ดร.ต้อย นักจิตวิทยาดูแลใจคนทำงาน

ดร.ต้อย นักจิตวิทยาดูแลใจคนทำงาน ดร.เพยาว์ รื่นรวย
นักจิตวิทยาการปรึกษา (Ph.D.

Counseling Psychology)

Executive Counseling
ดูแลใจคนทำงานและผู้บริหาร

เชี่ยวชาญสุขภาพจิตในองค์กร
พ.ศ. 2544 – ปัจจุบัน

ใบรับรองมาตรฐานคุณสมบัตินักจิตวิทยาการปรึกษา
เลขที่ 1119/2567

Line: .psychologist

ลงทะเบียน ฟรี กับ IRIS Good Mind to Great Performanceเพราะ “ผลงานที่ดี” ไม่ได้เริ่มจากทักษะแต่เริ่มจาก “ใจที่ชัดและมั่นค...
01/04/2026

ลงทะเบียน ฟรี กับ IRIS
Good Mind to Great Performance
เพราะ “ผลงานที่ดี” ไม่ได้เริ่มจากทักษะ
แต่เริ่มจาก “ใจที่ชัดและมั่นคง”

📅 9 เมษายน | ⏰ 10:00–11:30

ในโลกของการทำงานระดับผู้นำ
สิ่งที่ทำให้ Performance ต่างกัน
ไม่ใช่แค่ความสามารถ
แต่คือ “วิธีที่ใจทำงานอยู่ข้างใน”

ใน Session นี้
คุณจะได้เข้าใจว่า…
ทำไมบางครั้งเรามีศักยภาพ
แต่ผลงานไม่ถึงที่ควร
กลไกภายในใจที่ “ฉุด” หรือ “ส่ง” Performance โดยที่เราไม่รู้ตัว
วิธีกลับมา “จัดระเบียบใจ”
เพื่อให้การตัดสินใจและการทำงานคมชัดขึ้น

แล้วพบกันค่ะ
ดร.ต้อย

Inside Out Communicationคำพูดของใครบางคนทำให้เรารู้สึกอึดอัดหลายครั้ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “คำ” อย่างเดียวแต่อยู่ที่ คำพูด...
30/03/2026

Inside Out Communication
คำพูดของใครบางคนทำให้เรารู้สึกอึดอัด
หลายครั้ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “คำ” อย่างเดียว
แต่อยู่ที่ คำพูดนั้น
ออกมาจาก “ใจ” แบบไหน

เพราะต่อให้ใช้คำสุภาพแค่ไหน
ถ้าข้างในยังร้อน อีกฝ่ายมักรับรู้
“ความรู้สึก” ได้ชัดเจนอยู่ดี
ว่าเรากำลังหงุดหงิด
กำลังตั้งการ์ด
หรือกำลังพยายามเอาชนะบางอย่าง
ผู้นำหลายคนจึงไม่ได้สื่อสารพลาด
เพราะไม่รู้เทคนิค
แต่สื่อสารพลาด
เพราะไม่มีเวลาพา “ใจ” ให้สงบ
ก่อนจะพูดในเรื่องสำคัญ
ทุกคนลองนึกถึงตัวเองดูนะคะ
ว่าเคยเป็นแบบนี้มั้ย
ตอนที่กำลังมีเรื่องกังวล
เราเหมือนกำลังนั่งฟัง
แต่จริง ๆ ในใจกำลังคิดว่า
จะโต้กลับยังไงดี
หรือบางครั้ง
เราคิดว่าเรากำลัง “อธิบายให้ชัด”
แต่คนฟังกลับรู้สึกว่า
เรากำลังกดดัน กำลังตำหนิ
ที่เป็นแบบนั้น เพราะว่า
พอข้างในใจ “ตึง”
คำพูดข้างนอกก็มักจะแข็งโดยไม่รู้ตัว
แต่เมื่อใจเริ่มสงบ
สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่น้ำเสียงนะคะ
แต่เราจะฟังได้มากขึ้น
รีบน้อยลง ,ป้องกันตัวน้อยลง
และเลือกคำพูดที่ดี ตรงกับบริบท
โดยไม่ทำร้ายใจกัน
การสื่อสารที่ดี ไม่ได้เกิดจาก
การพูดเก่งอย่างเดียว
แต่มักเกิดจาก
ข้างในนิ่งพอ
เข้าใจตัวเองพอ
และมีความชัดเจนในใจพอ
เพราะถ้าใจเรายังสับสน
คำพูดมักออกไปแบบกระจัดกระจาย
ถ้าใจเรายังป้องกันตัว
คำพูดมักออกไปแบบมีปลายแหลม
ถ้าใจเรายังร้อน
คำพูดมักไปถึงคนอื่นด้วยบรรยากาศเดียวกัน
และจะหวังให้อีกฝ่ายสงบนิ่ง ก็เป็นไปได้ยาก
ดังนั้น การสื่อสารจากข้างในสู่ข้างนอก
อาจไม่ได้เริ่มจากการถามว่า
“ควรพูดอะไร”
แต่อาจต้องเริ่มจากการถามก่อนว่า
“ตอนนี้ใจเราอยู่ในสภาพไหน”
เพราะบางครั้ง
สิ่งที่ทีมต้องการจากผู้นำ
ไม่ใช่คำพูดที่สวยหรู
แต่คือคำพูดที่ออกมาจากใจที่นิ่งพอ
เป็นความจริง (ใจ) พอ
และปลอดภัยพอจะรับฟังกันได้
เมื่อใจสงบ การสื่อสารจะชัดเจน
ไม่ใช่เพราะเราเก่งขึ้นทันที
แต่เพราะเราไม่เอาความวุ่นวายข้างใน
ไปปะปนในบทสนทนามากเหมือนเดิม
ดังนั้น
ก่อนจะไปคุยเรื่องยาก ๆ กับใคร
ลองกลับมาเคลียร์กับใจตัวเอง
ให้เรียบร้อยก่อนนะคะ
ดร.ต้อย
Private Executive Counseling
Calm Space for Leadership

บางครั้ง ความขัดแย้งของผู้บริหารต่างแผนกไม่ได้เกิดจากมีใครไม่เก่ง  แต่อาจเกิดจาก“สิ่งที่แต่ละคนกำลังปกป้องอยู่ข้างใน”ที่...
26/03/2026

บางครั้ง ความขัดแย้งของผู้บริหารต่างแผนก
ไม่ได้เกิดจากมีใครไม่เก่ง
แต่อาจเกิดจาก
“สิ่งที่แต่ละคนกำลังปกป้องอยู่ข้างใน”
ที่ไม่เหมือนกัน
ลองนึกภาพห้องประชุมของคุณนะคะ
คนหนึ่งยืนยันเรื่องงบประมาณ
อีกคนยืนเรื่องคน
อีกคนกดเรื่องเวลา
อีกคนห่วงมาตรฐาน
ฟังดูเหมือนเป็นแค่
“มุมมองไม่ตรงกัน”

แต่ในงานจิตวิทยาคนทำงาน
ต้อยมักมองลึกลงไปอีกชั้นเสมอว่า
สิ่งที่ชนกันอยู่ตรงหน้า
อาจไม่ใช่แค่ความเห็น
แต่อาจเป็น
ระบบปกป้องตัวเองของ
แต่ละคนที่กำลังทำงานอยู่
ผู้บริหารฝ่ายหนึ่ง
อาจพูดจากแข็ง ๆ
ไม่ใช่เพราะอยากชนะ
แต่อยู่ลึกลงไป
เขาอาจกำลังกลัวว่า
ถ้าปล่อยไปง่าย ๆ องค์กรจะเสียหาย
และเขาจะเป็นคนที่รับผิดชอบไม่ไหว
ผู้บริหารอีกฝ่าย
อาจดูอ่อนไหวกับผลกระทบ
ต่อคนมากเป็นพิเศษ
ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจธุรกิจ
แต่อยู่ลึกลงไป
เขาอาจกำลังกลัวว่า
ถ้าไม่ปกป้องคน
คนจะเป็นฝ่ายถูกบาดเจ็บเสมอ

อีกฝ่ายหนึ่ง
อาจรีบ เร่ง คุม และกดรายละเอียดทุกอย่าง
ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจใคร
แต่อยู่ลึกลงไป
เขาอาจเชื่อว่า
ถ้าไม่คุม ทุกอย่างจะพัง
นี่แหละค่ะ
สิ่งที่เรียกว่า
“ใต้ภูเขาน้ำแข็ง”
สิ่งที่เราเห็นบนผิวน้ำ
คือ น้ำเสียง สีหน้า คำพูด
การโต้แย้ง การไม่ยอมกัน

แต่ใต้น้ำ อาจมีทั้ง
ความกลัว
ความเชื่อเดิม
ความกดดัน
ประสบการณ์ที่เคยผิดพลาด
และความหมายที่แต่ละคนให้กับคำว่า
“ความรับผิดชอบ”
ถ้ามองผ่านกรอบ Control Mastery Theory
มนุษย์จำนวนมากไม่ได้ตอบสนอง
ต่อสถานการณ์ตรงหน้าอย่างเดียว
แต่กำลังตอบสนองผ่าน
ความเชื่อบางอย่างที่ใจใช้ปกป้องตัวเอง
บางคนอาจมีความเชื่อเงียบ ๆ ว่า
• ถ้าฉันไม่คุม จะเกิดเรื่อง
• ถ้าฉันอ่อน คนจะไม่เคารพ
• ถ้าฉันทำให้ทีมพลาด ฉันไม่มีคุณค่า
• ถ้าฉันไม่สู้เพื่อแผนกของตัวเอง
ฉันกำลังล้มเหลว
เพราะฉะนั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องประชุม
จึงไม่ใช่แค่เรื่อง KPI ชน KPI
แต่คือ
ความกลัวชนความกลัว
ความเชื่อชนความเชื่อ
และระบบปกป้องตัวเองชนกันอย่างเงียบ ๆ
เอาจริง ก็ไม่เงียบนะ
เพราะมันโผล่ขึ้นเป็น
ความขัดแย้งในห้องประชุมบ่อย ๆ
งานที่ยากของผู้บริหาร
จึงไม่ใช่แค่การทำให้อีกฝ่าย
ยอมรับเหตุผลของเรา
แต่คือการเริ่มมองให้ออกว่า
ใต้เหตุผลของแต่ละคน มีอะไรอยู่
เมื่อเราเห็นแค่พฤติกรรม
เราจะอยากเอาชนะ
แต่เมื่อเราเริ่มเห็นภูเขาน้ำแข็ง
เราจะเริ่มเข้าใจว่า
อีกฝ่ายอาจไม่ได้กำลัง
“สู้กับเรา” อย่างเดียว
แต่อาจกำลังสู้กับ
บางอย่างในใจตัวเองอยู่ด้วย
ภาพที่ต้อยอยากชวนให้นึกตามคือ
ในห้องประชุมมีภูเขาน้ำแข็งหลายลูก
แต่ละลูกลอยมาในตำแหน่งผู้บริหาร
คนละแผนก
เหนือผิวน้ำ
คือ เหตุผลทางธุรกิจ

ใต้น้ำ
คือ ความกลัวที่จะพลาด
ความกลัวที่จะเสียการควบคุม
ความกลัวที่จะไม่เป็นที่ยอมรับ
และความกลัวว่าจะไม่ดีพอ
สำหรับบทบาทที่ตัวเองแบกอยู่
แล้วความขัดแย้งมากมายในองค์กร
ก็เกิดขึ้นตรงนั้นเอง
ไม่ใช่เพราะคนเหล่านี้ไม่เก่ง
แต่เพราะ
เขาเก่งมากพอจะรับผิดชอบ
จนบางครั้งใจต้องสร้างเกราะขึ้นมาเอง
และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่า
ทำไมองค์กรที่อยากให้ผู้บริหาร
ทำงานข้ามแผนกได้ดีขึ้น
อาจไม่ได้ต้องการแค่หลักสูตรสื่อสาร
แต่อาจต้องการพื้นที่เรียนรู้
ที่ช่วยให้ผู้นำเห็นสิ่งที่อยู่
ใต้ภูเขาน้ำแข็งของตัวเองด้วย
เพราะบางความขัดแย้ง
ไม่ได้คลี่คลายด้วยเทคนิคการพูด
เพียงอย่างเดียว
ถ้าคนข้างในยังรู้สึกไม่ปลอดภัย
ยังกลัวความผิดพลาด
หรือยังต้องใช้เกราะเดิม ๆ
เพื่อพาตัวเองอยู่รอด
การพัฒนาผู้นำในเรื่องนี้
จึงไม่ใช่เรื่องลึกเกินไปสำหรับองค์กร
แต่คือการช่วยให้คนที่ต้องร่วมตัดสินใจ
เรื่องสำคัญ
เข้าใจทั้งตัวเอง เข้าใจคนอื่น
และทำงานร่วมกันได้ลึกกว่า
การพยายามเอาชนะกันบนผิวน้ำ
ต้อยอยากฝากผู้บริหาร
ที่ต้องการจะแก้ไขเรื่องความขัดแย้งในองค์กร
ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระดับไหนก็ตาม
อยากฝาก 3 เรื่องนี้ค่ะ

1. ความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารหลายครั้ง
ไม่ได้เกิดจากนิสัยไม่ดี แต่เกิดจากความกลัว
ที่ยังไม่ได้รับการเข้าใจ
2.ใต้พฤติกรรมที่แข็ง อาจมีความพยายาม
ปกป้องบางอย่างที่สำคัญมากสำหรับเจ้าตัว
3. การร่วมมือกันได้ดีขึ้น
มักเริ่มจากการเห็น “สิ่งที่อยู่ใต้น้ำ”
ไม่ใช่แค่สิ่งที่พูดกันบนโต๊ะประชุม

บางครั้ง สิ่งที่องค์กรต้องการ
อาจไม่ใช่แค่การประชุมให้มากขึ้น
แต่อาจเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยพอ
ให้คนที่ต้องรับผิดชอบสูง
ได้ลดเกราะลงนิดหนึ่งและกลับมาคุยกัน
โดยไม่ใช่คุยกันจากความกลัว
แต่ต้องคุยกันจากความเข้าใจค่ะ
ฝากด้วยนะคะ
ดร.ต้อย

เรื่องราวในอดีตที่ไม่ได้รับการดูแลมันโผล่หน้ามาอีกทีในเรื่องราวปัจจุบันแค่ “หน้าตา” เปลี่ยนไปสมมติว่า มีผู้จัดการคนหนึ่ง...
24/03/2026

เรื่องราวในอดีตที่ไม่ได้รับการดูแล
มันโผล่หน้ามาอีกทีในเรื่องราวปัจจุบัน
แค่ “หน้าตา” เปลี่ยนไป
สมมติว่า
มีผู้จัดการคนหนึ่ง ชื่อ “ใจ”
เขามักมีปัญหาเรื่องอารมณ์
ที่ทำให้เพื่อนร่วมงาน ไม่อยากทำงานกับเขา
มาทำความรู้จัก “ใจ” กันค่ะ
ใจ มีพี่น้อง 3 คน พี่ชาย 2 คน
และเขาน้องชายคนเล็กของบ้าน
เขามักโดนพี่ชายแกล้งเสมอ
เพราะเป็นน้องเล็ก พี่ ๆ โตกว่า
ตั้งแต่เล็ก จนโต ใจ ก็โดนแกล้งมาตลอด
หนำซ้ำ พี่ชายทั้ง 2 ก็เรียนเก่งมาก
ซึ่ง ใจ ไม่ใช่แบบนั้นเลย จึงทำให้
เวลาโดนพี่แกล้ง แม่จึงไม่เคยดุพี่ชายเลย
แถมแม่ยังมักพูดว่า ก็เรียนให้เก่งเหมือนพี่ชายสิ
ถ้าเรียนไม่เก่ง ก็ต้องช่วยแม่ทำงานบ้าน
ใจ จึงมักต้องเป็นคนรับผิดชอบงานบ้าน
ทั้งกวาดบ้าน ล้างจาน ซักผ้า ตากผ้า
เหตุการณ์แบบนี้ จึงทำให้ใจ
แอบไปร้องไห้บ่อย ๆ และก็ได้แต่อดทน
เก็บความเสียใจ และความรู้สึก
ไม่ได้รับความยุติธรรมไว้ในใจ..
เมื่อเข้าสู่ในโลกของการทำงาน
ใจ จึงเป็นคนขยัน ตั้งใจเรียนรู้
หนักเอา เบาสู้ ลุยทุกอย่าง ...
(เพราะเชื่อว่า ตนเองไม่เก่ง ต้องลงมือทำเยอะ ๆ )
จนเขาก็ได้รับการเลื่อนขึ้นไปจนถึงระดับผู้จัดการ
แต่ ใจ ก็มักจะ
1. เวลาเห็นเพื่อนได้คำชม หรือ เลื่อนตำแหน่ง
ใจจะรู้สึกไม่สบายใจ ไม่ชอบ โกรธหัวหน้า
โกรธเพื่อนด้วย
2. มักคิดว่า ตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม
ทั้ง ๆ ที่ตัวเองขยันกว่าเพื่อน
3. ความคิดว่า ตั้งใจไปก็เท่านั้น เพราะไม่ใช่ลูกรัก
ทำให้บางครั้ง เขาไม่ให้ความร่วมมือกับใครทั้งนั้น
4. มักกดดันตัวเองในการทำงาน เพราะกลัวไม่สำเร็จ
5. ทำงานร่วมกับคนอื่นยาก เพราะกลัวคนอื่นได้ดีกว่า
6. ไม่ค่อยแชร์ข้อมูล เพราะกลัวคนอื่นเอาเปรียบ
7. ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ในใจเจ็บปวดเหลือเกิน
8. เวลาเจอสถานการณ์ที่ต้องถูกเลือก เขาจะเครียด
9. มีปัญหาความสัมพันธ์ เพราะรู้สึกไม่เป็นที่รัก
10. ย้ายที่ทำงานแล้ว ก็ยังเจอปัญหาเดิม ๆ
คิดไม่ถึงใช่มั้ยคะ...ว่า 2 เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกัน
แต่มันคือเรื่องจริงจากห้องให้การปรึกษา
ของคนทำงาน และมันเกี่ยวกันสุด ๆ ไปเลยค่ะ
เรื่องราวในอดีต ไม่เคยสนใจว่า
คุณจะเป็นใคร Level จะสูงแค่ไหนในองค์กร
หากคุณ “ละเลย” เรื่องราวในอดีต
มันจะคอย “เคาะประตู” เรียก คุณอยู่เสมอ
ยิ่งคุณทำเป็นไม่สนใจ ..การเคาะประตูเรียก
ก็จะ “เข้มข้น” ขึ้นเรื่อย ๆ
รูปแบบที่เห็นได้ชัด คือ การไม่มีความสุขในชีวิต
ปัญหาความสัมพันธ์ รวมทั้ง ปัญหาสุขภาพด้วย
เทคนิคทางจิตวิทยาที่ต้อยมักใช้อยู่เสมอ
เพื่อดูแลเรื่องนี้ คือ การกลับไป “เยี่ยม” ตัวเองในอดีต
การกลับไปพบกับเด็กน้อยข้างใน (Inner Child )
กลับไปดูแลเค้า ไปกอดเค้า ไปอยู่เป็นเพื่อนเค้า
ไปบอกกับเค้าว่า เธอไม่ได้แย่ แบบที่เธอได้ยินมานะ
ดูสิ วันนี้ ฉันโตมาประสบความเร็จแล้วนะ
….
มันคือการกลับไป “ดูแลความรู้สึก” ที่ยังคั่งค้างอยู่
หรือการกลับไปทำความเข้าใจ “ความเชื่อ” บางอย่าง
ที่ฉุดรั้งชีวิตในปัจจุบันไว้ ให้เจอแต่เรื่องเดิม ๆ
อาจเรียกได้ว่า
ปัญหาในปัจจุบัน คือ ภาพสะท้อนของ
“ความทรงจำที่เจ็บปวด” ในอดีต นั่นเอง
ทำไมเทคนิค ถึง Work ?
เพราะมันไม่ได้ทำให้แค่ “เข้าใจ”
อดีตด้วยเหตุผล
แต่ชวน “กลับไปพบ” ประสบการณ์เดิม
ในระดับอารมณ์

แล้วเติมสิ่งที่วันนั้นเขาไม่เคยได้รับ
เช่น การปกป้อง การปลอบโยน การยอมรับ
เมื่ออารมณ์เดิมได้รับประสบการณ์ใหม่
ความหมายของเรื่องเดิมก็ค่อย ๆ เปลี่ยน
และคนคนนั้นมักเริ่มอ่อนโยนกับตัวเองมากขึ้น
การกล้าเผชิญหน้า กับ ตัวเองในอดีต แบบนี้
จะช่วยให้เกิดความเข้าใจเรื่องราวในมุมใหม่
คุณจะสามารถมองเห็นคนอื่นในมุมใหม่
สามารถสร้างความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่
และการพบกับบรรยากาศใหม่ ๆ
และนี่คือ เทคนิคที่หลายคนได้ใช้งานแล้ว
ทำให้ปัจจุบันของเขาเปลี่ยนไป
ในทิศทางที่เขาต้องการ
คืนนี้ลองกลับไป
ดูแล “เด็กน้อย” คนนั้นให้เค้ายิ้มได้กันค่ะ
ดร.ต้อย

