24/06/2025
#กรดไหลย้อนเรื้อรัง #กรดไหลย้อน #กรดไหลย้อนหายได้ #ยาลดกรด
ฝากติดตาม Podcast ของเราด้วยนะคะ กว่าจะออกมาแต่ละตอน ต้องอ่านงานวิจัยอ้อางอิงมากมายเพื่อให้ทุกท่านได้รับข้อมูลจริงสูงสุดค่ะ
เครดิต
แพทย์ผู้บุกเบิก: Dr. Jonathan V. Wright, M.D.
หนังสืออ้างอิงหลัก: "Why Stomach Acid Is Good for You: Natural Relief from Heartburn, Indigestion, Reflux and GERD"
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: Dr. David Perlmutter, M.D. (แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา)
หนังสืออ้างอิงหลัก: "Grain Brain: The Surprising Truth about Wheat, Carbs, and Sugar—Your Brain's Silent Killers" (ฉบับแปลไทยชื่อ "สมองแห่งธัญพืช")
แพทย์และผู้เชี่ยวชาญ: Dr. Kellyann Petrucci, M.S., N.D.
หนังสืออ้างอิง: "Dr. Kellyann's Bone Broth Diet"
สวัสดีครับ รายการที่จะทำให้คุณเข้าใจร่างกายให้เหมือนพิมพ์เขียวอ่านให้ออกเหมือนคู่มือ เพราะร่างกายไม่มีอะไหล่เปลี่ยนและไม่มีปุ่มรีเซ็ต
Welcome back to Dr.Pat Plus Podcast Learn to read your body like its own manual and blueprint because there's no spare part, and no reset button
กลับมาในหัวข้อที่ร้อนแรงที่สุดเรื่องหนึ่งเลยครับหมอพัช กรดไหลย้อน โศกนาฏกรรมเงียบ และความเข้าใจผิดที่ฝังรากลึก วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันแบบหมดเปลือกเพราะผมเชื่อว่าผู้ฟังหลายท่าน โดยเฉพาะคนที่ทนทุกข์กับโรคนี้มานาน อยากได้คำตอบที่มันชัดเจนจริงๆครับ
ยินดีเลยค่ะคุณพลัส เพราะนี่คือสิ่งที่เราอยากจะย้ำเตือนจริงๆว่ามันคือ โศกนาฏกรรมที่เงียบงัน ที่ต้นตอมาจากความเข้าใจผิดที่ฝังลึกที่สุด ที่ว่ากรดไหลย้อนเกิดจากกรดในกระเพาะมากเกินไป
ซึ่งหมอพัชเคยบอกไว้แล้วว่ามันตรงกันข้ามเลย คือจริงๆ แล้วส่วนใหญ่เกิดจาก กรดในกระเพาะน้อยเกินไป หรือกรดมันเจือจางใช่ไหมครับ
ถูกต้องที่สุดค่ะ ขอให้คุณผู้ฟังนึกภาพตามนะคะ กระเพาะอาหารของเราเปรียบเหมือนห้องย่อยอาหารที่มีประตูอัตโนมัติอยู่ด้านบน คือหูรูดหลอดอาหารประตูบานนี้จะปิดผนึกอย่างแน่นหนาก็ต่อเมื่อสภาพในห้องเป็นกรดที่เข้มข้นในระดับที่เหมาะสม ค่า pH ที่ 1.5 ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเริ่มกระบวนการย่อยได้แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่กรดเราไม่พอ จากความเครียดสะสม การนอนดึก หรือการกินที่เร่งรีบ
สัญญาณมันก็อ่อน ประตูก็เลยปิดไม่สนิท
ใช่ค่ะ ประตูมันเผยอหรือปิดๆ เปิดๆทีนี้อาหารที่ยังย่อยไม่เสร็จ ซึ่งควรจะเคลื่อนลงล่างก็เกิดการบูหมักหมม เกิดเป็นแก๊สจำนวนมาก ดันทุกอย่างสวนทางกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร นี่คือที่มาของอาการแสบร้อน จุกแน่น และทั้งหมดนี้ถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติที่รวน ทำให้กระเพาะไม่บีบตัวและไม่หลั่งไฟย่อยออกมาทำงานนั่นเองค่ะ
________________________________________
ช่วงที่ 2: โดมิโนตัวแรกสู่สมอง - กรดไหลย้อนกับโรคแพนิกและวิตกกังวล
พอพูดถึงระบบประสาท ผมอยากให้หมอพัชขยายความตรงนี้เลยครับ เพราะหลายคนที่เป็นกรดไหลย้อน มักจะมีอาการใจสั่นเหมือนจะเป็นโรคแพนิก หรือวิตกกังวลง่าย มันเกี่ยวกันได้ยังไงครับ
เกี่ยวข้องกันโดยตรงและลึกซึ้งมากผ่านสิ่งที่เรียกว่าแกนเชื่อมต่อลำไส้ สมอง Gut Brain Axis ลองนึกภาพว่ามีถนนซูเปอร์ไฮเวย์ เส้นหนึ่งวิ่งตรงจากลำไส้ไปถึงสมองของเรา ถนนเส้นนี้มีชื่อว่าเส้นประสาทเวกัสค่ะ
ถนนไฮเวย์จากท้องไปสมองเลยเหรอครับ
ใช่ค่ะ เมื่อไหร่ก็ตามที่ท้องของเราปั่นป่วนจากการย่อยที่ไม่ดีมีแก๊สเยอะ มีการอักเสบ มันจะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือหรือ สัญญาณทุกข์ วิ่งผ่านถนนไฮเวย์เส้นนี้ขึ้นไปที่สมองทันที สมองเมื่อได้รับสัญญาณร้าย ก็จะตีความว่าร่างกายกำลังตกอยู่ในอันตรายแล้วก็สั่งหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอลออกมาทำให้เรารู้สึกใจสั่น กระสับกระส่าย วิตกกังวลโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งๆ ที่ต้นตอมันมาจากท้องของเรานี่เอง
อ๋อ เหมือนมีคนโทรไปป่วนเบอร์ 191 ตลอดเวลา สมองเราก็เลยตื่นตระหนกตลอดเวลา
ถูกต้องค่ะ แถมแก๊สที่ดันขึ้นมาในช่องอก ยังทำให้เรารู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่สุด อาการมันเหมือนโรคหัวใจเปี๊ยบ พอเจอกายภาพแบบนี้บวกกับสัญญาณร้ายที่ส่งถึงสมอง มันจึงไม่แปลกเลยที่คนเป็นกรดไหลย้อนจำนวนมากจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคแพนิกไปด้วยค่ะ
________________________________________
ช่วงที่ 3: โดมิโนตัวที่สอง - ภาวะขาดสารอาหาร ต้นตอของความอ่อนเพลียและนอนไม่หลับ
นอกจากเรื่องสมองแล้ว การที่ไฟย่อยเราดับ มันส่งผลต่อร่างกายในด้านอื่นยังไงอีกบ้างครับ
ผลกระทบที่ตามมาติดๆคือภาวะทุพโภชนาการ หรือการขาดสารอาหารค่ะ ถึงแม้เราจะพยายามกินของดีๆ แค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าไม่มีกรดที่เข้มข้นพอร่างกายก็เหมือนคนมีเงินแต่เข้าร้านค้าไม่ได้ค่ะ
เปรียบเทียบได้เห็นภาพเลยครับ แล้วเราจะขาดอะไรไปบ้างครับ
หลักๆ เลยคือแร่ธาตุและวิตามินที่ต้องใช้กรดในการแตกตัวเพื่อให้ดูดซึมได้เช่น
ธาตุเหล็ก พอขาดไปเราก็จะซีดเซียว อ่อนเพลียเรื้อรัง สมองตื้อ คิดอะไรไม่ค่อยออก
แคลเซียม เป็นที่มาของกระดูกพรุนในระยะยาว
แมกนีเซียม ตัวนี้สำคัญมากค่ะ เพราะมันเป็นแร่ธาตุแห่งความสงบ พอขาดแมกนีเซียมเราจะนอนไม่หลับ เป็นตะคริวง่ายและที่น่ากลัวคือ หัวใจอาจจะเต้นผิดจังหวะ ได้
วิตามิน B12 วิตามินที่จำเป็นต่อระบบเลือดและระบบประสาทการขาด B12 ไม่ใช่แค่ทำให้เพลียแต่จะนำไปสู่ปัญหาที่ร้ายแรงกว่าที่เราจะคุยกันในลำดับถัดไปค่ะ
แค่ไฟย่อยดับอย่างเดียวแต่เหมือนปิดสวิตช์การทำงานของร่างกายไปทั้งระบบเลยนะครับ
________________________________________
ช่วงที่ 4: โดมิโนขั้นสูง - ปลายประสาทอักเสบและอัลไซเมอร์
เมื่อกี้คุณหมอพูดถึงวิตามิน B12 ว่ามันเกี่ยวกับระบบประสาทมันร้ายแรงถึงขั้นไหนครับที่บอกว่าอาจจะเกี่ยวกับอาการชาตามมือตามเท้าหรือปลายประสาทอักเสบ
ร้ายแรงถึงขั้นนั้นเลยค่ะลองนึกภาพเส้นประสาทของเราเป็นเหมือนสายไฟนะคะ วิตามิน B12 ก็คือฉนวนพลาสติกที่หุ้มสายไฟเอาไว้พอร่างกายขาด B12 จากการดูดซึมไม่ได้นานๆ ฉนวนที่หุ้มเส้นประสาทมันก็บางลงเรื่อยๆทำให้ไฟฟ้าลัดวงจร เกิดเป็นอาการชาปลายมือปลายเท้า Peripheral Neuropathy หรือที่บางคนเรียกว่าโรคเหน็บชานั่นแหละค่ะ
แค่ชาปลายเท้าไม่เท่าไหร่แต่ที่น่าตกใจกว่าคือที่หมอพัชบอกว่ามันอาจจะเชื่อมโยงไปถึงโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วยเหรอครับ
ใช่ค่ะนี่คือความรู้ล่าสุดที่วงการแพทย์กำลังให้ความสำคัญอย่างมากมันเชื่อมโยงผ่านภาวะที่เรียกว่าลำไส้รั่ว Leaky Gut ค่ะ เมื่อลำไส้ของเราอักเสบเรื้อรังจากการย่อยไม่ดีผนังลำไส้ที่เคยเรียงตัวชิดกันเหมือนกำแพงอิฐที่แข็งแรง ก็จะเกิดรูรั่วขึ้นมา
แล้วมีอะไรเล็ดลอดออกไปครับ
สารพิษจากแบคทีเรียและเศษอาหารที่ย่อยไม่หมดค่ะมันจะรั่วเข้าไปในกระแสเลือดของเราทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกายและที่สำคัญคือสารพิษเหล่านี้สามารถเดินทางไปถึงสมองและทำให้เกราะป้องกันสมอง Blood-Brain Barrier รั่วตามไปด้วย เกิดเป็นภาวะสมองรั่ว Leaky Brain ทำให้เซลล์สมองอักเสบซึ่งปัจจุบันเชื่อว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ค่ะ
(ดนตรีคั่นสั้นๆ)
________________________________________
ช่วงที่ 5: คำถามโลกแตก "ยาลดกรด...สู่มะเร็ง?"
โอ้โหยิ่งฟังยิ่งน่ากลัวครับ จากแค่กรดไหลย้อนลามไปถึงสมองเสื่อมได้ ทีนี้ผมขอถามคำถามโลกแตกที่ทุกคนกลัวที่สุดเลยครับหมอพัชครับ การกินยาลดกรดต่อเนื่องเป็นเวลาหลายๆ ปี มันเพิ่มความเสี่ยงทำให้เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารหรือลำไส้ได้จริงหรือเปล่าครับ
เป็นคำถามที่ต้องตอบด้วยความรับผิดชอบอย่างสูง และพัชต้องตอบตามข้อมูลทางการแพทย์และงานวิจัยในปัจจุบันว่ามีความเชื่อมโยงที่น่ากังวลและเพิ่มปัจจัยเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญค่ะ
มันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ
เมื่อเรากินยาลดกรดต่อเนื่องสภาพในกระเพาะที่เคยเป็นเตาเผาฆ่าเชื้อจะกลายเป็นบึงน้ำเน่าที่อุ่นๆค่ะทำให้เกิดเหตุการณ์เลวร้าย 4 อย่างตามมาเป็นลูกโซ่
1. ด่านฆ่าเชื้อพังทลายเชื้อโรคอย่าง H pylori จะไม่ถูกทำลายและเติบโตได้ดีทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังซึ่งเป็นบ่อเกิดของมะเร็ง
2. เกิดสารก่อมะเร็งเมื่ออาหารไม่ถูกย่อยอย่างสมบูรณ์มันจะเกิดการหมักเน่าและแบคทีเรียจะเปลี่ยนสารในอาหารให้กลายเป็นสารไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งโดยตรง
3. ภาวะเชื้อล้นในลำไส้เล็ก SIBO แบคทีเรียจากลำไส้ใหญ่จะอพยพย้อนขึ้นมาเติบโตในลำไส้เล็กทำให้เกิดการอักเสบและสร้างสารพิษที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้
4. ร่างกายขาดสารอาหารต้านมะเร็ง การดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระและเสริมภูมิคุ้มกันจะลดลงทำให้ร่างกายอ่อนแอในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็งค่ะ
พัชไม่ได้บอกว่าทุกคนที่กินยาจะต้องเป็นมะเร็งนะคะแต่การทำแบบนั้นเป็นเวลานานมันคือการปูพรมแดง และสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อให้มะเร็งเติบโตขึ้นมาได้ง่ายกว่าคนปกติหลายเท่าตัวค่ะ
(ดนตรีคั่นสั้นๆ)
________________________________________
ช่วงที่ 6: แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ และหน่วยปฐมพยาบาลจากธรรมชาติ
ฟังมาถึงตรงนี้ ผมว่าผู้ฟังหลายท่านคงจะใจเสียไปแล้วครับหมอพัช มันดูเหมือนไม่มีทางออกเลย
มีทางออกเสมอค่ะคุณพลัสและแสงสว่างนั้นเริ่มต้นจากการเปลี่ยนโฟกัสจากการกดไฟย่อยมาเป็นการฟื้นฟูเยื่อบุทางเดินอาหารและสร้างไฟย่อยขึ้นมาใหม่ค่ะซึ่งเรามีหน่วยปฐมพยาบาลจากธรรมชาติที่อยากแนะนำ
มาเลยครับต้องการหน่วยช่วยเหลือด่วนเลยครับ
