บ้านพรหมช่วย Clinic

บ้านพรหมช่วย Clinic ให้ความรู้เกี่ยวกับจิตเวชเด็กและว?

เด็กรุ่นใหม่...ห่างไกลธรรมชาติพญ.ปาฏิโมกข์  พรหมช่วยสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นภาคใต้    ​ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสิ่...
16/02/2017

เด็กรุ่นใหม่...ห่างไกลธรรมชาติ
พญ.ปาฏิโมกข์ พรหมช่วย
สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นภาคใต้
​ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม สังคม เทคโนโลยี ส่งผลให้การใช้ชีวิตของเด็กและครอบครัว เปลี่ยนไปจากเดิม การประชุมวิชาการของชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเมื่อวันที่ 6 -8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้บรรยายเรื่อง เด็กและสิ่งแวดล้อม ในประเด็น ภาวะห่างไกลธรรมชาติ (Nature Deficit Disorder) ท่านสามารถเปลี่ยนมุมมองให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ตระหนักถึงการปลูกฝังให้เด็กๆรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอันจำเป็นต้องเริ่มต้นจากสถาบันครอบครัวได้อย่างแยบยล
​Richard Louv ได้เขียนหนังสือและบทความ เช่น Last Child in the Woods (Saving Our Children from Nature-Deficit Disorder) The Nature Principle The Essential Guide to a Nature-Rich Life (Vitamin N) ซึ่งกล่าวถึงภาวะห่างไกลธรรมชาติที่กำลังเป็นปัญหาใหม่ของเด็กยุคนี้ แม้จะไม่มีการบัญญัติไว้ว่าเป็นโรคทางจิตเวชเด็กอย่างชัดเจน แต่มีการอธิบายถึงเด็กกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยได้ใช้เวลาสัมผัสใกล้ชิดธรรมชาติ จะมีปัญหาหลายด้านเมื่อเติบโตมา เช่น ปัญหาอารมณ์ ปัญหาพฤติกรรม มนุษยสัมพันธ์ ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น โดยสาเหตุของปัญหาเกิดจาก คุณพ่อ คุณแม่สมัยใหม่มีเวลาเลี้ยงลูกน้อยลง ด้วยความรักจึงเลี้ยงดูลูกอย่างปกป้อง ทะนุถนอมมากเกินไป มีความวิตกกังวลว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับลูก บ่อยครั้งเด็กจึงขาดการฝึกฝนให้ช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน ขาดโอกาสออกไปวิ่งเล่นสัมผัสธรรมชาตินอกบ้าน นอกจากนั้นได้กล่าวถึงเทคนิควิธีที่จะส่งเสริมให้เด็กมีความรักความผูกพันกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในหลากหลายมิติ เช่นการดูนกและสัตว์ชนิดต่างๆในระบบนิเวศ การเดินป่า
​ ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์มากมายคอยยั่วยวนใจ การใช้เวลาว่างของเด็ก ๆรุ่นใหม่จึงเปลี่ยนแปลงไป ใช้เวลาอยู่ในบ้าน เล่นเกมคอมพิวเตอร์ ท่องโลกอินเทอร์เน็ต ทั้งในสมาร์ทโฟน แท็บแล็ต ทำให้เด็กๆเพลิดเพลินและสนุกสนานโดยไม่จำเป็นต้องออกไปนอกบ้าน บางคนเล่นมากถึงขั้นเป็นเด็กติดเกม ทางการแพทย์มีมุมมองว่าเป็นการใช้เวลาว่างดังกล่าวนี้ส่งผลให้เด็กเกิดความเฉื่อยชา ขาดความกระตือรือร้น ขาดแรงจูงใจใฝ่เรียนรู้ และขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น วิถีชีวิตยุค Social Media ที่กำลังมาแรงดังกล่าวนี้แตกต่างจากครอบครัวในอดีตหรือเด็กในชนบท ที่มีโอกาสออกไปวิ่งเล่นสัมผัสธรรมชาติตามท้องไร่ ท้องนา ป่าเขา สายน้ำ และลำธาร รูปแบบของความสุขเรียบง่ายและสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กๆที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระและเล่นด้วยกันเป็นกลุ่ม
​เด็กปัจจุบันมีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆมากมาย แต่ขาดทักษะการเรียนรู้เรื่องราวรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กขาดความตระหนักถึงมรดกทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตกับธรรมชาตินับวันยิ่งห่างไกลกันมากขึ้น อาจกล่าวได้ว่าเด็ก Generation Me สมองโตแต่หัวใจเหี่ยว มีความรู้แต่ขาดความรัก ขณะเดียวกันสิ่งแวดล้อมและพื้นที่ปลอดภัยในเมืองไม่เอื้อให้เด็กได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันแสนงดงาม
​การปรับเปลี่ยนมุมมองให้พ่อแม่ตระหนักถึงความสำคัญระหว่างเด็กและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสำคัญมาก ความเป็นอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ฟังเสียงนก ดูสัตว์ ดูต้นไม้ และพืชพันธุ์ไม้ต่าง ๆรายรอบตัว หรือการพาเด็กๆไปเดินป่า สภาพผืนป่าและระบบนิเวศวิทยาอันกว้างใหญ่จะช่วยเตือนมนุษย์ว่าความจริงแล้วชีวิตมนุษย์นั้นช่างเล็กจิ๊บจ้อย เด็กที่มีวิถีชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติจะได้รับการหล่อหลอมกล่อมเกลา ให้เป็นคนที่มีจิตใจที่อ่อนโยน มีความรักความเมตตา และมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น
​ความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตและสรรพสิ่งในโลกนี้ต่างต้องเอื้อเฟื้อเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ใช่เป็นของมนุษย์กลุ่มเดียว เราคงต้องช่วยกันสร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง สอนเด็กให้รู้จักการใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติมีความรักความผูกพันกับสิ่งแวดล้อม ถ้าปฏิบัติบ่อย ๆ จะทำให้เด็กเกิดความเพลิดเพลิน สนุกสนาน มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รู้จักคิดนอกกรอบ มองโลกในแง่ดีและมีสมาธิเพิ่มมากขึ้น
​หลังการเรียนรู้ในห้องประชุมพวกเราได้มีโอกาสไปพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ซึ่งเปรียบดังสวรรค์แห่งพื้นพิภพ มีหมู่มวลดอกไม้และต้นไม้นานาพรรณ ดอกกุหลาบและดอกไม้ชนิดต่าง ๆ หลากสีสันแย้มกลีบบานงดงามตระการตา การได้เข้าไปเยี่ยมชมบ้านของพ่อ กระตุ้นเตือนและปลูกจิตสำนึกว่าเราทุกคนควรเดินตามรอยเท้าพ่อ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไว้เคียงคู่กับผืนแผ่นดิน การพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีรักธรรมชาติและผูกพันกับสิ่งแวดล้อมจะเป็นการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

