Poonyakhet - ปุญเขต

Poonyakhet - ปุญเขต บ้านปุญเขต ให้คำแนะนำและดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
A place we share healthy living together.

🩷💚💙 กินคลีน ไม่เครียด🥗🍜🥦ตอนนี้กระแสของ clean food  กำลังมาแรง เหมือนเป็น lifestyle มากกว่าการกำหนดอาหารเป็นอย่างๆ ไป การ...
01/12/2025

🩷💚💙 กินคลีน ไม่เครียด🥗🍜🥦

ตอนนี้กระแสของ clean food กำลังมาแรง เหมือนเป็น lifestyle มากกว่าการกำหนดอาหารเป็นอย่างๆ ไป การกิน Clean food คือ การกินอาหารที่ใกล้เคียงกับความเป็นธรรมชาติมากที่สุด ทั้งในส่วนอาหารและขั้นตอนการปรุง กล่าวคือ ผ่านการปรุงแต่งดัดแปลงให้น้อยที่สุด และได้รับสารอาหารครบถ้วน
วิธีการรับประทานอาหารแบบ clean food แบบง่ายๆ
1. ขั้นแรก ปรับทัศนคติ ปล่อยวางในการยึดติดอาหารรสชาติแบบเดิมๆ พร้อมทั้งเปิดใจและปรับตัวในการกินอาหารแบบใหม่ นับว่าเป็นโอกาสที่ดีในการรับสัมผัสกับความสดใหม่และอร่อยได้สารอาหารและพลังงานตามธรรมชาติของอาหารชนิดต่างๆ โดยอาจจะเริ่มจากการปรับแบบค่อยเป็นค่อยไปได้
2. เลือกอาหารที่สดใหม่ ผ่านการปรุงที่ไม่ซับซ้อน ใกล้เคียงธรรมชาติเดิม
3. ลดปริมาณน้ำตาลลง
4. ดื่มน้ำเปล่าให้มาก โดยสังเกตจากสีปัสสาวะ หากดื่มน้ำพอ ปัสสาวะควรมีสีใกล้เคียงใสมากที่สุด หากปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายขาดน้ำได้ อย่างน้อยควรให้ได้ราวๆ 1.5-2 ลิตรต่อวัน
5. กินอาหารที่เน้น organic-ปลอดสารหรือ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารพิษ หรือ ฮอร์โมนให้มากที่สุด
6. หลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านการแปรรูปเยอะ มีการผัด ทอด ใช้น้ำมันที่ผ่านความร้อนเป็นส่วนประกอบให้มากที่สุด เพราะนั่นจะเข้าไปเพิ่มการอักเสบให้ร่างกาย รวมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารที่ใส่ผงชูรส สารกันบูด วัตถุกันเสีย สารปรุงแต่งกลิ่นและสีสังเคราะห์ รวมไปถึงอาหารพวกเบเกอรี่ ขนมปัง เค้ก ....(กินแต่น้อย)
7. กินอาหารให้ครบทุกหมู่ เลือกอาหารตามฤดูกาล. เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน และประหยัดด้วย
8. ก่อนซื้ออาหารต่างๆ ควรอ่านฉลากอาหาร เพื่อดูส่วนประกอบ วัตถุดิบ สารอาหารต่างๆที่จะได้รับเสมอ
9. มีสติทุกครั้งในการเลือกซื้ออาหารหรือรับประทานอาหาร
นอกจากอาหารแล้ว การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายให้เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ พยายามสูดอากาศบริสุทธิ์ ผ่อนคลายความเครียด และดูแลการขับถ่ายให้ดี ก็จะยิ่งช่วยให้การดูแลสุขภาพมีประสิทธิผลมากขึ้น
Cr. เพจ มูลนิธิหมอชาวบ้าน

🌟 บางครั้งสิ่งที่เยียวยาสุขภาพ อาจมิใช่เพียงการรักษาทางการแพทย์ ยาวิเศษ เครื่องมือทันสมัย แต่กำลังใจ ความเข้าอกเข้าใจ คว...
21/11/2025

🌟 บางครั้งสิ่งที่เยียวยาสุขภาพ อาจมิใช่เพียงการรักษาทางการแพทย์ ยาวิเศษ เครื่องมือทันสมัย แต่กำลังใจ ความเข้าอกเข้าใจ ความรัก การได้ดูแลและรับการดูแลอย่างจริงใจ ก็สามารถเยียวยา ประคับประคอง กระทั่งรักษา ความเจ็บป่วยทางร่างกายได้....

จะมีใครซักกี่คนที่ประกาศหาคู่ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง…
🍀🍀🍀หวังเซียว วัย 24 ปี จากมณฑลส่านซี ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคยูรีเมียระยะรุนแรง แพทย์บอกตรงๆ ว่าถ้าไม่ได้ปลูกถ่ายไต เธออาจมีชีวิตอยู่ได้แค่ปีเดียว
เมื่อไม่มีผู้บริจาคที่ตรงกันในหมู่ญาติๆ ทำให้ความหวังว่าจะมีชีวิตอยู่เหลือน้อยเต็มที หวังตัดสินใจทำตามคำแนะนำของเพื่อนผู้ป่วยด้วยการประกาศหาคู่ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง
มันไม่ใช่เพื่อความรักแต่เพื่อหาชายป่วยระยะสุดท้ายที่ยอมแต่งงานและบริจาคไตให้เธอหลังเสียชีวิต แลกกับการช่วยดูแลในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตด้วยข้อความสั้นๆ ว่า

“ฉันจะดูแลคุณให้ดีที่สุดหลังแต่งงาน โปรดยกโทษให้ฉันด้วย… ฉันแค่อยากมีชีวิตอยู่”
แล้วปาฏิหาริย์เล็กๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อหยูเจี้ยนผิง วัย 27 ที่กำลังต่อสู้กับมะเร็งเม็ดเลือดขาวตอบกลับมา ปรากฎว่ากรุ๊ปเลือดของทั้งคู่เข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ
หยูเคยเป็นเจ้าของธุรกิจชีวิตเคยมั่นคงแต่หลังแม่เสียชีวิตเขาก็มาล้มป่วย จนพ่อต้องขายบ้านเพื่อมารักษาลูกชาย เงินที่มีหมดไปกับการรักษาที่ไม่สิ้นสุด ชีวิตตอนนี้เหลือเพียงยากับกำลังใจที่ถดถอยลงทุกวัน
กรกฎาคม ปี 2013 ทั้งคู่จดทะเบียนสมรสแบบเงียบๆ ไม่บอกใคร ภายใต้ข้อตกลงที่ชัดเจนว่าเขาจะมอบไตให้เธอเมื่อสิ้นลมหายใจ และหากการปลูกถ่ายไตราบรื่นหวังจะรับหน้าที่ดูแลพ่อของเขาต่อ
แต่ความสัมพันธ์แบบธุรกิจนี้ค่อยๆ เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว…
ทั้งคู่คุยกันทุกวัน แชร์ทุกอาการ ทุกความกลัว ทุกความหดหู่ที่คนอื่นไม่เข้าใจ หวังเป็นคนขี้เล่น ส่วนหยูเป็นคนคิดมาก แต่พอมีเธออยู่ข้างๆ หยูก็ยิ้มง่ายขึ้น หัวเราะบ่อยขึ้น
หยูเริ่มทำซุปให้เธอกิน หวังเองก็ตามเขาไปทุกรอบเวลารักษา มันไม่ใช่การดูแลตามหน้าที่แต่เป็นสองคนที่คอยประคองกันไม่ให้หมดแรงสู้
เมื่อหวังรู้ว่าครอบครัวหยูมีปัญหาการเงินอย่างหนัก เธอก็ช่วยเขาด้วยการเริ่มขายช่อดอกไม้ข้างทางพร้อมการ์ดเล่าเรื่องราวของทั้งคู่ไว้ในแต่ละช่อ ลูกค้าไม่ได้ซื้อเพราะดอกไม้สวย แต่กลับช่วยเพราะเรื่องราวของเธอ
จากเงินเล็กๆ น้อยๆ หวังเก็บได้ถึง 500,000 หยวน
ซึ่งมากพอสำหรับการปลูกถ่ายไขกระดูกของหยู
🌸มิถุนายน 2014 ทั้งคู่ได้ข่าวดีแบบสองต่อ อาการของหยูเริ่มทรงตัว และหวังก็อาการดีขึ้นจนแพทย์บอกว่า

“เธออาจไม่ต้องปลูกถ่ายไตแล้วด้วยซ้ำ”

จากความสิ้นหวังกลายเป็นความหวัง…
จากความจำเป็นกลายเป็นความรัก…

ปัจจุบันหวังกับหยูใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ จะมีใครซักกี่คนที่ประกาศหาคู่ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง…
หวังเซียว วัย 24 ปี จากมณฑลส่านซี ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคยูรีเมียระยะรุนแรง แพทย์บอกตรงๆ ว่าถ้าไม่ได้ปลูกถ่ายไต เธออาจมีชีวิตอยู่ได้แค่ปีเดียว

เมื่อไม่มีผู้บริจาคที่ตรงกันในหมู่ญาติๆ ทำให้ความหวังว่าจะมีชีวิตอยู่เหลือน้อยเต็มที หวังตัดสินใจทำตามคำแนะนำของเพื่อนผู้ป่วยด้วยการประกาศหาคู่ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง
มันไม่ใช่เพื่อความรักแต่เพื่อหาชายป่วยระยะสุดท้ายที่ยอมแต่งงานและบริจาคไตให้เธอหลังเสียชีวิต แลกกับการช่วยดูแลในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตด้วยข้อความสั้นๆ ว่า

“ฉันจะดูแลคุณให้ดีที่สุดหลังแต่งงาน โปรดยกโทษให้ฉันด้วย… ฉันแค่อยากมีชีวิตอยู่”

แล้วปาฏิหาริย์เล็กๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อหยูเจี้ยนผิง วัย 27 ที่กำลังต่อสู้กับมะเร็งเม็ดเลือดขาวตอบกลับมา ปรากฎว่ากรุ๊ปเลือดของทั้งคู่เข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ

หยูเคยเป็นเจ้าของธุรกิจชีวิตเคยมั่นคงแต่หลังแม่เสียชีวิตเขาก็มาล้มป่วย จนพ่อต้องขายบ้านเพื่อมารักษาลูกชาย เงินที่มีหมดไปกับการรักษาที่ไม่สิ้นสุด ชีวิตตอนนี้เหลือเพียงยากับกำลังใจที่ถดถอยลงทุกวัน
กรกฎาคม ปี 2013 ทั้งคู่จดทะเบียนสมรสแบบเงียบๆ ไม่บอกใคร ภายใต้ข้อตกลงที่ชัดเจนว่าเขาจะมอบไตให้เธอเมื่อสิ้นลมหายใจ และหากการปลูกถ่ายไตราบรื่นหวังจะรับหน้าที่ดูแลพ่อของเขาต่อ

แต่ความสัมพันธ์แบบธุรกิจนี้ค่อยๆ เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว…

ทั้งคู่คุยกันทุกวัน แชร์ทุกอาการ ทุกความกลัว ทุกความหดหู่ที่คนอื่นไม่เข้าใจ หวังเป็นคนขี้เล่น ส่วนหยูเป็นคนคิดมาก แต่พอมีเธออยู่ข้างๆ หยูก็ยิ้มง่ายขึ้น หัวเราะบ่อยขึ้น

หยูเริ่มทำซุปให้เธอกิน หวังเองก็ตามเขาไปทุกรอบเวลารักษา มันไม่ใช่การดูแลตามหน้าที่แต่เป็นสองคนที่คอยประคองกันไม่ให้หมดแรงสู้
เมื่อหวังรู้ว่าครอบครัวหยูมีปัญหาการเงินอย่างหนัก เธอก็ช่วยเขาด้วยการเริ่มขายช่อดอกไม้ข้างทางพร้อมการ์ดเล่าเรื่องราวของทั้งคู่ไว้ในแต่ละช่อ ลูกค้าไม่ได้ซื้อเพราะดอกไม้สวย แต่กลับช่วยเพราะเรื่องราวของเธอ
💐จากเงินเล็กๆ น้อยๆ หวังเก็บได้ถึง 500,000 หยวน
ซึ่งมากพอสำหรับการปลูกถ่ายไขกระดูกของหยู
มิถุนายน 2014 ทั้งคู่ได้ข่าวดีแบบสองต่อ อาการของหยูเริ่มทรงตัว และหวังก็อาการดีขึ้นจนแพทย์บอกว่า

“เธออาจไม่ต้องปลูกถ่ายไตแล้วด้วยซ้ำ”

จากความสิ้นหวังกลายเป็นความหวัง…
จากความจำเป็นกลายเป็นความรัก…
ปัจจุบันหวังกับหยูใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ ด้วยกันที่ซีอาน เปิดร้านดอกไม้ของตัวเอง ดูแลกันแบบที่ไม่ต้องมีสัญญาใดๆ ผูกมัดอีก❤️ด้วยกันที่ซีอาน เปิดร้านดอกไม้ของตัวเอง ดูแลกันแบบที่ไม่ต้องมีสัญญาใดๆ ผูกมัดอีก❤️



Cr. เพจ เรื่องสยองขวัญและฆาตกรรม

🍀 พออ่านเรื่องนี้แล้ว เหมือนเป็นแรงบันดาลใจ ขอบคุณคนเขียนเรื่องนี้มากๆและขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน ที่กำลังมีเรื่องทุกข์ใจ เ...
15/11/2025

🍀 พออ่านเรื่องนี้แล้ว เหมือนเป็นแรงบันดาลใจ ขอบคุณคนเขียนเรื่องนี้มากๆ
และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน ที่กำลังมีเรื่องทุกข์ใจ เจ็บป่วย ท้อแท้ สิ้นหวัง ถึงทางตัน ทั้งคนที่ใช้ชีวิตต่อสู้กับกิจวัตรเดิมๆทุกวัน ถ้าคุณไม่มีใคร คุณก็มีตัวเองในอนาคตที่รออยู่...🩷🩷🩷

พวกเขาให้เพียง “หมายเลข” 119104
แต่สิ่งที่พวกนาซีพยายามทำลายให้สิ้นซากที่สุด
กลับกลายเป็นสิ่งที่ต่อมาช่วยชีวิตผู้คนนับล้านทั่วโลก

ค.ศ. 1942 เวียนนา
วิกเตอร์ แฟรงเกิล อายุ 37 ปี
จิตแพทย์ผู้มีชื่อเสียง อนาคตสดใส
เขามีต้นฉบับหนังสือที่ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์
และมีภรรยาชื่อ “ทิลลี” ผู้มีเสียงหัวเราะสดใสร่าเริง
เขามีวีซ่าเดินทางไปอเมริกา ประตูสู่เสรีภาพเปิดอยู่ตรงหน้า

แต่พ่อแม่ของเขาซึ่งแก่ชรา ไม่สามารถเดินทางไปด้วยได้
ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจอยู่ต่อ
ไม่กี่เดือนต่อมา กองทัพนาซีก็บุกมา
จาก เทเรเซียนชตัดท์ (Theresienstadt)
ไป เอาช์วิทซ์ (Auschwitz)
แล้วต่อด้วย ดาเคา (Dachau)
ต้นฉบับหนังสือที่เขาเย็บซ่อนไว้ในซับเสื้อถูกยึดไปภายในไม่กี่ชั่วโมง
ผลงาน เป้าหมายในชีวิตของเขา กลายเป็นเถ้าถ่าน
พวกเขายึดเสื้อผ้า โกนศีรษะ และลบชื่อของเขาออกจากการมีอยู่

จากนั้นเขาก็เหลือเพียง “หมายเลข 119104”
แต่สิ่งที่พวกนาซีไม่เข้าใจก็คือ
คุณอาจปล้นทุกสิ่งจากคนคนหนึ่งได้ ทั้งทรัพย์สิน ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือชื่อเสียง
แต่คุณไม่มีวันปล้นสิ่งที่เขารู้ได้
และแฟรงเกิลรู้บางสิ่งเกี่ยวกับ “จิตวิญญาณของมนุษย์”
สิ่งนั้นจะไม่เพียงช่วยให้เขามีชีวิตรอด
แต่ยังจุดประกายการปฏิวัติทางจิตวิทยาในศตวรรษที่ 20
เขาสังเกตเห็นรูปแบบหนึ่งในค่ายกักกัน
คนเรามิได้ตายเพราะหิวหรือเพราะโรค
แต่เพราะ “หมดหวัง”

เมื่อผู้ต้องขังคนใด “หมดเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่”
ร่างกายของเขาก็จะยอมแพ้ภายในไม่กี่วัน
แพทย์เรียกอาการนี้ว่า “โรคยอมจำนน” (give-up-itis)
แต่ผู้ที่ยังมีบางสิ่งให้ยึดไว้
ภรรยาที่อยากพบอีกครั้ง
ลูกที่รออยู่
หนังสือที่ยังเขียนไม่จบ
คำสัญญาที่ต้องรักษา
พวกเขาสามารถทนต่อสิ่งที่ไม่มีใครควรต้องทนได้
ดังนั้น แฟรงเกิลจึงเริ่มการทดลอง
ไม่ใช่ในห้องแล็บ แต่ในกระท่อมค่ายกักกัน

เขาเข้าไปพูดกับชายที่ใกล้สิ้นหวัง กระซิบถามว่า
“มีใครกำลังรอคุณอยู่ไหม?”
“งานอะไรของคุณที่ยังไม่จบ?”
“ถ้าเป็นลูกชายคุณ คุณจะบอกให้เขาสู้ต่อไปว่าอย่างไร?”

เขาไม่สามารถให้ข้าวหรืออิสรภาพแก่พวกเขาได้
แต่เขาให้สิ่งที่ยามนาซีไม่มีวันริบไปได้
เหตุผลในการมีชีวิตอยู่ถึงวันพรุ่งนี้
บางคนจำลูกสาวของตนได้ และมีชีวิตอยู่จนได้พบเธออีกครั้ง
บางคนจำปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่ยังแก้ไม่สำเร็จได้ และมีชีวิตอยู่เพื่อหาคำตอบ
ส่วนแฟรงเกิลเอง เขารอดชีวิตด้วยการ “เขียนหนังสือขึ้นใหม่ในใจ”
ทีละหน้า ทีละประโยค ในความมืดของค่าย

เมษายน 1945 เสรีภาพมาถึง
เขาหนักเพียง 38 กิโลกรัม กระดูกซี่โครงโผล่ชัด
ทิลลี ภรรยาเสียชีวิตแล้ว
พ่อแม่จากไป
พี่ชายเสียชีวิต
ทุกสิ่งที่เขารักหายไปหมดสิ้น
เขามีเหตุผลทุกประการที่จะยอมแพ้
แต่สิ่งที่เขาทำกลับตรงกันข้าม
เขานั่งลง แล้วเขียน
เพียงเก้าวัน
เขาก็สร้างต้นฉบับที่นาซีเผาทำลายไปขึ้นมาใหม่ได้สำเร็จ
แต่คราวนี้มันมีสิ่งที่ฉบับเดิมไม่มี
“หลักฐาน”
หลักฐานว่าทฤษฎีของเขาเป็นจริง
เพราะเขาได้พิสูจน์มันด้วยชีวิตของตนเอง
เขาเรียกแนวคิดนี้ว่า “โลโกเทอราพี” (Logotherapy)
หรือ “การบำบัดด้วยความหมาย”

แนวคิดเรียบง่ายแต่มหาศาลว่า
“ผู้ที่มีเหตุผลในการมีชีวิตอยู่
สามารถทนต่อวิธีการใด ๆ ก็ได้”

ค.ศ. 1946 หนังสือของเขาได้รับการตีพิมพ์
ตอนแรก สำนักพิมพ์ปฏิเสธ “มืดมนเกินไป” พวกเขาว่า
“ใครจะอยากอ่านเรื่องค่ายกักกัน?”
แต่โลกก็พร้อมในที่สุด และเมื่อถึงวันนั้น
จิตแพทย์ร้องไห้ขณะอ่าน
นักโทษพบความหวัง
ผู้ที่สูญเสีย คนป่วย และคนอกหัก
ต่างค้นพบว่า “ความทุกข์” ก็มีความหมายได้
หนังสือแพร่กระจายไปทั่วโลก
ถูกแปลมากกว่า 50 ภาษา
ยอดขายกว่า 16 ล้านเล่ม
และถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในหนังสือที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา

แต่ผลกระทบที่แท้จริงนั้นนับไม่ได้
เพราะมันอยู่ในหัวใจของทุกคนที่
ในค่ำคืนอันมืดมิดที่สุดของชีวิต
ได้อ่านคำของเขา แล้วเลือกที่จะ “อยู่ต่ออีกวันหนึ่ง”
เพราะวิกเตอร์ แฟรงเกิล ได้พิสูจน์สิ่งที่นาซีไม่สามารถทำลายได้ว่า

คุณสามารถถูกพรากทุกสิ่งไปได้
เสรีภาพ ครอบครัว อนาคต ความหวัง
แต่ไม่มีใครพราก “อิสรภาพสุดท้ายของมนุษย์” ไปได้
คือ การเลือกท่าทีของตนเองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
เราไม่อาจควบคุมสิ่งที่เกิดกับเราได้
แต่เราเลือกได้เสมอว่า “มันจะมีความหมายอย่างไร”

ทุกวันนี้ วิกเตอร์ แฟรงเกิล ล่วงลับไปแล้ว
แต่ในโรงพยาบาล ห้องบำบัด เรือนจำ และหัวใจทั่วโลก
คำของเขายังคงดังอยู่

“เมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้
เราจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเราเอง”

“ทุกสิ่งสามารถถูกพรากไปจากมนุษย์ได้ ยกเว้นเพียงสิ่งเดียว เสรีภาพสุดท้ายของมนุษย์ คือการเลือกท่าทีของตนเองต่อสถานการณ์ที่เผชิญอยู่”

พวกเขาให้เพียง “หมายเลขประจำตัว”
แต่ประวัติศาสตร์มอบให้เขา “ความเป็นอมตะ”

ชายผู้สูญเสียทุกสิ่ง
กลับค้นพบสิ่งเดียวที่ไม่มีใครสามารถพรากไปได้
ความหมายของการมีชีวิตอยู่
นักโทษหมายเลข 119104 ไม่ได้แค่รอดชีวิต
เขาเปลี่ยน “ความทุกข์” ให้กลายเป็น “การเยียวยา”
และในค่ำคืนนี้ที่ใดสักแห่งบนโลก
ใครบางคนที่กำลังยืนอยู่บนขอบเหวของความสิ้นหวัง
จะได้อ่านถ้อยคำของเขา แล้วเลือกที่จะ “อยู่ต่ออีกวัน”
นั่นไม่ใช่เพียงการรอดชีวิต
แต่มันคือ ชัยชนะเหนือความตายเอง.

Faces & Fact
เจาะเวลาหาอดีต ถอดความ

ขอบคุณ เพจ เจาะเวลาหาอดีต

⏳️ “เวลาอันตราย ห้ามอาบน้ำเด็ดขาด” 🌀เป็นความเชื่อที่มีรากมาจากภูมิปัญญาไทย–จีน–อินเดียโบราณ ผสมกับความรู้เรื่อง “ร่างกาย...
11/11/2025

⏳️ “เวลาอันตราย ห้ามอาบน้ำเด็ดขาด” 🌀
เป็นความเชื่อที่มีรากมาจากภูมิปัญญาไทย–จีน–อินเดียโบราณ ผสมกับความรู้เรื่อง “ร่างกาย–อุณหภูมิ–การไหลเวียนเลือด” ซึ่งหลายกรณี มีเหตุผลทางสุขภาพรองรับ จริง โดยเฉพาะเรื่อง “หัวใจ–หลอดเลือด–ระบบประสาท” ✨

ต่อไปนี้คือช่วงเวลาที่ ไม่ควรอาบน้ำ หรือควรระวังเป็นพิเศษ👇

🕓 1. ช่วงดึกหลัง 5 ทุ่ม – ตี 3 (เวลา “ลม–เลือด” อ่อน)
📌 โบราณถือว่าเป็น “เวลาของธาตุลม” → ร่างกายเย็นลง ความดันตกง่าย
หากอาบน้ำเย็นช่วงนี้ ร่างกายจะช็อกจากความเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิทันที → เสี่ยง “วูบ–หัวใจเต้นผิดจังหวะ–ลมอัมพาต”
โดยเฉพาะคนสูงอายุ ผู้มีโรคหัวใจ ความดัน หรือระบบประสาทอ่อน

> ✅ ถ้าจำเป็นต้องอาบ → ควรใช้น้ำอุ่น และเช็ดตัวให้แห้งทันที

🌅 2. ช่วงตี 4–6 โมงเช้า (ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น)
ช่วงนี้ร่างกายอยู่ในโหมด “พักผ่อนลึก” → หัวใจและหลอดเลือดยังไม่ขยายเต็มที่
การอาบน้ำเย็นทันที อาจกระตุ้นให้เกิด ภาวะหลอดเลือดหดตัวเฉียบพลัน → เวียนหัว หน้ามืด หรือหัวใจเต้นผิดปกติได้
คนโบราณจึงมัก “ล้างหน้า–ล้างตัวบางส่วน” แล้วรอให้ฟ้าสางก่อนจึงค่อยอาบเต็มตัว

🍚 3. “ทันทีหลังอาหาร”
หลังรับประทานอาหาร ร่างกายจะส่งเลือดจำนวนมากไปที่ระบบย่อย
ถ้าอาบน้ำทันที → เส้นเลือดฝอยบริเวณผิวหนังจะขยาย → “เลือดแย่งกัน” จากระบบย่อย → ย่อยไม่ดี → จุกเสียด เวียนหัว คลื่นไส้ได้
> ⏰ ควรรออย่างน้อย 30–60 นาทีหลังอาหารค่อยอาบน้ำ

🏃 4. ทันทีหลังออกกำลังกายหนัก
ขณะนั้นหัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออกมาก → ถ้ารีบอาบน้ำ (โดยเฉพาะน้ำเย็น) จะเกิด “หลอดเลือดหดตัวเฉียบพลัน” → วูบหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะได้
ควรรอให้ร่างกาย “คลายร้อน–เหงื่อหยุด” ก่อนอย่างน้อย 15–30 นาที

สอดคล้อง

อุณหภูมิเปลี่ยนฉับพลัน → หลอดเลือดหดตัว → ความดันผันผวน
ขณะร่างกายอ่อน (เช่น ตอนดึกหรือหลังอาหาร) → การเปลี่ยนสภาวะเร็วเกินไปอาจกระทบระบบหัวใจ–ประสาท
โดยเฉพาะน้ำเย็น เป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกาย “ตกใจ” ได้มากกว่าน้ำอุ่น

Cr. ยาไทยเล่าเรื่อง

19/10/2025

💪 “เขย่งปลายเท้า…เหมือนง่าย แต่ได้ผล”

หลายคนอาจไม่รู้ว่า…
การเขย่งปลายเท้าขึ้น-ลง วันละไม่กี่เซ็ต
คือหนึ่งใน “ท่าฟื้นเลือดลม” ที่ทั้งแพทย์แผนไทยและแพทย์สมัยใหม่เห็นพ้องกันว่าดีต่อหัวใจมากที่สุด

✨ ทำไมถึงสำคัญ?

เพราะ “กล้ามเนื้อน่อง” คือ หัวใจดวงที่สองของเรา
มันทำหน้าที่ช่วยปั๊มเลือดจากปลายเท้ากลับขึ้นสู่หัวใจ
ถ้าไม่ขยับ เลือดจะคั่ง เกิดอาการได้มากมาย เช่น
• ขาบวม ตึง หนัก
• เส้นเลือดขอด
• เวียนหัว เพลียง่าย เพราะเลือดลมเดินไม่ทั่ว

🔎 การเขย่งปลายเท้า ช่วยอะไรได้บ้าง
• กระตุ้นการไหลเวียนเลือดและลมในร่างกาย
• ลดการคั่งของเลือดดำ
• ช่วยให้หัวใจทำงานเบาลง
• เสริมความแข็งแรงของข้อเท้า–น่อง–เข่า

🌿 ในมุมของแพทย์แผนไทย

เมื่อเลือดลมเดินสะดวก → ธาตุลมเดินดี
พลังไฟในร่างกายสมดุล → ระบบย่อยดีขึ้น
พอร่างกายผ่อนคลาย → การนอนก็ลึกและสบายขึ้น

“การเขย่งเท้า” จึงไม่ใช่แค่ท่าออกกำลังกาย แต่คือการ ปลุกลม ปลุกไฟ และปลุกพลังชีวิตในกาย

✅ วิธีฝึกง่าย ๆ ที่บ้าน
1. ยืนตรง เกาะพนักเก้าอี้หรือผนังไว้เพื่อทรงตัว
2. เขย่งปลายเท้าขึ้นสูง ค้างไว้ 2–3 วินาที
3. ค่อย ๆ ลดลงให้ส้นเท้าแตะพื้น
4. ทำต่อเนื่อง 10–15 ครั้ง = 1 เซ็ต
(วันละ 2–3 เซ็ต เช้า–เย็นกำลังดี)

🍀 เคล็ดลับ:
ก่อนเริ่มฝึก ดื่มน้ำอุ่น 1 แก้ว จะช่วยให้ลมในกายเคลื่อนได้ดียิ่งขึ้น

❤️ สรุปสั้น ๆ

“เขย่งปลายเท้า = ดูแลหัวใจล่าง เลือดลมเดินดี สุขภาพก็กลับมาสดใส”

ไม่ต้องใช้เครื่องมือ ไม่ต้องมีเวลาเยอะ
แค่เขย่งเบา ๆ ทุกวัน…ร่างกายก็จะเบา โล่ง สบาย เหมือนปลุกชีวิตใหม่ให้ตัวเอง 🌿

#หัวใจดวงที่สอง #บ้านหมอไทย #เลือดลมเดินดี #สุขภาพเท้าขา #ยืดเส้นเปิดลม

ชาบำรุงตา....แก้ตาแห้งใน 5 วัน!!เคยสัญญาว่าจะให้สูตรบำรุงตา แก้ตาแห้งสำหรับคนเล่นมือถือ เล่นคอมนานๆ วันนี้ให้สูตรครับอาก...
09/10/2025

ชาบำรุงตา....แก้ตาแห้งใน 5 วัน!!

เคยสัญญาว่าจะให้สูตรบำรุงตา แก้ตาแห้งสำหรับคนเล่นมือถือ เล่นคอมนานๆ วันนี้ให้สูตรครับ

อาการตาแห้งนั่น บางท่านที่ไปหาหมอแผนปัจจุบัน หมอท่านจะให้หยอดน้ำตาเทียม ซึ่งก็ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นกับดวงตาได้ดีครับ แต่คนไข้บางรายก็บอกว่ายิ่งหยอดก็ยิ่งแห้ง กลายเป็นว่าต้องหยอดบ่อยๆ เพราะไม่หยอดจะแห้งมาก!!

อาการตาแห้งนั้น หมอแผนโบราณพิจารณาที่ตับครับ เพราะตาเป็นจุดแสดงสัญญาณของตับ วันไดที่ตับนั้นรู้สึกว่าไม่ค่อยสบาย จากเหตุการณ์ต่างๆ เช่น นอนดึก ท้องผูก ดื่มน้ำน้อย เครียด ทำงานหนักเกินกำลัง ตับก็จะบอกว่าเราไม่ค่อยสบาย เพราะตับนั้นเป็นแหล่งจ่ายเพลิงธาตุกองใหญ่ให้กับร่างกาย แต่กลับอ่อนแอไม่ชอบร้อน!!

โดยเฉพาะท่านที่เครียดและนอนดึก เป็นการทำลายตับทางตรง นี่ยังไม่รวมถึงพวกรักสุขภาพทานอาหารเสริมเป็นอาหารหลัก ทานผักผลไม้สดล้างไม่สะอาดบ่อยๆ ทานถั่วที่มีเชื้อราผสม พวกนี้ทำลายตับทั้งนั้น

หมอพื้นบ้านหลายท่านมีสูตรบำรุงตับที่เห็นตรงกันว่าดีคือ บอระเพ็ดดองน้ำผึ้ง ไว้จะแจกสูตรทีหลังหากสนใจนะครับ

วันนี้ให้สูตรชาบำรุงสายตาครับ แต่จำได้ว่าเคยให้ไปหลายสูตรแล้ว แต่สูตรนี้ก็ดีไม่แพ้กัน

สูตรชาบำรุงสายตา
1. ดอกอัญชันสด 7 ดอก
(เอาเกสรและฐานรองดอกออก)
2. เก๋ากี่ 1 กำ
3. พุทราจีน 3 ลูก
4. ดอกเก็กฮวย 1 กำ
5. น้ำตาลกรวด 1 ก้อน
(ประมาณหัวแม่มือ ไม่ใส่ก็ได้)

วิธีทำ
1. บุบพุทราจีนและเก๋ากี่ให้พอแหลก ใสลงในหม้อ เติมน้ำ 3-4 ถ้วย ต้มด้วยไฟแรงให้เดือด พอเดือดลดไฟลงกลางๆ ต้มต่ออีก 30 นาที ปิดไฟ เติมน้ำตาลกรวด คนให้ละลาย
(น้ำต้มนี้ใช้ได้ 3 ครั้ง หลังจากครั้งแรกก่อนผสมกับข้อ 2 ต้องอุ่นใหม่ทุกครั้ง)

2. ใส่ดอกอันชัญและดอกเก็กฮวยลงในแก้วกาแฟใบใหญ่ เติมน้ำที่ต้มแล้วในข้อ 1 ลงไปให้เต็มแก้ว แช่ทิ้งไว้จนอุ่นหรือเย็น แล้วช้อนเอาเฉพาะกากดอกไม้ออก ส่วนเก๋ากี้และพุทราจีนทานได้

ดื่มตอนท้องว่างวันละ 3 ครั้ง สูตรนี้หากอยากให้ออกฤทธิ์ได้ดีเป็น 2 เท่าจะต้องเติม "จตุผลาธิกะ" ลงไป 1 ช้อนชา จะช่วยให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นหลายเท่า (หาซื้อได้ตามร้านขายสมุนไพร)

อาการตาแห้งนั้น ต้องแก้ที่เหตุที่ทำให้ตับร้อน อย่างที่กล่าวไปข้างต้น แก้ที่ต้นเหตุ และรักษาปลายเหตุไปพร้อมๆกันดีที่สุด

Cr.สมุนไพรหมอศุภ

21/09/2025

🌿 ความลับลึก ๆ ของขิง

1. รากขิงแก่ – ไม่ใช่แค่รสร้อน
หลายคนรู้ว่าขิงแก่เผ็ดร้อน แต่ไม่รู้ว่ามี “สารชิงเจอรอล (Gingerol)” และ “โชกออล (Shogaol)” ที่จะเปลี่ยนรูปตามอายุขิง → ขิงอ่อนเน้นแก้ท้องอืด แต่ขิงแก่จะเน้นต้านการอักเสบ–บรรเทาปวดข้อ

2. พลังเก็บความร้อน
หมอพื้นบ้านโบราณใช้ “ขิงเผาไฟ” (นำขิงฝังในขี้เถ้าอุ่น ๆ) ก่อนชงน้ำ → เชื่อว่าช่วยเก็บความร้อนในร่างกายให้ยาวนานกว่าปกติ เหมาะสำหรับผู้สูงอายุหรือคนที่มือเท้าเย็น

3. น้ำขิงหมัก – เครื่องดื่มบำรุงหัวใจลับ ๆ
มีภูมิปัญญาเก่าแก่ว่า ขิงฝานบาง ๆ แช่ในน้ำผึ้ง 7 วัน จะได้ “น้ำขิงหมัก” ที่ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และยังเก็บไว้ดื่มได้หลายสัปดาห์

4. ขิงกับเส้นผม
น้อยคนนักที่จะรู้ว่าคนจีนโบราณใช้ “น้ำขิงสดทาหนังศีรษะ” กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต → ช่วยชะลอผมหงอกและกระตุ้นรากผม

5. ขิงไม่ใช่แค่แก้หนาว แต่แก้ร้อนในได้ด้วย
แม้ขิงรสร้อน แต่ถ้าใช้ “ขิงอ่อน + น้ำผึ้ง + น้ำมะนาว” ดื่มอุ่น ๆ จะช่วยปรับสมดุล ไม่ทำให้ร่างกายร้อนเกินไป → เป็นเคล็ดที่คนโบราณเรียกว่า “ร้อนแก้ร้อน”

---

🍵 สูตรลับจากขิง (ไม่ค่อยมีใครเล่า)

น้ำหมักขิง–น้ำผึ้ง–มะกรูด

ขิงแก่หั่นบาง 5–6 แว่น

น้ำผึ้งแท้ 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะกรูด 1 ช้อนชา

น้ำอุ่น 250 มล.

👉 ดื่มตอนเช้า ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ + ลดเสมหะ + ฟื้นฟูพลังงาน

---

✨ เรื่องเล่าที่ซ่อนอยู่

ในตำราแพทย์แผนจีนเก่า มีบันทึกว่า “ขิงตอนเช้าเป็นยา ขิงตอนกลางคืนเป็นพิษ”
เพราะตอนเช้าขิงช่วยกระตุ้นไฟธาตุให้ร่างกาย แต่ถ้าดื่มขิงก่อนนอนอาจทำให้ใจสั่น นอนไม่หลับ และร่างกายร้อนเกิน
#สมุนไพรไทย #สมุนไพรพื้นบ้าน #ขิง

สิ่งที่ตับของคุณชอบ (และไม่ชอบ) ✨ตับของคุณทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยทุกวันเพื่อกรองสารพิษ ควบคุมฮอร์โมน ส่งเสริมการ...
18/09/2025

สิ่งที่ตับของคุณชอบ (และไม่ชอบ) ✨

ตับของคุณทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยทุกวันเพื่อกรองสารพิษ ควบคุมฮอร์โมน ส่งเสริมการย่อยอาหาร และรักษาเลือดให้สะอาดและบำรุงร่างกาย มอบความรักให้กับตับด้วยการเลือกสิ่งที่ตับต้องการ และลดสิ่งที่ทำให้ตับทำงานหนัก

สิ่งที่ตับชอบ:
✔ อาหารอุ่นๆ ปรุงสุก ย่อยง่าย
✔ ผักใบเขียวที่มีรสขม (แดนดิไลออน อารูกูลา ชิโครี เคล)
✔ รสเปรี้ยว เช่น มะนาว ชบา และผักดอง
✔ โปรตีนและไขมันดีในปริมาณที่เพียงพอเพื่อพลังงานที่คงที่
✔ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะก่อน 23.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่วงจรการทำงานของตับและถุงน้ำดีเริ่มต้นขึ้น และเป็นไปตามหลักการแพทย์แผนจีน (TCM) จะทำงานมากที่สุด
✔ การเคลื่อนไหวที่กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต (การเดิน การยืดกล้ามเนื้อ การดีดตัว)
✔ การปลดปล่อยอารมณ์ — ปลดปล่อยความขุ่นเคืองและความหงุดหงิด

สิ่งที่ตับไม่ชอบ:
✘ แอลกอฮอล์และคาเฟอีนมากเกินไป
✘ อาหารแปรรูป คาร์โบไฮเดรตขัดสี และสารเคมีเจือปน
✘ เครื่องดื่มเย็นจัดและอาหารดิบจัดที่ทำให้ระบบย่อยอาหารอ่อนแอลง
✘ ความรู้สึกหนักอึ้ง ความโกรธ และการ “เก็บกด” อารมณ์
✘ การนอนดึกที่พรากเวลาฟื้นฟูของตับไป
✘ สารพิษจากสิ่งแวดล้อม (น้ำหอมสังเคราะห์ พลาสติก ยาฆ่าแมลง)

เมื่อคุณให้เกียรติตับ คุณจะสังเกตเห็นการย่อยอาหารที่ดีขึ้น ผิวกระจ่างใสขึ้น อารมณ์ที่สมดุล และพลังงานที่สม่ำเสมอมากขึ้น

“พัก” = “นอน”? หรือเราเข้าใจผิดมาตลอดชีวิต…สารภาพตามตรง…ผมเองก็เคยคิดว่าถ้าเหนื่อย ก็ต้อง “นอนให้เยอะเข้าไว้”ถ้าอ่อนล้า ...
26/07/2025

“พัก” = “นอน”? หรือเราเข้าใจผิดมาตลอดชีวิต…

สารภาพตามตรง…ผมเองก็เคยคิดว่าถ้าเหนื่อย
ก็ต้อง “นอนให้เยอะเข้าไว้”
ถ้าอ่อนล้า ก็ต้อง “ดื่มกาแฟแก้ง่วง”
หรือถ้าใจล้า ก็ให้รางวัลตัวเองด้วยของหวาน ๆ

แต่รู้ไหมครับ… จริง ๆ แล้ว
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่วิธีแก้ความเหนื่อยที่แท้จริงเลย!
ข้อมูลจากญี่ปุ่นบอกว่า
คนญี่ปุ่นกว่า 80% รู้สึกเหนื่อยเรื้อรังตลอดเวลา
แต่เมื่อเทียบกับหลายประเทศ
ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยก็ไม่ได้สูงเป็นพิเศษนะครับ
เพราะความจริงแล้ว คนญี่ปุ่น รวมถึงพวกเราหลายคน
“ไม่เก่งเรื่องการพัก”
หลายคนอาจจะมีอาการแบบนี้…
“นอนเท่าไหร่ก็ยังรู้สึกเพลีย”
“หยุดเสาร์-อาทิตย์แล้วก็ยังไม่สดชื่น”
“วันหยุดสุดท้ายก็เอาแต่นอนกลิ้ง ดูซีรีส์ยันเช้า”
“พอวันจันทร์มา กลับยิ่งหมดแรงกว่าเดิม”

เหตุผลเพราะเราเข้าใจว่า “พัก = นอน”
แต่จริง ๆ แล้ว ความเหนื่อย
เป็นเหมือน “สัญญาณเตือน” ของร่างกาย
เหมือนไข้หรืออาการเจ็บปวด
ถ้าฝืนไม่พัก หรือพักผิดวิธี ร่างกายจะยิ่งพัง
ในหนังสือของ ดร.คาตาโนะ ฮิเดกิ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การพักของญี่ปุ่น
เขาแบ่งการพักผ่อนออกเป็น 7 ประเภทหลัก
นี่คือไอเดียที่เปลี่ยนชีวิตผมเลยครับ

1. การพักนิ่ง (休息タイプ)
• นอนหลับเต็มอิ่ม
• งีบสั้น ๆ บนโต๊ะ
• นอนกลิ้งบนโซฟา
• ปิดคอม จิบกาแฟ ปล่อยใจสบาย ๆ

