บ้านกร่างเภสัช - BaanKrang Rx

บ้านกร่างเภสัช - BaanKrang Rx ร้านขายยาโดยเภสัชกร เพื่อชุมชนบ้านกร่าง
เปิดทุกวัน 17.00 -20.30 น.

06/03/2026

📌 4 เสี่ยง เด็กไทย “อ้วนเกินพิกัด” ⚠️

📊 สถานการณ์ สูงดีสมส่วน ของเด็กไทย อยู่ที่ 55% (ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กรมอนามัยกำหนดไว้ คือ มากกว่าหรือเท่ากับ 61%) (สำนักโภชนาการ. (2568). รายงานผลการวิเคราะห์ตัวชี้วัดภาวะโภชนาการเด็ก (รอบ 5 เดือนหลัง ปีงบประมาณ 2568) ทำให้เด็กไทยมีความเสี่ยงอยู่ใน “ภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน” 📉

สถิติสถานการณ์แยกตามช่วงวัย 📑
🔴 วัยซน (0-5 ปี): พบร้อยละ 9.13 (เกินเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 8%) 🧸
🔴 วัยเรียน (6-14 ปี): พุ่งสูงถึงร้อยละ 13.2 โดยบางพื้นที่เสี่ยงสูงแตะ 16.6%! 🎒
🔴 วัยรุ่น (15-18 ปี): ยังคงทรงตัวในระดับสูงที่ร้อยละ 13.1 📱

4 สาเหตุที่ทำให้เด็กไทยเป็น "โรคอ้วน" 🍩
1. 🍭 ติดหวาน กินจุบจิบ : พฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มรสหวาน ขนมกรุบกรอบ และอาหารไขมันสูง เกินความจำเป็นของร่างกาย เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของโรคอ้วน 🥤
2. 🛋️ พฤติกรรมเนือยนิ่ง : เด็กวัยเรียนวัยรุ่นใช้เวลานั่งๆ นอนๆ (ไม่รวมเวลานอนหลับ) สูงถึง 13-14 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ไม่เต็มที่ 💤
3. 🎮 ติดจอมากกว่าขยับตัว : ใช้เวลาหน้าจอเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงกินจุบจิบขณะดูหน้าจอ และส่งผลให้มีกิจกรรมทางกายลดลง 📺
4. 🌙 นอนดึก พักผ่อนไม่พอ : ส่งผลต่อฮอร์โมนควบคุมความหิวและความอิ่ม ทำให้เด็กมีแนวโน้มกินอาหารที่มีพลังงานสูงเพิ่มขึ้น 🍔

✅ หากปรับเปลี่ยนเลี่ยงทั้ง 4 พฤติกรรมนี้ แทนด้วย “กินเป็น เล่นพอ นอนดี” วัยเรียนวัยรุ่นไทย จะห่างไกลโรคอ้วน 1 ในสาเหตุที่นำพาโรค NCDs อื่น ๆ ในวันหน้าได้ และเรามาเติบโตแบบ “สูงดี สมส่วน” ไปด้วยกันนะคะ ✨👫

📍 ด้วยรักและห่วงใย อยากให้คนไทยรอบรู้เรื่องสุขภาพ ด้วยหลัก 3 รู้อยู่รอด เพื่อการรู้ถึงสถานะสุขภาพที่ดีของตัวเองได้ทุกวัยในทุกวัน จาก กรมอนามัย 💝

📌 อย่าลืมกดติดตาม Facebook กรมอนามัย เพื่อติดตามข่าวสาร สาระสุขภาพ และกิจกรรมดี ๆ จากเรานะคะ

👉 ท่านสามารถ ติดตามสาระความรู้สุขภาพ เพิ่มเติมได้ที่
https://multimedia.anamai.moph.go.th/
👉 และอีกหนึ่งช่องทาง เพื่อ ติดตามสาระความรู้สุขภาพควบคู่ไปกับความบันเทิง เพิ่มเติมได้ที่
https://www.tiktok.com/.anamai.thailand
tiktok.com/.thailand

#วันอ้วนโลก #สูงดีสมส่วน #กินดีห่างไกลโรค #ส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดี
#แม่ละเด็ก #วัยเรียนวัยรุ่น #วัยทำงาน #สูงวัย
#กรมอนามัย #สำนักโภชกนาการ #กองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ
#กองส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ
#กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข
#กรมอนามัยส่งเสริมให้คนไทยสุขภาพดี
#กรมอนามัยส่งเสริมให้เด็กไทยมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ

06/03/2026

โรคอีสุกอีใส โรคใกล้ตัวที่ป้องกันได้

สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ สร้างความรู้ความเข้าใจประชาชนเกี่ยวกับโรคอีสุกอีใส ที่มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Varicella zoster ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด โรคอีสุกอีใสมักเป็นในเด็ก โดยมากพบในกลุ่ม เด็กอายุ ระหว่าง 5-12 ปี รองลงมาเป็นกลุ่มเด็กอายุ 1-4 ปี แต่งูสวัดมักเป็นในผู้ใหญ่

นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย โดยติดต่อได้ด้วยการไอ จามหรือหายใจรดกัน หรือโดยการสัมผัส ตลอดจนการใช้ของร่วมกับผู้ที่เป็นโรคอีสุกอีใส หรืองูสวัด ซึ่งปกติเชื้อจะมีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์ โรคอีสุกอีใสจะระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน (มกราคมถึงเมษายน) อาการของโรคอีสุกอีใสที่พบ ได้แก่ 1.ระยะแรกขึ้นเป็นผื่นแดงราบ ต่อมาจะขึ้นเป็นตุ่มใส ตุ่มจะค่อยๆ อุ่นขึ้นคล้ายหนอง แล้วกระจายไปตามใบหน้า ลำตัว แผ่นหลังและช่องปาก 2.อีก 2-3 วันต่อมาจะตกสะเก็ด อาจมีอาการเจ็บคอ 3.ในเด็กเล็กจะมีไข้ต่ำ อ่อนเพลียและเบื่ออาหารเล็กน้อย 4.ในผู้ใหญ่จะมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามลำตัวคล้ายหวัด 5.ผื่นขึ้นพร้อมๆ กับวันที่เริ่มมีไข้ หรือหนึ่งวันหลังจากมีไข้ 6.บางรายมีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปากและลิ้นเปื่อย นอกจากนี้ยังพบอาการแทรกซ้อน ดังนี้ 1.การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง ทําให้กลายเป็นหนองและมีแผลเป็น 2.ในรายที่มีภูมิต้านทานต่ำ เชื้อไวรัสอีสุกอีใส อาจกระจายไปยังอวัยวะภายใน เช่น ปอด สมอง ตับ 3.หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้ออีสุกอีใส ในช่วง 3-4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์อาจทําให้ทารกในครรภ์พิการได้

นายแพทย์วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวเพิ่มเติมนอกจากนี้ยังพบอาการแทรกซ้อน ดังนี้ 1.การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง ทําให้กลายเป็นหนองและมีแผลเป็น 2. ในรายที่มีภูมิต้านทานต่ำ เชื้อไวรัสอีสุกอีใส อาจกระจายไปยังอวัยวะภายใน เช่น ปอด สมอง ตับ 3. หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้ออีสุกอีใส ในช่วง 3 - 4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์อาจทําให้ทารกในครรภ์พิการได้ ข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคอีสุกอีใส คือ 1.โรคนี้เมื่อเป็นแล้วหากร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำและเกิดการกระตุ้นขึ้น มีโอกาสเป็นโรคงูสวัดได้ภายหลัง 2. ระยะแพร่เชื้อจะเริ่มตั้งแต่ 24 ชั่วโมงก่อนที่ผื่นหรือตุ่มขึ้น จนตุ่มแห้งหมด ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6 - 7 วัน ควรหยุดงานหรือหยุดเรียนเพื่อป้องกันการติดต่อ 3. โรคนี้ไม่มีของแสลง 4. ปัจจุบันโรคอีสุกอีใสป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน 5. การเกา หรือแกะตุ่มพุพองของโรคอีสุกอีใส อาจจะทำให้เกิดรอยแผลเป็นอย่างถาวร

นายแพทย์สุตศรัญย์ พรึงลำภู สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า แนะนำว่า การรักษาโรคอีสุกอีใส สามารถรักษาได้ ดังนี้ 1.ในรายที่เป็นไม่มาก อาจดูแลตนเองที่บ้านได้ หากมีไข้ให้รับประทานยาพาราเซตามอล ห้ามใช้ยาแอสไพริน เพราะจะทำให้เกิดอาการทางสมองและตับ ใช้ยาลดอาการคัน พักผ่อนและดื่มนํ้ามากๆ 2.กรณีที่มีไข้สูง มีผื่นขึ้นตามตัวมาก มีการติดเชื้อแทรกซ้อน มีอาการหอบ ชัก ซึม ต้องพบแพทย์ 3.ในรายที่เป็นรุนแรง หรือผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ที่เป็นโรคเอดส์ มะเร็งหรือมีโรคประจำตัว จะทำให้โรคอีสุกอีใสมีอาการรุนแรงได้มาก และเกิดการแพร่กระจายไปตามอวัยวะต่างๆ ต้อง ปรีกษาแพทย์เพื่อลดอาการรุนแรงของโรค
*****************************************
#กรมการแพทย์ #สถาบันโรคผิวหนัง #โรคอีสุกอีใส
#ทำดีที่สุดเพื่อทุกชีวิต #สถาบันโรคผิวหนังที่ชาวไทยไว้วางใจและภาคภูมิใจ
-ขอขอบคุณ- 4 มีนาคม 2569

06/03/2026
06/03/2026
06/03/2026

ไทยเจออากาศร้อนจัด
แตะเกือบ 40 องศา ระวังฮีตสโตรก! 🔥🌞
กรมอุตุนิยมวิทยาเผยพยากรณ์อากาศช่วง 1 – 7 มีนาคม 2569 ประเทศไทยตอนบนยังต้องเจอกับ อากาศร้อนต่อเนื่อง อุณหภูมิพุ่งสูงสุดแตะ 38–39 องศาเซลเซียส** ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงกลางวันอากาศอบอ้าว

ช่วง 1–3 มี.ค. อากาศร้อนเป็นหลัก มีฝนฟ้าคะนองเล็กน้อยบางพื้นที่
ก่อนที่ช่วง 3–6 มี.ค. จะเริ่มมี พายุฤดูร้อน ตามมา ทั้งฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บ และฟ้าผ่า ทำให้อากาศคลายร้อนลงเล็กน้อยหลังฝน

📍 กรุงเทพฯ และปริมณฑล
ยังร้อนในตอนกลางวัน อุณหภูมิสูงสุดราว 35–37 องศา ก่อนมีฝนเพิ่มช่วงกลางสัปดาห์

⚠️ แนะประชาชนระวัง:
* อากาศร้อนจัด เสี่ยงฮีตสโตรก
* เลี่ยงอยู่กลางแดดนาน
* ดื่มน้ำให้เพียงพอ
* เตรียมรับมือพายุช่วงกลางสัปดาห์

สรุปสั้น ๆ 👉 สัปดาห์นี้ “ร้อนนำ ฝนตาม พายุแทรก”
🙏🏻ขอบคุณข้อมูลจาก อีจัน
ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.ejan.co/others/weather-forecast/5o1e7yw5ojmd
#ชีวิตติดรีวิว #ชีวิตติดโปร

19/02/2026

ผลไม้หวานเจี๊ยบ... อร่อยชื่นใจ หรือกำลังส่ง "ยาพิษ" ไปทำร้ายตับ? 😱
เคยได้ยินไหมคะว่า "กินผลไม้ไม่อ้วนหรอก" 🍎... แต่รู้ไหมคะว่า ความหวานจากธรรมชาตินี้ ถ้ากินผิดวิธี หรือกินเพลินจนเกินลิมิต มันอาจกลายเป็น "มัจจุราชเงียบ" ที่แอบย่องมาทำร้ายตับของเราโดยไม่รู้ตัว!
--------------------------------------------------------------------------
วันนี้เรามาไขความลับของ "น้ำตาลฟรุกโตส" ในผลไม้ กับภาวะ "ไขมันพอกตับ" แบบฉบับเข้าใจง่ายกันค่ะ 🩺✨
-------------------------------------------------------------------------
🧐 ทำไมน้ำตาลผลไม้ (Fructose) ถึงน่ากลัวกว่าที่คิด? ต้องเข้าใจก่อนว่า ร่างกายเราใช้น้ำตาลต่างชนิดกันไม่เหมือนกันค่ะ:
🔸 กลูโคส (แป้ง/ข้าว): ร่างกายทุกส่วนแย่งกันเอาไปใช้เป็นพลังงานได้ 🔸 ฟรุกโตส (ผลไม้/น้ำหวาน): ⚠️ มีแค่ "ตับ" พี่ใหญ่ของเราเท่านั้นที่รับจบ!

เมื่อเราทานผลไม้หวานจัด หรือดื่มน้ำผลไม้ปั่นแก้วโตๆ ฟรุกโตสจะพุ่งตรงไปเคาะประตูตับทันที! ถ้าตับใช้ไม่หมด (ซึ่งมักจะใช้ไม่หมดถ้าเรานั่งๆ นอนๆ) ตับจะเปลี่ยนน้ำตาลพวกนี้ให้กลายเป็น "ไขมัน" สะสมไว้ที่ตับทันที! นานวันเข้าก็กลายเป็น "ไขมันพอกตับ" (Non-alcoholic fatty liver disease) นั่นเองค่า
--------------------------------------------------------------------------
🛑 เช็คด่วน! 4 ระดับความรุนแรง สู่ตับพัง (ถ้ายังไม่หยุดหวาน) อย่ารอให้ร่างกายฟ้อง เพราะมันอาจสายเกินไป! โรคนี้แบ่งความรุนแรงเป็น 4 ขั้นบันได:
1. ระยะสะสมไขมัน (Fatty Liver): ไขมันเริ่มแทรกตัวในเนื้อตับ เหมือนฟองน้ำที่ดูดซับน้ำมันไว้ ยังไม่เจ็บ ไม่ปวด แต่น้องตับเริ่มอึดอัด!
2. ระยะตับอักเสบ (NASH): ไขมันที่พอกไว้นานๆ กัดกินจนเนื้อตับอักเสบ เกิดพังผืดเกาะรัดตับให้แข็งและหยาบกร้าน เป็นสัญญาณอันตรายแล้วนะ!
3.การอักเสบรุนแรงต่อเนื่องจนเกิดพังผืด (Fibrosis) สะสมในตับ 4. ระยะตับแข็ง (Cirrhosis): เนื้อตับดีๆ ถูกทำลายจนหมด กลายเป็น "ตับแข็ง" ทั้งที่ไม่ได้ดื่มเหล้า! เสี่ยงตับวายและมะเร็งตับในที่สุด 😰
--------------------------------------------------------------------------
🚨 8 สัญญาณเตือน! ว่าตับ (และร่าง) เริ่มไม่ไหวกับน้ำตาล ลองสังเกตตัวเองดูนะคะ ว่ามีอาการเหล่านี้ไหม?
• 😴 ง่วงนอน อ่อนเพลียหลังกินข้าว: กินหวานปุ๊บ สดชื่นแป๊บเดียว แล้วก็วูบหลับ หมดแรง
• 🐷 อ้วนลงพุง: น้ำหนักขึ้นง่าย โดยเฉพาะไขมันที่หน้าท้อง
• 🤤 หิวบ่อย กินไม่หยุด: ยิ่งกินหวาน ยิ่งหิว เพราะฮอร์โมนอิ่มรวน
• 👴🏻 หน้าแก่ไว: น้ำตาลไปทำลายคอลลาเจน ผิวเหี่ยว ขาดความยืดหยุ่น
• 😵 หงุดหงิดง่าย: อารมณ์แปรปรวนเวลาขาดหวาน
🥤 โควตาน้ำตาล: แค่ไหนถึงเรียกว่า "พอดี"? องค์การอนามัยโลก (WHO) และกรมอนามัย แนะนำว่าเราไม่ควรบริโภคน้ำตาลอิสระเกิน 6 ช้อนชา หรือประมาณ 24-25 กรัมต่อวัน เท่านั้นเอง!
• ระวัง! น้ำผลไม้ปั่น/สมูทตี้ 1 แก้ว อาจมีน้ำตาลพุ่งไปถึง 13-14 ช้อนชา! (เกินโควตาไปไกลมากกกก)
--------------------------------------------------------------------------
🛡️ How to กู้ร่าง: ดูแลตัวเองยังไงเมื่อไขมันเริ่มเกาะตับ?
1. เลิกดื่ม "น้ำผลไม้" หันมาเคี้ยว "ผลไม้สด" แทน: 🍏 เพราะกากใย (Fiber) ในผลไม้คือฮีโร่ที่จะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ไม่ให้ตับช็อก!
2. เลือกผลไม้หวานน้อย: เช่น ฝรั่ง, แก้วมังกร, แอปเปิ้ลเขียว, เบอร์รี่ 🍏🍓 เลี่ยงผลไม้หวานเจี๊ยบอย่าง ทุเรียน, มะม่วงสุก, ขนุน ไปก่อนนะ
3. อ่านฉลากก่อนกิน: ระวังคำว่า "High Fructose Corn Syrup" ในเครื่องดื่มต่างๆ ตัวร้ายทำลายตับ
4. ขยับร่างสร้างเตาเผา: ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยดึงไขมันออกจากตับได้ดีที่สุด 💃
5. เลี่ยงแป้งขัดขาว: หันมาทานข้าวกล้อง หรือธัญพืชไม่ขัดสี ช่วยคุมระดับน้ำตาลได้ดีกว่า

สรุปเตือนใจ: ผลไม้มีวิตามินที่ดี แต่ "ความหวาน" ก็คือความหวานค่ะ รักสุขภาพต้องทานแต่พอดี เดินสายกลาง ตับจะได้อยู่ดูแลเราไปนานๆ นะคะ

#ไขมันพอกตับ #ลดหวาน #สุขภาพดีเริ่มที่การกิน #เตือนภัยสุขภาพ #พี่แก้มยุ้ยRx

ข้อมูลอ้างอิงจาก: บทความสุขภาพ โรงพยาบาลท่าตูม, สสส., และ Verywell Health

22/01/2026
22/01/2026
22/01/2026
03/03/2025

จะดีเดือดเกินไปแล้ว! สาวโดนงูเห่ากัดตอนตี 5 ล้างแผล ทาเบตาดีนสู้พิษงู ลุกไปเข้าเวรเช้าต่อ 10โมงภาพตัด รู้ตัวอีกทีอยู่ไอซียูมา 2 คืนแล้ว

ที่อยู่

57/5 หมู่ 11 ต. บ้านกร่าง
Ban Krang
65000

เวลาทำการ

จันทร์ 17:00 - 20:00
อังคาร 17:00 - 20:00
พุธ 17:00 - 20:00
พฤหัสบดี 17:00 - 20:00
ศุกร์ 17:00 - 20:00
เสาร์ 17:00 - 20:00
อาทิตย์ 17:00 - 20:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บ้านกร่างเภสัช - BaanKrang Rxผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง บ้านกร่างเภสัช - BaanKrang Rx:

แชร์