เส้นทางแห่งความหวังปัญหายาเสพติดเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติมาเนิ่นนาน แม้รัฐบาลออกนโยบายเพื่อปราบปรามและบำบัดรักษาผู้เสพหล...
31/05/2016

เส้นทางแห่งความหวัง

ปัญหายาเสพติดเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติมาเนิ่นนาน แม้รัฐบาลออกนโยบายเพื่อปราบปรามและบำบัดรักษาผู้เสพหลายรูปแบบด้วยงบประมาณจำนวนมาก แต่ดูเหมือนว่า การแก้ปัญหายังยากลำบาก ขณะเดียวกันสถิติผู้ใช้สารเสพติด นับวันยิ่งเป็นเด็กอายุน้อยลงกว่าเดิม

"พี่คะ หนูขอส่งคนไข้เด็กอายุ 11 ปี เรียนชั้น ป.5 ไปให้พี่ประเมินนะคะ มีปัญหายุ่งยากหลายอย่าง ไม่ไปเรียนหนังสือ 2 เดือนเต็ม ติดเกมส์คอมพิวเตอร์ เสพน้ำกระท่อม อารมณ์รุนแรง หงุดหงิด ก้าวร้าว ทำลายของ ทำร้ายแม่" กุมารแพทย์จากโรงพยาบาลชุมชน โทรศัพท์เพื่อปรึกษาและส่งตัวผู้ป่วยตามระบบบริการสาธารสุข " เท่าที่ได้ข้อมูล พี่คิดว่าจำเป็นต้องรับเด็กเพื่อบำบัดรักษาในโรงพยาบาล เพราะพฤติกรรมก้าวร้าว และมีปัญหาหลายด้านที่ต้องค้นหาสาเหตุ" คุณหมอให้คำแนะนำเบื้องต้น ก่อนน้องตุ่นจะ นั่งรถ ambulance มายังโรงพยาบาลจิตเวช

"เคสหิน" เป็นคำเปรียบเทียบที่แพทย์ใช้เรียกคนไข้ที่มีปัญหารุงรังหลายด้าน ทั้งจาก ตัวเด็ก ครอบครัว การเรียน ชุมชน ดังนั้น การรวมรวมข้อมูลอย่างรอบด้านจึงมีความสำคัญต่อการวินิจฉัยและบำบัด


สาเหตุของปัญหาการเรียนเกิดจาก น้องตุ่นเป็นเด็กที่มีความบกพร่องด้านการเรียนรู้ ร่วมกับ โรคสมาธิสั้น เพราะผลการทดสอบระดับสติปัญญาเท่ากับ 85 (ปัญญาทึบ) แต่ความสามารถของเด็ก ด้านการอ่านหนังสือ การเขียนสะกดคำ และการคิดเลข เทียบเท่ากับ ระดับชั้น ป.2 ซึ่งน้องตุ่นเรียนชั้น ป.5 แต่ยังอ่านเขียนหนังสือไม่คล่อง ประกอบกับปัญหาสมาธิสั้นที่มีร่วมด้วย จึงส่งผลต่อให้มีผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์อย่างมาก

เด็กที่มีปัญหาการเรียนจากสาเหตุดังกล่าว หากไม่ได้รับการช่วยเหลือทางการศึกษาและการแพทย์ จัดอยู่ในเด็กกลุ่มเสี่ยง ต่อปัญหาอื่นๆอีกหลายประการ ที่สำคัญคือพฤติกรรมเกเร ก้าวร้าว ใช้สารเสพติด ออกจากโรงเรียน ดังที่เราพบเห็นตามข่าวโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ อยู่เนืองนิตย์

น้องตุ่นเป็นตัวอย่างของเด็กคนหนึ่ง ที่ถอดออกมาจากตำราและเอกสารการวิจัยทางการแพทย์ ซึ่ง กล่าวว่า เด็กที่ใช้สารเสพติด มักมีโรคร่วมทางจิตเวชซ่อนอยู่ การวินิจโรคร่วม จึงมีความสำคัญต่อแผนการรักษา

ดังนั้น น้องตุ่นจึงได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นโรคสมาธิสั้นร่วมกับปัญหา ความบกพร่องทางการเรียนรู้ เสพน้ำกระท่อม ติดเกมส์ ไม่ไปโรงเรียน และพฤติกรรมก้าวร้าว เกเร แถมด้วยเรื่องครอบครัวและการเลี้ยงดูให้อีก...เฮ้อ ยาวเป็นหางว่าวเลย ต้องยกระดับดีกรีให้เป็นเคส "มหาหิน" ซะแล้ว กว่าจะวินิฉัยโรคได้แพทย์ก็มึนไปหลายตลบ

ช่วงปิดเทอมที่ผ่านน้องตุ่นได้รับการรักษาในโรงพยาบาลนานกว่า 2 เดือน เพื่อบำบัดพฤติกรรม ต่างๆที่เป็นปัญหาดังกล่าว พร้อมทั้งการจำกัดสภาพแวดล้อมให้ห่างไกลยาเสพติดและ เกมส์คอมพิวเตอร์ เรียกง่ายๆคือ ตัดวงจรของระบบสารสื่อประสาทของสมองติดยาและติดเกมส์ให้นานพอที่จะป้องกันไม่ให้กลับไปเสพซ้ำ

ขณะเดียวกันคุณหมอได้ให้ยารักษาสมาธิสั้น และยาควบคุมอารมณ์หงุดหงิด หลังการรักษาผ่านไป 1 เดือนน้องตุ่นอาการดีขึ้นกว่าเดิมมาก คุณหมอจึงพูดคุยเพื่อสร้างแรงจูงใจให้น้องตุ่นได้กลับไปเรียนหนังสือและใช้ชีวิตเหมือนเด็กๆคนอื่นในสังคม


" น้องตุ่นสามารถเรียนหนังสือได้ แต่เนื่องจากขาดเรียนไปนาน และไม่ได้สอบปลายภาคชั้น ป.5 เพราะฉะนั้น เปิดเทอมปีนี้ น่าจะเรียนชั้นเดิมดีกว่านะคะ " คุณหมอ ได้วางแผนการกลับคืนสู่สังคมและการศึกษากับน้องตุ่นและคุณพ่อคุณแม่ อีกทั้งออกใบรับรองแพทย์แจ้งผลการตรวจรักษาให้กับทางโรงเรียนเพื่อให้คุณครูมีความเข้าใจน้องตุ่นและจัดการศึกษาให้ตามระดับความสามารถในการเรียน

นอกจากนี้ ยังได้ออกเอกสารรับรองความพิการเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่พาน้องตุ่นไปจดทะเบียนรับรองความพิการด้วย ทั้งนี้ พระราชบัญญัติสำหรับคนพิการ พศ. 2551 ได้ระบุให้ เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เป็น ความพิการประเภทหนึ่ง ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือด้านการศึกษาและสังคมอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

เปิดเทอมนี้ น้องตุ่นได้ตื่นเช้ามาแต่งตัวไปโรงเรียนเหมือนเพื่อนคนอื่น คุณแม่ตัดสินใจย้ายโรงเรียนเพื่อเปลี่ยนสังคมและสภาพแวดล้อมใหม่ให้ตามที่น้องตุ่นร้องขอ

อาทิตย์ที่ผ่านมา สองแม่ลูกนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จากบ้านมาโรงพยาบาล ระยะทางกว่า 80 กิโลเมตรเพื่อพบคุณหมอตามนัด แววตาน้องตุ่น เป็นประกายแวววาวสดใส พูดถึงโรงเรียนและเพื่อนใหม่อย่างมีความสุข

ปัญหาการเสพน้ำกระท่อมเป็นปลายเหตุของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนหนึ่งที่เชื่อมโยงกับความบกพร่องของสมอง และโรคทางจิตเวช
..เส้นทางชีวิตของน้องตุ่นยังมีความหวังที่จะออกจากวังวน ของเด็กไม่เอาถ่าน หากได้รับการช่วยเหลือจากสังคมอย่างเข้าใจ คุณหมอปรารถนาอย่างยิ่งให้น้องตุ่นมีชีวิตใหม่ที่สดใส ห่างไกลยาเสพติด และเติบโตเป็นคนที่มีคุณค่าของสังคมต่อไป

คืนแห่งความฝัน..วันแห่งความสุข เปิดเทอมปีนี้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงมีความสุขกับการที่ลูกๆสอบเรียนต่อได้ในโรงเรียนหรือมหาว...
29/05/2016

คืนแห่งความฝัน..วันแห่งความสุข

เปิดเทอมปีนี้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงมีความสุขกับการที่ลูกๆสอบเรียนต่อได้ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ.. คุณหมอขอแสดงความยินดีกับเด็กๆทุกคนที่ได้เรียนในสถานศึกษาที่ตนเองใฝ่ฝัน

น้องตะวัน..เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีคนหนึ่งที่สามารถสอบเข้าศึกษาต่อคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้ตามความมุ่งหวัง..แม้ว่าเบื้องหลังนั้นคุณแม่ อาจารย์ และคุณหมอต่างลุ้นกันตัวโก่งทีเดียว

ค่ำคืนดึกดื่นวันหนึ่ง อาจารย์ผู้สอนศิลปะ ติวเข้มเพื่อให้น้องตะวันเตรียมตัวไปสอบสัมภาษณ์ คุณหมอนั่งเรียนวาดรูปสีน้ำอยู่ในห้องเดียวกันเลยนั่งฟังไปด้วย..น้องตะวันตอบคำถามปากเปล่าของอาจารย์ได้ไม่ดีนัก ขาดทั้งองค์ความรู้และ ความมั่นใจในตนเอง เช่น ให้บอกแรงบรรดาลใจของตนเองที่จะเรียนคณะสถาปัตยกรรม สถาปนิกที่ชื่นชอบ เรียกง่ายๆว่า..กึ๋น ยังไม่ Smart พอที่จะปล่อยลงสนามสอบ บรรยากาศในการติวกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ... เรียนมาตั้งเยอะแยะ...วันนี้เป็นอะไรไป สติแตก ความคิดกระเจิดกระเจิง เรียบเรียงเนื้อหาและคำพูดไม่เป็นที่พอใจของอาจารย์ผู้สอน ...เอาเป็นว่า อาจารย์ให้ 2-4 คะแนนจาก 10 ก็แล้วกัน

ครู่หนึ่ง..น้องตะวันเดินเข้ามานั่งใกล้ๆด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คุยกับคุณหมอว่า" จำเพื่อนชื่อ ภูผา ของผมได้หรือเปล่า เป็นเด็กสมาธิสั้น ตอนนี้ สอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์แล้ว ผมอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้เหมือนกันครับ"

"หมอครับ ผมเป็นสมาธิสั้น ไปหาหมอตอนเด็กพร้อมๆกับภูผา แต่ผมไม่ได้รักษาสมาธิสั้นมานานมากแล้ว เพราะทานยาแล้วปวดหัวครับ"

น้องตะวันย้อนเรื่องราววัยเยาว์ให้คุณหมอฟังเพื่อหวังให้คุณหมอจำเขาได้ จากเด็กเล็ก กลายเป็นหนุ่ม วันนี้น้องตะวันตัวโตกว่าคุณหมอตั้งเยอะ..แม้เด็กสมาธิสั้นที่ดูแลมีจำนวนมากแต่เมื่อบอกมา pack คู่ ตะวันและภูผา คุณหมอก็จำได้ทันทีเพราะผลการตรวจระดับสติปัญญา ทั้งสองคนเป็นเด็กฉลาด

ด้วยสมองอันปราดเปรื่อง ดังนั้นน้องตะวันจึงมีผลการเรียนอยู่ในระดับดี แม้จะไม่ได้รับการรักษาสมาธิสั้นอย่างต่อเนื่อง...แต่วันนี้คุณหมอพิจารณาแล้วว่า ต้องให้การช่วยเหลือน้องตะวันอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ทันการสอบเข้ามหาวิทยาลัย...โค้งสุดท้าย ว่างั้นเหอะ..

หลังนัดหมายกับคุณแม่เรียบร้อยยามค่ำคืน รุ่งขึ้นคุณหมอจัดยา รักษาสมาธิสั้น ชนิดออกฤทธิ์ทั้งวันให้ทานทันที..เพื่อหวังผลให้มีสมาธิต่อเนื่องในวันสอบ สามารถคิดวิเคราะห์ ใคร่ครวญและมีการวางแผนที่ดี เพราะครั้งนี้ เป็นการสอบภาคปฏิบัติ และการสอบสัมภาษณ์..รอบตัดสินชะตาชีวิต

วันเลี้ยงฉลองต้อนรับปีใหม่ของโรงเรียนสอนศิลปะ น้องตะวันเดินเข้ามาบอกคุณหมอด้วยความภาคภูมิใจว่าสอบเข้ามหาวิทยาได้เรียบร้อยแล้ว..."น้องตะวันมุ่งมั่นสานความฝันของตนเองให้ประสบความสำเร็จในการศึกษาอีกก้าวหนึ่ง" เป็นความสามารถที่น่าชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง

หลังจากการสอบผ่านไป เรามาพูดคุยกันถึงแผนการรักษา โรคสมาธิสั้นอย่างต่อเนื่อง..วันนี้ น้องตะวันเข้าใจตัวเองมากขึ้น ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาและการดูแลจากแพทย์ ความท้าทายในรั้วมหาวิทยาลัยยังมีอีกมากมาย.. ปัญหาสมาธิสั้นมิได้เป็นอุปสรรคแห่งความสำเร็จ หากได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างเหมาะสม

ขอบคุณภาพสวยๆที่น้องตะวันเดินทางไปทัศนศึกษาและวาดมาอย่างตั้งใจจากประเทศมาเลเชียและสิงคโปร์ช่วงปิดเทอมนี้ รวมทั้งอนุญาตให้คุณหมอเปิดเผยข้อมูลเพื่อความเข้าใจเด็กสมาธิสั้นสู่สังคม online

ชีวิตดี๊ดี...ถ้ามีสติกรมสุขภาพจิตได้ กำหนดให้วันที่ 1-7 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นสัปดาห์สุขภาพจิตเพื่อรณรงค์ ให้ประชาชนหัน...
04/11/2015

ชีวิตดี๊ดี...ถ้ามีสติ
กรมสุขภาพจิตได้ กำหนดให้วันที่ 1-7 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นสัปดาห์สุขภาพจิตเพื่อรณรงค์ ให้ประชาชนหันมาใส่ใจในการดูแลสุขภาพกายใจให้สมดุลและดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ท่านผู้อำนวยการได้เปิดงานไปเรียบร้อยแล้ว โดยปีนี้ มีการกำหนดเรื่อง "ชีวิต ดี๊ดี ถ้ามีสติ" เป็นประเด็นการรณรงค์ให้เราตระหนักถึง การมีสติในทุกอิริยาบท
การมีสติเป็นหัวใจสำคัญในการดำรงชีวิตอย่างสุขสงบ.แต่ความจริงแล้ว ชีวิตไม่ได้เรียบง่ายเช่นนั้น..เรามักจะทำสติของตนเองหล่นหายไปพะว้าพะวังกับเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา หรือ มีความคิดวิตกกังวลกับเรื่องต่างๆในอนาคต..การตระหนักรู้ถึงคุณค่าของเวลาในปัจจุบันจึงถูกรบกวน..นอกจากนั้นแล้ว บางเวลาที่เราเร่งรีบ เหนื่อย ล้า เพลีย และเครียด เราก็สติแตกได้ง่ายเช่นกัน..

การฝึกตนเองให้มีสติอยู่ในปัจจุบันเป็นเรื่องที่ฝึกฝนได้ เช่น การนั่งสมาธิสม่ำเสมอ การติดตามลมหายใจ การบริกรรมพุทธโธ การสวดมนต์ภาวนา หรือ การฝึกโยคะตามหลักพระพุทธศาสนา สัมมาสติ เป็นหนทางอันสำคัญในอริยมรรค องค์ 8
สำหรับการรณรงค์สัปดาห์สุขภาพจิตปีนี้นั้น เป็นการสร้างความตระหนักให้เราใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีสติ เช่น การเดิน การนั่ง การกิน การพูดหรือสนทนา การทำงาน รวมถึงใช้สติเพื่อความผ่อนคลายในชีวิตอันเหนื่อยล้าหรือเคร่งเครียดด้วย

การมีสติช่วยให้เรามีความรู้ตัวทั่วพร้อม ใช้ชีวิตในปัจจุบันอย่างคนที่มีความรักเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น มองโลกตามความเป็นจริง คิดในแง่กุศลหรือคิดบวก ...การหมั่นรักษาลมหายใจแห่งสติ มองโลกและยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามสภาพความจริง คาดหวังตามความเหมาะสม มีความเมตตา กรุณา ต่อตนเองและผู้อื่น สิ่งเหล่านี้คงช่วยให้เรามีความสุข สงบที่เรียบง่าย เยือกเย็น ..ขอให้ท่านได้รับอานิสงส์จากการเจริญสติ เปี่ยมด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา..

รับมือกับลูกดื้อปัญหากวนใจของคุณพ่อคุณแม่ประการหนึ่ง คือลูกดื้อ ไม่ทำตามคำสั่ง มีเหตุผลของตนเอง  โต้เถียง ทะเลาะกัน หรือ...
31/10/2015

รับมือกับลูกดื้อ

ปัญหากวนใจของคุณพ่อคุณแม่ประการหนึ่ง คือลูกดื้อ ไม่ทำตามคำสั่ง มีเหตุผลของตนเอง โต้เถียง ทะเลาะกัน หรือเกิดมลพิษทางอารมณ์ในบ้าน
คุณหมอเองตอนเด็กๆ ก็ยอมรับว่าค่อนข้างดื้อ แต่คุณแม่มีเทคนิคสารพัดที่ควบคุมลูกได้ ..หลายอย่างที่แม่ปฎิบัติเหนือชั้นกว่าทฤษฎีจิตเวชเด็กที่คุณหมอร่ำเรียนมาเสียอีก..สิ่งนี่คงเป็นภูมิปัญญาการเลี้ยงดูลูกที่ก่อกำเนิดในมารดาทุกคน

เมื่อตอนเด็ก คุณแม่สอนให้อ่านหนังสือเพราะที่บ้านสมัยนั้นไม่มีชั้นเรียนอนุบาล คุณแม่จึงสอนเอง มีครั้งหนึ่ง ที่คุณแม่พูดจาไม่น่าฟัง ขึ้นเสียง บังคับให้อ่านหนังสือ เด็กดื้ออย่างคุณหมอก็ท้าทายด้วยกันดื้อเงียบ ไม่ทำตามคำสั่ง
แม่ใช้สารพัดวิธี เพื่ออยากเอาชนะ แม้กระทั่งหยิบไม้บรรทัดมาตี จนไม้บรรทัดหัก ก็ไม่ได้ผล แถมยังนั่งนิ่งเงียบท้าทายโดยไม่ร้องไห้ซักนิด
เวลาผ่านไปค่อนข้างนาน เด็กดื้อนั่งดูคุณแม่หาวิธีจัดการสารพัดกับพฤติกรรมไม่ร่วมมือ และไม่ทำตามคำสั่ง

