ดีคอนแทคพลัส เพื่อดวงตาที่สดใส

ดีคอนแทคพลัส เพื่อดวงตาที่สดใส แก้ปัญหาสายตาด้วยสมุนไพรธรรมชาติ
#?

ปัจจัยเสี่ยงเป็นสิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น เราจึงต้องรู้จักวิธีการดูแลรักษาและอยู่กับสิ่งเหล่านั้น โดยปลอดภัย...
14/11/2021

ปัจจัยเสี่ยงเป็นสิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น เราจึงต้องรู้จักวิธีการดูแลรักษาและอยู่กับสิ่งเหล่านั้น โดยปลอดภัยต่อดวงตาของเรามากที่สุด

1. ควรพักสายตาจากการเพ่งมองหน้าจอต่างๆ ทุกๆ 20 นาที โดยหันไปมองสิ่งอื่น หรือที่ไกลๆซักประมาณ 20 วินาที จะช่วยป้องกันอาการปวดตา ตาล้า และตาแห้งได้ รวมทั้งการวางตำแหน่งคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม ตรง 10-20 องศาใต้ระดับสายตา รวมทั้งจัดแสงไฟภายในห้องให้พอดี เพื่อลดแสงสะท้อนและความไม่สบายตา

2. หากต้องสัมผัสแสงแดดจ้า แนะนำให้ใส่แว่นกันแดดทุกครั้ง โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00-14.00 น. เนื่องจากเป็น ช่วงที่รังสีอัลตราไวโอเลตมีความรุนแรงมากที่สุด ซึ่งเลนส์แว่นกันแดดต้องสามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตได้ โดยเลนส์สีเทาจะทำให้เห็นภาพได้ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด

3. พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้ดวงตาระคายเคือง แต่หากสัมผัสไปโดน ควรล้างตาในน้ำสะอาด ไม่ควรใช้น้ำยา ล้างตา เนื่องจากดวงตาของเราผลิตน้ำตาตามธรรมชาติ เพื่อป้องกันและชะล้างสิ่งเหล่านี้ออกอยู่แล้ว หากใช้น้ำยาล้างตาอย่างต่อเนื่องจะทำให้ดวงตาสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป

4. พักผ่อนให้เพียงพอ และทานผักผลไม้ที่เป็นประโยชน์ เน้นอาหารที่มีวิตามินเอ หรืออาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระประเภทลูทีน ซีแซนทีน จากพืชผักผลไม้ที่มีสีเขียวเข้มและสีเหลืองเช่น ผักคะน้า ผักปวยเล้ง ผักโขมและข้าวโพด ผลบลูเบอร์รี่ ซึ่งจะช่วยลดอันตรายจากอนุมูลอิสระในแสงแดดที่ทำลายจอตา และช่วยลดปัญหาตาบอดจากจอประสาทตาเสื่อมได้

สิ่งสุดท้ายที่สำคัญ แต่หลายๆคนอาจมองข้าม นั่นคือ การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ซึ่งจะช่วยรักษาความชุมชื้นให้ดวงตา อาจเลือกน้ำแร่ธรรมชาติ 100 เปอร์เซนต์ที่ผ่านการกรองทางธรรมชาติ ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุธรรมชาติที่มีประโยชน์หลายชนิด ที่สำคัญอย่าลืมไปตรวจสุขภาพตาทุกปี เพื่อถนอมดวงตาคู่สวยให้อยู่กับเราไปยาวนาน

ถนอมสายตาอย่างไรไม่ให้เสื่อมก่อนวัย1.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อุดมด้วยสารอาหารครบถ้วน2.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ3.หลีก...
20/10/2021

ถนอมสายตาอย่างไรไม่ให้เสื่อมก่อนวัย

1.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อุดมด้วยสารอาหารครบถ้วน
2.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
3.หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
4.พักสายตาจากหน้าจอ
5.ป้องกันดวงตาเมื่อต้องทำกิจกรรมหรืองานอันตราย
6.รักษาความสะอาดของคอนแทคเลนส์
7.รู้ปัจจัยเสี่ยงของตนเอง
8.ตรวจตาเป็นประจำ

ประโยชน์ของแครอท
14/01/2021

ประโยชน์ของแครอท

ถนอมสายตาอย่างไรไม่ให้เสื่อมก่อนวัยดวงตาของคนเรามีความละเอียดอ่อนและต้องการดูแลเป็นพิเศษ เมื่ออายุมากขึ้นบวกกับปัจจัยกระ...
23/07/2020

ถนอมสายตาอย่างไรไม่ให้เสื่อมก่อนวัย

ดวงตาของคนเรามีความละเอียดอ่อนและต้องการดูแลเป็นพิเศษ เมื่ออายุมากขึ้นบวกกับปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ
ทำให้ดวงตาเหนื่อยล้าและเสื่อมก่อนวัยได้ง่าย
การดูแลสายตาอย่างถูกวิธีจะช่วยถนอมสายตาให้แข็งแรงและสดใสอยู่กับคุณไปนานเท่านานด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ ต่อไปนี้

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อุดมด้วยสารอาหารครบถ้วน
สุขภาพดวงตาที่ดีเริ่มต้นจากอาหารที่เรารับประทาน การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน 5 หมู่
โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ลูทีน ซิงค์ วิตามินซี วิตามินอี อาจจะช่วยชะลอหรือลดการเกิดโรคทางสายตา เช่น โรคจอตาเสื่อม และโรคต้อกระจก

แหล่งสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพดวงตา เช่น
ผักโขม หรือผักใบเขียวเข้มอื่น ๆ
ปลาแซมอน ปลาทูน่า หรือเนื้อปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นสูง
ไข่ ถั่ว โปรตีนที่ไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์
ส้ม ผลไม้หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว
หอยนางรม เนื้อหมู สัตว์ปีก ธัญพืช
ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม ซึ่งมีสารเบต้าแคโรทีน เช่น แครอท

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
นอกเหนือจากการรับประทานในสัดส่วนที่เหมาะสม ในแต่ละสัปดาห์ควรมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ห่างไกลจากโรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันสูง หรือโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตัวโรคอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อดวงตา หรือมีปัญหาสายตาในอนาคต

ดื่มแอลกอฮอล์อย่างจำกัด
ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ในแต่ละวันควรอยู่ในระดับที่พอดี เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคทางสายตาอย่างโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ
และปัญหาสุขภาพด้านอื่น ๆ ให้น้อยลง โดยทั่วไป ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพปกติไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์เกิน 14 หน่วยมาตรฐานต่อสัปดาห์ และควรกระจายการดื่มออกเป็นหลาย ๆ วัน หรืออาจลองงดดื่มแอลกอฮอล์ลงบางวัน

หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
การสูบบุหรี่เป็นผลเสียต่อดวงตาและสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ โรคต้อกระจก อาจทำลายเส้นประสาทตาจนสามารถทำให้ตาบอดได้ในอนาคต

ปกป้องดวงตาจากแสงแดด
แสงแดดสามารถทำร้ายดวงตาได้เช่นเดียวกับผิวหนังของเรา และยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก โรคจอประสาทตาเสื่อม เมื่อต้องเผชิญกับแสงแดดหรืออยู่กลางแจ้งจึงไม่ควรปล่อยให้สายตาโดนแสงแดดโดยตรง
สามารถสวมแว่นตากันแดดชนิดที่มีเลนส์กรองแสงยูวีเอ (UV-A) และยูวีบี (UV-B) ที่มีป้ายระบุคุณสมบัติในการกรองรังสีได้ 99-100 เปอร์เซ็นต์ เพราะจะมีประสิทธิภาพในการปกป้องได้สูงสุด นอกจากนี้
แว่นตากันแดดบางรูปทรงยังออกแบบมาเฉพาะ เพื่อช่วยถนอมสายตาให้เหมาะกับแต่ละกิจกรรม เช่น ทรงที่หน้าเลนส์และตัวเฟรมค่อนข้างโค้ง
จะช่วยป้องกันแสงแดดจากทางด้านข้าง หรือแว่นตากันแดดที่ใช้เลนส์ ซึ่งเป็นเลนส์ที่เหมาะสมกับกิจกรรมกลางแจ้งและยังลดแสงสะท้อนในขณะขับรถได้ดี

พักสายตาจากหน้าจอ
การมองจอคอมพิวเตอร์ มือถือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้เกิดอาการตาล้า ตามัว ตาแห้ง ปวดศีรษะ
มีปัญหาในการปรับโฟกัสให้มองเห็นได้ชัดเจนไปจนถึงรู้สึกปวดบริเวณคอ ไหล่ หรือหลัง เมื่อเริ่มรู้สึกว่ามีอาการตาแห้ง
ควรกระพริบตาหรือพักสายตาชั่วครู่จากหน้าจอทุก ๆ 20 นาที เป็นเวลา 20 วินาที โดยให้มองออกไปไกลประมาณ 20 ฟุต
และมีการขยับเคลื่อนไหวร่างกายทุก ๆ 2 ชั่วโมง อาจเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างวันบ่อย ๆ ลุกไปเดิน แต่ไม่ควรนั่งแช่หน้าจอตลอดทั้งวัน
รวมไปถึงปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือถืออุปกรณ์ให้อยู่ในระดับสายตาพอดี นั่งในท่าที่ถูกต้อง และกะระยะคอมพิวเตอร์ให้ห่างจากสายตาประมาณ 25 นิ้ว

ป้องกันดวงตาเมื่อต้องทำกิจกรรมหรืองานอันตราย
กีฬาหรืองานบางประเภทมีความเสี่ยงทำให้ดวงตาได้รับอันตราย เช่น การบาดเจ็บที่ดวงตาจากการเล่นกีฬา
การทำงานในโรงงานและสถานที่ก่อสร้าง หรืองานซ่อมแซมบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการตอกตะปู ใช้สเปรย์ ก็สามารถเกิดอุบัติเหตุกับดวงตาได้
ดังนั้น การสวมแว่นตาหรืออุปกรณ์ป้องกันที่ออกแบบมาเพื่อกิจกรรมเหล่านั้นจะลดอันตรายที่เกิดกับดวงตาให้น้อยลง
ซึ่งเลนส์แว่นตาส่วนใหญ่จะทำมาจากโพลีคาร์บอเนต มีความเหนียวและแข็งแรงมากกว่าพลาสติกทั่วไปถึง 10 เท่า อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบา

7 คุณประโยชน์ของ “บลูเบอร์รี่” ผลไม้ลูกจิ๋วแต่แจ๋วที่สุดในตระกูลเบอร์รี่1.อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระบลูเบอร์รี่เป็นผลไม้...
21/02/2020

7 คุณประโยชน์ของ “บลูเบอร์รี่” ผลไม้ลูกจิ๋วแต่แจ๋วที่สุดในตระกูลเบอร์รี่

1.อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมาก มากที่สุดในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่เลยด้วยซ้ำ การบริโภคผลไม้ชนิดนี้เป็นประจำจึงช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระต่างๆ ที่จะมาทำลายผิวให้เกิดริ้วรอย แถมยังช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออกไป พร้อมเผยผิวใหม่ที่สดใสกว่าเดิมออกมา

2.ช่วยชะลอเซลล์มะเร็ง
การบริโภคบลูเบอร์รี่เป็นประจำ สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมาก จากการทดลองให้ผงบลูเบอร์รี่กับหนูที่เป็นมะเร็งเต้านม ผลการทดลองออกมาว่า ปริมาณเนื้องอกลดลงถึง 40% เลยทีเดียว

3.ช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี
เนื่องจากผลไม้ชนิดนี้ มีกากใยสูงถึง 3.6 กรัม และมีแคลอรี่ต่ำ การที่รับประทานผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงๆ แบบนี้จะทำให้เรารู้สึกอิ่มนานขึ้น แถมยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีมาก สำหรับคนที่ต้องการลดความอ้วน

4.ช่วยบำรุงสมอง
อีกหนึ่งคุณประโยชน์ที่สำคัญมากๆ คือบลูเบอร์รี่สามารถช่วยบำรุงระบบประสาท ทำให้สมองทำงานได้เต็มที่ ทำให้ความจำดีขึ้น อีกทั้งถ้ารับประทานอย่างต่อเนื่องยังสามารถป้องกันโรคความจำเสื่อมในวัยสูงอายุได้อีกด้วย

5.ช่วยย่อยอาหารและระบบขับถ่ายดี
บลูเบอร์รี่มีไฟเบอร์สูงมาก เพราะฉะนั้นจึงมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือถ้าในบางวันที่เราทานเนื้อสัตว์เยอะๆ อาจทำให้เรามีภาวะจุกเสียดแน่นท้องเพราะอาหารไม่ย่อย แนะนำให้ทำบลูเบอร์รี่สมูทตี้ดื่มตามมื้ออาหาร สาร Actinide ที่อยู่ในบลูเบอร์รี่จะเป็นตัวช่วยย่อยโปรตีนได้ดีเลยทีเดียว

6.ช่วยบำรุงหัวใจ
การรับประทานอย่างต่อเนื่อง จะทำให้สามารถลดการแข็งตัวของเลือดและลดไตรกีเซอไรด์ลงได้ หลายคนที่มีภาวะโรคหัวใจ ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจจ่ายยาที่มีแอสไพรินเพื่อลดการแข็งตัวของเลือด ซึ่งการรับประทานบ่อยเกิดไปอาจมีผลข้างเคียงกับร่างกายหลายอย่าง เพราะฉะนั้นหากรับประทานบลูเบอร์รี่อย่างต่อเนื่องก็สามารถต่อต้านการเกิดภาวะดังกล่าวได้ดีต่อสุขภาพเช่นกัน

7.ช่วยบำรุงเลือด บำรุงผิวพรรณ
บลูเบอร์รี่มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ประกอบอยู่ เป็นสารจำพวกฟลาโวนอยด์ที่มีสีแดงอมม่วง สารนี้มีประโยชน์ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ช่วยทำให้การไหลเวียนของเลือดในระดับที่เล็กมากขึ้น และช่วยในการทำงานของกระบวนการเมตาบอลิซึ่มของเซลล์เรตินา อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินซี จึงช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้สดใส เปล่งปลั่ง และแก้มแดงมีเลือดฝาด ดูผิวสวยแบบสุขภาพดีอีกด้วย

ขอขอบคุณ
ข้อมูล :งาน “โคเรีย วันเดอร์ เฟรช” (Korea Wonder Fresh) ที่ กูร์เมต์ มาร์เก็ต โดยบริษัท วัชมนฟู้ด จำกัด

ภาพ :iStock

17/02/2020
ประโยชน์ของเบต้าแคโรทีน1. บำรุงสุขภาพของดวงตา เบต้าแคโรทีน เมื่อโดนย่อยสลายที่ตับแล้วจะได้วิตามินเอ ซึ่งร่างกายนำไปใช้สร...
17/02/2020

ประโยชน์ของเบต้าแคโรทีน

1. บำรุงสุขภาพของดวงตา เบต้าแคโรทีน เมื่อโดนย่อยสลายที่ตับแล้วจะได้วิตามินเอ ซึ่งร่างกาย
นำไปใช้สร้างสารโรดอปซินในดวงตาส่วน เรตินา ท าให้ตามีความสามารถในการมองเห็นในตอนกลางคืน
ได้ และยังลดความเสื่อมของเซลล์ของลูกตา ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกด้วย

2. ชะลอความแก่ เบต้าแคโรทีนให้ผลในการลดความเสื่อมของเซลล์จากอนุมุลอิสระ
ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ท าให้เกิดกระบวนการแก่

3. ดูแลรักษาผิวพรรณอันเป็นส่วนของร่างกายที่ดีที่สุดที่จะท าให้ทราบว่าอนุมูลอิสระมีผลต่อ
เราแล้วหรือยัง เช่น ผิวเริ่มเหี่ยวย่น ไม่ผ่องใส

4. ทั้งยังพบว่าเบต้าแคโรทีน ให้ผลกระตุ้นเซลล์ภูมิต้านทานในร่างกายที่ชื่อ
ที-เฮลเปอร์ให้ท างานต้านสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น ให้ผลดีกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็ง

ประโยชน์ของเบต้าแคโรทีน บำรุงสุขภาพของดวงตา เบต้าแคโรทีน เมื่อโดนย่อยสลายที่ตับแล้วจะได้วิตามินเอ ซึ่งร่างกายนำไปใช้สร้า...
17/02/2020

ประโยชน์ของเบต้าแคโรทีน

บำรุงสุขภาพของดวงตา เบต้าแคโรทีน เมื่อโดนย่อยสลายที่ตับแล้วจะได้วิตามินเอ ซึ่งร่างกายนำไปใช้สร้างสารโรดอปซินในดวงตาส่วน เรตินา ทำให้ตามีความสามารถในการมองเห็นในตอนกลางคืนได้ และยังลดความเสื่อมของเซลล์ของลูกตา ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกด้วย

โรคต้อกระจกเกิดจากเลนส์แก้วตามีความขุ่นมัวเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งพบได้ทั่วไปในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป อาการมักจะมอ...
15/02/2020

โรคต้อกระจก

เกิดจากเลนส์แก้วตามีความขุ่นมัวเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งพบได้ทั่วไปในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป อาการมักจะมองเห็นได้ไม่ชัดเจนเหมือนปกติ ใส่แว่นช่วยก็ไม่ชัด มีแสงแตกกระจายสูงแสงจ้าๆ ไม่ได้ ความคมชัด หรือความสดใสของสีภาพลดลง โดยอาการเหล่านี้ มักเป็นไปอย่างช้าๆ ใช้เวลาหลายปี

ใครบ้าง ..ที่ควรตรวจสุขภาพตาประจำปี

ผู้ที่มีภาวะสายตาผิดปกติ ไม่ว่าจะผ่านการแก้ไขสายตาผิดปกติหรือไม่ก็ตาม ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ผู้ที่อายุต่ำกว่า 40 ปี ควรตรวจสุขภาพตาอย่างน้อย 2 ปีต่อ 1 ครั้ง
ผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการเฝ้าระวังโรคทางตาที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น โรคต้อหิน โรคต้อกระจก หรือโรคจอประสาทตาเสื่อม ฯลฯ
ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคทางตา
ในเด็กเล็ก ควรตรวจก่อนเข้าโรงเรียน
ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญ เพราะใช้งานหนักในทุกๆ วัน ตั้งแต่ตื่น จนถึงเข้านอน เพื่อให้ดวงตามีสุขภาพที่ดีอยู่กับเราไปอีกนาน อย่ารอให้มีอาการแล้วค่อยดูแล เพราะอาจจะสายเกินแก้ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์เป็นประจำนะคะ

สุขภาพกายเสื่อม ยังมีสัญญาณเตือน แต่สุขภาพตานี่สิไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ เลย แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าดวงตาเราจะไม่เป็นอะไร เ...
15/02/2020

สุขภาพกายเสื่อม ยังมีสัญญาณเตือน แต่สุขภาพตานี่สิไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ เลย แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าดวงตาเราจะไม่เป็นอะไร เพราะรู้ได้ก็ต่อเมื่อมีปัญหาแล้ว
โรคทางตาบางโรคไม่แสดงอาการให้เห็นจนกว่าจะอยู่ในขั้นที่รุนแรง ซึ่งอาจไม่สามารถรักษาให้เป็นปกติได้ กว่าจะรู้ ก็เข้าขั้นสายเกินไป ปัญหานี้จะแก้ไขได้อย่างไร
โรคน้ำวุ้นในตาเสื่อม

ธรรมชาติเมื่อเราอายุมากขึ้น น้ำวุ้นตาจะเกิดการละลายกลายเป็นน้ำ บางส่วนอาจจับตัวกันเป็นตะกอน เมื่อแสงส่องผ่านเข้ามาในลูกตากระทบตะกอนนี้จะเกิดเงาบนจอประสาทตา ทำให้เราเห็นคล้ายมีจุด หรือคล้ายแมลงบินไปมา และขยับได้ตามการกลอกตาของเรา ซึ่งภาวะนี้มักไม่มีอันตรายหากไม่มีจอประสาทตาฉีกขาด แต่จะเกิดความรำคาญใจได้ จึงควรตรวจตาเพื่อหาดูว่ามีจอประสาทตาฉีกขาดเป็นรู หรือไม่ ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดจอประสาทตาหลุดลอก

โรคจอประสาทตาหลุดลอก

เกิดขึ้นเมื่อจอประสาทตาหลุดลอกออกจากเนื้อเยื่อลูกตา จึงทำให้จอประสาทตาไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ และหากปล่อยไว้โดยไม่มีการรักษาก็จะส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นในที่สุด อาการนำของโรคนี้ ได้แก่อาการมองเห็นแสงฟ้าแลบคล้ายไฟแฟลชกล้องถ่ายรูป มีสิ่งบดบังในการมองเห็นมองเห็นเหมือนมีอะไรลอยไปมา มองเห็นเป็นจุดหรือใยแมงมุม, การมองเห็นมีเงาคล้ายผ้าม่านมาปิด หรือเหมือนน้ำท่วมที่ค่อยๆ สูงขึ้น การมองเห็นเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว เป็นอาการที่รุนแรง และส่งผลต่อการมองเห็นได้ต้องรีบเข้ารับการรักษา

โรคตา อันตรายที่ไร้สัญญาณเตือน
โรคกระจกตาย้วย หรือกระจกตาโก่ง เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างภายในกระจกตา ทำให้กระจกตาบาง และโก่งออก ส่งผลให้การมองเห็นผิดปกติ มีสายตาสั้น สายตาเอียง ความสามารถในการมองเห็นลดลง โรคนี้มักพบในช่วงผู้ที่อายุน้อย และเชื่อว่าเกิดจากการขยี้ตา โรคมักจะมีอาการรุนแรงที่สุดในช่วง อายุ 20 - 39 ปี ในบางรายอาจใช้เวลาหลายสิบปีจึงจะมีอาการรุนแรง ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ควรทำการแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ เพราะจะทำให้โรคดำเนินมากขึ้น

โรคต้อหิน

เกิดขึ้นกับเส้นประสาทตา ซึ่งเชื่อมระหว่างดวงตา และสมอง หากความดันภายในตาสูงกว่าระดับที่เส้นประสาทตาสามารถรับได้จะทำให้ใยเส้นประสาทตาถูกทำลาย และตายไป คนไข้จะมีขอบเขตในการมองเห็นค่อยๆ แคบลง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา ขอบภาพจะค่อยๆหดเข้ามาจนถึงตรงกลาง และมองไม่เห็นในที่สุด ทำให้ตาบอดได้ ต้อหิน แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่มีอาการ และ ไม่มีอาการ

โรคตา อันตรายที่ไร้สัญญาณเตือน
ประเภทมีอาการ หรือต้อหินชนิดมุมปิด ความดันภายในตาจะสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน ทำให้เกิดอาการปวดตา ตาแดง ตามัว คลื่นไส้ อาเจียน ต้องรีบพบจักษุแพทย์
ประเภทไม่มีอาการ หรือต้อหินชนิดมุมเปิด ในช่วงแรกจะไม่มีปัญหาในการมองเห็นเลย เนื่องจากบริเวณที่มองไม่เห็นอยู่บริเวณขอบๆ ภาพเท่านั้น จึงควรตรวจเช็คสุขภาพตา และได้รับการรักษาตั้งแต่ยังเป็นน้อยๆ
อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ยังไม่เป็นต้อหิน แต่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม หรือลักษณะของลูกตาที่มีแนวโน้มที่จะเกิดเป็นต้อหินได้ในอนาคต ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องได้รับการตรวจ ติดตามอย่างต่อเนื่อง

ที่อยู่

Amphoe Muang Chachoengsao

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ดีคอนแทคพลัส เพื่อดวงตาที่สดใสผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์