13/03/2021
ประสบการณ์ครั้งหนึ่งของหมอที่มาเป็นคนไข้บ้างจะรู้สึกยังไง
เรื่องเริ่มเมื่อสัก 2 วันก่อนเมื่อผมมีอาการแน่นหน้าอกและหายใจลำบากเวลาหายใจจะรู้สึกไม่อิ่ม อาการเกิดขึ้นช่วงบ่าย 13:30 น ได้เข้าไปตรวจที่โรงพยาบาลบางมดซึ่งอยู่ใกล้บ้านการตรวจวินิจฉัยในเบื้องต้นไม่พบความผิดปกติในคลื่นไฟฟ้าหัวใจนอกเหนือจากเส้นประสาทหัวใจเส้นขวาที่มีการบล็อกซึ่งผมเป็นมาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว ผลเลือด พบ creatinine crinase สูงกว่าเกณฑ์ แต่ high sensitivity troponon I ปกติ ซึ่งบ่งชี้เรื่องอาจมีการบาดเจ็บของเซลล์หัวใจ หมอที่โรงพยาบาลบางมดซึ่งไม่ใช่หมอเฉพาะทางได้จ่ายยาที่ทำให้เส้นเลือดขยายและยาป้องกันการจับตัวของเกล็ดเลือดหัวใจ พร้อมกับแนะนำให้มาตรวจกับหมอโรคหัวใจ ผมเองก็ได้นึกถึงเพื่อนหมอที่ชื่อ นพ.ดํารัส ตรีสุโกศลเลยได้โทรติดต่อคุยกัน หมอแว้วได้นัดให้ผมไปตรวจในวันรุ่งขึ้นเลยที่ศิริราชปิยมหาราชการุณย์ อาการในช่วงหลังจากตรวจที่บางมดวันแรกก็ทุเลาขึ้นแต่ก็ยังมีเรื่องของการหายใจลำบากบ้างเล็กน้อย
วันรุ่งขึ้นได้ออกจากบ้านตั้งแต่ 9:10 น เพื่อที่จะไปให้ทัน 11:00 น ตามที่คุยกับหมอแว้วไว้ ผมไปถึงปิยมหาราชการุณย์เก้ๆกังๆอยู่ถึงแม้ว่าเราเป็นศิษย์เก่าศิริราชเมื่อ 34 ปีที่แล้และเข้าไปศิริราชเป็นระยะไม่บ่อยแต่ศิริราชเป็นโรงพยาบาลใหญ่และก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ย่อมแน่นอนที่มาถึงเดี๋ยวนี้ก็เดินไม่ค่อยถูกแล้ว
ความรู้สึกที่ศิริราชคือการบริการของเจ้าหน้าที่ดีมากแม้ว่าจะเป็นโรงพยาบาลของรัฐ ความประทับใจตั้งแต่เรื่องของเจ้าหน้าที่บริการจอดรถที่ไม่หงุดหงิดเลยแม้ว่าจะทำงานทั้งวัน เจอผู้คนทุกรูปแบบ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนที่ซักถามประวัติได้ละเอียดมาก ต้องการใบรับรองแพทย์ไหน แพ้ยาอะไร มีโรคประจำตัวอะไร เพื่อแยกคนไข้ที่อาจจะมี ปัญหาต่างๆหรือภาวะที่อาจจะเกิดความผิดพลาดรวมทั้งcovid-19 ออกมา แล้วเมื่อเห็นเรารอนานมากหน่อยจะเข้ามาบอกเป็นระยะบอกว่ากำลังสอบถามอยู่นะคะ
เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วเจ้าหน้าที่ก็จะมีการแจ้งให้ทรายว่าจะต้องไปทางไหน ระหว่างทางเมื่อเจ้าหน้าที่เห็นเราไม่รู้ทางจะรีบเข้ามาบอกทันที ไม่เห็นมีใครท่าทางเหนื่อยหน่ายเลยสักคน
การรับยาก็เป็นมาตรฐานสากลคือมีการถามชื่อนามสกุล การแพ้ยา การแนะนำยาว่าจะต้องกินยังไง มีสีลักษณะของยา ข้อควรระวังในการกินยา อาการเมื่อแพ้ยาและเมื่อแพ้ยาจะต้องทำยังไง รวมทั้งสิ่งที่จะต้องทำในนัดครั้งต่อไป
เช้าวันนี้ผมต้องไปโรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อตรวจ CT scan เส้นเลือดหัวใจรวมทั้งวัดโคโรนารีแคลเซียมในใบนัดจะมีคำแนะนำในการเตรียมตัวพร้อมทั้งไฮไลท์ส่วนที่สำคัญเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดเช่นการงดอาหารเป็นเวลากี่ชั่วโมงก่อนมา ดื่มน้ำได้ไหม กรณีไหนที่จะทำการตรวจไม่ได้เช่นชีพจรเร็วเกินไป ควรต้องมาถึงโรงพยาบาลกี่โมงและค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
ผมงดอาหารตั้งแต่เมื่อคืน ดื่มน้ำพร้อมยากินนิดหน่อยแล้วมาถึงโรงพยาบาลก่อนเวลาที่นัด 1 ชั่วโมงความดันเลือดวันนี้คือ 100/71 มิลลิเมตรปรอทชีพจร 58 ครั้งต่อนาที ถ้าชีพจรเกิน 65 ครั้งจะตรวจไม่ได้เพราะหัวใจจะเต้นถี่เกินไป ทำให้ภาพออกมาไม่ชัด ผมสอบผ่านตั้งแต่รอบแรก ความดันเลือดที่สูงก็เป็นข้อห้ามและผมจะต้องมีการถูกฉีดสี 2 ครั้งด้วยความเร็ว 20 cc ต่อวินาทีฉีดครั้งแรก 15 ccและครั้งหลัง 65 cc รวมเป็น 80 cc ผมถูกห้ามกลืนน้ำลายในระหว่างที่เดินยานี้ เพราะจะไม่ให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ทำให้ตรวจไม่ได้ การเดินยาที่เร็วทำให้ต้องใช้เข็มเบอร์ใหญ่ซึ่งโดยปกติจะใช้เบอร์ 18 เวลาแทงเข็มจึงเจ็บกว่าปกติ พยาบาลแทงเข็มเข้าที่ข้อศอกขวาและปิดผ้าพันแผลเรียบร้อยดีมาก ก่อนย้ายเข้าห้อง CT scan ได้มีการวัดความดันและชีพจรอีกครั้งให้แน่ใจว่าสามารถที่จะทำการตรวจได้จริง ครั้งนี้ชีพจรผมอยู่ที่ 115 /71 มม. ปรอท และชีพจร 58 ครั้งต่อนาทีเหมือนเดิม สงสัยผมต้องไปซื้อหวยเบอร์ 58 ซะแล้ว
ผมถูกย้ายเข้าไปในห้องตรวจ CT scan ในอีก 15 นาทีถัดมา พยาบาลให้ผมย้ายไปที่เตียงตรวจแล้วเพิ่มความสูงของเตียงไปที่ระดับ 135 cm ที่ส่วนโค้ง จะมีคำแนะนำเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่าจ้องที่แสงสีแดงซึ่งนั่นจะเป็นแสงเลเซอร์ พยาบาลได้จัดผมให้ส่วนเอกซเรย์อยู่ตรงกับส่วนที่จะเป็นหัวใจ ส่วนแขนสองข้างไว้ระดับเหนือศีรษะและติดเครื่องฉีดยาอัตโนมัติเพื่อให้ไม่ต้องมีพยาบาลมาอยู่ใกล้และเสี่ยงต่อการโดนรังสี บนเพดานเหนือคือเอ็กซเรย์ที่ผมจะมองเห็นเมื่ออยู่ในท่านอนจะเป็นต้นดอกซากุระ ดูแล้วผ่อนคลายดีมาก
เจ้าหน้าที่ให้ผมซักซ้อมก่อนโดยบอกให้หายใจเข้า หายใจออก
หายใจเข้า หายใจออก
หายใจเข้ากลั้นไว้ 10 วินาทีแล้วหายใจออก เมื่อเห็นผมทำได้ก็จะเริ่มทำการตรวจแบบจริงแล้ว
พยาบาลได้แจ้งให้ผมรู้ว่าการตรวจเริ่มต้นแล้วโดยการตรวจแบบไม่ฉีดสี 1 รอบ หลังจากนั้นก็ตรวจแบบฉีดสีเดินยา 15 cc ในครั้งนี้รู้สึกแต่เพียงว่ามียาผ่านเข้าทางข้อศอกขวาแต่ยังไม่รู้สึกถึงความร้อนซ่าในตัว หลังจากนั้นได้ทำการตรวจอีกครั้งแบบเดิมแต่ครั้งนี้ฉีดสี 65 ซีซี ซึ่งครั้งนี้นอกจากรู้สึกที่แขนแล้วก็รู้สึกร้อนซ่าตั้งแต่ส่วนของคอลงไปถึงสะโพก จู๋ ก้นเลยทีเดียว
พยาบาลได้พิจารณาภาพที่ออกมาสักพักแล้วเห็นว่าเรียบร้อยดี จึงได้บอกให้ผมย้ายออกมานั่งพักสัก 15 นาทีเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการแพ้ยาเกิดขึ้น แล้วไปเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมทั้งจ่ายเงินค่าตรวจ ครั้งนี้ค่าตรวจคือเกือบ 22,000 บาท
ผลการตรวจผมยังไม่ทราบต้องรอคุยกับหมอแว้วอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ว่าผลจะเป็นยังไงเมื่ออวัยวะในตัวของเรามีปัญหาก็จะต้องมีการแก้ไข เราก็ต้องซ่อมเพื่อให้เราสามารถสู้กับเรื่องต่างๆต่อไปได้อย่างมั่นใจ
มีเพื่อนหลายคนตกใจที่ทราบว่าผมไม่สบาย ผมขอขอบคุณที่ส่งความห่วงใยมาสอบถามและอวยพร ตอนนี้ผมสบายดีครับและพร้อมต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆได้อย่างสบายใจไร้กังวล
การลงเรื่องนี้ผมเพียงแต่ต้องการให้เพื่อนๆทราบขั้นตอนการตรวจและการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่มีความละเอียดรอบคอบ ทำงานอย่างเป็นระบบ ผมไม่ได้เสียดายเงิน 2 หมื่นกว่าบาทเลยแม้แต่น้อยเมื่อได้รับการปฏิบัติดูแลอย่างเต็มที่จากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลศิริราชที่บริหารโดยเพื่อนของผมคือศาสตราจารย์นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา
ผมดีใจที่ชีวิตของผม เจอเพื่อนดีๆที่พร้อมที่ให้การช่วยเหลือกันเมื่อเวลาที่มีปัญหามาถึง
ในส่วนตัวผม ผมก็มีความพร้อมช่วยเหลือเพื่อนอยู่โดยไม่มีความขัดข้องและไม่ได้หวังการตอบแทนใดๆ อยู่แล้ว