ในที่สุด คุณแม่ทิ้งวิธีเดิมๆทั้งหมด แล้วพูดว่า "อ่านหนังสือเถิดลูก" หลังจาก ปราบเซียนคุณแม่ได้สำเร็จ คุณหมอก็หยิบหนังสือมาอ่านโดยดี แม่ลูกเข้าใจกัน ได้ง่ายราวปอกกล้วย
คุณแม่เล่าให้ฟังทีหลังว่า เมื่อใช้ไม้แข็งกับลูกไม่สำเร็จก็ต้องตั้งสติ อดทน กลับมาใช้ไม้อ่อน พูดจาสื่อสารกับลูกด้วยความสุภาพ เด็กดื้อเลี้ยงยาก การใช้วิธีที่สงบ เยือกเย็น พูดจาสื่อสารกับลูกด้วยความไพเราะ เป็นหัวใจสำคัญที่คุณแม่ควบคุมความดื้อ ต่อต้าน ของคุณหมอในวัยเยาว์ มาอย่างได้ผล
เทคนิคที่แนะนำ
1. ท่านสังเกตพฤติกรรมของลูกว่าระหว่างที่เขาดื้อนั้น เป็นเวลา ที่เขา ง่วงนอน หิวจัด เหนื่อยมาก อ่อนเพลีย การบ้านเยอะ ป่วยทางกาย เครียด ในภาวะเหล่านี้ เด็กจะอารมณ์หงุดหงิด ไม่ฟังเหตุผล ต้องรีบจัดการให้ภาวะของร่างกายเด็กกลับสู่ปกติ
2.ท่านสังเกต อารมณ์และจิตของตนเองด้วยเช่นกัน คุณพ่อคุณแม่ยุคนี้ทำงานนอกบ้านรับบทบาทหน้าที่หลายอย่าง จึงต้องทบทวนว่า เราเหนื่อย ล้า เพลีย เครียดเรื่องใดบ้าง ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อมความอดทนกับลูกมีต่ำลง เราอาจหงุดหงิดกับเขาง่าย เห็นอะไรขวางหูขวางตา
เมื่อลูกดื้อต่อต้าน ก็เกิดการทะเลาะ ..เสียอารมณ์..
3. สังเกตความรุนแรงและความถี่ของลูกดื้อ ว่าเกิดเป็นครั้งคราว หรือเกิดสม่ำเสมอ ทั้งนี้ เพื่อแยกว่า เกิดพัฒนาการตามวัย การเลี้ยงดู หรือปัญหาจิตเวช
4.ปรับทักษะการสื่อสารในครอบครัว โดยเน้นการสื่อสารทางบวก (positive communication skills)
หยุดการขู่ ประณาม ด่าว่า เปรียบกับคนอื่น ประชดประชันเด็ก รื้อฟื้นความผิดเก่าๆมาอยูกับเหตุการณ์ในปัจจุบันเน้นการสื่อสารที่ชัดเจน ตรงประเด็น พูดคำไหนคำนั้น วาจาของพ่อแม่ ต้องศักดิ์สิทธิ์ให้ลูกทำตาม และต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ คงเส้นคงวา
4.ท่านต้องยอมรับว่าเด็กที่พัฒนาการทางอารมณ์ที่หลากหลายทั้งด้านบวกและด้านลบ เช่น รัก ชอบ ดีใจ โกรธ ผิดหวัง เสียใจ โมโห ด้วยอารมณ์ของเด็กยังไม่มั่นคง ดังนั้น ผู้ใหญ่คุณพ่อคุณแม่เป็นแบบอย่างการแสดงออกทางอารมณ์ที่เด็กเรียนรู้
5.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กต้อง อดทน ใจเย็น ปฏิบัติต่อเนื่อง เพราะ ปัญหาของเด็กขึ้นๆลงๆ เหมือนคลื่นลมในทะเล คุณพ่อแม่ต้องสังเกตใกล้ชิดว่ามีปัจจัยใดบ้างที่เกี่ยวข้อง
6. ชื่นชม ให้กำลังใจเมื่อเด็กมีพฤติกรรมดี เช่นเก็บของเล่นเรียบร้อย ทำการบ้านอ่านหนังสือโดยไม่ต้องตักเตือน เพื่อให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตนเองและอยากทำดีต่อเนื่อง

ลูก..เปรียบเสมือนกระจก สะท้อนการเลี้ยงดูและตัวตนของพ่อแม่ ปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัวเชื่อมโยงต่อกันเป็นลูกโซ่ ..หากลูกมีปัญหากวนใจท่าน
เราต้องใช้เวลาร่วมกันเพื่อทบทวนและวิเคราะห์ อย่างมีเหตุผลและให้กำลังใจแก่กันเพื่อสร้างพลังครอบครัว ให้ก้าวผ่านอุปสรรคไปได้

แม่วัยใสเมื่อวันก่อนคุณหมอมึนตึ๊บไปกับการตรวจเด็กและเยาวชนจากสถานพินิจสุราษฎร์ธานี ที่กระทำผิดกฎหมายต่างๆ จำนวน 17 คน  ร...
30/10/2015

แม่วัยใส

เมื่อวันก่อนคุณหมอมึนตึ๊บไปกับการตรวจเด็กและเยาวชนจากสถานพินิจสุราษฎร์ธานี ที่กระทำผิดกฎหมายต่างๆ จำนวน 17 คน ราวกับเป็นศาลชั้นต้นสอบถามความเป็นมาของการก่อคดีต่างๆ เช่น ลัก ทรัพย์ พรากผู้เยาว์ ครอบครองอาวุธปืน พยามยาฆ่า ยาเสพติด สิ่งที่สะท้อนปัญหาสังคมอย่างชัดเจนคือ เยาวชนทำผิดทางกฎหมายอายุน้อยลง และระดับความรุนแรงของคดีมากขึ้น

หนึ่งในนั้นเป็น แม่วัยใส อายุ 17 ปี จำหน่ายยาบ้า เพื่อเป็นค่านมและเลี้ยงดูลูกอายุราว 1 ขวบ
เธอกล่าวว่า รายได้จากการกรีดยางไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพในช่วงนี้ จึงต้องจำหน่ายยาบ้าให้กับคนในชุมชนเพื่อเพิ่มรายรับอีกทางหนึ่ง

หญิงสาวคนนี้เรียนจบชั้นประถมศึกษา แม่บอกว่า การจะไปหางานอื่นทำนั้นยาก เพราะความรู้ต่ำ ส่วนเรื่องการมีครอบครัวมีลูกในวัยนี้นั้น เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต (คุณหมอต่างหากหล่ะ ที่มองว่า ไม่ธรรมดา) ใช่ซินะ ระหว่างที่สนทนากัน คุณหมอก็คิดจินตนาการถึงเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารักวัย 1 ขวบที่ลืมตาดูโลกว่า จะเติบโตขึ้นมาอย่างไร เมื่อต้นทนชีวิตเริ่มต้นด้วยรายได้จากแม่วัยใสที่จำหน่ายยาบ้า หากถูกดำเนินคดีจำคุกตามกฎหมาย แม่ลูกต้องพรากจากกันอีกนานเท่าไหร่ ...

ปัญหาแม่วัยใสและท้องไม่พร้อม เป็นปัญหาของประเทศในขณะนี้ ด้วยสถิติที่พรุ่งพรวดพราดว่า หญิงอายุ ต่ำกว่า20 ปี คลอดบุตรเฉลี่ยวันละ 355 ราย และนี่ยังไม่ได้รวมตัวเลข ของการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น
การเปลี่ยนบทบาทจากวัยรุ่นมาเป็นแม่วัยใสล้วนทำให้สูญเสีย"โอกาส" ทั้งของ ตนเอง ครอบครัว สังคม อย่างประมาณค่าไม่ได้ รวมทั้งผลกระทบตามมาอีกมากมายทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพราะวัยนี้เป็นวัยแห่งการศึกษา เพื่อมีงานทำต่อไป ปัญหารวยกระจุกจนกระจาย จะแก้ไขอย่างไรหาก ต้นทุนมนุษย์ถูกบั่นทอน เพราะเขาเหล่านั้นคือทรัพยากรบุคคลอันมีค่าของชาติบ้านเมือง.สังคมพหุนิยมที่เกิดการใหลบ่าเข้ามาของวัฒนธรรมต่างชาติมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ไทยอันดีงามมากมาย ทัศนคติการรักนวลสงวนตัวของหญิงสาวที่ถูกสั่งสอนกันมาหลายช่วงอายุคนเริ่มกลับกลายเป็นความล้าสมัย.. ท่านจะหัวโบราณไปหรือเปล่าถ้าจะร่วมกันรักษาขนบธรรมเนียม และประเพณีนี้ไว้ต่อไป...

เอาใจเขามาใส่ใจเรามนุษย์เมื่ออยู่ร่วมกัน ทุกคนมีทั้งความแตกต่างและความเหมือน ทั้งนี้บุคลิกภาพของเด็กเล็กๆสามารถสังเกตง่า...
26/10/2015

เอาใจเขามาใส่ใจเรา

มนุษย์เมื่ออยู่ร่วมกัน ทุกคนมีทั้งความแตกต่างและความเหมือน ทั้งนี้บุคลิกภาพของเด็กเล็กๆสามารถสังเกตง่ายจาก พื้นฐานอารมณ์ การปรับตัว การกิน การนอน การเลี้ยงดู จึงแบ่งเด็ก เป็นกลุ่มใหญ่ได้ดังนี้
1. เด็กเลี้ยงยาก ปรับตัวยาก
2. เด็กเลี้ยงง่ายปรับตัวง่าย
3. เด็กที่ความผสมผสานทั้ง2แบบ
4. เด็กที่มีการปรับตัวช้า
ด้วยพื้นฐานทางอารมณ์ที่แตกต่าง ประกอบกับการเลี้ยงดู เด็กแต่ละคนจึงมีบุคลิก นิสัยใจคอต่างกัน

การฝึกเด็กให้เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกตนเอง มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นประเด็นสำคัญมากใน Generation Me ซึ่งพบแนวโน้มว่าเด็กจำนวนมาก เป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง หรือเห็นแก่ตัว

**เทคนิคแนะนำ**
1. พ่อ แม่ ผู้ใหญ่ต้องมีทักษะในการสังเกตอารมณ์ของเด็กโดยเฉพาะ ในยามหิว ง่วง เพลีย เด็กจะหงุดหงิดง่าย ต้องรีบแก้ไขเรื่องทางกายก่อน หลายๆครั้ง ที่เด็กหิว ว่าง เพลีย จะอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว โมโหง่าย

2 เวลาเด็กโกรธ อาจทำให้ขาดการควบคุมตนเอง ผู้ใหญ่ไม่ควรไปทะเลาะ โต้เถียง เอาแพ้เอาชนะกัน ผู้ใหญ่ควรคุมอารมณ์ให้ตนเองสงบก่อน และวิธีนี้เป็นการฝึกให้เด็กเรียนรู้การควบคุมอารมณ์ด้วยเช่นกัน

3 เวลาที่เด็กเริ่มสงบมากขึ้น คุณพ่อ คุณแม่ สามารถหยิบยกเหตุการณ์ที่ผ่านมาพูดคุยกับเด็ก เพื่อ สะท้อน อารมณ์ ความคิด ความรู้สึก โดยไม่พูดซ้ำเติม หรือจับผิด เช่น เค้าโกรธเพื่อน พี่น้อง หรือคุณพ่อคุณแม่ เรื่องอะไร โกรธมากแค่ไหน เหตุการณ์ที่ผ่านมา เป็นอย่างไร คุณหมอชอบอุปมา ให้เด็กเลือกว่า โกรธเท่า แมว หมา ม้า ช้าง เด็กบางคนบอกว่าโกรธเท่ากับช้าง 10 ตัว

4. การได้พูดคุยเรื่องอารมณ์ ทั้งด้าน บวก เช่น ทำดีได้รับการยกย่อง ชื่นชม อารมณ์ไม่ดี ก็มาสื่อสารให้เข้าใจกัน
ส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์์ ช่วยให้เด็กมีความเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกตนเอง และพัฒนาให้เขามีความเข้าใจอารมณ์คนอื่น รู้จักการเอาใจเขามาใส่ใจเราตามเรื่องราวและเหตการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตประจำวัน

5.การฝึกให้เด็กควบคุมอารมณ์ได้ดี ต้องมีผู้ใหญ่ปฏิบัติเป็นแบบอย่าง หลายครั้งคุณหมอพบว่า เมื่อคุณพ่อคุณแม่ไม่พอใจเด็กก็หงุดหงิด อารมณ์เสีย ดุด่าว่ากล่าว วิธีนี้ทำให้เด็กเกรงกลัวท่านเพียงชั่วคราว และสิ้นเปลียงพลังงานของท่านโดยใช่เหตุ ควรเลือกใช้ "ความสงบสยบความเคลื่อนไหว" จะส่งผลดีต่อกันมากกว่า
6. คุณพ่อคุณแม่เองสามารถสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกบอกลูกได้เช่นกัน เช่นวันนี้ เหนื่อยมากเรื่องอะไร ไม่พอใจพฤติกรรมหรือการแสดงออกของลูกเรื่องใหนบ้าง หรือคุณพ่อคุณแม่ อยากให้ลูกช่วยเหลือเรื่องใดบ้าง การสื่อสารทางบวกในเวลาที่อารมณ์ดีต่อกันและบรรยากาศในบ้านสงบ ช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวและสมาชิกต่างมีความเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น

การฝึกให้เด็กพัฒนาความรู้สึกเอาใจเขาใส่ใจเรา หรือใส่ใจในความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น (empathy,understanding) เป็นทักษะสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม ต้องใช้เวลา และฝึกฝนแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เด็กเรียนรู้อารมณ์คนอื่นหลากหลาย ว่า คนเรามีความคิด อารมณ์ ความรู้สึกแตกต่างกัน หากปล่อยไว้โดยไม่ขัดเกลา เด็กยุคใหม่มีแนวโน้มเป็นเป็นเด็กเรียกร้องสูง และเอาแต่ใจตัวเอง

Beautiful message!🍃 Stay away from Anger..   It hurts ..Only You! 🍃 If you are right, then there is no need to get angry...
25/10/2015

Beautiful message!

🍃 Stay away from Anger..
It hurts ..Only You!
🍃 If you are right, then there is no need to get angry.
🍃 And if you are wrong, then you don't have any right to get angry.

👏 Patience with family is Love,
👏 Patience with others is Respect.
👏 Patience with self is Confidence, and Patience with GOD is Faith.

🎏 Never think hard about the PAST. It brings Tears.
🎏 Don't think more about the FUTURE. It brings Fears.
🎏 Live this moment with a Smile. It brings Cheers.

🌻 Beautiful things are not always good, but good things are always beautiful.

🌻 Happiness keeps You Sweet..But being sweet brings Happiness.

Do Share it with all the beautiful People in your Life.

เธอ..คือแรงบันดาลใจจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดนำร่องของประเทศไทยในด้านการปฏิรูปการศีกษาให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมแล...
23/10/2015

เธอ..คือแรงบันดาลใจ

จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดนำร่องของประเทศไทยในด้านการปฏิรูปการศีกษาให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมและท้องถิ่น

คุณหมอ และสมาชิกจากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นภาคใต้ได้เข้าร่วมสมัชชาการศึกษาจังหวัด นับเป็นโอกาสดีที่จะได้ร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาของภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนาคนดีศรีสุราษฎร์ต่อไป

มาลาลา ยูซัฟไซ เป็นผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลให้คุณหมอ ตระหนักถึงบทบาท หน้าที่ ต่อการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษาของท้องถิ่นไทย เธอเป็นเด็กหญิง ชาวปากีสถานที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิและความเสมอภาคทางการศึกษาเนื่องด้วยประเทศปากีสถานนั้นมีปัญหาและอุปสรรคมากมาย ทั้งจากจารีตประเพณี การเมือง สังคม และการก่อการร้าย

มาลาลา เป็นเด็กผู้หญิงที่ฉลาด เรียนหนังสือเก่ง กล้าหาญ อดทน คุณพ่อของเธอเป็นครูและ เปิดโรงเรียนเอกชน เธอจึงได้รับการสนับสนุนการศึกษาจากครอบครัวอย่างดี
เมื่อดินแดนปากีสถานถูกรุกรานจากกลุ่มตาลีบัน ทำให้โรงเรียนจำนวนมากถูกสั่งปิด ครู และนักเรียน ถูกข่มขู่

เมื่อ 9 ตุลาคม 2012 เธอถูกยิงที่ศีรษะขณะนั่งรถโรงเรียนกลับบ้าน อาการบาดเจ็บสาหัส แต่ด้วยความโชคดีเธอได้การช่วยเหลือจากแพทย์ชาวอังกฤษ ให้มารับการรักษาที่เบอร์มิงแฮม ด้วยแรงอธิฐานจากทั่วโลก มาลาลา หายดีราวปาฏิหาริย์ และลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวเรียกร้องเสรีภาพทางการศึกษาให้กับเด็กทุกคนอีกครั้ง พร้อมจัดตั้ง กองทุนมาลา เพื่อเป็นกองทุนการศึกษาให้กับเด็กทั่วโลก

"เด็ก 1 คน ครู 1 คน หนังสือ 1 เล่ม และปากกา 1 ด้าม สามารถเปลี่ยนโลกนี้ได้" เป็นสุนทรพจน์สำคัญที่เธอกล่าวต่อหน้าสหประชาชาติเพื่อการเรียกร้องให้บรรดาผู้นำโลกจัดการศึกษาฟรีให้กับเด็ก

เมื่อพ.ศ. 2557 ปีกลาย ชื่อของมาลาลา ถูกกล่าวขานไปทั่วโลก ด้วยเธอเป็นผู้อายุน้อยที่สุด ที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ รวมทั้งรางวัลอันทรงเกียรติอื่นๆอีกมากมาย อันเป็นแบบอย่างที่งดงามให้กับเด็กและเยาวชน

การศึกษาของประเทศไทย ปฏิรูปมานับหลายครั้ง แม้สิทธิทางการศึกษาจะเปิดกว้างให้ทั้งชายหญิง แต่โดยภาพรวมแล้วคุณภาพการศึกษาไทยยังมีช่องโหว่อีกหลายประการ
...การปฎิรูปการศึกษาของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะจังหวัดนำร่องของประเทศ คงเป็นความหวังและความท้าทายของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ในการผลักดันให้เกิด สิทธิ ความเสมอภาค เป็นธรรม แก่ เด็กและเยาวชนเมืองคนดีต่อไป

23/10/2015
มรดกล้ำค่าสำหรับลูกคือ ปีก และ รากศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระมีคนเคยกล่าวว่ามีมรดกสองอย่างที่ยั่งยืนนานที่เราสามารถให้แก่ลูกเ...
19/10/2015

มรดกล้ำค่าสำหรับลูกคือ ปีก และ ราก
ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ

มีคนเคยกล่าวว่ามีมรดกสองอย่างที่ยั่งยืนนานที่เราสามารถให้แก่ลูกเราได้คือ ปีก และ ราก

“ปีก” คือการศึกษาที่พ่อแม่พยายามส่งเสริมให้ลูกได้เรียนให้มากที่สุด เพื่อเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพต่อไป เหมือนมีปีกที่แข็งแรงสามารถโบยบินไปหากินช่วยตัวเองได้

แล้วลูกส่วนใหญ่ก็บินจากไปจริงๆ จากพ่อแม่ ครอบครัว เพื่อหากิน เพื่อช่วยตัวเอง เพื่ออนาคตของเขา อาจมีใจนึกเป็นห่วงพ่อแม่บ้างแต่ก็ไม่มีเวลามาดูแลใส่ใจนัก เพราะปีกของเขาใหญ่และกว้างบินได้สูงและไกล จึงต้องบินไปไกลจากรังเก่ามากขึ้นทุกที

สังเกตว่าลูกยิ่งก้าวหน้าเท่าไร กิจกรรมทั้งเรื่องงาน สังคม และส่วนตัวของเขาก็มีมากขึ้น คำพูดเพราะ ๆ กริยาน่ารักที่เคยมีต่อกันก็ลดลง รวมทั้งคำพูดดี ๆ เช่น ขอบคุณ ขอโทษ คิดถึง รัก แทบไม่ได้ยินจากกันและกัน เพราะมันห่างหายไปพร้อมๆ กับกิจกรรมที่มากขึ้นเหล่านั้น

ผมจึงกลับมาคิดถึงมรดกอีกตัวหนึ่งคือ “ราก” ว่ามันน่าจะเป็นอะไรกันแน่ เพราะแต่ละคนก็ตีความไปคนละอย่าง

ผมคิดว่า “ราก” ในความหมายของผมน่าจะเป็น “คุณธรรม” ซึ่งไม่ใช่พันธุกรรมหรือ IQ ที่ได้จากพ่อแม่

คุณธรรมต้องอาศัยการอบรมสั่งสอนอย่างเหมาะสม ลูกจึงจะซึมซับสิ่งดี ๆ นี้ได้ บางครั้งก็ต้องอาศัยคนที่น่าเชื่อถือในสังคมช่วยสั่งสอนด้วย

ผมเคยมีประสบการณ์ ไปฝึกสมาธิหลายครั้ง เขามักเชิญวิทยากรมาบรรยายเรื่องพระคุณพ่อแม่ ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องพระคุณแม่ วิทยากรบางคนมาแหล่ให้ฟังเลย หลาย ๆ คนก็ร้องไห้ซาบซึ้งคิดถึงพระคุณแม่ กลับไปก็ไปกราบขอบคุณแม่

