02/01/2026
การอาบป่า เป็นหนึ่งแนวทางในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับธรรมชาติ
เป็นภาพสะท้อนคุณภาพของความสัมพันธ์กับสภาวะธรรมชาติของตัวเราในการตอบสนองต่อโลกภายในและโลกรอบตัว
เป็นหนทางที่สามารถนำไปสู่ความรัก ความเชื่อมโยง และการดูแลเกื้อกูลกันของสรรพชีวิตในองค์รวมของความเป็นธรรมชาติที่มีเรา (มนุษย์)อยู่ในนั้นเสมอมา
การอาบป่าเพื่อฟื้นคืนความสัมพันธ์กับธรรมชาติ คือ เจตจำนงหลักในการทำงานร่วมกับธรรมชาตืของเรา 🌿
Rewilding กับการฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และสิทธิ
บทรีวิว
Rewilding: The Radical New Science of Ecological Recovery
โดย Paul Jepson และ Cain Blythe
การฟื้นฟูธรรมชาติในโลกที่ธรรมชาติไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
หนังสือ Rewilding ปรากฏขึ้นในช่วงเวลาที่มนุษยชาติกำลังเผชิญความจริงร่วมกันว่า โลกได้ก้าวเข้าสู่สภาวะที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นโครงสร้างถาวรของชีวิตร่วมสมัย
การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดเชิงเทคนิค หากแต่เป็นผลของระบอบความรู้และอำนาจที่แยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติอย่างเป็นระบบ
Jepson และ Blythe เสนอ rewilding ไม่ใช่ในฐานะ “เครื่องมือใหม่” ของนักอนุรักษ์ แต่ในฐานะการเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และเวลา
ธรรมชาติในหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ฉากหลัง ไม่ใช่ทรัพยากร และไม่ใช่วัตถุแห่งการจัดการ แต่เป็นกระบวนการมีชีวิตที่มีพลวัต มีความไม่แน่นอน และมีความสามารถในการจัดระเบียบตนเอง
จุดนี้เองที่ Rewilding เชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับแนวคิด สิทธิของธรรมชาติ ซึ่งมองธรรมชาติเป็น “ผู้ทรงสิทธิ” และกับโลกทัศน์ของชนพื้นเมืองจำนวนมากที่ไม่เคยแยกเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นออกจากกัน (Berry, 1999; Krenak, 2019)
Rewilding ในฐานะการท้าทายระบอบความรู้แบบอนุรักษ์นิยม
ช่วงต้นของหนังสือ ผู้เขียนตั้งคำถามต่อการอนุรักษ์แบบคลาสสิกซึ่งยึดการควบคุม การกำหนดเป้าหมายเชิงตัวเลข และการรักษาสภาพธรรมชาติให้นิ่งไว้
ในสภาวะที่ถูกนิยามว่า “เหมาะสม” วิธีคิดเช่นนี้สะท้อนตรรกะของรัฐสมัยใหม่และวิทยาศาสตร์แบบแยกส่วน ที่เชื่อว่าระบบซับซ้อนสามารถถูกจัดการได้ผ่านการแบ่งย่อยและการควบคุมจากศูนย์กลาง
ในมุมมองเชิงมานุษยวิทยา นี่คือระบอบความรู้ที่สอดคล้องกับโครงการอาณานิคมและรัฐชาติ ซึ่งมักมองพื้นที่ธรรมชาติเป็นพื้นที่ว่าง และมองชุมชนดั้งเดิมเป็นอุปสรรคต่อการจัดการอย่างมีเหตุมีผล (Scott, 1998)
การอนุรักษ์จำนวนมากจึงเกิดขึ้นควบคู่กับการผลักคนออกจากป่า การทำให้ความรู้ท้องถิ่นกลายเป็นสิ่งล้าหลัง และการผูกขาดความชอบธรรมไว้กับผู้เชี่ยวชาญ
Rewilding ตามความหมายของ Jepson และ Blythe ไม่ได้เพียงเสนอเทคนิคใหม่ แต่กำลังลดอำนาจของมนุษย์ในฐานะผู้ควบคุม และเปิดพื้นที่ให้ธรรมชาติกลับมาเป็นผู้แสดงหลัก การ “ถอยออก” ของมนุษย์ในแนวคิดนี้ ไม่ใช่การละทิ้งความรับผิดชอบ แต่คือการยอมรับขีดจำกัดของมนุษย์ และการฟื้นฟูความถ่อมตนต่อโลกมีชีวิต ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดสิทธิของธรรมชาติ
อดีตที่ไม่เคยบริสุทธิ์ และธรรมชาติที่ไม่เคยไร้มนุษย์
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญของหนังสือคือการรื้อถอนตำนาน “ธรรมชาติบริสุทธิ์” ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า ภูมิทัศน์ที่เราคิดว่าเป็นธรรมชาติแท้ในอดีต แท้จริงแล้วถูกหล่อหลอมโดยการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการล่าสัตว์ การใช้ไฟ การเลี้ยงสัตว์ หรือการทำเกษตรแบบเคลื่อนย้าย
ข้อเสนอนี้สอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับงานมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อมที่แสดงให้เห็นว่าป่าเขตร้อน ทุ่งหญ้า และภูมิทัศน์หลากหลายรูปแบบทั่วโลก ล้วนเป็นผลของความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างมนุษย์กับระบบนิเวศ (Fairhead & Leach, 1996; Posey, 2002)
เมื่อเชื่อมกับสิทธิของชนพื้นเมือง ประเด็นนี้มีนัยทางการเมืองอย่างยิ่ง เพราะการสร้างภาพธรรมชาติบริสุทธิ์มักถูกใช้เป็นเหตุผลในการลิดรอนสิทธิชุมชนดั้งเดิม
Rewilding ในความหมายของหนังสือเล่มนี้จึงมีศักยภาพที่จะสนับสนุนการยอมรับว่ามนุษย์ไม่จำเป็นต้องถูกลบออกจากธรรมชาติเพื่อให้ธรรมชาติฟื้นตัว ตราบใดที่ความสัมพันธ์นั้นไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบครอบงำ
จากชนิดพันธุ์สู่ความสัมพันธ์ การคืนชีวิตให้ระบบนิเวศ
หัวใจทางนิเวศวิทยาของ Rewilding อยู่ที่การเปลี่ยนจุดเน้นจากการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์ ไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์และหน้าที่ของระบบนิเวศ ผู้เขียนอธิบายว่า ระบบที่มีชีวิตไม่สามารถถูกทำให้ทำงานได้ด้วยการเติมชิ้นส่วนขาดหายอย่างเป็นกลไก หากแต่ต้องอาศัยเครือข่ายของปฏิสัมพันธ์ เช่น การล่า การกินพืช การรบกวน และการฟื้นตัว
แนวคิดนี้สะท้อนโลกทัศน์เชิงสัมพันธ์ที่พบได้ทั่วไปในสังคมชนพื้นเมือง ซึ่งมองสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเป็นเครือญาติ มากกว่าจะเป็นทรัพยากร (Ingold, 2000)
ในบริบทของสิทธิของธรรมชาติ การให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์มากกว่าวัตถุ ทำให้ธรรมชาติไม่ถูกลดทอนเหลือเพียงหน่วยที่ต้องบริหาร แต่เป็นชุมชนของชีวิตที่มีสิทธิในการดำรงอยู่และฟื้นตัวในแบบของตนเอง
สัตว์ขนาดใหญ่ ทุ่งหญ้า และการเมืองของภูมิทัศน์
บทที่กล่าวถึงบทบาทของสัตว์กินพืชขนาดใหญ่และทุ่งหญ้า เป็นจุดที่หนังสือท้าทายจินตนาการสาธารณะอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในยุคที่ “การปลูกป่า” ถูกทำให้เป็นสัญลักษณ์ของความดีงามทางสิ่งแวดล้อม
ผู้เขียนชี้ว่าระบบนิเวศจำนวนมากในอดีตไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยป่าทึบ หากแต่ด้วยภูมิทัศน์แบบโมเสกที่มีทุ่งหญ้า พุ่มไม้ และป่าโปร่ง ซึ่งสัตว์ขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุล
ในเชิงมานุษยวิทยา การยึดติดกับภาพป่าทึบสะท้อนรสนิยมและประวัติศาสตร์ของสังคมอุตสาหกรรม มากกว่าความเป็นสากลของธรรมชาติ การฟื้นฟูที่ไม่คำนึงถึงบริบทวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของพื้นที่ อาจกลายเป็นการสร้างภูมิทัศน์อุดมคติแบบใหม่ที่กดทับวิถีชีวิตดั้งเดิม โดยเฉพาะชุมชนเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนและชนพื้นเมืองในทุ่งหญ้า
Rewilding นโยบาย อำนาจ และคำถามเรื่องสิทธิ
เมื่อหนังสือขยับจากทฤษฎีสู่กรณีศึกษา ภาพของ rewilding ในฐานะโครงการทางสังคมเริ่มชัดเจนขึ้น โครงการฟื้นฟูจำนวนมากเกิดขึ้นผ่านการเจรจาระหว่างรัฐ เจ้าของที่ดิน องค์กรอนุรักษ์ และตลาดทุนสีเขียว
จุดนี้เองที่แนวคิดสิทธิของธรรมชาติและสิทธิชนพื้นเมืองกลายเป็นกรอบสำคัญในการอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างวิพากษ์ เพราะการคืนพื้นที่ให้ธรรมชาติ โดยไม่คืนสิทธิให้ผู้คนที่พึ่งพาพื้นที่นั้น อาจนำไปสู่รูปแบบใหม่ของการยึดครองสีเขียว (green grabbing) ซึ่งถูกวิพากษ์อย่างกว้างขวางในวรรณกรรมการเมืองนิเวศ (Fairhead et al., 2012)
Rewilding จะเป็นกระบวนการฟื้นฟูที่เป็นธรรมได้ ก็ต่อเมื่อมันยอมรับว่าธรรมชาติมีสิทธิ และชุมชนมนุษย์ที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติก็มีสิทธิในการกำหนดอนาคตของพื้นที่เช่นเดียวกัน
อนาคตของโลกที่มนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลาง
ในบทท้าย ผู้เขียนเสนอภาพอนาคตที่เมือง ชนบท และธรรมชาติไม่ถูกแยกขาดออกจากกัน แต่เชื่อมโยงด้วยระบบนิเวศที่มีความยืดหยุ่น
แนวคิดนี้สอดคล้องกับกรอบคิดของ Thomas Berry ที่เสนอให้มนุษยชาติเปลี่ยนผ่านสู่ “ประชาคมโลกของสรรพชีวิต” ซึ่งมนุษย์เป็นเพียงสมาชิกหนึ่ง ไม่ใช่เจ้าของ (Berry, 1999)
ในโลกทัศน์นี้ สิทธิของธรรมชาติไม่ใช่เพียงหลักกฎหมาย แต่เป็นกรอบจริยธรรมที่กำหนดวิธีอยู่ร่วมกัน Rewilding จึงไม่ใช่ปลายทาง หากแต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่แน่นอน โดยเคารพทั้งธรรมชาติและความหลากหลายทางวัฒนธรรมของมนุษย์
Rewilding ในฐานะการฟื้นฟูความสัมพันธ์
เมื่ออ่าน Rewilding ผ่านเลนส์มานุษยวิทยา หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เพียงงานนิเวศวิทยา แต่เป็นการตั้งคำถามต่อโครงสร้างความรู้และอำนาจที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกมีชีวิต
มันเปิดพื้นที่ให้ธรรมชาติกลับมามีตัวตน มีเสียง และมีสิทธิ ขณะเดียวกันก็ท้าทายให้มนุษย์ยอมรับว่าการฟื้นฟูที่แท้จริงไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากละเลยสิทธิของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น
ในโลกที่กำลังค้นหาทางออกจากวิกฤตซ้อนวิกฤต
Rewilding จึงไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป แต่เป็นคำเชิญให้เราคิดใหม่เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันของสรรพชีวิตทั้งหมดบนโลกใบเดียวกัน
เอกสารอ้างอิง
Berry, T. (1999). The Great Work: Our Way into the Future. Bell Tower.
Fairhead, J., & Leach, M. (1996). Misreading the African Landscape. Cambridge University Press.
Fairhead, J., Leach, M., & Scoones, I. (2012). Green grabbing: a new appropriation of nature. Journal of Peasant Studies, 39(2), 237–261.
Ingold, T. (2000). The Perception of the Environment. Routledge.
Krenak, A. (2019). Ideas to Postpone the End of the World. House of Anansi.
Scott, J. C. (1998). Seeing Like a State. Yale University Press.
Jepson, P., & Blythe, C. (2020). Rewilding: The Radical New Science of Ecological Recovery. Icon Books.