24/08/2021
# # ระบบภูมิคุ้มกัน # # ที่เราต้องเข้าใจเพื่อวางแผนต่อสู้กับวิกฤตโรคระบาด
https://www.facebook.com/wellnessbyaxaxa/
ระบบภูมิคุ้มกัน ( immune system) คือระบบที่ประกอบขึ้นจากโครงสร้างและกระบวนการทางชีวภาพหลายอย่างประกอบกัน มีหน้าที่คอยปกป้องร่างกายของสิ่งมีชีวิตจากสิ่งแปลกปลอม โดยเฉพาะจุลชีพก่อโรค เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต รา พยาธิ รวมถึงสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ เช่น เซลล์ที่กำลังเจริญเติบโตไปเป็นมะเร็ง อวัยวะของผู้อื่นที่ปลูกถ่ายเข้ามาในร่างกาย การได้รับเลือดผิดหมู่ สารก่อภูมิแพ้ เป็นต้น ปกติแล้วร่างกายของคนเราได้รับสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายอยู่เป็นประจำทุกวัน อาทิ เแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา สารเคมี ฝุ่นละออง ที่เจือปนอยู่ในอากาศ อาหาร และน้ำดื่มสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้จะเรียกว่า แอนติเจน (Antigen) สิ่งแปลกปลอมอาจเข้าสู่ร่างกายโดยทางระบบหายใจ ผิวหนัง ระบบหมุนเวียนโลหิต หรือระบบย่อยอาหาร เมื่อร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้าไป ก็อาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยและโรคภัยต่าง ๆ ได้ ดังนั้น ร่างกายจึงต้องมีกลไกเเพื่อป้องกัน กำจัด หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นออกจากร่างกาย เช่น การสร้างสารคัดหลั่งต่าง ๆ ที่มีฤทธิ์ทำลายแบคทีเรีย กรดแลกติกที่ถูกขับออกมาทางผิวหนังเพื่อช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย หรือแม้แต่ขนจมูกและน้ำเมือกในระบบทางเดินหายใจ สิ่งเหล่านี้จะทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมในเบื้องต้น แต่ถ้าหากสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายยังถูกกำจัดหรือทำลายไม่หมด ร่างกายจะมีกลไกอีกหนึ่งอย่างซึ่งทำหน้าที่กำจัดและทำลายสิ่งแปลกปลอมโดยเซลล์พิเศษที่เรียกว่า ฟาโกไซต์ ตัวอย่างเช่น เซลล์เม็ดเลือดขาวในกระแสเลือด จะทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมโดยผ่านกระบวนการ ฟาโกไซโทซิส (Phagocytosis)
ในกรณีที่ไม่สามารถกำจัด หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากด้วยกระบวนการ ฟาโกไซโทซิส ได้ทั้งหมด ร่างกายจะสร้างกลไกที่ซับซ้อนขึ้นมาเพื่อทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้น ๆ ที่เป็นอันตรายกับร่างกาย เรียกกลไกที่ซับซ้อนนี้ว่า ระบบภูมิคุ้มกัน (Immune system) ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันเป็นกระบวนการของร่างกายที่จะสร้างโมเลกุลโปรตีนที่มีความจำเพาะที่เรียกว่า แอนติบอดี (Antibody) ซึ่งมีหน้าที่กำจัดและทำลายสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายอย่างจำเพาะกับชนิด และเรียกสิ่งแปลกปลอมที่มีความสามารถในการกระตุ้นการตอบสนองของร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันว่า แอนติเจน (Antigen)
โมเลกุลของแอนติบอดีที่เกิดขึ้นในร่างกายจะทำปฏิกิริยาเคมีเฉพาะกับแอนติเจน หรือสารที่มีคุณสมบัติเป็นแอนติเจน จะเกิดขึ้นบริเวณตำแหน่งบนผิวแอนติเจนที่สามารถทำปฏิกิริยาเฉพาะเจาะจงกับแอนติบอดีชนิดนั้นเรียกว่า Antigenic Determinant ซึ่งตำแหน่งนี้มีรูปร่างหรือโครงสร้างที่แตกต่างกันไป จึงทำให้แอนติเจนสามารถทำปฏิกิริยากับแอนติบอดีได้หลายชนิดและหลายโมเลกุล ทำให้ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกัน และสามารถต่อต้าน กำจัด และทำลายสิ่งแปลกปลอม สารเคมี และเชื้อโรคต่างๆได้ ในสิ่งมีชีวิตหลายสปีชีส์ ระบบภูมิคุ้มกันจะประกอบด้วยระบบย่อยสองระบบ ได้แก่ ระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด (innate) และระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (adaptive)
Innate immunity เป็นระบบภูมิคุ้มกันที่ติดตัวมาแต่กำเนิด จัดเป็นกลไกการป้องกันสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะเจาะจง ได้แก่ พื้นผิวที่สัมผัส antigen โดยตรง คือ ผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะตัวในการป้องกันและกำจัดสิ่งแปลกปลอมซึ่งส่วนใหญ่คือเชื้อโรคออกไปจากร่างกาย ดังนี้
-ผิวหนัง เชื้อโรคไม่สามารถบุกรุกผิวหนังปกติที่ไม่มีบาดแผล อีกทั้งความเป็นกรดของไขมันที่ผลิตออกมาจากต่อมไขมันที่ผิวหนัง ได้แก่ lactic acid และ fatty acid ช่วยยับยั้งและทำลายเชื้อโรค หากผิวหนังชั้นนอกเปิดออก เช่น มีบาดแผล หรือ ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ที่ผิวหนังก็จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เพราะมีอาหารอันอุดมสมบูรณ์และสิ่งแวดล้อมพอเหมาะ เป็นเหตุให้เกิดการอักเสบเป็นหนอง หากเป็นแผลเล็ก ๆ ระบบภูมิคุ้มกันจะกำจัดเชื้อออกไป เพียงล้างแผลให้สะอาด รักษาแผลให้แห้ง ก็หายเป็นปกติได้เอง แต่ถ้าแผลขนาดใหญ่และลึก แผลถูกความร้อนเป็นบริเวณกว้าง ก็เกินกำลังที่ภูมิคุ้มกันจะจัดการไหว เชื้อโรคสามารถแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่าย ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด (septicemia) และเป็นสาเหตุให้ช็อกและเสียชีวิตในเวลาต่อมา จึงต้องให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องแยกเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ผู้เข้าไปดูแลผู้ป่วยต้องสวมหมวกและเสื้อคลุม ผูกผ้าปิดจมูกและปาก ล้างมือให้สะอาด สวมถุงมือ เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากผู้ดูแล อีกทั้งต้องให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อโรคให้ครบชนิด
-เยื่อบุหลอดลม มีเซลล์ที่มีขน (hairy cell) คอยพัดโบกเชื้อโรคให้ออกไปจากหลอดลม อีกทั้งมีเซลล์ผลิตเสมหะ (goblet cell) ที่เหนียวหนืด ไว้คอยดักจับเชื้อโรคคล้ายกาวจับแมลงวันเพื่อไม่ให้เข้าสู่เยื่อบุหลอดลม ผู้สูบบุหรี่จัด เซลล์ขนเสียหน้าที่ไป จึงป่วยด้วยโรคหลอดลมอักเสบบ่อย ๆ
-น้ำมูก น้ำลาย น้ำตา มีหน้าที่ชะล้างเชื้อโรคออกไปจากเยื่อบุ อีกทั้งในสารคัดหลั่งเหล่านี้ยังมี enzyme ที่มีคุณสมบัติในการย่อยทำลายเชื้อโรคอย่างอ่อน ๆ อีกด้วย จะเห็นว่าเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา หรือเยื่อบุตาอักเสบ ต่อมน้ำตาจะหลั่งน้ำตาเป็นปริมาณมากออกมาขับไล่สิ่งแปลกปลอมออกไป หรือเมื่อสิ่งแปลกปลอม สารระคายเคืองเข้าจมูกหรือเป็นหวัด เยื่อบุจมูกจะหลั่งน้ำมูกออกมาก และจามบ่อย เพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอมเช่นเดียวกันกัน
-การไอ ช่วยขับไล่สิ่งแปลกปลอมที่เราสำลักเข้าไปในหลอดลมและปอด หากสิ่งแปลกปลอมทำให้เกิดการระคายเคืองมาก เราก็ยิ่งไอนาน ไอจนกว่าจะหลุดออกมา ในผู้สูงอายุระบบต่าง ๆ ทำงานเฉื่อยลงรวมถึงการไอด้วย ผู้สูงอายุจึงเป็นปอดอักเสบจากการสำลักได้บ่อย ในผู้ที่จมน้ำก็เช่นกัน ถ้าว่ายน้ำธรรมดา สำลักน้ำเพียงเล็กน้อยมักไม่มีปัญหา สายเสียงและฝาปิดกล่องเสียงจะปิดทันทีเพื่อป้องกันน้ำเข้าไปในหลอดลมเพิ่ม แต่ในกรณีจมน้ำระบบนี้เสียไปเมื่อผู้จมน้ำนานจนหมดสติ น้ำจึงเข้าไปในปอดในปริมาณมาก และถ้าเป็นน้ำครำที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคนานาชนิด ทั้งทรงกลม (cocci) ทรงแท่ง (basilli) เชื้อที่ต้องอาศัยออกซิเจน (aerobic bacteria) และไม่อาศัยออกซิเจน (anaerobic bacteria) เชื้อรา โปรโตซัว เกินขีดความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันจัดการไหว ต้องกระหน่ำยาต้านจุลชีพหลายขนานอีกแรง จึงปลอดภัยจากปอดอักเสบรุนแรงจากแบคทีเรียในขั้นต้น และไม่ติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดจนช็อก