วันจันทร์ยังขนาดนี้...วันพรุ่งนี้ ลาดีมั้ย ... 😁😁😁
23/03/2026

วันจันทร์ยังขนาดนี้...วันพรุ่งนี้ ลาดีมั้ย ... 😁😁😁

“เราดีพอจริงไหม”ช่วงนี้ ต้อยได้ยินคำถามนี้บ่อยมาก ใน Online Private Session โดยเฉพาะในกลุ่ม  Executive ความเหนื่อยล้าลึก...
14/03/2026

“เราดีพอจริงไหม”
ช่วงนี้ ต้อยได้ยินคำถามนี้บ่อยมาก
ใน Online Private Session
โดยเฉพาะในกลุ่ม Executive
ความเหนื่อยล้าลึก ๆ ของผู้บริหาร
ที่ไม่ได้มาจากแค่เรื่องงานอย่างเดียว
แต่มาจาก “เสียงกระซิบ” เบา ๆ ในหัว
แต่สะเทือนใจไม่เบาเลยทีเดียวค่ะ
นี่คือ เสียงในหัว ที่มาจาก
ความเชื่อว่า “ฉันไม่เก่งพอ” “ฉันดีไม่พอ”
หรือที่เรียกว่า Impostor Syndrome
ผู้บริหารที่มีภาวะนี้ ภายนอก “ดูดี” “มั่นใจ”
และหลายคนมีผลงานดี รับผิดชอบสูง
และถูกมองว่าเก่งมาก
แต่ลึก ๆ ข้างในกลับรู้สึกว่า
“ฉันอาจไม่ได้เก่งจริง”
“คนอื่นแค่ยังไม่รู้ว่าฉันมีจุดอ่อน”
“ความสำเร็จที่ผ่านมา แค่โชคดี”
ภาวะนี้มักแสดงออกในรูปแบบ
ที่คนรอบตัวอาจไม่ทันสังเกต เช่น
ทำงานหนักเกินจำเป็นเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
เตรียมตัวมากผิดปกติ กลัวพลาดแม้เรื่องเล็กน้อย
ไม่กล้ารับคำชมอย่างเต็มที่ และมักอธิบายความ
สำเร็จว่าเป็นเพราะทีม โอกาส หรือจังหวะ
รู้สึกกดดันทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ
กลัวถูกตั้งคำถาม กลัวเสียภาพลักษณ์
กลัววันหนึ่งคนอื่นจะค้นพบว่า
“เราไม่ได้เก่งอย่างที่คิด”
ในผู้บริหาร ภาวะนี้อาจซับซ้อนกว่าคนทั่วไป
เพราะตำแหน่งยิ่งสูง ยิ่งต้องดูมั่นคง
ยิ่งต้องตอบคำถามยิ่งต้องเป็นที่พึ่งของคนอื่น
จึงทำให้หลายคนซ่อนความไม่มั่นใจไว้ใต้ความเป๊ะ
ความเคร่ง ความควบคุมสูง หรือความทุ่มเทเกินพอดี
บางคนกลายเป็นคนไม่ยอมปล่อยงาน
บางคนตัดสินใจช้าเพราะกลัวผิด
บางคนไม่กล้าขอความช่วยเหลือเพราะ
กลัวดูไม่สมบทบาทผู้นำ

สิ่งสำคัญ คือ ภาวะนี้ ไม่ใช่การแกล้งถ่อมตัว
และไม่ใช่หลักฐานว่าคนนั้น “ไม่พร้อมเป็นผู้นำ”
แต่มันคือรูปแบบของความสงสัยในคุณค่าตัวเอง
แม้จะมีหลักฐานของความสามารถอยู่ตรงหน้าแล้วก็ตาม

งานวิจัย Systematic Review พบว่าภาวะ Impostor
มักสัมพันธ์กับความวิตกกังวล อารมณ์ซึมเศร้า
และภาวะหมดไฟได้ ในบริบทผู้นำ
งานวิจัยล่าสุดบางส่วนยังชี้ว่า imposter traits
อาจเชื่อมโยงกับความลังเลใจ การปกป้องตนเอง
และพฤติกรรมที่กระทบความไว้วางใจในทีมได้ด้วย
ข้างนอกดูมั่นคง ข้างในกลับเหนื่อย
กับการต้อง “ดีพอ” อยู่ตลอด
Embrace ใจตัวเองบ้างนะคะ
Impostor Syndrome ในผู้บริหาร
จึงไม่ใช่เรื่องของการไม่เก่ง
แต่หลายครั้ง มันคือการที่คนคนหนึ่ง
อยู่กับความคาดหวังสูงมากเสียจน
มองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง
อย่างที่คนอื่นเห็น และบางที
สิ่งที่ผู้นำต้องการ
อาจไม่ใช่คำบอกให้ “มั่นใจเข้าไว้”
แต่อาจเป็นพื้นที่เงียบ ๆ
ที่ทำให้เขาไม่ต้องพิสูจน์อะไร
และค่อย ๆ กลับมาเห็นว่า
เขาไม่ได้มาถึงตรงนี้เพราะโชคอย่างเดียว
และเขาไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ
จึงจะมีคุณค่าพอสำหรับตำแหน่งนี้
ลองอนุญาต ให้ตัวเองได้เป็น
มนุษย์คนหนึ่ง ที่กลัวได้ ที่เหนื่อยได้
ที่กังวลได้ ที่พลาดได้ ที่ลืมได้ ที่ Fail ได้
ไม่ต้องดีบ้างก็ได้ ไม่ต้องเก่งบ้างก็ได้
หากลองด้วยตัวเองแล้ว ไม่ Work
การมี Private Session เพื่อดูแล
เรื่องนี้อย่างจริงจัง และถูกทิศทาง
ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถ
เลือกเพื่อตัวเองได้นะคะ
ดร.ต้อย
Private Safe Space

โครงการพัฒนาทักษะทางอารมณ์ มีเพื่อนชื่ออารมณ์ ไม่หนี ไม่ไล่ ไม่ผลักไสAwareness -Embrace- Stay With อ๋อ อืม เข้าใจแล้ว เร...
12/03/2026

โครงการพัฒนาทักษะทางอารมณ์
มีเพื่อนชื่ออารมณ์ ไม่หนี ไม่ไล่ ไม่ผลักไส
Awareness -Embrace- Stay With
อ๋อ อืม เข้าใจแล้ว
เรียนรู้ตั้งแต่ตอนนี้
ตอนโตจะได้ไม่วุ่นวาย นะจ๊ะเด็ก ๆ
ดีใจที่ได้พบทุกคนนะคะ
ดร.ต้อย

ผู้นำจำนวนมากสร้าง Psychological Safety ให้ทีมแต่ตัวเองกลับไม่มีพื้นที่ปลอดภัยเลยตลอดหลายปีมานี้ต้อยมีโอกาสเป็นพื้นที่ปล...
08/03/2026

ผู้นำจำนวนมากสร้าง Psychological Safety ให้ทีม
แต่ตัวเองกลับไม่มีพื้นที่ปลอดภัยเลย

ตลอดหลายปีมานี้
ต้อยมีโอกาสเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยา
ให้กับผู้บริหารระดับสูงในหลากหลายธุรกิจ
และมีสิ่งหนึ่งที่พบซ้ำแล้วซ้ำเล่า คื

ผู้บริหารหลายคนบอกว่า
เพียงแค่ได้มี Deep Conversation ที่ปลอดภัยจริง ๆ
สมองที่วุ่นวายก็กลับมาโล่งขึ้นอีกครั้ง

บางคนบอกว่า
การได้มีพื้นที่พูดคุยเพียงครั้งเดียว
ก็ช่วยให้เขากลับมามีพลังทำงานต่อได้

บางคนเพิ่งค้นพบว่า
ตลอดเวลาที่ผ่านมา
เขาไม่เคยมีพื้นที่ที่สามารถ
เป็นตัวเองได้จริง ๆ โดยไม่ต้องแบกรับบทบาทผู้นำ
พื้นที่ปลอดภัยที่จะได้เป็นตัวเอง
ได้พูด ได้หัวเราะ ได้สำรวจความต้องการที่แท้จริง
ในแบบที่ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนตัดสินมั้ย
“ไม่เจ๋ง” “ไม่เก่ง” “ไม่เหมาะ” “ไม่ควร”
นี่คือพื้นที่ของ “มนุษย์ธรรมดา” คนหนึ่ง
ที่ไม่ต้อง “เป็นใคร” แค่ “เป็นตัวเอง” ก็พอ

พื้นที่ ที่ช่วยให้ผู้นำ
ได้วางภาระความคาดหวังที่แบกไว้
จนบางครั้งหนักเกินกว่าจะหลับตาลงได้
ให้กลับมาเห็นสิ่งสำคัญในชีวิตอีกครั้ง
พื้นที่ ที่ช่วยให้พวกเขา
ได้สำรวจ “ความรู้สึก” ที่อยู่ลึก ๆ ข้างใน
ที่ในเวลาปกติ ไม่มีเวลาจะ “รู้สึก” เลย
จนบางครั้ง ละเลยตัวเองจนมีปัญหาสุขภาพ
พื้นที่ ที่ได้เรียนรู้เทคนิคทางจิตวิทยาต่าง ๆ
เพื่อช่วยให้พวกเขา เข้าใจตัวเอง
เข้าใจลูกน้อง เข้าใจทีม ได้มากขึ้น
พื้นที่ที่ได้ความสงบกลับคืนมา
เพื่อใช้สมองส่วน Logic ได้เต็มศักยภาพ
.
และบางครั้ง
พื้นที่แบบนี้ไม่ได้ให้ “คำตอบ” ใหม่เสมอไป
แต่ช่วยให้ผู้นำ
กลับมาได้ยินเสียงของตัวเองอีกครั้ง
เสียงที่เคยถูกกลบด้วย
ความคาดหวัง
ความรับผิดชอบ
และการตัดสินใจที่ไม่มีวันจบ

เมื่อใจสงบลง
ความคิดก็ชัดขึ้น
การตัดสินใจก็แม่นขึ้น

เพราะในท้ายที่สุด
ผู้นำก็ยังคงเป็น “มนุษย์” คนหนึ่ง

มนุษย์ที่ต้องการพื้นที่
ให้ได้พัก
ให้ได้คิด
และให้ได้เป็นตัวเอง

ผู้นำองค์กรยุคใหม่จึงเริ่มเข้าใจว่า
Psychological Safe Space
ไม่ใช่แค่สิ่งที่ต้องสร้างให้ทีม
แต่คือ
สิ่งที่ผู้นำต้องมีสำหรับตัวเองด้วย

เพราะเมื่อผู้นำมีพื้นที่ดูแลใจของตัวเอง
เขาจะสามารถดูแล
ทั้งทีม
ทั้งองค์กร
และทั้งชีวิตของตัวเอง
ได้อย่างสมดุลมากขึ้น

ในโลกที่ผู้นำต้องคอยให้คำตอบกับผู้อื่นตลอดเวลา
อย่าลืมหาพื้นที่สำหรับ การ “ค้นหาคำตอบ”
สำหรับตัวเองด้วยนะคะ
Calm Space Clear Leadership
Psychological Safe Space for Leaders
ดร.ต้อย

ที่อยู่

169 ถ.ลงหาดบางแสน ต.แสนสุข
Bang Saen
20131

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ดร.ต้อย นักจิตวิทยาดูแลใจคนทำงานผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

มาคุยกัน ก่อนค่ะ

สวัสดีค่ะ ทุกคน ต้อยนะคะ ดร. เพยาว์ รื่นรวย นักจิตวิทยาการปรึกษา

ความเครียดของพนักงานทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องในออฟฟิศ ทำให้บริษัทขาดทุน เช่น พนักงาน 1 คน ทำงานวันละ 8 ชม. ถ้าเขาทะเลาะกับสามี ใน 8 ชม. การทำงาน สมาธิในการทำงานของเขาจะลดลงประมาณ 50-70 % แสดงว่าบริษัทจะได้งานจาก พนักงานท่านนี้เพียง 30 % หรือน้อยกว่านั้น

การ Set up ระบบดูแลสุขภาพใจในบริษัท ต้อยคิดว่า ประสบการณ์ตรง 20 ปี ในการทำงานด้านนี้ ต้อยช่วยให้บริษัท มีวิธีการการดำเนินงานเรื่องการดูแลสุขภาพใจของพนักงานที่ถูกต้องตามหลักจิตวิทยา ง่าย และใช้งานแบบได้ผลจริง ไม่ใช้เพียงแค่มีระบบไว้เฉย ๆ แต่ไม่มีพนักงานมาใช้งาน (หลายบริษัทมีโปรแกรม แต่ไม่มีคนใช้งาน)

ปัจจุบันต้อยเปิดให้บริการปรึกษาแบบส่วนตัว