05/02/2026
https://www.facebook.com/share/18WmRUGQdh/
จากธรณีข่าวที่คนไข้เข้ารับการผ่าตัดแก้ไขปัญหานอนกรนแล้วเกิดผลข้างเคียงเสียเลือดมาก
ทางคุณหมอหูคอจมูกฝากข้อมูลมาเผยแพร่เพื่อไม่ให้สังคมแตกตื่นเกี่ยวกับวิธีการรักษาโรคนี้นะครับ
สรุปขั้นตอนการรักษา "นอนกรน" และ "โรคหยุดหายใจขณะหลับ (OSA)"
1. จุดเริ่มต้น (Start)
• เริ่มจากคนที่ นอนกรน หรือ สงสัยว่าตัวเองมีอาการ หยุดหายใจขณะหลับ
• คุณหมอจะทำการ ประเมินความเสี่ยง ว่าเราเป็นรุนแรงแค่ไหน
2. แยกตามความเสี่ยง (2 เส้นทาง)
• 🟢 ทางซ้าย: ถ้าความเสี่ยง "ต่ำ"
• ตรวจสุขภาพโดยรวมก่อน
• วิธีรักษา: เน้นการปรับพฤติกรรม (เช่น ลดน้ำหนัก, ออกกำลังกาย), ใช้อุปกรณ์ในช่องปาก, หรือการผ่าตัดเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องรีบทำ Sleep Test ทันที (แต่ถ้าไม่ดีขึ้นอาจส่งพบผู้เชี่ยวชาญ)
• 🔴 ทางขวา: ถ้าความเสี่ยง "สูง"
• ต้องทำ Sleep Test: เพื่อวัดระดับความรุนแรงของการหยุดหายใจที่แน่นอน
• หลังจากได้ผลตรวจ จะแบ่งการรักษาเป็น 2 แบบหลักๆ:
3. ทางเลือกการรักษาหลังทำ Sleep Test
• แบบที่ 1: ไม่ใช้เครื่องเป่าลม (Non-PAP)
• เหมาะกับคนที่ไม่ชอบใส่หน้ากากนอน
• ต้องตรวจทางเดินหายใจส่วนบนให้ละเอียด (Upper airway investigations)
• รักษาโดยการ ใส่อุปกรณ์ในช่องปาก หรือ ผ่าตัด ร่วมกับการปรับพฤติกรรม
• แบบที่ 2: ใช้เครื่องเป่าลม (PAP Therapy)
• คือการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (เช่น CPAP)
• ต้องเรียนรู้วิธีใช้ให้ถูกวิธี
• ถ้าผลดี: ใช้ต่อเนื่องยาวๆ
• ถ้าผลไม่ดี (ใส่ไม่ได้/อึดอัด): ต้องหาสาเหตุ แก้ไขปัญหา หรือเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นผสมผสานกัน (Multimodality treatment)
4. ปลายทาง (Follow-up)
• ไม่ว่าจะรักษาวิธีไหน ต้องมีการติดตามผล เสมอ
• อาจมีการนัดมาทำ Sleep Test ซ้ำ หรือตรวจพิเศษเพิ่มเติม เพื่อดูว่าหายหรือยังครับ
สรุปสั้นๆ:
ถ้าเสี่ยงต่ำ → ปรับพฤติกรรม/ใส่อุปกรณ์
ถ้าเสี่ยงสูง → ตรวจ Sleep Test → เลือกวิธีรักษา (ใช้เครื่อง CPAP หรือ ผ่าตัด/เครื่องมือทันตกรรม) → ติดตามผลครับ