หน่วยที่หนึ่งคือพระเอกของเราซุปกระดูก Bone Brothค่ะซุปที่ได้จากการเคี่ยวกระดูกเป็นเวลานานๆ เปรียบเสมือนทีมช่างก่อสร้างที่จะเข้าไปซ่อมแซมร่างกายค่ะมันอุดมไปด้วยคอลลาเจนและเจลาติน ที่ทำหน้าที่เหมือนปูนไปช่วยอุดรอยรั่วตามผนังลำไส้มีกรดอะมิโนไกลซีนที่ช่วยกระตุ้นการสร้างกรดและทำให้ระบบประสาทสงบลง
แล้วนางเอกล่ะครับ
นางเอกของเราคือกระเจี๊ยบเขียวค่ะความพิเศษของกระเจี๊ยบอยู่ที่เมือกของมันซึ่งทำหน้าที่เหมือนเจลว่านหางจระเข้สำหรับทาภายในมันจะเข้าไปเคลือบหลอดอาหารและกระเพาะที่กำลังระคายเคืองช่วยลดอาการแสบร้อนและเปิดโอกาสให้แผลได้ฟื้นฟูตัวเองนี่คือจุดเริ่มต้นของการเยียวยาค่ะ
พอเห็นภาพและมีความหวังขึ้นมาเลยครับว่าเราสามารถหยุดวงจรนี้และเริ่มต้นใหม่ได้
แน่นอนค่ะ และสำหรับคุณผู้ฟังที่พร้อมจะเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่นี้ในEpisodeหน้าเราจะมาเจาะลึก แผนฟื้นฟูร่างกายฉบับสมบูรณ์แยกตามระดับความรุนแรงของอาการทั้ง 3 กลุ่มแบบละเอียด เพื่อให้คุณมีคู่มือในการลงมือทำจริงค่ะ
พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงเลยครับสำหรับตอนหน้า วันนี้หมดเวลาแล้วครับอย่าลืมนะครับว่าเข้าใจร่างกายให้เหมือนพิมพ์เขียว อ่านให้ออกเหมือนคู่มือ เพราะร่างกายไม่มีอะไหล่เปลี่ยน และไม่มีปุ่มรีเซ็ตสวัสดีครับ
Learn to read your body like its own manual and blueprint because there's no spare part, and no reset button สวัสดีค่ะ
ปรึกษาปัญหาสุขภาพได้ที่
ทักไลน์OA สั่งสินค้าที่ "ไลน์บ้านหมอผินรักสุขภาพ"
Line ID:
ลิงค์ ไลน์OA
https://lin.ee/OFYqkq0
และเฟสบุคเพจ เพื่อติดตามคอนเทนท์สุขภาพดีๆ "บ้านหมอผิน วิสาหกิจชุมชน" ลิงค์
https://www.facebook.com/share/16hqZeRxRG/
โลเคชั่น บ้านหมอผิน
https://maps.app.goo.gl/KyLvYQaKeoyYCUZc8
เบอร์โทรศัพท์ 0944148686
#ภูมิแพ้ #ธรรมชาติบำบัด #อาหารเป็นยา #สมุนไพรสกัด #กรดไหลย้อน #สโตรค #โรคหัวใจ #กล้ามเนื้ออ่อนแรง #แพ้ภูมิตัวเอง #มะเร็งตับ #มะเร็งปอด #มะเร็งลำไส้ #รักษามะเร็ง #รักษาสมุนไพร #อาหารเสริม #เวชสำอางค์ #ริดสีดวง #ไซนัส #ไมเกรน #บำรุงเลือด #ดีทอกซ์ #ท้องผูก #ลมเยอะ #ท้องอืด #ลมในเส้น #ขับลม #ยาถ่าย #ฆ่าเชื้อ #ติดเชื้อ #โค-วิด # #งูสวัด #เริม #ไวรัส #สมุนไพรเชียงใหม่ #สมุนไพรไทย #บ้านหมอผิน #นวัตกรรมสมุนไพร #สมุนไพรทางเลือก #มะเร็ง #มะเร็งไข่ปลา #ภูมิตก #ลดน้ำหนัก #โรคอ้อวน #นอนกรน #สมรรถภาพ #อมลูกหมากโต #โรคไต #ไตเสื่อม #เนื้องอก #ซีสต์ #ซีสซ์ #ไวรัสเอชพีวี #มะเร็งปากมดลุก #ซึมเศร้า #แพนิค #ไบโพล่า #นอนไม่หลับ #เครียด #สมุนไพรหางดง #อาหารบำบัดเชียงใหม่