลง

⚠️ แต่ถ้าชีวิตโคตรซวย สุดท้ายก็เกิดโรคนี้

หัวใจ-ปอดของคนออกกำลังกาย แข็งแรง ทนถึก อึดระดับพระเอกละคร ปอดทนการขาดเลือดได้ยาวขึ้น หัวใจขวาสู้แรงต้านได้นานขึ้น ลดอัตราการเสียชีวิตลงอย่างชัดเจน

_____________________

ดังนั้นออกกำลังกายไม่ใช่แค่ทำประกันชีวิตหลอดเลือดแดง
แต่ยังครอบคลุมมาถึงหลอดเลือดดำด้วย เป็นแพ็คเกจที่โคตรคุ้ม

มีท่อน้ำที่ไหน ที่ใช้งานตลอดชีวิตระดับนี้ ก็ท่อนี้ที่นี่ไง หลอดเลือดเราไงคะ ถึงเวลาดูแลหลอดเลือดทุกจุดแล้วค่ะ

ถ้าคุณยังไม่เคยออกกำลังกายเลย หรือออกแล้ว แต่ไม่เคยต่อเนื่องเลย วันนี้ ตอนนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนอนาคตสุขภาพของคุณเลยก็ได้ค่ะ มาออกกันเถอะ

Address

Vientiane

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when ລາວເມດິແຄລ Laos Medicare posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Practice

Send a message to ລາວເມດິແຄລ Laos Medicare:

Share

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram