03/03/2026
**เหตุเกิดวันมาฆบูชา**
ในสมัยพุทธกาล วันที่ประชาชนผู้นับถือพราหมณ์ต่างกระตือรือล้นที่จะเข้าร่วมพิธีกรรมบูชาพระศิวะ อันเป็นพิธีกรรมที่สำคัญและจัดขึ้นในวันเพ็ญเดือนสามของทุกปีก็คือ “ #วันมหาศิวราตรี” ซึ่งสิ่งที่เขานำไปเข้าร่วมในพิธีกรรมก็จะมีดอกไม้ ของหอม และประทีปโคมไฟ
เมื่อคนทั้งหลายได้หันมานับถือพระพุทธเจ้า และประจักษ์แจ้งใน “ #ความเป็นพุทธะ” ที่มีอยู่ในตัวเองแล้ว คนเหล่านั้นก็ละทิ้งลัทธิพราหมณ์และการบูชาพระศิวะไปโดยปริยาย
พอวันเพ็ญเดือนสามมาถึง เหล่าพระสงฆ์และประชาชนผู้เคยนับถือพราหมณ์เหล่านั้น ก็เลยมุ่งหน้าเดินทางมาหาพระพุทธเจ้าแทนการบูชาพระศิวะ จึงทำให้เกิดเป็นปรากฏการณ์วันเพ็ญเดือนสามแบบสไตล์พุทธขึ้นมา ซึ่งแรกๆนั้น ก็เป็นแค่การมารวมตัวกันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังโอวาทธรรมเฉยๆ โดยไม่มีการบูชาด้วยดอกไม้ของหอมและประทีปโคมไฟแต่อย่างใด
จวบจนพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ประมาณ 200 ปี จึงได้มีการนำพิธีกรรมการบูชาแบบพราหมณ์มาประยุกต์ใช้ให้กลายเป็นพิธีกรรมแบบพุทธไป ด้วยเหตุนี้เราจึงพบว่า ชาวพุทธส่วนใหญ่นั้นก็นิยมบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ของหอมและประทีปโคมไฟเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในวันสำคัญๆ
ดังนั้น วันเพ็ญเดือนสามของทุกปีสำหรับพระพุทธศาสนาเรานั้น จึงกลายเป็น “ #วันมาฆบูชา” ที่มีพิธีกรรมการบูชาพระพุทธเจ้าคล้ายๆแบบพราหมณ์ขึ้นจริงๆด้วยประการฉะนี้
แล้วถ้าหากเรา “ #ตัดการบูชาแบบพราหมณ์” ออกไป ชาวพุทธเราควรจะบูชาพระพุทธเจ้าแบบไหนดี จึงจะเป็นการบูชาที่ถูกต้องและเป็นการบูชาที่พระพุทธเจ้าน่าจะทรงสรรเสริญที่สุด ก็ต้องเป็นการ “ #บูชาด้วยการปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์“ นะสิ จึงจะถูกต้องที่สุด และการบูชาแบบนี้พระพุทธเจ้าเองก็ทรงสรรเสริญด้วย
อย่าลืมนะว่า ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ท่านนั้น พระองค์มุ่งเน้นสอนให้ทุกชีวิตตระหนักรู้ความจริงด้วยจิตที่เป็นพุทธะ โดยพระองค์ตรัสว่า ” #ทั้งเมื่อก่อนและเดี่ยวนี้_เราสอนแต่เรื่องทุกข์และความดับทุกข์เท่านั้น“
หากตระหนักด้วยจิตที่เป็นพุทธะ คุณจะรู้ด้วยตัวเองว่า ความทุกข์ล้วนเกิดขึ้นที่จิต และดับลงที่จิตทั้งนั้น การปฏิบัติเพื่อตื่นรู้ในความจริงข้อนี้ จึงเป็นการบูชาความจริงด้วยภาคปฏิบัติที่เป็นสไตล์แบบพุทธล้วนๆและเป็นการบูชาที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญด้วยดีตลอดมานั่นแล…
#เรียบเรียงเขียนโดยท่านอาจารย์อุดร