D contact ผลิตภัณฑ์ดูแลดวงตา ต้อลม ต้อเนื้อ ต้อกระจก

  • Home
  • D contact ผลิตภัณฑ์ดูแลดวงตา ต้อลม ต้อเนื้อ ต้อกระจก

D contact ผลิตภัณฑ์ดูแลดวงตา ต้อลม ต้อเนื้อ ต้อกระจก ให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาดวงตา

แสบเคืองตา น้ำตาไหล ตาพร่ามัว
แพ้แสง ตาแดง ทุกเรื่องดวงตา ชุดนี้ช่วยแก้อาการเหล่านี้ได้..
** #ดีคอนแทค ดูแลดวงตา

**ส่วนประกอบสำคัญของดีคอนแทค**
-สารสกัดจากดอกดาวเรือง
-สารสกัดจากบิลเบอร์รี่
-สารสกัดจากแครนเบอร์รี่
-สารสกัดจากบลูเบอร์รี่
-เบต้ากลูแคนจากยีส85%
-เบต้า-แคโรทีน10%
-วิตามินบี12

เลขที่อย.ดีแทค
10-1-15456-5-0042
#ส่งฟรีเก็บเงินปลายทาง
1 กล่อง 30 เม็ด ราคา 1,260 บาท ครับ

22/01/2024

ต้อหิน (glaucoma) เป็นโรคตาซึ่งคนที่เป็นส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบว่าตนป่วยเป็นโรคนี้ โดยเฉพาะในระยะแรกๆ พอทราบก็มักจะใกล้บอดแล้ว ที่อันตรายที่สุดคือ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตาจะบอดในที่สุด ไม่ช้าก็เร็ว ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคในแต่ละบุคคลต้อหินเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคต้อ ตามที่คนเรียกกันโดยทั่วๆ ไป ที่พบบ่อยๆ มีต้อกระจก ต้อเนื้อ ต้อลม และต้อหิน แต่ต้อหินเป็นต้อเพียงชนิดที่ไม่มีตัวต้อให้เห็น เพราะต้อหินเป็นกลุ่มโรคที่มีการทำลายขั้วประสาทตา ซึ่งเป็นตัวนำกระแสการมองเห็นไปสู่สมอง ซึ่งเมื่อขั้วประสาทตาถูกทำลายจะมีผลทำให้สูญเสียลานสายตา เมื่อเป็นมากๆ ก็สูญเสียการมองเห็นในที่สุด ซึ่งเป็นการสูญเสียชนิดถาวร ไม่สามารถรักษาให้กลับคืนมามองเห็นได้

สาเหตุของโรคต้อหิน
ต้อหินเกิดจากการทำลายขั้วประสาทตา อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุปัจจัยภายนอก หรืออาจพบร่วมกับโรคทางตาอื่นๆ ที่แทรกซ้อนมาจากอุบัติเหตุหรือการผ่าตัดรักษาโรคอื่นๆ ในดวงตา หรือแม้แต่เกี่ยวพันกับโรคทางกายอื่นๆ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงในตัวบุคคลนั้นๆ ที่ทำให้เกิดการเสื่อมของขั้วประสาทตา ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดและเป็นปัจจัยอย่างเดียวที่ควบคุมเปลี่ยนแปลงได้ ก็คือ ความดันในลูกตาที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจจะเพิ่มสูงขึ้นเองตามธรรมชาติ เนื่องจากความเสื่อมข้างในลูกตา หรือเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากยาที่ใช้ จากอุบัติเหตุ หรือจากการผ่าตัด น้ำหล่อเลี้ยงภายในลูกตาโดยปกติลูกตาจะมีการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงภายใน ซึ่งสร้างจากบริเวณด้านหลังของม่านตา แล้วไหลออกมาทางช่องด้านหน้า ก่อนที่จะระบายออกไปทางท่อระบายบริเวณมุมตา ในภาวะปกติปริมาณของน้ำหล่อเลี้ยงที่สร้างขึ้นจะสมดุลกับปริมาณที่ไหลออกจากลูกตา ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการคั่งค้างของน้ำภายในลูกตา ความดันภายในก็ปกติ แต่ถ้าหากมีการอุดตันบริเวณที่ท่อระบาย จะทำให้ความดันตาเพิ่มสูงขึ้นได้

ชนิดของโรคต้อหิน
ต้อหินชนิดมุมปิด พบได้ร้อยละ 10 ของทั้งหมด เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างลูกตา ทำให้เกิดการอุดกั้นของน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตา กรณีที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตา ตาแดง ตามัว เมื่อมองไปที่ดวงไฟจะเห็นเป็นวงกลมจ้ารอบดวงไฟ อาการอาจรุนแรงมากจนเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน และมักไม่หายด้วยการรับประทานยาแก้ปวด ถ้าไม่รักษาตาจะบอดอย่างรวดเร็วภายในเวลาเป็นวันๆ ส่วนชนิดเรื้อรังผู้ป่วยมักไม่ทราบและไม่มีอาการ บางคนอาจมีอาการปวดเล็กน้อยเป็นครั้งคราว เป็นๆ หายๆ อยู่หลายปี และได้รับการรักษาแบบโรคปวดศีรษะโดยไม่ทราบว่าเป็นต้อหิน
ต้อหินชนิดมุมเปิด พบได้ร้อยละ 60-70 ของทั้งหมด เกิดจากเนื้อเยื่อส่วนที่ทำหน้าที่กรองน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาผิดปกติ ทำให้ความดันตาเพิ่มสูงขึ้น และทำลายขั้วประสาทตาในที่สุด แบ่งเป็นชนิดความดันตาสูง และชนิดความดันตาปกติ ผู้ป่วยจะไม่มีอาการปวดตาหรือตาแดง สังเกตพบว่าสายตาค่อยๆ มัวลง อาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในระยะเป็นเดือนหรือเป็นปี หากไม่ได้รับการวินิจฉัย และรักษาทันท่วงทีจะทำให้ตาบอดได้ในที่สุด แต่ถ้าได้รับการวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็วก็มักจะรักษาสายตาไว้ได้
ต้อหินชนิดแทรกซ้อน เกิดเนื่องจากมีความผิดปกติอย่างอื่นของดวงตา เช่นการอักเสบ ต้อกระจกที่สุกมาก อุบัติเหตุต่อดวงตา เนื่องจากการใช้ยาหยอดตาบางชนิด และภายหลังการผ่าตัดตา เช่นเปลี่ยนกระจกตา หรือการผ่าตัดต้อกระจก
ต้อหินในทารกและเด็กเล็ก พบเกิดร่วมกับความผิดปกติตั้งแต่แรกคลอดของดวงตา อาจมีความผิดปกติทางร่างกายร่วมด้วย โรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบลักษณะด้อย (autosomal recessive) หากทั้งพ่อ และแม่เป็นพาหะ ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ร้อยละ 25 ต้อหินในเด็กทารกมักพบตั้งแต่แรกเกิด แม่อาจสังเกตว่าลูกมีขนาดลูกตาใหญ่กว่าเด็กปกติ กลัวแสง กระจกตาหรือส่วนของตาดำจะไม่ใสจนถึงขุ่นขาว และมีน้ำตาไหลมาก หากพบต้องรีบพาเด็กเข้ารับการรักษา
ต้อหินชนิดเม็ดสี เป็นต้อหินชนิดมุมเปิดที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ พบในคนสายตาสั้นอายุ 20-30 ปี การที่สายตาสั้นทำให้ม่านตาเกิดเป็นส่วนโค้ง เนื้อเยื่อชั้นสร้างเม็ดสีกระทบกับเลนส์ ทำให้เม็ดสีอุดตัน การไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาติดขัด และความดันตาเพิ่มสูงขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต้อหิน
อายุ คนที่มีอายุมากจะมีโอกาสเป็นต้อหินมากกว่าคนที่มีอายุน้อย ต้อหิน บางชนิดเกิดในเด็กแรกเกิด หรือกลุ่มเด็กเล็กได้เช่นกัน แต่พบไม่บ่อยเท่าผู้สูงอายุ ต้อหินชนิดมุมเปิดพบมากในคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี
ความดันในลูกตา คนที่มีความดันในลูกตาสูงจะมีโอกาสเกิดโรคต้อหินได้มาก
ประวัติครอบครัว หากมีสมาชิกภายในครอบครัว หรือบรรพบุรุษเป็นต้อหิน ก็จะมีโอกาสเป็นต้อหินมากขึ้น และควรได้รับการตรวจเป็นระยะๆ
สายตาสั้นมากหรือยาวมาก พบว่าคนที่มีสายตาสั้นมากๆ จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคต้อหินชนิดมุมเปิดมากกว่าคนปกติ และในคนที่สายตายาวมากๆ โดยมีขนาดของลูกตาเล็กกว่าปกติ ก็จะมีโอกาสเป็นต้อหินชนิดมุมปิด
โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และความผิดปกติทางเลือดและเส้นเลือด ปัจจุบันมีหลักฐานชี้บ่งว่าความเข้มข้นของเลือดที่ผิดปกติอาจสัมพันธ์กับโรคต้อหิน โรคของเส้นเลือดที่เกี่ยวข้องกับภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ เช่น โรคลูปัส ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะมีความผิดปกติของเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงขั้วประสาทตา และทำให้เกิดเป็นโรคต้อหินได้
ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานานน
การได้รับอุบัติเหตุที่ลูกตามาก่อน และโรคตาบางชนิด

อาการโรคต้อหิน
โรคต้อหินส่วนใหญ่เป็นชนิดไม่มีอาการ การดำเนินของโรคจากเริ่มเป็น จนถึงการสูญเสียการมองเห็น ใช้เวลานานเป็นปีๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้อหินที่เกิดจากความเสื่อม ซึ่งไม่มีอาการใดๆ จนกระทั่งสูญเสียการมองเห็น ซึ่งใช้เวลา 5 – 10 ปี จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับว่าจะตรวจพบต้อหินระยะใด เช่น พบตั้งแต่ระยะเพิ่งเริ่มเป็น จะสามารถคุมไว้ได้ และอาจจะไม่สูญเสีย การมองเห็น แต่ถ้าตรวจพบต้อหินระยะที่เป็นมากแล้วหรือระยะท้ายๆ ก็อาจสูญเสียการมองเห็นได้ในเวลาอันรวดเร็วเช่นภายในเวลาเป็นเดือน ก็จะตาบอดได้

ส่วนต้อหินชนิดมุมปิดที่มีอาการเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการดังนี้
อาการปวดตา
เมื่อมองไปที่ดวงไฟจะเห็นเป็นวงกลมจ้ารอบดวงไฟ
ตาแดงทันทีทันใด
ปวดมากจนคลื่นไส้อาเจียนต้องมาโรงพยาบาล
ปวดศีรษะมากในตอนเช้า
ความดันตาเพิ่มขึ้นอย่างทันทีทันใด
กระจกตาบวมหรือขุ่นลักษณะการสูญเสียสายตาของต้อหิน
การมองในทางตรงจะยังมองเห็นอยู่โดยที่การมองเห็นนั้นจะค่อยๆ แคบเข้า ที่เรียกว่า ลานสายตาผิดปกติ โดยปกติคนเรามองตรงไปข้างจะมองเห็นด้านข้างก็จะพอมองเห็นถึงแม้จะไม่ชัดเหมือนจุดที่เรามองตรง แต่ในกลุ่มคนที่เป็นต้อหินนั้น การมองเห็นด้านข้างจะค่อยๆ แคบเข้าๆ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่ทราบ และจะบอกไม่ได้เพราะจะใช้สองตาช่วยดูกันอยู่เพราะไม่ได้เปิดตาเดินทีละข้าง และทดสอบตัวเองเป็นประจำ และยังทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติจนกระทั่งการสูญเสียลานสายตานั้นเข้ามาถึงบริเวณตรงกลางแล้ว ทำให้ภาพที่เรามองนั้นไม่ชัดจึงมาพบแพทย์ ซึ่งอาการดังกล่าวเป็นระยะท้ายๆ แล้ว

ต้อหินทำให้คนตาบอดได้อย่างไร
ในกรณีที่เป็นต้อหิน จะโดยรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตาม ความดันภายในลูกตา และปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นที่กล่าวมาข้างต้น จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงขั้วประสาทตา เซลล์ประสาทตาจะเกิดการตายลงทีละน้อยทีละน้อย ความกว้างของการมองเห็นจะค่อยๆลดลงโดยที่คนไข้มักไม่รู้ตัว เนื่องจากบริเวณส่วนกลางหรือจุดกึ่งกลางของการมองเห็นยังเป็นปกติดีอยู่ แต่ที่เริ่มเสียไป คือการมองเห็นบริเวณรอบๆนอก ซึ่งจะค่อยๆ คืบคลาน ลุกลามเข้าสู่ส่วนกลาง จนทำให้ตาบอดในที่สุด ระยะที่ผู้ป่วยรู้ตัวว่าตามัวลง มักหมายถึง โรคต้อหินได้ลุกลามไปมากพอสมควรแล้ว จึงเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไปที่จะทราบว่าตนเป็นโรคต้อหินตั้งแต่ระยะแรกๆ ยกเว้นเสียแต่จะได้รับการตรวจตาร่วมกับการวิเคราะห์ขั้วประสาทตาอย่างระมัดระวัง การตรวจวัดลานสายตาซึ่งปัจจุบันนิยมแบบที่มีคอมพิวเตอร์มาใช้ร่วมในการตรวจ

ภาวะแทรกซ้อนโรคต้อหิน
ต้อหินเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดตาบอดชนิดถาวร โดยประมาณมีประชากรโลกคนตาบอดร้อยละ 10 จากต้อหิน โรคนี้เมื่อมีการสูญเสียการมองเห็นแล้ว จะไม่กลับคืนมาเป็นปกติได้ ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีผ่าตัด ทำได้มากที่สุดก็คือ ควบคุมไม่ให้มันลุกลามมากขึ้นจากวันที่ตรวจพบสิ่งที่สำคัญคือ ถ้าเราตรวจพบยิ่งเร็วก็จะสามารถรักษาการมองเห็นไว้กับเราได้นานขึ้น ถ้าตรวจพบช้า มีการสูญเสียการมองเห็นไปมากแล้ว ไม่สามารถจะนำกลับมาเป็นเหมือนได้

23/11/2023

ต้อกระจก คือภาวะการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของแก้วตาหรือเลนส์ตาจากที่เคยใสเป็นขุ่น แก้วตาทำหน้าที่ในการรวมแสงให้ตกบนจอประสาทตา เมื่อแก้วตาขุ่นทำให้แสงผ่านไปถึงจอประสาทตาลดลงและส่งผลกระทบต่อการรวมแสง

สาเหตุของต้อกระจก สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ ภาวะสูงอายุ ซึ่งมักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี เมื่ออายุเพิ่มขึ้นความขุ่นของแก้วตาจะเพิ่มขึ้น สาเหตุรองลงมา คือ อุบัติเหตุที่ดวงตา เช่น โดนกระแทก, ถูกของมีคม, โรคตาหรือโรคทางกาย เช่น การอักเสบในลูกตา, เบาหวาน และสาเหตุอื่น ซึ่งพบได้น้อย เช่น ต้อกระจกแต่กำเนิด

อาการของต้อกระจก จะมีตามัวเหมือนมีหมอกหรือฝ้าบัง มักมัวมากในตอนกลางวัน หรืออยู่ในที่มีแสงจ้าและเห็นชัดตอนกลางคืน, บางรายเห็นภาพซ้อน, หรืออาจมีสายตาสั้นและต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยๆ ช่วงแรกใส่แว่นตาอาจเห็นชัดขึ้น แต่เมื่อแก้วตาขุ่นมากแม้ใส่แว่นก็ไม่ดีขึ้น และบางรายมีการเห็นสีเปลี่ยนแปลง ในรายที่จะเป็นต้อกระจกมากพบมีภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ต้อหิน

การรักษา การใช้ยาหยอดตาอาจช่วยชะลอต้อกระจกในรายที่เป็นน้อยๆ แต่เมื่อแก้วตาขุ่นมากขึ้น การมองเห็นจะลดลงจนถึงขั้นเห็นแต่แสงลางๆ ได้ ซึ่งต้องรักษาด้วยการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมเพื่อปรับสายตาให้เป็นปกติ

การผ่าตัดต้อกระจก ก่อนผ่าตัดจะมีการหยอดยาชาหรือฉีดยาชาเพียงเล็กน้อย และผู้ป่วยแทบจะไม่รู้สึกเจ็บตลอดการผ่าตัดและหลังการผ่าตัด

การผ่าตัดต้อกระจกแบบแผลใหญ่ ในกรณีที่ต้อกระจกสุกมีลักษณะขาวขุ่นเนื้อแข็งมาก ไม่สามารถสลายต้อกระจกได้ด้วยความปลอดภัย แพทย์จะเลือกใช้วิธีนี้โดยผ่าตัดแผลใหญ่ ประมาณ 8-10 มม. เพื่อนำต้อกระจกออก เหลือถุงหุ้มเลนส์ไว้เพื่อใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่และเย็บแผลปิด
การผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความถี่สูง (Phacoemulsification)

การรักษา การใช้ยาหยอดตาอาจช่วยชะลอต้อกระจกในรายที่เป็นน้อยๆ แต่เมื่อแก้วตาขุ่นมากขึ้น การมองเห็นจะลดลงจนถึงขั้นเห็นแต่แสงลางๆ ได้ ซึ่งต้องรักษาด้วยการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียมเพื่อปรับสายตาให้เป็นปกติ

การผ่าตัดต้อกระจก ก่อนผ่าตัดจะมีการหยอดยาชาหรือฉีดยาชาเพียงเล็กน้อย และผู้ป่วยแทบจะไม่รู้สึกเจ็บตลอดการผ่าตัดและหลังการผ่าตัด

การผ่าตัดต้อกระจกแบบแผลใหญ่ ในกรณีที่ต้อกระจกสุกมีลักษณะขาวขุ่นเนื้อแข็งมาก ไม่สามารถสลายต้อกระจกได้ด้วยความปลอดภัย แพทย์จะเลือกใช้วิธีนี้โดยผ่าตัดแผลใหญ่ ประมาณ 8-10 มม. เพื่อนำต้อกระจกออก เหลือถุงหุ้มเลนส์ไว้เพื่อใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่และเย็บแผลปิด
การผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความถี่สูง (Phacoemulsification)

05/10/2023

โรคต้อลม
โรคต้อลมเกิดจากการสะสมของไขมัน โปรตีน หรือแคลเซียม หรือทั้งหมด ซึ่งจะมีลักษณะเป็นรอยนูนสีเหลืองขนาดเล็กบนเยื่อบุตา โดยส่วนใหญ่จะขึ้นบริเวณหัวตาของตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ต้อลมอาจเป็นวงกลม

โรคต้อลม

โรคต้อลมเกิดจากการสะสมของไขมัน โปรตีน หรือแคลเซียม หรือทั้งหมด ซึ่งจะมีลักษณะเป็นรอยนูนสีเหลืองขนาดเล็กบนเยื่อบุตา โดยส่วนใหญ่จะขึ้นบริเวณหัวตาของตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ต้อลมอาจเป็นวงกลมหรือสามเหลี่ยม ซึ่งอาจจะโตขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

ต้อลมมักไม่เป็นอันตรายและไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดใด ๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ต้องรับการรักษาหรือการผ่าตัด หากรู้สึกระคายเคือง อาจใช้ยาหยอดตาหรือขี้ผึ้งเพื่อบรรเทาอาการ

อาการของต้อลม

มีรอยนูนสีเหลืองขนาดเล็กในตาขาวข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง
ตาแดง ตาบวม คันตา และระคายเคืองตา
รู้สึกเหมือนมีทรายในดวงตาหรือตาแห้ง
มีน้ำตา

สาเหตุของโรคต้อลม

การโดนแสงแดด รังสียูวี ฝุ่นและลมเป็นเวลานาน
อายุที่เพิ่มขึ้น ต้อลมเป็นภาวะที่พบบ่อยในผู้ใหญ่วัยกลางคนและผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุเกือบทุกคนจะเป็นต้อลม

การรักษาต้อลม

ต้อลมไม่เป็นอันตรายและไม่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็นหรือทําให้ตาบอด ถึงแม้ว่าต้อลมจะไม่หายไปแต่ก็ไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงใด ๆ หากมีอาการเคืองตา แพทย์อาจแนะนำวิธีการรักษาดังต่อไปนี้

ใช้น้ำตาเทียมหรือขี้ผึ้งเพื่อให้ด้วยดวงตาชุ่มชื้น
ใช้ยาหยอดตาแบบสเตียรอยด์เพื่อบรรเทาอาการบวมและแดง
แพทย์อาจแนะนำให้ทำการผ่าตัดหากอาการอักเสบไม่ดีขึ้น หรือต้อลมส่งผลต่อการมองเห็น หรือผู้ป่วยไม่ชอบลักษณะต้อลมในดวงตา อย่างไรก็ตามหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยอาจกลับมาเป็นต้อลมได้อีก

การป้องกันโรคต้อลม

สวมแว่นกันแดดแบบปิดด้านข้างและหมวกปีกกว้างเวลาอยู่กลางแดด ป้องกันตัวเองจากรังสีอัลตราไวโอเลต A และ B ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคต้อลม
สวมแว่นตานิรภัยหากต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นมากหรืออากาศแห้ง
ใช้ยาหยอดตาบํารุงดวงตาให้ชุ่มชื้นเพื่อบรรเทาอาการระคายเคือง

จอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมบริเวณส่วนกลางของจอประสาทตา อาการมักจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงทำให้ความ...
06/08/2023

จอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมบริเวณส่วนกลางของจอประสาทตา อาการมักจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงทำให้ความสามารถในการมองเห็นของผู้ป่วยลดลงอย่างช้าๆ

โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อม จะมีสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้

มองเห็นไม่ค่อยชัด
ภาพที่เห็นบิดเบี้ยว
เห็นสีผิดเพี้ยน
มีจุดดำกลางภาพ
มองในที่สว่างไม่ชัด/แพ้แสง
ถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการผิดปกติในการมองเห็น แต่การตรวจสุขภาพตาถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย โดยบุคคลทั่วไป ควรได้รับการตรวจสุขภาพตา (รวมทั้งตรวจจอประสาทตา) ทุก 2-4 ปี และสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ควรได้รับการตรวจจอประสาทตาจากจักษุแพทย์ ทุก 1 – 2 ปี แม้จะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ

30/07/2023

เบาหวานขึ้นตา ดูแลให้ดีก่อนสูญเสียการมองเห็น

เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่พบบ่อย ปัจจุบันพบผู้ป่วยเบาหวานกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก สำหรับในประชากรไทยพบผู้ป่วยเบาหวานสูงถึง 3.2 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 6.4 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ และจำนวนผู้ป่วยยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกประเทศทั่วโลก

โรคเบาหวาน
เบาหวานเกิดจากการที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ซึ่งสาเหตุมาจากตับอ่อนผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ หรือเซลล์ร่างกายไม่ตอบสนองอย่างเหมาะสมต่ออินซูลินที่ร่างกายผลิตอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดความผิดปกติของหลอดเลือด ซึ่งส่งผลต่ออวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายรวมถึง “ดวงตา”

รู้จักเบาหวานขึ้นตา
เบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy) เป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่อาจเป็นสาเหตุของการสูญเสียการมองเห็นหรือตาบอดได้ในที่สุด โดยเกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ส่งผลให้หลอดเลือดที่จอตา (Retina) ได้รับความเสียหาย

ระยะของเบาหวานขึ้นตา
เบาหวานขึ้นตาแบ่งเป็น 2 ระยะตามความรุนแรงของโรค ได้แก่

เบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรกหรือระยะที่ยังไม่มีหลอดเลือดเกิดใหม่ (Nonproliferative Diabetic Retinopathy: NPDR) เป็นระยะที่ผนังหลอดเลือดที่จอตาไม่แข็งแรง ส่งผลให้หลอดเลือดโป่งพอง อาจทำให้เลือดหรือของเหลวรั่วออกมาในจอตา ทำให้เกิดจอตาบวม ในระยะเริ่มแรกอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย หากเกิดหลอดเลือดรั่วบริเวณจุดภาพชัด (Macula) จะทำให้เกิดจุดภาพชัดบวม (Macular Edema) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการมองเห็น หากมีการอุดตันของหลอดเลือด อาจทำให้เกิดจอตาหรือจุดภาพชัดขาดเลือด (Macular Ischemia) ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นได้
เบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า หรือระยะที่มีหลอดเลือดเกิดใหม่ (Proliferative Diabetic Retinopathy: PDR) เป็นระยะที่หลอดเลือดเกิดการอุดตันจนเลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ตามปกติ มีการขาดเลือดที่จอตามากจนเกิดการสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน ซึ่งหลอดเลือดที่สร้างขึ้นใหม่เหล่านี้อาจไม่ได้พัฒนาอย่างเหมาะสม มีผนังไม่แข็งแรง เปราะแตกฉีกขาดได้ง่าย ทำให้มีเลือดออกในวุ้นตา เกิดพังผืดดึงรั้งจอตา ซึ่งเป็นสาเหตุให้จอตาลอก (Retinal Detachment) ตามมาได้ หรือถ้าหากเส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นไปรบกวนการระบายน้ำออกจากลูกตา ส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้น เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทตาและเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต้อหิน (Neovascular Glaucoma) ได้
อาการเบาหวานขึ้นตา
ในระยะแรกของเบาหวานขึ้นตาอาจจะไม่มีอาการหรือความผิดปกติในการมองเห็น ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัวและละเลยการตรวจตา แต่มารู้ตัวอีกทีเมื่อเบาหวานเริ่มขึ้นตาแล้ว ซึ่งอาจพบอาการต่าง ๆ เช่น

มองเห็นจุดหรือเส้นสีดำคล้ายหยากไย่ลอยไปมา
มองเห็นภาพบิดเบี้ยว
ตามัว การมองเห็นแย่ลง สายตาไม่คงที่
แยกแยะสีได้ยากขึ้น
เห็นภาพมืดเป็นบางจุด
สูญเสียการมองเห็น
***แต่ในบางรายอาจไม่มีอาการผิดปกติเลยแม้อยู่ในระยะรุนแรงแล้วก็ตาม

โรคต้อลมโรคต้อลมเกิดจากการสะสมของไขมัน โปรตีน หรือแคลเซียม หรือทั้งหมด ซึ่งจะมีลักษณะเป็นรอยนูนสีเหลืองขนาดเล็กบนเยื่อบุ...
10/07/2023

โรคต้อลม
โรคต้อลมเกิดจากการสะสมของไขมัน โปรตีน หรือแคลเซียม หรือทั้งหมด ซึ่งจะมีลักษณะเป็นรอยนูนสีเหลืองขนาดเล็กบนเยื่อบุตา โดยส่วนใหญ่จะขึ้นบริเวณหัวตาของตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ต้อลมอาจเป็นวงกลม
โรคต้อลม

โรคต้อลมเกิดจากการสะสมของไขมัน โปรตีน หรือแคลเซียม หรือทั้งหมด ซึ่งจะมีลักษณะเป็นรอยนูนสีเหลืองขนาดเล็กบนเยื่อบุตา โดยส่วนใหญ่จะขึ้นบริเวณหัวตาของตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ต้อลมอาจเป็นวงกลมหรือสามเหลี่ยม ซึ่งอาจจะโตขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

ต้อลมมักไม่เป็นอันตรายและไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดใด ๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ต้องรับการรักษาหรือการผ่าตัด หากรู้สึกระคายเคือง อาจใช้ยาหยอดตาหรือขี้ผึ้งเพื่อบรรเทาอาการ

อาการของต้อลม

มีรอยนูนสีเหลืองขนาดเล็กในตาขาวข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง
ตาแดง ตาบวม คันตา และระคายเคืองตา
รู้สึกเหมือนมีทรายในดวงตาหรือตาแห้ง
มีน้ำตา

สาเหตุของโรคต้อลม

การโดนแสงแดด รังสียูวี ฝุ่นและลมเป็นเวลานาน
อายุที่เพิ่มขึ้น ต้อลมเป็นภาวะที่พบบ่อยในผู้ใหญ่วัยกลางคนและผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุเกือบทุกคนจะเป็นต้อลม

การตรวจวินิจฉัยโรคต้อลม

การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ Slit-lamp แพทย์จะตรวจดูต้อลมด้านหน้าและตรวจดวงตาด้านใน

การรักษาต้อลม

ต้อลมไม่เป็นอันตรายและไม่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็นหรือทําให้ตาบอด ถึงแม้ว่าต้อลมจะไม่หายไปแต่ก็ไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงใด ๆ หากมีอาการเคืองตา แพทย์อาจแนะนำวิธีการรักษาดังต่อไปนี้

ใช้น้ำตาเทียมหรือขี้ผึ้งเพื่อให้ด้วยดวงตาชุ่มชื้น
ใช้ยาหยอดตาแบบสเตียรอยด์เพื่อบรรเทาอาการบวมและแดง
แพทย์อาจแนะนำให้ทำการผ่าตัดหากอาการอักเสบไม่ดีขึ้น หรือต้อลมส่งผลต่อการมองเห็น หรือผู้ป่วยไม่ชอบลักษณะต้อลมในดวงตา อย่างไรก็ตามหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยอาจกลับมาเป็นต้อลมได้อีก

การป้องกันโรคต้อลม

สวมแว่นกันแดดแบบปิดด้านข้างและหมวกปีกกว้างเวลาอยู่กลางแดด ป้องกันตัวเองจากรังสีอัลตราไวโอเลต A และ B ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคต้อลม
สวมแว่นตานิรภัยหากต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นมากหรืออากาศแห้ง
ใช้ยาหยอดตาบํารุงดวงตาให้ชุ่มชื้นเพื่อบรรเทาอาการระคายเคือง

22/06/2023

เบาหวานขึ้นตา ดูแลให้ดีก่อนสูญเสียการมองเห็น

เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่พบบ่อย ปัจจุบันพบผู้ป่วยเบาหวานกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก สำหรับในประชากรไทยพบผู้ป่วยเบาหวานสูงถึง 3.2 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 6.4 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ และจำนวนผู้ป่วยยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกประเทศทั่วโลก

โรคเบาหวาน
เบาหวานเกิดจากการที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ซึ่งสาเหตุมาจากตับอ่อนผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ หรือเซลล์ร่างกายไม่ตอบสนองอย่างเหมาะสมต่ออินซูลินที่ร่างกายผลิตอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดความผิดปกติของหลอดเลือด ซึ่งส่งผลต่ออวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายรวมถึง “ดวงตา”

รู้จักเบาหวานขึ้นตา
เบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy) เป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่อาจเป็นสาเหตุของการสูญเสียการมองเห็นหรือตาบอดได้ในที่สุด โดยเกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ส่งผลให้หลอดเลือดที่จอตา (Retina) ได้รับความเสียหาย

ระยะของเบาหวานขึ้นตา
เบาหวานขึ้นตาแบ่งเป็น 2 ระยะตามความรุนแรงของโรค ได้แก่

เบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรกหรือระยะที่ยังไม่มีหลอดเลือดเกิดใหม่ (Nonproliferative Diabetic Retinopathy: NPDR) เป็นระยะที่ผนังหลอดเลือดที่จอตาไม่แข็งแรง ส่งผลให้หลอดเลือดโป่งพอง อาจทำให้เลือดหรือของเหลวรั่วออกมาในจอตา ทำให้เกิดจอตาบวม ในระยะเริ่มแรกอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย หากเกิดหลอดเลือดรั่วบริเวณจุดภาพชัด (Macula) จะทำให้เกิดจุดภาพชัดบวม (Macular Edema) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการมองเห็น หากมีการอุดตันของหลอดเลือด อาจทำให้เกิดจอตาหรือจุดภาพชัดขาดเลือด (Macular Ischemia) ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นได้
เบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า หรือระยะที่มีหลอดเลือดเกิดใหม่ (Proliferative Diabetic Retinopathy: PDR) เป็นระยะที่หลอดเลือดเกิดการอุดตันจนเลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ตามปกติ มีการขาดเลือดที่จอตามากจนเกิดการสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน ซึ่งหลอดเลือดที่สร้างขึ้นใหม่เหล่านี้อาจไม่ได้พัฒนาอย่างเหมาะสม มีผนังไม่แข็งแรง เปราะแตกฉีกขาดได้ง่าย ทำให้มีเลือดออกในวุ้นตา เกิดพังผืดดึงรั้งจอตา ซึ่งเป็นสาเหตุให้จอตาลอก (Retinal Detachment) ตามมาได้ หรือถ้าหากเส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นไปรบกวนการระบายน้ำออกจากลูกตา ส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้น เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทตาและเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต้อหิน (Neovascular Glaucoma) ได้
อาการเบาหวานขึ้นตา
ในระยะแรกของเบาหวานขึ้นตาอาจจะไม่มีอาการหรือความผิดปกติในการมองเห็น ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัวและละเลยการตรวจตา แต่มารู้ตัวอีกทีเมื่อเบาหวานเริ่มขึ้นตาแล้ว ซึ่งอาจพบอาการต่าง ๆ เช่น

มองเห็นจุดหรือเส้นสีดำคล้ายหยากไย่ลอยไปมา
มองเห็นภาพบิดเบี้ยว
ตามัว การมองเห็นแย่ลง สายตาไม่คงที่
แยกแยะสีได้ยากขึ้น
เห็นภาพมืดเป็นบางจุด
สูญเสียการมองเห็น

04/06/2023

รู้จักต้อเนื้อ
ต้อเนื้อ (Pterygium) คือ ภาวะที่ผังผืดของเยื่อบุตา เป็นเยื่อสีแดงยื่นเข้าไปสู่ตาดำ มักพบบริเวณหัวตามากกว่าหางตา ต้อเนื้อจะค่อย ๆ ลุกลามเข้าตาดำ จนค่อย ๆ ปิดรูม่านตา ซึ่งจะปิดบังการมองเห็นทำให้ตามัว

สาเหตุต้อเนื้อ
แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนของการเกิดต้อเนื้อ แต่พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเผชิญกับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งมักพบต้อเนื้อในคนที่อาศัยในเขตอากาศร้อน ต้องทำงาน หรือใช้ชีวิตประจำวันกลางแจ้ง ลมแรง เผชิญ ฝุ่น ควัน ทรายเป็นประจำจะพบว่าเป็นต้อเนื้อมากกว่าปกติ

อาการต้อเนื้อ อาการส่วนใหญ่ที่พบ ได้แก่
ตาแดง
ระคายเคืองตา
คันตา
เห็นภาพไม่ชัด
***ในรายที่เป็นน้อยอาจไม่แสดงอาการ แต่เมื่อต้อเนื้อลุกลามเข้ามาสู่กระจกตาจะมีผลต่อการมองเห็น

ป้องกันต้อเนื้อ
หลีกเลี่ยงการเผชิญสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัจจัยของการเกิดต้อเนื้อ โดยสวมแว่นกันแดด หมวก เมื่อต้องเผชิญแสงแดด ลม ฝุ่น ควัน ซึ่งแว่นกันแดดสามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตได้

02/06/2023

วุ้นในลูกตาเสื่อม” เกิดได้ง่ายและอันตรายต่อการมองเห็น

โดยปกติแล้วภาวะวุ้นในลูกตาเสื่อมมักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุมากตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันพบว่าภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นกับหนุ่มสาวคนทำงานออฟฟิศมากขึ้น จากพฤติกรรมการใช้หน้าจอมากเกินไป ถือเป็นอีกหนึ่งโรคที่ควรทำความเข้าใจ เพื่อปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม

น้ำวุ้นตาเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างของลูกตา
โดยจะอยู่ทางด้านหลังเนื้อเยื่อเลนส์ เมื่ออายุมากขึ้นวุ้นลูกตาจะเกิดการเสื่อมและกลายเป็นน้ำบางส่วน มักเกิดกับผู้ที่มีอายุมาก 40 ปีหรือ 50 ปีขึ้นไป เว้นแต่ในบางบุคคลที่อาจเกิดภาวะเสื่อมก่อนอายุดังกล่าว ด้วยปัจจัยบางอย่าง เช่น การได้รับการกระทบกระเทือนที่ดวงตา การผ่าตัดที่กระทำภายในลูกตา หรือในคนที่สายตาสั้นซึ่งจะเกิดการเสื่อมของวุ้นลูกตาได้เร็วกว่าคนทั่วไป อาจเกิดตั้งแต่อายุ 10 กว่าปีหรือ 20 กว่าปี ยิ่งสั้นมากก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น

ปกติแล้วไม่ทราบแน่ชัดว่าวุ้นลูกตามีหน้าที่อะไร เมื่อเกิดการเสื่อมจึงไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตมากนัก แต่ถ้าหากเสื่อมมากวุ้นตาจะจับตัวกันเป็นก้อน ทำให้ส่วนที่ใสๆ เกิดเป็นฝ้า เมื่อมีแสงเข้ามาเยอะๆ จะเกิดเป็นเงาตกไปที่จอประสาทตา และเกิดเป็นจุดดำข้างใน หากวุ้นตากลายเป็นน้ำจุดดำจะลอยไปลอยมา และมักเห็นในที่ที่สว่างมากๆ หรือเมื่อมีแสงเข้ามาเยอะๆ จนทำให้เกิดเงาขึ้น แต่ในที่มืดจะมองไม่เห็นจุดดำที่ว่าเพราะไม่เกิดเงาที่จอประสาทตา บางครั้งอาจเกิดการดึงจอประสาทตา ทำให้เหมือนมีแสงแวบขึ้นมาคล้ายแฟลช และมักเห็นในที่มืด ปัญหาคืออาจทำให้เกิดการฉีกขาดของจอประสาทตาได้ ทำให้น้ำที่เกิดจากการเสื่อมของวุ้นไหลผ่านเข้าไปทางรอยฉีกขาด ทำให้จอประสาทตาลอก และส่วนที่ลอกจะเกิดการมองไม่เห็น คนไข้จะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาบังตาไว้ และส่วนที่มองไม่เห็นนั้นจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับการรักษาหากเป็นเพียงวุ้นในลูกตาเสื่อม
แพทย์จะไม่ได้ทำการรักษาเพราะถือเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถ้าหากเกิดการฉีกของจอประสาทตา แพทย์จะทำการป้องกันไม่ให้เกิดการหลุดลอก โดยการทำให้เกิดเป็นแผลเป็น ใช้วิธีการยิงเลเซอร์ หากยังไม่สามารถมองเห็นได้ง่ายๆ อาจใช้ความเย็นจี้ร่วมด้วย และถ้าหากเกิดการหลุดลอกของจอประสาทตาไปแล้ว จะต้องใช้วิธีการผ่าตัดเพื่อรักษา

โดยทั่วไปมักเกิดกับคนอายุมากตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป แต่ในบางรายอาจมีปัจจัยมากระตุ้นให้เกิดภาวะดังกล่าวได้เร็วขึ้น ได้แก่ การได้รับการกระทบกระเทือนที่ดวงตา การรับการผ่าตัดที่กระทำภายในดวงตา หรือในคนที่มีปัญหาสายตาสั้นซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่น ยิ่งสั้นมากยิ่งเสี่ยงมาก โดยเฉพาะผู้ที่สายตาสั้นตั้งแต่ 600 ขึ้นไป ส่วนการเพ่งที่หน้าจอนานๆ ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัด ว่าทำให้เกิดการเสื่อมของวุ้นลูกตา แต่ในขณะเพ่งอาจทำให้เกิดการสั้นของสายตาแบบชั่วคราว เมื่อเลิกใช้หน้าจอหรือเลิกเพ่งแล้วพักให้เต็มที่ก็จะกลับสู่ภาวะปกติและไม่มีผลต่อวุ้นในลูกตา แต่ถ้าหากเพ่งนานติดต่อกันอาจทำให้รู้สึกไม่สบายตา เคืองตา หรือปวดตา

ต้อลมและต้อเนื้อ ความเสื่อมของเยื่อบุตาต้อลม (Pinguecula) และต้อเนื้อ (Pterygium) เป็นเนื้อนูนที่เยื่อตาขาวข้างกระจกตาดำ...
26/05/2023

ต้อลมและต้อเนื้อ ความเสื่อมของเยื่อบุตา

ต้อลม (Pinguecula) และต้อเนื้อ (Pterygium) เป็นเนื้อนูนที่เยื่อตาขาวข้างกระจกตาดำ ถ้าอยู่เฉพาะที่เยื่อบุตาขาว (Conjunctiva) เรียกว่า ต้อลม (Pinguecula) แต่หากรุกล้ำเข้ามาในกระจกตาดำ (Cornea) เรียกว่า ต้อเนื้อ (Pterygium) โดยต้อเนื้อจะมีลักษณะเห็นเป็นเนื้อสามเหลี่ยมโดยมีหัวอยู่ที่กระจกตา เนื้อเยื่อเหมือนเยื่อบุตาซึ่งมีเส้นเลือดวิ่งเข้าไปเกาะอยู่บนกระจกตาดำ อาจใหญ่หรือเล็กก็ได้ จะแดงมากน้อยขึ้นอยู่กับมีปริมาณเส้นเลือดมากหรือน้อย ทั้งต้อลมและต้อเนื้อส่วนใหญ่อยู่ที่บริเวณหัวตาด้านในใกล้จมูก แต่อาจจะเป็นได้ทั้งด้านหัวตาและหางตาพร้อมกัน

สาเหตุต้อลมและต้อเนื้อ
ต้อลมและต้อเนื้อเกิดจากการถูกแสงอัลตราไวโอเลต (UV) เป็นเวลาต่อเนื่องกันนาน UV เป็นส่วนประกอบในแสงแดดและมักพบต้อเนื้อในคนที่อาศัยในเขตอากาศร้อน ต้องทำงาน หรือใช้ชีวิตประจำวันกลางแจ้ง หรือโดนแสง UVมาก ๆ UVอาจพบเป็นปริมาณมากในแสงจากหลอดไฟบางชนิด

อาการต้อลมและต้อเนื้อ
ผู้ป่วยโรคต้อลมและต้อเนื้อที่ยังเป็นไม่มาก ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการใด ๆ เพียงแต่จะเห็นเป็นเนื้อเยื่อผิดปกติบริเวณเยื่อบุตาขาวเท่านั้น แต่หากมีการอักเสบหรือเป็นมากขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บตา เคืองตา คันตา แสบตา น้ำตาไหล ตาแดงขึ้น รู้สึกเหมือนมีเศษผงอยู่ในตาได้เป็นครั้งคราว การเจอลมแรง เผชิญฝุ่น ควัน ทรายเป็นประจำ ทำให้ต้อลมต้อเนื้อมีการอักเสบได้มากกว่าปกติ

ผู้ป่วยจะมีอาการตามัวและอาจเกิดสายตาเอียงได้ เนื่องจากต้อเนื้อดึงกระจกตา ทำให้ความโค้งของกระจกตาเปลี่ยนไป ถ้าต้อเนื้อเป็นมากจนลุกลามเข้าไปใกล้กลางกระจกตาและบดบังการมองเห็น สามารถเกิดกับดวงตาเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ และเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่ในเด็กพบน้อยกว่า เนื่องจากยังเจอ UV ไม่มากและไม่นานเท่าผู้ใหญ่

ป้องกันต้อลมและต้อเนื้อ
หลีกเลี่ยงแสงแดดด้วยการสวมหมวกและสวมแว่นกันแดดที่มีเลนส์กรองรังสีอัลตราไวโอเลตทุกครั้งที่ออกกลางแจ้ง และควรสวมแว่นเพื่อกันลม ฝุ่น แม้ไม่มีแสงแดดก็ตาม
หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่น ควัน อากาศแห้ง ลม เนื่องจากทำให้ระคายเคือง อักเสบ แดงได้ง่าย
ในกรณีที่เป็นต้อลมหรือต้อเนื้ออยู่แล้ว ควรหมั่นสังเกตสี รูปร่าง และขนาดของต้อเสมอ ๆ หากมีการเปลี่ยนแปลงควรปรึกษาจักษุแพทย์
แม้จะลอกต้อเนื้อแล้วก็ควรระวังด้วยการหลีกเลี่ยงแสง UV เพื่อลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ

ต้อหิน (glaucoma) เป็นโรคตาซึ่งคนที่เป็นส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบว่าตนป่วยเป็นโรคนี้ โดยเฉพาะในระยะแรกๆ พอทราบก็มักจะใกล้บอดแ...
11/05/2023

ต้อหิน (glaucoma) เป็นโรคตาซึ่งคนที่เป็นส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบว่าตนป่วยเป็นโรคนี้ โดยเฉพาะในระยะแรกๆ พอทราบก็มักจะใกล้บอดแล้ว ที่อันตรายที่สุดคือ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตาจะบอดในที่สุด ไม่ช้าก็เร็ว ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคในแต่ละบุคคลต้อหินเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคต้อ ตามที่คนเรียกกันโดยทั่วๆ ไป ที่พบบ่อยๆ มีต้อกระจก ต้อเนื้อ ต้อลม และต้อหิน แต่ต้อหินเป็นต้อเพียงชนิดที่ไม่มีตัวต้อให้เห็น เพราะต้อหินเป็นกลุ่มโรคที่มีการทำลายขั้วประสาทตา ซึ่งเป็นตัวนำกระแสการมองเห็นไปสู่สมอง ซึ่งเมื่อขั้วประสาทตาถูกทำลายจะมีผลทำให้สูญเสียลานสายตา เมื่อเป็นมากๆ ก็สูญเสียการมองเห็นในที่สุด ซึ่งเป็นการสูญเสียชนิดถาวร ไม่สามารถรักษาให้กลับคืนมามองเห็นได้

สาเหตุ

ต้อหินเกิดจากการทำลายขั้วประสาทตา อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุปัจจัยภายนอก หรืออาจพบร่วมกับโรคทางตาอื่นๆ ที่แทรกซ้อนมาจากอุบัติเหตุหรือการผ่าตัดรักษาโรคอื่นๆ ในดวงตา หรือแม้แต่เกี่ยวพันกับโรคทางกายอื่นๆ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงในตัวบุคคลนั้นๆ ที่ทำให้เกิดการเสื่อมของขั้วประสาทตา ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดและเป็นปัจจัยอย่างเดียวที่ควบคุมเปลี่ยนแปลงได้ ก็คือ ความดันในลูกตาที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจจะเพิ่มสูงขึ้นเองตามธรรมชาติ เนื่องจากความเสื่อมข้างในลูกตา หรือเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากยาที่ใช้ จากอุบัติเหตุ หรือจากการผ่าตัด น้ำหล่อเลี้ยงภายในลูกตาโดยปกติลูกตาจะมีการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงภายใน ซึ่งสร้างจากบริเวณด้านหลังของม่านตา แล้วไหลออกมาทางช่องด้านหน้า ก่อนที่จะระบายออกไปทางท่อระบายบริเวณมุมตา ในภาวะปกติปริมาณของน้ำหล่อเลี้ยงที่สร้างขึ้นจะสมดุลกับปริมาณที่ไหลออกจากลูกตา ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการคั่งค้างของน้ำภายในลูกตา ความดันภายในก็ปกติ แต่ถ้าหากมีการอุดตันบริเวณที่ท่อระบาย จะทำให้ความดันตาเพิ่มสูงขึ้นได้

ชนิดของโรคต้อหิน

ต้อหินชนิดมุมปิด พบได้ร้อยละ 10 ของทั้งหมด เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างลูกตา ทำให้เกิดการอุดกั้นของน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตา กรณีที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตา ตาแดง ตามัว เมื่อมองไปที่ดวงไฟจะเห็นเป็นวงกลมจ้ารอบดวงไฟ อาการอาจรุนแรงมากจนเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน และมักไม่หายด้วยการรับประทานยาแก้ปวด ถ้าไม่รักษาตาจะบอดอย่างรวดเร็วภายในเวลาเป็นวันๆ ส่วนชนิดเรื้อรังผู้ป่วยมักไม่ทราบและไม่มีอาการ บางคนอาจมีอาการปวดเล็กน้อยเป็นครั้งคราว เป็นๆ หายๆ อยู่หลายปี และได้รับการรักษาแบบโรคปวดศีรษะโดยไม่ทราบว่าเป็นต้อหิน

ต้อหินชนิดมุมเปิด พบได้ร้อยละ 60-70 ของทั้งหมด เกิดจากเนื้อเยื่อส่วนที่ทำหน้าที่กรองน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาผิดปกติ ทำให้ความดันตาเพิ่มสูงขึ้น และทำลายขั้วประสาทตาในที่สุด แบ่งเป็นชนิดความดันตาสูง และชนิดความดันตาปกติ ผู้ป่วยจะไม่มีอาการปวดตาหรือตาแดง สังเกตพบว่าสายตาค่อยๆ มัวลง อาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในระยะเป็นเดือนหรือเป็นปี หากไม่ได้รับการวินิจฉัย และรักษาทันท่วงทีจะทำให้ตาบอดได้ในที่สุด แต่ถ้าได้รับการวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็วก็มักจะรักษาสายตาไว้ได้

ต้อหินชนิดแทรกซ้อน เกิดเนื่องจากมีความผิดปกติอย่างอื่นของดวงตา เช่นการอักเสบ ต้อกระจกที่สุกมาก อุบัติเหตุต่อดวงตา เนื่องจากการใช้ยาหยอดตาบางชนิด และภายหลังการผ่าตัดตา เช่นเปลี่ยนกระจกตา หรือการผ่าตัดต้อกระจก

ต้อหินในทารกและเด็กเล็ก พบเกิดร่วมกับความผิดปกติตั้งแต่แรกคลอดของดวงตา อาจมีความผิดปกติทางร่างกายร่วมด้วย โรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบลักษณะด้อย (autosomal recessive) หากทั้งพ่อ และแม่เป็นพาหะ ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ร้อยละ 25 ต้อหินในเด็กทารกมักพบตั้งแต่แรกเกิด แม่อาจสังเกตว่าลูกมีขนาดลูกตาใหญ่กว่าเด็กปกติ กลัวแสง กระจกตาหรือส่วนของตาดำจะไม่ใสจนถึงขุ่นขาว และมีน้ำตาไหลมาก หากพบต้องรีบพาเด็กเข้ารับการรักษา

ต้อหินชนิดเม็ดสี เป็นต้อหินชนิดมุมเปิดที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ พบในคนสายตาสั้นอายุ 20-30 ปี การที่สายตาสั้นทำให้ม่านตาเกิดเป็นส่วนโค้ง เนื้อเยื่อชั้นสร้างเม็ดสีกระทบกับเลนส์ ทำให้เม็ดสีอุดตัน การไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาติดขัด และความดันตาเพิ่มสูงขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต้อหิน

อายุ คนที่มีอายุมากจะมีโอกาสเป็นต้อหินมากกว่าคนที่มีอายุน้อย ต้อหิน บางชนิดเกิดในเด็กแรกเกิด หรือกลุ่มเด็กเล็กได้เช่นกัน แต่พบไม่บ่อยเท่าผู้สูงอายุ ต้อหินชนิดมุมเปิดพบมากในคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี
ความดันในลูกตา คนที่มีความดันในลูกตาสูงจะมีโอกาสเกิดโรคต้อหินได้มาก
ประวัติครอบครัว หากมีสมาชิกภายในครอบครัว หรือบรรพบุรุษเป็นต้อหิน ก็จะมีโอกาสเป็นต้อหินมากขึ้น และควรได้รับการตรวจเป็นระยะๆ
สายตาสั้นมากหรือยาวมาก พบว่าคนที่มีสายตาสั้นมากๆ จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคต้อหินชนิดมุมเปิดมากกว่าคนปกติ และในคนที่สายตายาวมากๆ โดยมีขนาดของลูกตาเล็กกว่าปกติ ก็จะมีโอกาสเป็นต้อหินชนิดมุมปิด
โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และความผิดปกติทางเลือดและเส้นเลือด ปัจจุบันมีหลักฐานชี้บ่งว่าความเข้มข้นของเลือดที่ผิดปกติอาจสัมพันธ์กับโรคต้อหิน โรคของเส้นเลือดที่เกี่ยวข้องกับภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ เช่น โรคลูปัส ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะมีความผิดปกติของเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงขั้วประสาทตา และทำให้เกิดเป็นโรคต้อหินได้
ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานานน
การได้รับอุบัติเหตุที่ลูกตามาก่อน และโรคตาบางชนิด

อาหารบำรุงสายตาถ้าพูดถึงอวัยวะของร่างกายคนเรานั้น ดวงตา นั้นนับว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญมากที่สุด… เพราะฉะนั้นเมื่อเราทราบว่...
08/05/2023

อาหารบำรุงสายตา
ถ้าพูดถึงอวัยวะของร่างกายคนเรานั้น ดวงตา นั้นนับว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญมากที่สุด… เพราะฉะนั้นเมื่อเราทราบว่าดวงตามีความสำคัญแล้วก็ควรจะถนอมรักษา หรือว่าบำรุงให้มีอายุการใช้งานที่นาน และมีคุณภาพที่ดี โดยการคัดสรรอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตากันเถอะ……………ครับ…………………………..

ผลการวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่าการให้วิตามิน C วิตามิน E เบต้าแคโรทีน ธาตุสังกะสี และธาตุทองแดง มีประโยชน์ในการชะลอการเสื่อมของผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อม ตั้งแต่ระดับกลาง ขึ้นไป ทั้งนี้ในผู้ป่วยที่มีโรคจอประสาทตาเสื่อมเพียงเล็กน้อยอาจจะไม่ได้ประโยชน์เท่าไหร่สำหรับการรับประทานวิตามินดังกล่าว จักษุแพทย์จะเป็นผู้ประเมินระดับความเสื่อมของจอประสาทตาจากการขยายม่านตาให้กับท่าน และจากการวิจัยของแพทย์ในสหรัฐอเมริกา และหลายประเทศในแถบยุโรปพบว่าอาหารที่ช่วยบำรุงสายตาที่คนเรารับประทานนั้นพบได้จากแหล่งอาหาร………………………………………………………….
1. วิตามิน A เป็นสารที่ช่วยในการทำงานของจอประสาทตา และมีบทบาทสำคัญในการมองเวลากลางคืน ซึ่งพบมากในผักจำพวก ชะอม คะน้า ยอดกระถิน ตำลึง ผักโขม ฟักทอง ผักชีฝรั่ง พริกสีแดง ลูกพรุน ปลาทู สาหร่ายอบแห้ง เนยสด มาร์การีน ครีม วอเตอร์เครส และซอสพริก

2. วิตามิน B มีการศึกษาพบว่า วิตามิน B1 และ B12 อาจมีบทบาทในการชะลอการเกิดต้อกระจกได้ โดยแหล่งที่มีวิตามิน B มาก ได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่ ตับ และนมสด

3. วิตามินCเป็นที่รู้จักกันดีของการชะลอความแก่ของร่างกายเพราะมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) นอกจากนั้นยังจะช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกได้อีกด้วย ผลไม้ที่มี วิตามิน C มาก มีใน ฝรั่ง ส้ม สับปะรด และมะขามป้อม ส่วนผักก็จะมีมากใน กะหล่ำดอก และบร็อคโคลี่

4. วิตามิน E เป็นวิตามินอีกตัวหนึ่งที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีอยู่ในเซลล์รับแสงที่ จอประสาทตา และจากการศึกษาพบว่าอาจจะมีบทบาทช่วยชะลอการเกิดต้อกระจก ซึ่งพบแหล่งอาหารวิตามิน E มากในอาหารประเภท น้ำมันธัญพืช น้ำมันดอกคำฝอย ข้าวโพด และถั่วเหลือง

5. สังกะสี (zinc) จะมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาพบว่ามีส่วนช่วยในการทำให้ จอประสาทตาเสื่อมที่เป็นอยู่แล้วเป็นช้าลง โดยแหล่งที่พบสังกะสี ได้แก่ ตับ หอยนางรม และเนื้อสัตว์ต่างๆ

6. ซีลีเนียม (selenium) เป็นสารอีกตัวหนึ่งที่ต้านอนุมูลอิสระ และอาจช่วยชะลอการเกิดต้อกระจก จะพบได้มากใน หอยนางรม หอยลาย ตับไก่ และเมล็ดทานตะวัน

7. ลูทีน และ ซีแซนทิน (lutein and zeaxanthin) เป็นส่วนประกอบสำคัญที่พบในจุดรับภาพที่ จอประสาทตา และเลนส์ตา มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาพบว่ามีส่วนช่วยในการชะลอการเกิดต้อกระจก และโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ พบมากใน บร็อคโคลี่ ข้าวโพด และไข่แดง

8. เบต้าแคโรทีน (betacarotene) เป็นสารตั้งต้นของวิตามิน A ซึ่งมีบทบาทในการต้านอนุมูลอิสระ และช่วยในการมองเห็นในกลางคืนเช่นเดียวกับวิตามิน A จะพบมากในผักผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น มะปราง มะยงชิด แครอท ลูกพลับ ลูกพีท มะม่วงสุก แอพพริคอท มะละกอ ผักบุ้ง หน่อไม้ฝรั่ง และข้าวโพดอ่อน ข้อควรระวังคือการรับประทานเบต้าแคโรทีนในรูปอาหารเสริมมากไปในคนที่สูบบุหรี่จะเพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งปอดได้

Address

93/1 ม.14 ต.คุ้งพยอม

70110

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when D contact ผลิตภัณฑ์ดูแลดวงตา ต้อลม ต้อเนื้อ ต้อกระจก posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Practice

Send a message to D contact ผลิตภัณฑ์ดูแลดวงตา ต้อลม ต้อเนื้อ ต้อกระจก:

  • Want your practice to be the top-listed Clinic?

Share