-ความเป็นกรดของสารคัดหลั่งในช่องคลอดช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อก่อโรค ความแรงของกรดในกระเพาะอาหารที่ฆ่าเชื้อโรคแทบไม่เหลือ ยกเว้นเชื้อทนกรดเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น
-นอกจากนี้ความสมดุลของเชื้อโรคนานาชนิดที่อาศัยอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ยังช่วยป้องกันเชื้อชนิดใดชนิดหนึ่งเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนมากจนเป็นก่อโรค
ระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (adaptive)เป็นระบบภูมิคุ้กันที่ได้มาหลังการเกิดจึงเป็น Acquired immunity คือภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลัง หากเชื้อโรคสามารถฝ่าด่านแรกเข้าสู่ใต้เยื่อบุหรือผิวหนังที่มีบาดแผลได้แล้ว เซลล์ต่าง ๆ ของระบบภูมิคุ้มกันจะพยายามกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้ให้ออกไปพ้นจากร่างกาย เซลล์เหล่านี้เจริญเติบโตมาจาก stem cell อันเป็นเซลล์ต้นตอในไขกระดูก (พบที่รกด้วย) ซึ่งเติบโตแปรสภาพ (differentiate) ไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดต่าง ๆ เมื่อเซลล์เหล่านี้โตเต็มที่แล้วจึงออกมาสู่กระแสเลือด ล่องลอยไปอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายตามหน้าที่เฉพาะตัวแตกต่างกันไปของเซลล์แต่ละชนิด ซึ่งทำงานสอดคล้องประสานกันเป็นระบบอย่างน่าอัศจรรย์ ดังนี :
-Granulocyte เป็นเม็ดเลือดขาวชนิดที่มี granule มากมายในเซลล์ ส่วนใหญ่อยู่ในกระแสเลือด มีหน้าที่กรูกันมาจัดการกับ antigen โดยกิน (engulf) เชื้อแบคทีเรีย ฆ่าปรสิต เมื่อเซลล์เหล่านี้กิน antigen เข้าไปแล้ว ได้ใช้ enzyme ที่อยู่ใน granule ย่อยสลายเชื้อโรคและแปรสภาพเป็นหนอง หากอยู่ในกระแสเลือดก็กลายเป็นซากแล้วถูกกำจัดไ
-Monocyte เป็นเม็ดเลือดขาวที่มีจำนวนน้อยในกระแสเลือด มีหน้าที่กินเชื้อโรคในกระแสเลือดและเก็บกินซากที่เกิดจากการทำลายเชื้อโรค
-Macrophage เป็น monocyte ที่อยู่ในเนื้อเยื่อ กระจายอยู่ในอวัยวะต่าง ๆ เมื่อกิน antigen เข้าไปแล้ว จะทำหน้าที่เป็น antigen presenting cell (APC) คือส่งสัญญาณจาก antigen ต่อมาให้เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T lymphocyte เพื่อรับหน้าที่ต่อไป
-Dendritic cell มีหน้าที่เช่นเดียวกับ macrophage
-Lymphocyte เป็นเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่แข็งขันที่สุด แบ่งตามหน้าที่เป็น 2 ชนิด :
1. B lymphocyte เมื่อสัมผัสกับ antigen แล้ว จะเปลี่ยนไปเป็น plasma cell มีหน้าที่ผลิตภูมิคุ้มกันด้านสารน้ำเรียกว่า humoral immunity (HI) คือภูมิต้านทาน (antibody) ที่จำเพาะต่อเชื้อนั้น ประกอบด้วยโปรตีน globulin ชนิดต่าง ๆ เรียกว่า immunoglobulin มีทั้งหมด 5 กลุ่ม คือ IgG, IgA, IgM, IgD, IgE ทำหน้าที่จับติดกับ antigen แล้วทำลายด้วยวิธีต่าง ๆ ที่สลับซับซ้อน ส่วนใหญ่ภูมิต้านทานเหล่านี้จะอยู่ในร่างกายไปตลอดชีวิต เพราะมีเซลล์ที่แปรสภาพเป็นเซลล์ความจำ (memory cell) ทำหน้าที่จำเชื้อที่เคยพบแล้ว เมื่อเชื้อเดิมเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง เซลล์ความจำก็จะระดมพลเพื่อสร้าง immunoglobulin ออกมาในปริมาณมากทันทีภายในสัปดาห์แรกที่ติดเชื้อ จึงสามารถกำจัดเชื้อโรคออกไปโดยไม่ทันก่อโรค ต่างจากการติดเชื้อในครั้งแรกที่ระดับภูมิต้านทานขึ้นในสัปดาห์ที่ 2
2. T lymphocyte เริ่มงานเมื่อได้รับสัญญาณจาก APC มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันด้านเซลล์ เรียกว่า cell-mediated immunity (CMI) ที่สำคัญมี 3 ชนิด คือ :
** T helper หรือ CD4 มีหน้าที่ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน เมื่อได้รับสัญญาณจาก APC มันจะกลายเป็น sensitized T cell ที่มีอานุภาพสูง หลั่งสารมากมายหลายชนิดออกมาจากเซลล์เรียกว่า cytokines เพื่อกระตุ้นเซลล์ชนิดต่าง ๆ ในระบบภูมิคุ้มกันให้เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนระดมพล และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อโรคเหมือนทหารที่ฮึกเหิมพร้อมออกศึก
** T suppressor หรือ CD8 มีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม อีกทั้งยับยั้งการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันเมื่อหมดความจำเป็นแล้ว ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเสียหายต่อร่างกายจากการทำงานที่เกินเลยของระบบภูมิคุ้มกัน
** Natural killer cell เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็ง และเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสเป็นหลัก
จะเห็นว่าเซลล์เหล่านี้ทำงานประสานกันอย่างดีเยี่ยม เพื่อรักษาสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันไม่มากไปหรือน้อยไปจนเกิดความเสียหายตามมา
เรารู้จักเซลล์เหล่านี้ดีเมื่อโรคเอดส์ระบาด เพราะโรคเอดส์เกิดจากเชื้อ Human Immunodeficiency Virus (HIV) ไปทำลายเซลล์ CD4 ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันด้านเซลล์บกพร่องเป็นหลัก จึงติดเชื้อฉวยโอกาสง่าย
ฉะนั้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันทั้งสองประเภทและเหล่าบรรดาเม็ดเลือดขาวที่เกิดจาก Stem Cell จากไขกระดูก ส่งผลไปยังเหล่าบรรดาทหารเสือรายใหญ่ทั้ง B และ T Cell ต่างทำงานสัมพันธ์กันไปหมด ไม่มากไป ไม่น้อยไปและพึ่งพากัน หากตัวใดตัวหนึ่งเกิดเสียสูญ มีน้อยไป หรือมากไปก็ย่อมส่งผลการทำงานไปได้เช่นเกิดโรคระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องเป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล :
https://ketmaneenutsima.wordpress.com/
https://th.wikipedia.org
รศ. ดร.วิทยา ยศยิ่งยวด. การป้องกันตนเองของร่างกายและระบบภูมิคุ้มกัน. คู่มือการสอนชีววิทยา. คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
https://www.facebook.com/wellnessbyaxaxa/
#ลงทุนเพื่อการป้องกันดีกว่าเสียหายจากการรักษา
📌 สนใจติดต่อ / ขอข้อมูลเพิ่มเติม/ปรึกษาหารือเรื่องสุขภาพกับเราได้ที่ :
บริษัท อะชาช่า จำกัด ( Dealer The iCon Group )
Axaxa Co., Ltd.
LINE@ >> ( มี @ ด้วยนะค่ะ )
INBOX >> m.me/103306468715147 💧💧
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/wellnessbyaxaxa/
📞 โทร >> 021162998, 0825328989, 0841478748❤❤❤
#เพราะสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ #ประโชน์ของอาหาร #กินอาหารให้เป็นยา #สุขภาพดี #วิตามิน #อาหารเสริม #สร้างภูมิสู้โควิต
#แชร์รัวๆ #แชร์แล้วได้บุญ #เราต้องรอด #อยากดังเดี๋ยวจัดให้ #ทางรอดวิกฤต #เส้นด้าย #โรงพยาบาล #ประเทศไทย #ชีวิตดี๊ดี