ถ้าลูกได้รับการอบรม เรื่องคุณธรรมมากขึ้น แม้ต่อไปปีกที่กว้างใหญ่ของลูกจะทำให้บินไปได้ไกลแค่ไหนก็ตาม แต่รากคือคุณธรรมก็จะยังยึดเหนี่ยวความรู้สึกดีให้เขานึกถึงบุญคุณที่บุพการีมีต่อเขา ซึ่งรวมทั้งคนอื่น ๆ ที่เคยทำดีต่อเขาและอยากตอบแทนบุญคุณเหล่านั้น

ซึ่งเรียกว่าเป็นความกตัญญู+กตเวทีต่อบุพการีและคนอื่นที่มีบุญคุณทั้งต่อเขาและมนุษยชาติรวมทั้งแผ่นดินเกิดด้วย ซึ่งเป็นเครื่องหมายของคนดี จะมีคนนับถือ ยกย่อง เชื่อฟังและให้การสนับสนุนแม้จะไม่เก่ง ไม่รวย แต่คนก็สรรเสริญ

จิตใจของเขาจะอ่อนโยน ถ่อมตัวเป็น มีความเบิกบานในใจเป็นนิจ รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่มีคนมาทำดีกับเขา ความรู้สึกขอบคุณและอยากตอบแทนบุญคุณจะทำให้จิตใจอ่อนโยนยิ่งขึ้น รากของความดี (กตัญญูกตเวที) จะแผ่ไปได้กว้างใหญ่ไพศาลในจิตใจของเขามากขึ้น มีลักษณะของการเป็น “คนดี” มากขึ้นไม่ใช่เป็นเพียงแค่ “คนเก่ง”

คุณจะนำแนวคิดเรื่องการให้มรดกลูกที่เป็น “ปีก” และ “ราก” ไปใช้ในชีวิตจริงก็จะเป็นประโยชน์แน่นอน

อย่ามัวแต่ให้ “ปีก” จนลืมให้ “ราก” แก่ลูกอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นส่วนใหญ่กันเลย

ปลูกรักเมื่อวานนี้ คณะผู้บริหารและบุคลากร รพ.สวนสราญรมย์ ได้ร่วมกันปลูกต้นเหลืองอินเดีย ซึ่งเป็น ต้นไม้ประจำโรงพยาบาล..ร...
17/10/2015

ปลูกรัก

เมื่อวานนี้ คณะผู้บริหารและบุคลากร รพ.สวนสราญรมย์ ได้ร่วมกันปลูกต้นเหลืองอินเดีย ซึ่งเป็น ต้นไม้ประจำโรงพยาบาล..รออีก 4-5 ปี ต้นไม้เหล่านี้คงออกดอกสวยงามให้ได้ชื่นชม

หลายครั้ง ที่คุณหมออุปมา ความรักของพ่อแม่ที่แสดงต่อลูก เฉกเช่นการปลูกต้นไม้ เราต้องรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ตัดแต่งกิ่งใบ คอยปราบวัชพืช ศัตรูพืช ขบวนการเจริญเติบโต ต้องผ่านวันเวลาของกระบวน การทางธรรมชาติ ด้วยการประกอบเหตุในปัจจุบันให้เหมาะสม พืชพันธ์ุต่างๆ จึงออกดอก ออกผลสวยงาม

ชีวิตของเด็กๆก็เช่นเดียวกัน ..แม้ความรักของคุณพ่อคุณแม่มีมากมายดั่งแผ่นฟ้า มหาสมุทร แต่การแสดงออกถึงความรัก ต้องพอเหมาะ พอดี ..หากท่านแสดงความรักลูกมากเกินไป เช่น ตามใจมากเกินไป ( over indulgence) ปกป้องทะนุถนอมมากเกินไป (over protection) หรือ เข้าไปช่วยเหลือดูแลมากเกินไป (Over involvement ) ความรักแบบนี้ สุภาษิตไทย เรียกว่า "พ่อแม่ รังแกฉัน" อันเกิดผลด้านลบตามมาหลายประการ เช่น เด็กมีวุฒิภาวะไม่สมวัย ขาดความมั่นใจในตนเอง ขาดความกระตือรือร้น เฉื่อยชา
สภาพครัวเดี่ยวในปัจจุบัน คุณพ่อคุณแม่มีลูก 1-2 คน เด็กมีความเป็นอยู่สุขสบายกว่าคนรุ่นพ่อแม่มาก

ส่วนด้านอารมณ์จิตใจ พบบ่อยว่า เด็กเอาแต่ใจตัวเอง อยากได้อะไรก็ร้องขอ หงุดหงิดง่าย อดทนต่อความอึดอัดคับข้องใจได้น้อย บางครอบครัวตามใจเด็กมากๆ ทั้งปู่ย่าตายาย เนื่องจากเป็นหลานคนแรก

..การปลูกความรักในหัวใจเด็กโดยไม่มีขอบเขต อาจทำให้เด็กมีชีวิตสุขสบายในปัจจุบันเพราะ ช่วง 1-6 ปี เด็กมีความน่ารักตามธรรมชาติ แต่เมื่อผ่านช่วงนี้ไป ความน่ารักสดใสจากธรรมชาติเริ่มจางหาย คงมีแต่ความน่ารักที่เกิดจากการเลี้ยงดู อมรมบ่มเพาะอุปสัยอันดีงาม ..เช่นเดียวกับต้นไม้ ที่ไม่ได้ต้องการน้ำ ต้องการปุ๋ยเพื่อบำรุง ตลอดเวลา เพราะหากได้รับมากไป ต้นไม้อาจเหี่ยวเฉาตายก็ได้

พลังแห่งความรักได้ถักทอหัวใจของมนุษย์ทุกดวงให้มีความสุข มีความหวังและมีกำลังใจในชีวิต... หากเปรียบเทียบกับปุ๋ยที่ใส่ต้นไม้เติบโต ท่านคงเห็นภาพชัดเจนว่า ..ความรักที่แสดงออกอย่างเหมาะสม ทำให้เด็กเติบโตอย่างงดงาม

การปลูกรัก..ในหัวใจลูก มีความสำคัญและละเอียดอ่อนยิ่งกว่าปลูกต้นไม้ ...love is not enough..เพียงแค่ความรักอย่างเดียวคงไม่พอที่จะให้ลูกเติบโตอย่างมั่นคง ท่านต้องหมั่นดูปัจจัยแวดล้อมและองค์ประกอบด้านอื่น ให้สมดุลด้วย เด็กๆ จึงจะเติบโตอย่างงดงาม ...

ที่อยู่

324/27 ถ. ธราธิบดี ต. ท่าข้าม
Amphoe Phunphin
84130

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บ้านพรหมช่วย Clinicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท