Syrup Pharmacy ร้านยาซีรัป

Syrup Pharmacy ร้านยาซีรัป จำหน่ายยา อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์สุขภ?

03/10/2025

ร้านยาเปิดให้บริการถึงกลางเดือนตุลาคม 68 นะคะ
เภสัชย้ายงานไปทำในตัวเมืองเชียงใหม่แทนน้าา 🥰
ต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกคนที่อยู่ด้วยกันมาร่วม 3 ปี 11 เดือน ไว้พบกันใหม่ถ้าเวียนมาเจอกัน ขอบคุณจากหัวใจค่ะ

09/06/2025

😷 ทำไมเป็นหวัดแล้ว ชอบไอตอนกลางคืน?


ไม่สิ ก่อนจะถึงตอนกลางคืน
ต้องถามก่อนว่า ทำไม “หวัด” ถึงทำให้เราไอ?


🦠 ไวรัสหวัดเจาะเข้าทางเดินหายใจส่วนบน → อักเสบ
▪️ โพรงจมูกอักเสบ → น้ำมูกไหลแน่นจมูก
▪️ คอหอยอักเสบ → กลืนน้ำลายเจ็บจี๊ด
▪️ กล่องเสียง/หลอดลมอักเสบ → ไอเป็นชุด

👃 กล่องเสียง & หลอดลมส่วนบน
เป็นจุดที่มี “เซนเซอร์ตรวจจับศัตรู”
พอเจออะไรน่าสงสัย → ส่งสัญญาณไอทันที


ผลจากการอักเสบ ทำให้…
🔸 ผนังหลอดลมบวม
🔸 หลั่งเมือกมาก
→ กระตุ้น “วงจรไอ” แบบไม่หยุดยั้ง


😩 บางคนหายหวัดแล้ว ยังไอไม่หยุด
เพราะวงจรไอมัน “ไวผิดปกติ” แล้วนั่นเอง
นิดหน่อยก็ไอ → Post-infectious cough syndrome


🌌 แล้วทำไม… ถึงชอบไอตอนกลางคืน?
เพราะมันมีตัวช่วยเร่งหลายอย่าง!

1️⃣ ท่านอน → น้ำมูกไหลลงคอแบบ free fall → กระตุ้นไอ
2️⃣ Cortisol ต่ำตอนกลางคืน → การอักเสบสูงขึ้น
3️⃣ ตอนหลับจะไม่ไอ → เมือกสะสมไว้ พอตื่นมาไอทีเดียว
4️⃣ อากาศเย็น แห้ง → ทำให้เยื่อบุแห้ง เจอแรงถูจากลม → ไอจ้าาาา 💨


💡 วิธีบรรเทาอาการไอตอนดึก
✅ หนุนหัวให้สูง (2–3 หมอน)
✅ ถ้ามีกรดไหลย้อน → นอนตะแคงซ้าย
✅ จิบน้ำอุ่นบ่อยๆ 🌡
✅ เลี่ยงแอร์จ่อหน้า / ปิดโหมด dry ❄️
✅ ล้างจมูกก่อนนอน ช่วยลดน้ำมูกไหลลงคอ
✅ งดควัน 🚬 น้ำหอมฉุน อาหารทอดมัน
✅ ถ้าใช้ Enalapril แล้วไอ → ปรึกษาแพทย์เปลี่ยนยา
✅ ออกกำลังกายช่วยได้ ถ้าไหวนะ ถ้าทนได้ให้เพิ่มความหนักดูค่ะ ปัญหาที่เจอบ่อยคือ ช่วงหายใจแรงๆ จะไอหนักมากขึ้น ให้เอาเท่าที่ทำได้
✅ หากไอเยอะ ไอนานกว่า 1-2 สัปดาห์ ให้ไปหมอตรวจเถิด

09/06/2025

คอลลาเจนกินได้ทุกคนจริงหรือ ? ข้อควรรู้ก่อนซื้อ

คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนโครงสร้างหลักในร่างกายโดยพบได้ในกระดูก ผิวหนัง กระดูกอ่อน เอ็น และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของเราในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจนได้รับความนิยมอย่างมากโดยมีการโฆษณาว่าช่วยบำรุงผิวพรรณและข้อกระดูกให้แข็งแรง หลายคนอาจสงสัยว่า “คอลลาเจนกินได้ทุกคนจริงหรือ?” และ “ก่อนเลือกซื้อควรคำนึงถึงอะไรบ้าง?”

1. คอลลาเจนคืออะไร

คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่มีมากที่สุดในร่างกายมนุษย์มีหน้าที่รักษาความยืดหยุ่นของผิวหนังเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกอ่อน ข้อเข่า กระดูก และหลอดเลือด ช่วงวัยเด็กจนถึงวัยหนุ่มสาวร่างกายจะผลิตคอลลาเจนได้ดี แต่เมื่ออายุมากขึ้นการสร้างคอลลาเจนจะลดลงทำให้ผิวหนังเริ่มหย่อนคล้อย มีริ้วรอยและเกิดปัญหาเกี่ยวกับข้อกระดูก

2. คอลลาเจนกินได้ทุกคนจริงหรือไม่

โดยทั่วไปคอลลาเจนจัดอยู่ในกลุ่มโปรตีนเสริมที่สามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัยในคนส่วนใหญ่ แม้ในงานวิจัยบางส่วนจะพบว่าการบริโภคคอลลาเจนอาจช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวหนังรวมถึงช่วยลดอาการปวดข้อในผู้ที่มีข้อเสื่อม (1-3)

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ควรระวังดังนี้

1. อาการแพ้ : ผู้ที่มีประวัติแพ้อาหารทะเลหรือแพ้โปรตีนบางชนิดอาจเกิดอาการแพ้เมื่อรับประทานคอลลาเจนจากปลา หรือสัตว์น้ำ หากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ก่อน
2. โรคประจำตัว : ผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคไต โรคตับ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เนื่องจากคอลลาเจนที่รับประทานอาจเพิ่มปริมาณโปรตีนในร่างกายทำให้ไตหรืออวัยวะต่าง ๆ ต้องทำงานหนักขึ้น
3. สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร : แม้ว่าคอลลาเจนจะถือว่าค่อนข้างปลอดภัย แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้คำแนะนำการบริโภคที่เหมาะสม
4. การควบคุมคุณภาพ : ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจนในท้องตลาดมีหลากหลายควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น อย. มีแหล่งที่มาชัดเจน และมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน

3. ชนิดของคอลลาเจน

คอลลาเจนที่พบในท้องตลาดมักสกัดจากหนังปลา หนังวัว หรือหนังหมู โดยมีการไฮโดรไลซ์ (Hydrolyzed Collagen หรือ Collagen Peptides) ให้เป็นโมเลกุลที่เล็กลง เพื่อให้ดูดซึมได้ดีขึ้นการเลือกชนิดคอลลาเจนที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการรับประทาน เช่น

คอลลาเจนไทป์ 1 : มีมากในผิวหนัง กระดูก เอ็น
คอลลาเจนไทป์ 2 : พบมากในกระดูกอ่อน ผิวข้อ

4. ประโยชน์ที่เป็นไปได้ของคอลลาเจน

1. บำรุงผิวพรรณ : งานวิจัยหลายฉบับชี้ว่าการรับประทานคอลลาเจนอาจช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น (hydration) ความยืดหยุ่น (elasticity) และลดเลือนริ้วรอยของผิวหนัง (1,4)
2. บำรุงข้อและกระดูก : อาจช่วยลดอาการปวดข้อและเพิ่มความทนทานของกระดูกอ่อน (2,3)
3. บำรุงสุขภาพทั่วไป : ในฐานะโปรตีนเสริม อาจช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่ผลลัพธ์ขึ้นกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายโดยรวม

5. ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ

1. เลือกแหล่งที่มาปลอดภัย : ควรตรวจสอบฉลากเครื่องหมายการรับรอง (เช่น อย.) และศึกษาประวัติผู้ผลิต
2. อ่านฉลากโภชนาการ : เลือกปริมาณต่อหน่วยบริโภคให้เหมาะสมกับความต้องการไม่ควรได้รับคอลลาเจนเกินขนาด
3. เปรียบเทียบราคา/คุณภาพ : ผลิตภัณฑ์หลายยี่ห้ออาจมีค่าใช้จ่ายสูงแต่ปริมาณสารออกฤทธิ์ไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงควรอ่านส่วนประกอบและงานวิจัยรองรับ
4. ระวังส่วนผสมอื่น : บางผลิตภัณฑ์อาจผสมวิตามิน ซี หรือส่วนผสมอื่น เพื่อช่วยเสริมการดูดซึม แต่ควรระวังสารปรุงแต่ง น้ำตาล หรือส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้
5. ดูรีวิวอย่างมีวิจารณญาณ : รีวิวหรือคำโฆษณาอาจมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ควรใช้ข้อมูลทางการแพทย์หรืองานวิจัยเป็นหลักในการตัดสินใจ

6. สรุป

โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่สามารถรับประทานคอลลาเจนเสริมได้อย่างปลอดภัย หากเลือกจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐานและปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน อย่างไรก็ตาม ผู้มีประวัติแพ้อาหารทะเลหรือโปรตีนบางชนิด ผู้ป่วยโรคไต และสตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภค ถึงแม้ว่าคอลลาเจนอาจช่วยส่งเสริมสุขภาพผิวและข้อกระดูกได้แต่ก็เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของวิถีชีวิตสุขภาพดี จึงไม่ควรมองข้ามการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอพักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ

เอกสารอ้างอิง

1. Proksch E, Segger D, Degwert J, Schunck M, Zague V, Oesser S. Oral intake of specific bioactive collagen peptides reduces skin wrinkles and increases dermal matrix synthesis. Skin Pharmacol Physiol. 2014;27(3):113-9.
2. Clark KL, Sebastianelli W, Flechsenhar KR, Aukermann DF, Meza F, Millard RL, et al. 24-Week study on the use of collagen hydrolysate as a dietary supplement in athletes with activity-related joint pain. Curr Med Res Opin. 2008;24(5):1485-96.
3. Bello AE, Oesser S. Collagen hydrolysate for the treatment of osteoarthritis and other joint disorders: a review of the literature. Curr Med Res Opin. 2006;22(11):2221-32.
4. Shigemura Y, Kubomura D, Sato Y, Sato F. Skin moisturizing effect of functional collagen peptides by oral intake. Food Sci Technol Res. 2018;24(6):1103-8.

06/06/2025

สภาเภสัชกรรมรับทราบเรื่องกรณี "เพจดังเตือนภัย หญิงวัย 56 ซื้อยาชุดคลายเส้นจากร้านโชห่วยมากินหวังแก้ปวดหลัง แต่ทำอาการหนัก ทั้งอ่อนเพลีย อาเจียน มือเท้าเย็น ความดันสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต้องโร่หามส่งโรงพยาบาล ลูกสาวเผยอยากให้เป็นอุทาหรณ์ถึงอันตราย จากการซื้อยาประเภทนี้ โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากเภสัชกร"

สภาเภสัชกรรม ขอส่งความห่วงใยและปรารถนาดีไปยัง “คุณลุง” ที่ได้รับอันตรายจากการกินยาชุดดังกล่าว ให้ท่านมีอาการแข็งแรง ปลอดภัยขึ้นได้ในเร็ววัน

วัน ศุกร์ ที่ 6 มิถุนายน 2568
สภาเภสัชกรรม องค์กรตัวแทนวิชาชีพเภสัชกร แห่งประเทศไทย รับทราบข่าวสังคม กรณี จากกรณีเพจ “กำแพงเพชร ร้องเรียนอะไร บอกไว้ที่นี่” ได้โพสต์เรื่องราวเตือนภัย เป็นอุทาหรณ์ โดยเพจได้โพสต์ข้อความว่า

“หามส่งโรงพยาบาลด่วน หลังคุณแม่กินยาชุดคลายเส้น ลูกสาวบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัวตัวเองให้เพจช่วยนำเสนอเป็นอุทาหรณ์ หลังจากคุณแม่กินยาชุดคลายเส้นเข้าไปไม่นาน แล้วเกิดอาการเวียนหัว สักพัก บ้านหมุน อ่อนเพลียไม่มีแรง คลื่นไส้ อาเจียน หน้าซีด มือเท้า เย็น ความดันสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงรีบแจ้งรถพยาบาลให้มารับตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลทันที"
_____________________
_____________
_______
_

สภาเภสัชกรรม ห่วงใยประชาชนทุกท่าน .. จึงแนะนำ วิธีสังเกตยาชุด รูปร่างหน้าตา "ยาชุด" ที่มักได้พบมากในประเทศไทย ที่อาจจะมีความ "อันตราย (อาจถึงแก่ชีวิต)
มี 2 ข้อ ได้แก่
1. มียาหลายเม็ด หลายสี หลายรูปทรง แต่มักเป็นยาที่ออกฤทธิ์ซ้ำซ้อน และยาอาจจะตีกัน ผลลัพธ์ที่ได้ จะเป็นผลเสีย มากกว่าผลดีต่อร่างกาย
2. มีฉลากที่ไม่เหมาะสม สีสั แปลกตา และมีคำโฆษณาเชิญเชื่อ โอ้อวดสรรพคุณที่เกินจริง และไม่มีระบุข้อมูลความปลอดภัย

จากข้อมูลทางการแพทย์ "ยาชุด" ส่วนใหญ่คือการใช้ยาในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งเป็นการเพิ่ม GI Risk Ulceration (แผลในกระเพาะอาหาร) และ ส่งผลต่อการกรองของเสียของหน่วยไต ส่งผลต่อระดับแร่ธาตุ และของเสียในร่างกาย . . พบว่า 2 อวัยวะที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก จากการกินยาชุดแก้ปวดแบบนี้ คือ กระเพาะอาหาร จะทำให้มีโอกาสเกิดแผลในกระเพาะจนอาจจะกระเพาะทะลุได้ และ ไต ซึ่ง เป็นอวัยวะในการกรองของเสียออกจากร่างกาย ในการกินยาแก้ปวด อักเสบหลายตัวพร้อมกัน ทำให้การกรองของไตมีปัญหา และไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพการแก้ปวดให้ดีขึ้นแต่เพิ่มอาการข้างเคียงเกิดอันตรายได้
_
________
______________
_____________________

แจ้งเตือนประชาชน !
ห้ามใช้ยาในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากเป็นการใช้ยาโดย ไม่มีข้อบ่งใช้ที่เหมาะสมตรงตามอาการ ก่อให้เกิดอันตรายต่อตับไต ของร่างกายจนอาจทำให้เสียชีวิตได้
❌💊..🗣️💬🧑‍⚕️
#รักและห่วงใยประชาชน
#สภาเภสัชกรรมเคียงข้างประชาชน
#อันตรายยาชุดคลายเส้น
#ตำบลคณฑี
#จังหวัดกำแพงเพชร

05/03/2025

เจ้านี่ชื่อว่า

❌ ยาแก้อักเสบ

✅ ยาปฏิชีวนะ ชื่อ อะมอกซีซิลิน (Amoxicillin)

เพราะมันออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียถึงแก่กรรม เพราะน้ำแพร่เข้าจนตัวแตก แต่ทำอะไรไวรัสไม่ได้เลย

ส่วนยาแก้อักเสบจริงๆ น่ะ คือยากลุ่ม NSAIDs (Non-steroidal anti-inflammatory drugs) เช่น Ibuprofen, Mefenamic acid (Ponst**), Diclofenac (Voltar**) ซึ่งมักจะเรียกในชื่อยาแก้ปวด

เพราะมันออกฤทธิ์ “ยับยั้ง” การสร้างสารชื่อ prostaglandin
ซึ่งสารนี้ทำให้เนื้อเยื่อเกิดการอักเสบและเกิดการปวดด้วยนั่นเอง

ยาวนิดหน่อย แต่มีประโยชน์มากค่ะที่เภสัชซักถามเยอะๆ เพราะต้องการให้ได้รับยาที่ถูกต้องกับโรคที่สุดนะ 🥹
22/02/2025

ยาวนิดหน่อย แต่มีประโยชน์มากค่ะ
ที่เภสัชซักถามเยอะๆ เพราะต้องการให้ได้รับยาที่ถูกต้องกับโรคที่สุดนะ 🥹

**เจ็บคอจำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อไหม?**
การเจ็บคอ (Sore throat) เป็นอาการที่พบบ่อยในเวชปฏิบัติ เป็นได้ทั้งจากเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย การตัดสินใจว่าจะรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) หรือไม่ ขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรงของอาการ และปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วย ในบทความนี้จะอธิบายแนวทางการพิจารณาจากหลักฐานทางการแพทย์สากลและผลงานวิจัยแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trials: RCT) เพื่อให้เข้าใจว่าควรใช้ยาฆ่าเชื้อเมื่อไรและอย่างไร

---

# # 1. สาเหตุของการเจ็บคอ
1. **เชื้อไวรัส (Viral pharyngitis)**
- พบได้บ่อยที่สุด ประมาณ 70-80% ของการเจ็บคอทั้งหมด
- มักมีอาการร่วมเช่น ไอ น้ำมูกไหล คัดจมูก ตาแดง เสียงแหบ หรือท้องเสีย
- ส่วนใหญ่หายได้เองภายใน 5-7 วัน โดยการรักษาตามอาการ (ประคับประคอง)

2. **เชื้อแบคทีเรีย (Bacterial pharyngitis)**
- สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ เชื้อ Group A Streptococcus (GAS) หรือ Streptococcus pyogenes
- อาการที่อาจสงสัยว่าเป็น GAS ได้แก่ มีไข้สูง ไม่มีอาการไอ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโตและกดเจ็บ มีจุดหนองหรือคราบขาวบริเวณทอนซิล และอาการปวดคอค่อนข้างรุนแรง
- พบในเด็กและวัยรุ่นบ่อยกว่าในผู้ใหญ่

---

# # 2. แนวทางการวินิจฉัย
# # # 2.1 การประเมินทางคลินิก (Clinical scoring)
- **Centor Criteria** หรือ **Modified Centor (McIsaac) Criteria** ใช้ประเมินความน่าจะเป็นของการติดเชื้อ GAS ได้ โดยพิจารณาจาก
1. มีไข้ (Temperature > 38°C)
2. ไม่มีอาการไอ
3. ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตและกดเจ็บ (Tender anterior cervical adenopathy)
4. มีจุดหนองหรือคราบขาวบนทอนซิล
5. อายุน้อยกว่า 15 ปี (เพิ่ม 1 คะแนน) และอายุมากกว่า 44 ปี (ลบ 1 คะแนน)

คะแนนรวมจะช่วยประเมินความเสี่ยง ซึ่งหากมีคะแนนสูง อาจพิจารณาทำ Rapid Antigen Detection Test (RADT) หรือส่งเพาะเชื้อคอ (Throat culture) เพื่อยืนยัน

# # # 2.2 Rapid Antigen Detection Test (RADT) และ Throat culture
- หากผลเป็น **บวก** ต่อ GAS โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ควรได้รับยาฆ่าเชื้อตามแนวทาง
- หากผลเป็น **ลบ** หรือมีความเป็นไปได้ว่าเป็นเชื้อไวรัสสูง การให้ยาฆ่าเชื้ออาจไม่จำเป็น

---

# # 3. หลักฐานจากงานวิจัย (RCT) เกี่ยวกับการให้ยาฆ่าเชื้อ

1. **ลดระยะเวลาอาการเจ็บคอ**
- RCT จำนวนหนึ่งพบว่า ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อ GAS จริง การให้ยาปฏิชีวนะสามารถลดระยะเวลาของอาการเจ็บคอได้เฉลี่ยประมาณ 1-2 วัน เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับยาหรือได้รับยาหลอก (Placebo)
- อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยที่เป็นไวรัสหรือมีโอกาสเป็นแบคทีเรียน้อย การให้ยาฆ่าเชื้อไม่ได้ช่วยให้หายเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

2. **ป้องกันภาวะแทรกซ้อน**
- งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า การให้ยาฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสมในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ GAS สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ไข้รูมาติก เฉียบพลัน (Acute rheumatic fever) หรือฝีรอบทอนซิล (Peritonsillar abscess) ได้
- ในกรณีที่เจ็บคอจากไวรัสหรือเชื้ออื่น ๆ ที่ไม่ใช่ GAS งานวิจัยแสดงว่าการให้ยาฆ่าเชื้อไม่ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อไวรัส

3. **ผลข้างเคียงและการดื้อยา**
- RCT ที่ศึกษาผู้ป่วยจำนวนมาก พบว่าการใช้ยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็นอาจเกิดผลข้างเคียง ได้แก่ ปวดท้อง คลื่นไส้ ท้องเสีย หรือเกิดอาการแพ้ยา
- การใช้ยาฆ่าเชื้อโดยไม่เหมาะสมและต่อเนื่องนาน ๆ จะส่งเสริมให้เกิดการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทั่วโลก (Antimicrobial Resistance)

---

# # 4. แนวทางการรักษาตามหลักฐานทางการแพทย์

1. **กรณีสงสัยว่าเกิดจากไวรัส**
- แนะนำการรักษาประคับประคอง (Supportive treatment) ได้แก่ ดื่มน้ำมาก ๆ บ้วนคอด้วยน้ำเกลืออุ่น พักผ่อนเพียงพอ ใช้ยาลดไข้และลดอาการปวด เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ตามความเหมาะสม
- **ไม่** จำเป็นต้องให้ยาฆ่าเชื้อ เพราะไม่ได้ช่วยให้อาการดีขึ้นหรือป้องกันภาวะแทรกซ้อน

2. **กรณีสงสัยหรือยืนยันว่าติดเชื้อ GAS**
- แพทย์มักเลือกใช้ยาฆ่าเชื้อกลุ่ม Penicillin V หรือ Amoxicillin เป็นยามาตรฐาน เพราะสามารถกำจัดเชื้อ GAS ได้ดีและมีอัตราการดื้อยาต่ำ
- หากผู้ป่วยแพ้ยา Penicillin อาจใช้ยาในกลุ่ม Macrolides เช่น Azithromycin หรือ Clarithromycin เป็นทางเลือก
- โดยปกติให้ยาอย่างน้อย 10 วัน หรือให้ตามขนาด/ระยะเวลาตามแนวทางการรักษา เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

3. **กรณีอาการเจ็บคอไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด**
- หากมีคะแนนจาก Centor/McIsaac Criteria สูง หรือมีอาการบ่งชี้ต่อ GAS ควรพิจารณาทำ RADT หรือ Throat culture ก่อนเริ่มยาฆ่าเชื้อ
- หากผลตรวจเป็นลบ และอาการไม่รุนแรง ควรติดตามอาการ หรือรักษาประคับประคองเป็นหลัก

---

# # 5. สรุปและข้อแนะนำ
- ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการเจ็บคอเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งไม่ตอบสนองต่อยาฆ่าเชื้อ การให้ยาฆ่าเชื้อในกลุ่มนี้จึง **ไม่** มีประโยชน์ และยังเสี่ยงต่ออาการข้างเคียงและการดื้อยา
- การตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นโดยใช้เกณฑ์ทางคลินิก (Centor/McIsaac Criteria) ร่วมกับ Rapid Antigen Detection Test (RADT) หรือ Throat culture จะช่วยยืนยันภาวะติดเชื้อแบคทีเรีย (โดยเฉพาะ GAS) เพื่อพิจารณาการใช้ยาฆ่าเชื้อได้อย่างแม่นยำ
- งานวิจัยแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCT) ชี้ว่า ยาฆ่าเชื้อมีประโยชน์จริงในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ GAS โดยช่วยลดระยะเวลาอาการเจ็บคอ ลดความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน แต่ในกรณีของการติดเชื้อไวรัสไม่ได้ช่วยให้อาการดีขึ้น
- การใช้ยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็น นอกจากจะไม่ช่วยให้อาการเจ็บคอที่เกิดจากไวรัสหายเร็วขึ้นแล้ว ยังอาจทำให้เกิดผลเสีย ทั้งอาการข้างเคียงและการเพิ่มขึ้นของปัญหาเชื้อดื้อยา

**คำแนะนำผู้ป่วย:**
1. หากมีอาการเจ็บคอ ร่วมกับไข้สูงและไม่มีอาการไอ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของเชื้อ GAS
2. หากแพทย์วินิจฉัยหรือยืนยันว่าเป็นเชื้อ GAS ให้รับประทานยาฆ่าเชื้อครบตามกำหนด ห้ามหยุดยาเองแม้อาการจะดีขึ้น
3. หากประเมินว่าเป็นการติดเชื้อไวรัส ควรรักษาประคับประคองและดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อบรรเทาอาการ
4. ไม่ควรซื้อยาฆ่าเชื้อกินเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อป้องกันการใช้ยาเกินจำเป็นและภาวะดื้อยา

---

**เอกสารอ้างอิง (References):**
- Shulman ST, et al. *Clinical Practice Guideline for the Diagnosis and Management of Group A Streptococcal Pharyngitis: 2012 Update by the Infectious Diseases Society of America*. Clin Infect Dis. 2012;55(10):1279-1282.
- Spinks A, et al. *Antibiotics for sore throat*. Cochrane Database of Systematic Reviews. 2021;7(7):CD000023.
- NICE. *Sore throat (acute): antimicrobial prescribing (NG84)*. 2018.
- Centor RM, et al. *The Diagnosis of Strep Throat in Adults in the Emergency Room*. Med Decis Making. 1981;1(3):239-246.

บทสรุปคือ **ไม่ใช่ทุกกรณีของอาการเจ็บคอที่จะต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ** หากเป็นการติดเชื้อไวรัสมักหายได้เอง ด้วยการดูแลตามอาการ แต่ถ้าแพทย์วินิจฉัยได้ว่าเป็นเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะ Group A Streptococcus ควรได้รับยาฆ่าเชื้อตามแนวทางอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและลดการแพร่กระจายของเชื้อ นี่คือความสำคัญของการตรวจและวินิจฉัยที่ถูกต้อง รวมถึงการใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยตามหลักฐานทางการแพทย์จาก RCT และแนวทางสากลค่ะ

17/01/2025

เมื่อไหร่ เจ็บคอถึงต้องกินยาฆ่าเชื้อมาดูกัน หมอจะสรุปให้ฟัง ⚠️

1️⃣ ไข้สูง 38 องศา
2️⃣ ไม่มีอาการไอหรือน้ำมูกเด่น
3️⃣ อ้าปากแล้วพูดว่า อ๊าาา ดูในคอตัวเอง ถ้าเห็นท่อมซิลมีบวมแดง หรือมี หนองมีจุดขาวๆ ใช่เลยจุดหนอง
4️⃣ เอามือมาคลำๆบริเวณคอ ถ้าได้ก้อนๆประมาณ 1 เซนขึ้นไป คือต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ
5️⃣ อายุ
3-14 ปี 1 คะแนน
15-44ปี 0 คะแนน
>=45ปี -1 คะแนน

มีทั้งหมด 5 ข้อ ให้ข้อละ 1 คะแนน

#ถ้าได้ 3 หรือ 4 คะแนนขึ้น ค่อยกินยาฆ่าเชื้อ 💚💚💚

#ส่วนใหญ่หวัดไอเจ็บคอมักเกิดจากเชื้อไวรัส หายเองได้ รักษาตามอาการ พักผ่อนให้เพียงพอ ร่างกายกำจัดเองได้ แต่ถ้าเข้าเกณฑ์ข้างบนค่อยกินยาฆ่าเชื้อ

#ยาฆ่าเชื้อ ใช้ไม่ถูกต้องจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยา กลัวตอนไหนรู้ไหมค่ะ ตอนที่เราป่วยหนัก นอนโรงพยาบาลแล้วให้ยาตัวไหนก็ไม่มีการตอบสนอง

พอเอาเลือดไปเพาะเชื้อดู ขึ้นดื้อยาหมด บางคนดื้อทุกตัว เจอเยอะเลย

ก็ทำได้แค่นอนรอเวลาจากไป ที่พวกเราได้ยินกันบ่อยๆ ติดเชื้อในกระแสเลือดเสียชีวิต ก็มาจากดื้อยานี่แหละค่ะ

ป้องกันได้แค่ใช้ยาฆ่าเชื้อให้ถูกต้องสมเหตุผล 💕😊

04/01/2025

🦴🐾 โรครองช้ำ (Plantar fasciitis) เกิดจากเอ็นฝ่าเท้าโดนยืดแบบเรื้อรัง จนเกิดการขาดเล็กๆ น้อยๆ จนเปลี่ยนโครงสร้างจากยืดหยุ่น เป็นแข็งมากขึ้น ใช้งานแล้วเจ็บได้มากขึ้น

ที่ฝ่าเท้าเรามีเอ็นหนึ่งเรียกว่า เอ็นฝ่าเท้า (Plantar fascia) ยึดจากกระดูกส้นเท้า (Calcaneus) ไปยังจมูกฝ่าเท้า (Metatarsophalangeal joint: MTP) ดังภาพ

การที่มันยึดแบบนี้ มันออกแรงตึง ให้ส้นเท้ากับจมูกเท้า เขยิบเข้ามาใกล้กัน ส่งผลให้แนวของกระดูกเท้าด้านในเกิดการโค้งตัวขึ้น (Medial longitudinal arch)

ใครนึกภาพไม่ออก ให้นึกภาพคันธนูโค้งๆ ที่มีสายธนูขึงจากบนลงล่างเป็นเส้นตรง นั่นแหละค่ะ คันธนูเปรียบเสมือนเท้าโค้งๆ ส่วนสายธนูคือเอ็นฝ่าเท้าอันนี้

ประโยชน์ของมันเยอะมากค่ะ

1. เอาแบบง่ายสุดเลยคือ เวลาเรายืน มันจะทำให้แนวกระดูกเท้ายังรักษาความโต้งได้ ซึ่งเป็นอนาโตมีที่สำคัญในการกระจายแรง

2. เวลาเท้ากระทบพื้น แทนที่กระดูกทั้งเท้าจะกระแทกพื้นด้วยน้ำหนักตัว แต่กลายเป็นว่าส้นเท้ากับจมูกเท้าที่สัมผัสพื้น แล้วน้ำหนักตัวค่อยกดเท้าลงจากด้านบน ทำให้ความโค้งของเท้าลดลง แต่เอ็นฝ่าเท้ามันล็อกไม่ให้ส้นกับจมูกเท้าแยกกัน ด้วยความยืดหยุ่นของมัน เลยทำให้ ดึ๋งงงงง กระดูกเท้ากลับมาโค้งเหมือนเดิม เหมือนเราพยายามเอามือกดคันธนู สายธนูมันจะยืด พอปล่อยก็จะเด้งกลับมาสภาพเดิม เรียกกลไกนี้ว่า Bowstring mechanism

3. ตอนเดิน ช่วงที่ขาข้างที่กำลังจะสวิง กำลังจะยกพ้นจากพื้น เราจะต้องใช้นิ้วโป้งเท้าดันพื้นค่ะ (position จะคล้ายกับภาพ C ในภาพ) ตัวเอ็นฝ่าเท้านี้ ก็จะตึงขึ้น แล้วล็อกส้นกับจมูกเท้าเอาไว้ ทำให้เท้ายังคงสภาพโค้งอยู่ได้ เรียกกลไกนี้ว่า Windlass mechanism (ภาพ B )

4. ออกแรงต้านการหมุนของเท้าเข้าด้านใน (Overpronation) เพราะท่านี้จะทำให้น้ำหนักตัวกดลงด้านใน ทำให้ความโค้งของเท้าหายไป

ดังนั้น ปัจจัยหรือกิจกรรมใดก็ตามที่ยืดเอ็นนี้แบบเรื้อรัง (Chronic repetitive injury) จะทำให้เอ็นเสื่อมและแข็งมากขึ้น แล้วเกิดการเจ็บในที่สุด เช่น

1. น้ำหนักตัวเยอะ โดยเฉพาะในระดับโรคอ้วน เพราะแรงที่กดฝ่าเท้าลงมาเยอะมากตอนลงน้ำหน้าเท้า ทำให้กดให้เท้าโค้งน้อยลง ส้นกับจมูกเท้าแยกกันมากขึ้น เลยยืดเอ็นฝ่าเท้าที่ขึงระหว่างกลาง

2. เดินบ่อย/วิ่งบ่อย เพราะช่วงที่เท้าจะถีบตัวออก (Toe-off phase) จะเกิดกลไก Windlass ที่อธิบายข้างบน ซึ่งกลไกนี้จมูกเท้า (MTP) มันจะหมุนขึ้น (เพื่อยกนิ้วโป้งขึ้น) แล้วยืดเอ็นฝ่าเท้าในที่สุด

3. รองเท้าส้นสูง ทำให้นิ้วเท้าอยู่ในสภาพข้อ 2 ตลอดเวลาคือคล้าย Toe-off phase ทำให้เป็นการยืดเอ็นฝ่าเท้าเช่นกัน

4. ลักษณะโค้งสร้างเท้าทั้งโค้งไป (High arch) และแบนไป (Flat feet) ทำให้กลไกกระดึ๋งของคันธนูเกิดผิดปกติ อย่างกรณีโค้งไป เวลาลงน้ำหนักเอ็นฝ่าเท้าจะโดนระยะยืดเปลี่ยนแปลงมากขึ้น หรือถ้าเท้าแบนไป เอ็นฝ่าเท้าจะอยู่ในสภาพขึงตึงตลอด

5. อายุมากขึ้น กลไกการเสื่อมของ collagen เวลาเกิดการบาดเจ็บ จะเร็วกว่าเดิมมาก

6. กล้ามเนื้อ/เอ็นช่วงน่องตึงไป ทำให้หมุนฝ่าเท้าลงมาได้เยอะ (plantar flexion) เวลาลงพื้นแล้วมีสิทธิ์ที่ข้อเท้าจะหมุนเข้าด้านในเยอะไป (Pronation) แล้วไปกดแนวโค้งอันนี้ เพราะแนวโค้งมันอยู่ด้านในอะ

ปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย เช่น หญิงเป็นมากกว่าชาย, พื้นรองเท้าที่แข็งไป ฯลฯ

สุดท้ายการยืดแรงกว่าปกติ ทีละเล็กทีละน้อย จะค่อยๆ ฉีกเอ็นฝ่าเท้านี้ทีละนิด มักจะโดนแถวๆ ส้นเท้าค่ะ ซึ่งปกติมันก็จะฮีลได้ แต่พอถูเรื้อรัง การสร้างและการเรียงตัว collagen ก็จะผิดปกติไป มีการสะสมสารแข็งๆ (ground matrix) มากขึ้น

สุดท้ายเอ็นเปลี่ยนสภาพ แข็งขึ้น กลไกต่างๆ ที่เล่าไปทำได้ลดลง ทำให้ลงแรงแล้ว เจ็บง่ายขึ้นค่ะ

อาการที่เจอบ่อยคือเจ็บส้นเท้า-ฝ่าเท้าใกล้ๆ ส้น
เป็นๆ หายๆ ตอนลุกจากเตียงแล้วลงน้ำหนักก็มักจะปวดขึ้น
(เอ็นพักมาตลอดการนอน แล้วโดนยืดครั้งแรก)

ใครมีอาการเหล่านี้ พบแพทย์แผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อเพื่อตรวจแยกโรคเพิ่มเติมเลยค่ะ

ปล. บางครั้งกระดูกที่โดนดึงรั้ง จะทำให้เยื่อหุ้มกระดูก (periosteaum) มันบาดเจ็บขึ้น อักเสบมากขึ้น สารที่ได้จากการก่ออักเสบที่พยายามกระตุ้นการฮีล ไปกระตุ้นให้กระดูกข้างใต้งอกขึ้นมาด้วย (calcaneal spur) ซึ่งอาจจะมีอาการ หรือไม่ก็ได้ค่ะ

21/12/2024

🌜🌃 นอนหลับ ช่วยให้เนื้อสมองเล็กลงชั่วคราว เป็นช่องให้ของเหลวระบายของเสีย เช่น Amyloid-β42 และ Tau ออกจากสมอง ลดความเสี่ยงสมองเสื่อม

นอนหลับมีสองช่วงหลักๆ คือ
▪️ช่วงตากระตุก (REM sleep): ช่วงนี้ประสาทคล้ายตอนตื่น มีช่วงฝัน
▪️ช่วงตาไม่กระตุก (NREM sleep): ช่วงนี้สมองพักผ่อนสุดๆ ผ่อนคลาย

การนอนที่เพียงพอ และคุณภาพดี จะมีช่วงตาไม่กระตุกที่สมองพักผ่อนเพียงพอ จำนวนเยอะ ซื้อเวลาให้สมองระบายของเสียออกไป

เพราะในช่วงนั้นเซลล์ประสาทจะทำงานน้อยมาก ทำให้การสร้างสัญญาณประสาทลดลง การคั่งของพวกไอออนทางไฟฟ้าน้อยลง เซลล์จะไม่ค่อยบวม

ผลคือ ช่องว่างระหว่างเซลล์ (Brain interstitial) จะกว้างขึ้น ซึ่งช่องนี้แหละค่ะ จะเป็นช่องให้ระบบการระบายของเหลวในสมอง (Brain glymphatic system) สามารถพัดของเสียที่กองไว้ ระบายลงสู่ช่องว่างรอบหลอดเลือดดำ แล้วไหลออกนอกกะโหลกได้

ของเสียที่เรากลัวที่สุดคือโปรตีนชื่อ

🧨 Amyloid-β42: เดิมทีมันชื่อโปรตีน APP ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสื่อสารของเซลล์ประสาท แต่บางครั้งมันจะโดนตัดดัดแปลงเป็นสภาพ β42 ซึ่งเป็นแผ่นๆ (β-sheet) ทำให้สามารถเรียงกันตกตะกอนได้

🧨 Tau protein: เดิมทีเป็นโปรตีนช่วยโครงกระดูกของเซลล์ (Microtubule) แต่ในสภาพที่สะสมกันมากขึ้น มันจะถูกเติมฟอสเฟตและตกตะกอนได้

ทั้งสองโปรตีน สามารถตกตะกอนแล้วทำลายสมองได้ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแรงเท่ากันทุกคน บางคนมีปัจจัยเสี่ยงอื่น บางคนมีพันธุกรรมที่ทำให้พวกนี้ก่อได้แรงขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าสองตัวนี้ทำลายสมองมากพอ จะนำไปสู่สมองเสื่อมแบบอัลไซเมอร์ในที่สุดค่ะ

การนอนหลับเป็นหัวใจหลักในการป้องกันหลายโรค
ไม่ใช่แค่เรื่องสมองเสื่อมนะคะ อย่าลืมวางแผนการนอนดีๆ

ใครมีปัญหาที่ขัดขวางการนอนต้องรีบกำจัดค่ะ
ที่เจอบ่อยและไม่รู้ตัวคือ ภาวะนอนกรนค่ะ

ที่อยู่

184/7 Moo 5 Nong Harn
Amphoe San Sai
50290

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 22:00
อังคาร 10:00 - 22:00
พุธ 10:00 - 22:00
พฤหัสบดี 10:00 - 22:00
เสาร์ 10:00 - 22:00
อาทิตย์ 10:00 - 22:00

เบอร์โทรศัพท์

+66828248304

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Syrup Pharmacy ร้านยาซีรัปผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Syrup Pharmacy ร้านยาซีรัป:

แชร์