2. การพักแบบเคลื่อนไหว (運動タイプ)
• เดินเล่นเบา ๆ
• โยคะ
• ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
• เล่นเวทเบา ๆ กระตุ้นเลือดลม

3. การพักด้วยโภชนาการ (栄養タイプ)
• กินอาหารย่อยง่าย เช่น โจ๊กหรือซุป
• ลดปริมาณอาหาร
• ทำ intermittent fasting ให้ลำไส้ได้พัก
• ดื่มน้ำอุ่น ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น

4. การพักผ่านความสัมพันธ์ (親交タイプ)
• กอดคนที่รัก
• เล่นกับสัตว์เลี้ยง
• พูดคุยทักทายกับเพื่อนบ้าน
• อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ สูดอากาศป่าเขา

5. การพักด้วยบันเทิง (娯楽タイプ)
• ฟังเพลง ดูหนัง
• เชียร์ศิลปินหรือไอดอลที่ชอบ (推し活)
• ฝึกงานอดิเรกใหม่ ๆ
• อ่านหนังสือจิบชา

6.การพักแบบสร้างสรรค์/จินตนาการ (造形・想像タイプ)
• วาดรูป แต่งกลอน
• DIY งานไม้
• จินตนาการเดินทาง อ่านตารางรถไฟ
• ทำสมาธิ

7. การพักแบบเปลี่ยนบรรยากาศ (転換タイプ)
• เปลี่ยนเสื้อผ้า
• จัดห้องใหม่
• ออกไปกินข้าวนอกบ้าน
• ไปเที่ยว เปิดโลกใหม่

ดร.คาตาโนะ เรียกว่า “攻めの休養” (การพักเชิงรุก)
เพราะการพักไม่ใช่แค่ “นอนแล้วหาย”
แต่ต้อง “ตั้งใจพัก” และ “เลือกวิธีพักให้เหมาะกับตัวเอง”

ถ้าลองคิดดี ๆ จะเห็นว่า
เราสามารถรวมหลายข้อได้ในการพักครั้งเดียว เช่น
“ทำซุปอุ่น ๆ กับคนในบ้าน → เดินไปสวนใกล้บ้าน → นั่งกินบนม้านั่ง → มองต้นไม้ สูดอากาศ”
เพียงครั้งเดียว แต่ได้พักครบทุกมิติ

🟡 พัก = การลงทุนเพื่อตัวเราเอง ไม่ใช่ความขี้เกียจ

หลังจากอ่านแล้ว ผมปรับใหม่เลยครับ
ก่อนจะคิดว่า “จะทำงานยังไงให้เก่งขึ้น”
เราควรถามตัวเองก่อนว่า “เราพักเป็นไหม?”
คนญี่ปุ่นจำนวนมากติดกับดักวัฒนธรรมที่พูดใส่กันตอนทำงานว่า お疲れ様です (แปลตรง ๆ ว่า “คุณเหนื่อยสินะ”) ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ความเหนื่อยกลายเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ถ้าลองพักให้ถูกวิธี จะพบว่า พลัง ความคิดสร้างสรรค์ และประสิทธิภาพในการทำงานจะกลับมาเต็มร้อย
อ่านโพสต์นี้จบอยากให้กลับมาถามตัวเองว่า…
วันนี้คุณกำลังพักจริง ๆ หรือแค่หยุดเฉย ๆ?
ลองเลือกการพักแบบใหม่ให้ตัวเองดูนะครับ
ใครมีวิธีพักแปลก ๆ หรือวิธีลับของตัวเอง
มาแชร์กันหน่อยครับ!

Boom JapanSalaryman
Cr : TBS CROSS DIG

20/07/2025

● บ้านไหนมีคน นอนดึก
จำเป็นต้องอ่านบทความนี้นะคะ

(ละอายใจมาก จึงต้องสารภาพตรงนี้ว่า ตัวป้าศรีเองนอนดึกมากๆ…หลังเที่ยงคืน… ขอไม่บอกว่าหลังแค่ไหน…
และตื่นสายมากๆ
ป้าศรีโดนคุณหมอสุขเจริญปรามหลายต่อหลายครั้ง
เอาละ จะเริ่มปรับตัวคืนนี้ให้หัวค่ำขึ้นมาอาทิตย์ละ 1 ชั่วโมง จะสำเร็จไหมไม่รู้นะ…
ป้าศรีค่ะ)

●การนอนดึกเป็นการตั้งใจทำร้ายตนเอง อย่างร้ายแรงที่สุด(ถึงกับทำให้เป็นมะเร็งได้ )

●เพราะอะไร?
เพราะการนอนดึกๆ ทำให้ "อวัยวะสำคัญๆ" ของร่างกาย เช่น สมอง หัวใจ หลอดเลือด ต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมไธรอยด์ และภูมิคุ้มกันร่างกายเสียหาย จึงเป็นเรื่องที่ต้องไม่ประมาท
▪︎มาฟังหมอด้านเวชศาสตร์ชลอวัย อธิบายให้เข้าใจกัน

🔷️นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เล่าให้ฟังถึง
● ผลเสียของการนอนดึก
▪︎ใครที่นอนเกิน 5 ทุ่มครื่ง…
▪︎จะมีผลทำให้ 5 อวัยวะหลักเสื่อมโทรมเร็วขึ้น ทั้ง
1▪︎สมอง
2▪︎หัวใจ
3▪︎หลอดเลือด
4▪︎ ต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมไธรอยด์ และ
5▪︎ภูมิคุ้มกันร่างกาย

🔷️ แต่ถ้าปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต
มาเป็นคนนอนเร็วขึ้น ตั้งแต่
4ทุ่มไม่เกิน5ทุ่มครึ่ง
ซึ่งเป็นนาทีทองของการนอน
🔷️ก็จะช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้นถึง 10 ประการ ดังนี้

1. สมองสร้างเคมีสุข
อย่างที่รู้ว่า สมองเป็นหัวเรือใหญ่ในการแจกงานให้อวัยวะต่าง ๆ แม้แต่เวลานอน…ก็ยังมอบรางวัลให้ร่างกาย
▪︎ทั้ง เคมีนิทรา (เมลาโทนิน),
▪︎ เคมีสุข (ซีโรโทนิน) ▪︎และฮอร์โมนเพศ ▪︎แถมยังมีเคมีบำรุงร่างกายออกมา ช่วยควบคุมระบบในตัวเราให้ทำงานราบรื่น ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น สร้างเกราะป้องกันอาการป่วยเจ็บได้ด้วย
2. สร้างเคมีหนุ่มสาว
ปกติแล้ว เคมีหนุ่มสาวที่เรียกว่า
▪︎"โกรทฮอร์โมน" จะค่อย ๆ
ลดลงตามวัย รวมทั้งการนอนดึกก็ทำให้โกรทฮอร์โมนน้อยลงไปด้วย
☆แต่ถ้าเราเข้านอนเร็ว สักราว 4 ทุ่ม ไม่เกิน 5 ทุ่มครึ่ง
☆สมองจะช่วยผลิตโกรทฮอร์โมนธรรมชาติให้
☆สรุปว่ายิ่งเราหลับไว หลับสนิท
☆ เราก็ยิ่งดูอ่อนเยาว์ ☆เพราะโกรทฮอร์โมน จะหลั่งในช่วงเวลา 00.00-01.30 น. รวมเวลา 1 ชม.ครึ่งเท่านั้น ซึ่งจะช่วยซ่อมเสริมภูมิต้านทานโรค ให้มีพลังร่างกายที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น
3. ความจำดีขึ้น
การศึกษาจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ระบุว่า
☆คนที่นอนหลับได้ในช่วง 4 ทุ่ม ถึง 5 ทุ่ม ปรากฏผลงานวิจัยติดตาม พบว่า
☆มีผลต่อความจำ ความมีสมาธิ อย่างมีนัยสำคัญ
☆และ ลดอุบัติเหตุลงได้มากขึ้น
☆นั่นก็เพราะเวลาเรานอน สมองจะมีกลไกช่วยจัดระเบียบ คล้ายกับการแยกอีเมลขยะออกไป
☆แต่ถ้าเราอดนอน เราจะรู้สึกมึน ลืมง่าย หรือ ไม่ก็ลิ้นพันกัน คิดอย่างพูดอย่าง หรือ อาจเผลอเรอได้ง่ายๆ ดังนั้น ต้องนอนให้เต็มอิ่ม จะได้เป็นการชาร์จแบตให้สมอง พร้อมรับความจำใหม่ ๆ ได้ดี
4. คุมความดันโลหิตได้
การนอนหลับเร็ว
☆จะช่วยให้ระบบประสาทอัตโนมัติทั้งหลาย และกลไกทางชีวิวิทยา ที่เป็นเหมือนฟันเฟืองขนาดจิ๋ว ที่ทำงานซับซ้อน
☆ช่วยควบคุมหัวใจ และความดันโลหิตให้สงบลง ไม่แกว่งขึ้นลงง่ายเหมือนกับตอนตื่นนอน
5. ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนสึกหรอ
คนก็เหมือนเครื่องยนต์ ทำงานมาหนัก ก็ต้องหยุดพักบ้างจริงไหม
☆ซึ่งการนอนก็เหมือนเข้าอู่ซ่อมรถ ช่วยซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอ
☆ช่วยให้สมองได้พักผ่อน
☆กล้ามเนื้อคลายตัว
☆หัวใจสงบขึ้น
☆ความดันลดลง โดยเฉพาะ
☆ถ้าหลับลึกได้ในข่วง 00.00 - 01.30 น. ในแต่ละคืน สุขภาพย่อมแข็งแรง เสมือนย้อนไปในช่วงที่อยู่ในวัยเบญจเพศได้
6. ลดความเสี่ยงโรคอ้วน
☆ถ้าเรานอนเร็ว จะทำให้เราไม่หิวกลางดึก อันเป็นต้นเหตุที่ทำให้อ้วน
☆นอกจากนั้น ยังมีกลไกดับหิวด้วยการสร้างเคมีดับหิวขึ้นมา ทำให้การนอนเร็วช่วยคุมน้ำหนักตัวได้ดีกว่า ☆อีกทั้งยังกระตุ้นเตาเผาในร่างกาย ให้ทำงานได้ดี
☆ ช่วยให้ไม่อ้วนง่าย ไม่สร้างเคมีเก็บไขมันมากด้วย
7. มีความสุขง่ายขึ้น
☆ยิ่งอดนอนมาก สมองของเราก็ยิ่งอึมครึม ทำให้ขาดสมาธิ ความจำก็ไม่ดี อะไรมากระทบนิดกระทบหน่อย ก็หงุดหงิดอารมณ์เสียแล้ว แล้วจะมีความสุขได้อย่างไรล่ะ
☆ แต่ถ้าเราลองนอนให้เร็วขึ้น เราจะได้นอนอย่างเต็มอิ่ม ร่างกายและสมองได้พักผ่อน ความจำดี มีสมาธิ มองอะไรก็มีความสุขได้ง่ายขึ้นจริง ๆ นะ
8. ได้ล้างพิษ
เวลาที่เรานอน จะเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะอย่าง ตับ ไต ลำไส้ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ช่วยล้างพิษทำงานได้ดีขึ้น ลองสังเกตดูสิ ถ้าใครชอบอดนอน หรือ นอนดึก นอกจากหน้าตาดูหม่นหมองแล้ว ยังมีปัญหาท้องผูกด้วย นั่นเพราะส่วนหนึ่งของพิษมาจากการนอนดึก เพราะฉะนั้น สาว ๆ ที่ชอบปวดรอบเดือนบ่อย ๆ ให้แก้ไขด้วยการนอนให้เร็วขึ้น จะช่วยคุมเคมีปวดได้มากขึ้น
9. ไม่เสี่ยงโรคกำเริบ
เครื่องยนต์ที่ทำงานเกินเวลา ก็เสียได้ นับประสาอะไรกับมนุษย์ที่ไม่ยอมพักผ่อน ไม่ยอมหลับยอมนอน
☆ความเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย ก็อาจทำให้โรคที่พกอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ พากันแผลงฤทธิ์ขึ้นได้
☆โดยเฉพาะโรคหัวใจ
☆โรคหลอดเลือดสมอง ☆ความดันสูง
☆ เบาหวาน
☆ ภูมิแพ้
☆โรคเครียด
☆โรคซึมเศร้า
☆ และโรคมะเร็ง เป็นต้น
10. ช่วยป้องกันการแก่ให้ช้าลง
☆ไม่อยากแก่ รีบชวนกันนอนตั้งแต่ 4 ทุ่ม หรือ สูงสุด ไม่เกิน 5 ทุ่มครึ่ง
☆ เพราะ การนอนไม่ดึกมาก จะช่วยเสริมสร้างความเป็นหนุ่มสาว
☆ และช่วยให้หลับสนิทได้ง่ายขึ้น
☆ ไม่ทำร้ายร่างกายให้แก่ก่อนวัยอันควร
☆เพราะ จะช่วยป้องกันความเสื่อมชราให้ช้าลงได้ด้วย
🔷️อยากมีสุขภาพที่ดีในระยะยาวอย่างยั่งยืนต้องเปลี่ยนที่พฤติกรรม ฝึกให้เป็น"นิสัย"
🔷️ทานอาหารที่เป็นประโยชน์
🔷️ ออกกำลังกาย
🔷️และพักผ่อนให้เพียงพอ
▪︎ จะทำให้เรามีภูมิต้านทานที่ดี
หลายๆ คนบอกรู้แต่บางครั้งก็ยังทำไม่ได้
▪︎มาลองจัดระเบียบชีวิตกัน (บอกตัวเองด้วย ^^)
▪︎เพราะไม่มีใครสามารถให้ "สุขภาพ" ที่ดีกับเราได้ ยกเว้นเราต้องทำให้ตัวเอง
▪︎และร่างกายคือบ้านที่เราต้องรักษา เพื่อดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุข การป้องกันดีกว่าการซ่อมแซม เราคงไม่อยากเอาเงินที่หามาได้ไปแลกกับความเจ็บป่วยและค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้นทุกวัน
ที่มา: ชมรมผู้เชี่ยวชาญชีวิต

FB: โต๊ะป้าศรี CH Table

ที่อยู่

271/49 Moo 4 , Methini Hill Place, San Phak Wan
Amphoe Hang D**g
50230

เบอร์โทรศัพท์

+66982291992

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Poonyakhet - ปุญเขตผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Poonyakhet - ปุญเขต:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram

ประเภท