16/02/2017
เด็กรุ่นใหม่...ห่างไกลธรรมชาติ
พญ.ปาฏิโมกข์ พรหมช่วย
สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นภาคใต้
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม สังคม เทคโนโลยี ส่งผลให้การใช้ชีวิตของเด็กและครอบครัว เปลี่ยนไปจากเดิม การประชุมวิชาการของชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเมื่อวันที่ 6 -8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้บรรยายเรื่อง เด็กและสิ่งแวดล้อม ในประเด็น ภาวะห่างไกลธรรมชาติ (Nature Deficit Disorder) ท่านสามารถเปลี่ยนมุมมองให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ตระหนักถึงการปลูกฝังให้เด็กๆรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอันจำเป็นต้องเริ่มต้นจากสถาบันครอบครัวได้อย่างแยบยล
Richard Louv ได้เขียนหนังสือและบทความ เช่น Last Child in the Woods (Saving Our Children from Nature-Deficit Disorder) The Nature Principle The Essential Guide to a Nature-Rich Life (Vitamin N) ซึ่งกล่าวถึงภาวะห่างไกลธรรมชาติที่กำลังเป็นปัญหาใหม่ของเด็กยุคนี้ แม้จะไม่มีการบัญญัติไว้ว่าเป็นโรคทางจิตเวชเด็กอย่างชัดเจน แต่มีการอธิบายถึงเด็กกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยได้ใช้เวลาสัมผัสใกล้ชิดธรรมชาติ จะมีปัญหาหลายด้านเมื่อเติบโตมา เช่น ปัญหาอารมณ์ ปัญหาพฤติกรรม มนุษยสัมพันธ์ ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น โดยสาเหตุของปัญหาเกิดจาก คุณพ่อ คุณแม่สมัยใหม่มีเวลาเลี้ยงลูกน้อยลง ด้วยความรักจึงเลี้ยงดูลูกอย่างปกป้อง ทะนุถนอมมากเกินไป มีความวิตกกังวลว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับลูก บ่อยครั้งเด็กจึงขาดการฝึกฝนให้ช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน ขาดโอกาสออกไปวิ่งเล่นสัมผัสธรรมชาตินอกบ้าน นอกจากนั้นได้กล่าวถึงเทคนิควิธีที่จะส่งเสริมให้เด็กมีความรักความผูกพันกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในหลากหลายมิติ เช่นการดูนกและสัตว์ชนิดต่างๆในระบบนิเวศ การเดินป่า
ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์มากมายคอยยั่วยวนใจ การใช้เวลาว่างของเด็ก ๆรุ่นใหม่จึงเปลี่ยนแปลงไป ใช้เวลาอยู่ในบ้าน เล่นเกมคอมพิวเตอร์ ท่องโลกอินเทอร์เน็ต ทั้งในสมาร์ทโฟน แท็บแล็ต ทำให้เด็กๆเพลิดเพลินและสนุกสนานโดยไม่จำเป็นต้องออกไปนอกบ้าน บางคนเล่นมากถึงขั้นเป็นเด็กติดเกม ทางการแพทย์มีมุมมองว่าเป็นการใช้เวลาว่างดังกล่าวนี้ส่งผลให้เด็กเกิดความเฉื่อยชา ขาดความกระตือรือร้น ขาดแรงจูงใจใฝ่เรียนรู้ และขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น วิถีชีวิตยุค Social Media ที่กำลังมาแรงดังกล่าวนี้แตกต่างจากครอบครัวในอดีตหรือเด็กในชนบท ที่มีโอกาสออกไปวิ่งเล่นสัมผัสธรรมชาติตามท้องไร่ ท้องนา ป่าเขา สายน้ำ และลำธาร รูปแบบของความสุขเรียบง่ายและสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กๆที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระและเล่นด้วยกันเป็นกลุ่ม
เด็กปัจจุบันมีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆมากมาย แต่ขาดทักษะการเรียนรู้เรื่องราวรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กขาดความตระหนักถึงมรดกทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตกับธรรมชาตินับวันยิ่งห่างไกลกันมากขึ้น อาจกล่าวได้ว่าเด็ก Generation Me สมองโตแต่หัวใจเหี่ยว มีความรู้แต่ขาดความรัก ขณะเดียวกันสิ่งแวดล้อมและพื้นที่ปลอดภัยในเมืองไม่เอื้อให้เด็กได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันแสนงดงาม
การปรับเปลี่ยนมุมมองให้พ่อแม่ตระหนักถึงความสำคัญระหว่างเด็กและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสำคัญมาก ความเป็นอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ฟังเสียงนก ดูสัตว์ ดูต้นไม้ และพืชพันธุ์ไม้ต่าง ๆรายรอบตัว หรือการพาเด็กๆไปเดินป่า สภาพผืนป่าและระบบนิเวศวิทยาอันกว้างใหญ่จะช่วยเตือนมนุษย์ว่าความจริงแล้วชีวิตมนุษย์นั้นช่างเล็กจิ๊บจ้อย เด็กที่มีวิถีชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติจะได้รับการหล่อหลอมกล่อมเกลา ให้เป็นคนที่มีจิตใจที่อ่อนโยน มีความรักความเมตตา และมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น
ความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตและสรรพสิ่งในโลกนี้ต่างต้องเอื้อเฟื้อเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ใช่เป็นของมนุษย์กลุ่มเดียว เราคงต้องช่วยกันสร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง สอนเด็กให้รู้จักการใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติมีความรักความผูกพันกับสิ่งแวดล้อม ถ้าปฏิบัติบ่อย ๆ จะทำให้เด็กเกิดความเพลิดเพลิน สนุกสนาน มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รู้จักคิดนอกกรอบ มองโลกในแง่ดีและมีสมาธิเพิ่มมากขึ้น
หลังการเรียนรู้ในห้องประชุมพวกเราได้มีโอกาสไปพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ซึ่งเปรียบดังสวรรค์แห่งพื้นพิภพ มีหมู่มวลดอกไม้และต้นไม้นานาพรรณ ดอกกุหลาบและดอกไม้ชนิดต่าง ๆ หลากสีสันแย้มกลีบบานงดงามตระการตา การได้เข้าไปเยี่ยมชมบ้านของพ่อ กระตุ้นเตือนและปลูกจิตสำนึกว่าเราทุกคนควรเดินตามรอยเท้าพ่อ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไว้เคียงคู่กับผืนแผ่นดิน การพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีรักธรรมชาติและผูกพันกับสิ่งแวดล้อมจะเป็นการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป