07/04/2026
เปลี่ยน ‘ความอิจฉา’ เป็นแรงกระตุ้น แล้วลงมือทำ
ดีกว่านั่งนอยด์ ว่าชีวิตไม่ไปไหนสักที
-------------------
เคยสังเกตความรู้สึกตัวเองตอนเห็นโพสต์ของคนที่เราติดตามในเฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรมกันไหม?
เวลาเห็นคนนั้นมีกระเป๋าใบใหม่ราคาแพง คนนู้นไปเที่ยวต่างประเทศ เพื่อนสมัยเรียนมีบ้าน มีรถ มีเงินเดือนหลักแสน ชีวิตแสนจะดี “อิจฉาจัง อยากมีชีวิตแบบนั้นบ้าง” หลายคนคงพูดประโยคนี้กับตัวเองขณะอัพเดตไทม์ไลน์
ความรู้สึกอิจฉา เป็นหนึ่งในกลุ่มอารมณ์ด้านลบที่ทำให้คนเรามีความอยากมากขึ้น อยากได้ อยากมี อยากเป็น ขณะเดียวกันสังคมก็มักทำให้ความอิจฉาเป็นตัวร้ายเสมอ และปลูกฝังค่านิยมที่ว่า อิจฉา = ตัวร้ายที่ลงท้ายด้วยชีวิตที่พังทลาย ลงในสื่อบันเทิงต่างๆ เช่น ละคร ซีรีส์ หนัง รวมถึงการ์ตูน กลายเป็นว่าเมื่อไรก็ตามที่คนเรารู้สึกอิจฉา จิตใจจะปฏิเสธการรับรู้ความรู้สึกนั้นอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นตัวร้าย
โยชิ โคเฮน ชาราช (Yochi Cohen-Charash) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา แห่งวิทยาลัยบารุค กล่าวว่า ความอิจฉาเป็นเรื่องของที่สิ่งสำคัญกับชีวิต และจะรู้สึกอิจฉาคนที่อายุใกล้เคียง และมีเพศเดียวกันกับเรา เช่น ญาติ พี่ น้อง เพื่อนที่เติบโตมาด้วยกัน รวมถึงเพื่อนร่วมงาน
ความอิจฉา แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
1.ความอิจฉาที่มุ่งร้าย หรือ อิจฉาริษยา เป็นความรู้สึกที่ตั้งตัวเป็นศัตรู มีความไม่พอใจกับคนที่เราเปรียบเทียบด้วย ที่เขามีสิ่งที่ดีกว่า ความอิจฉาริษยาจึงเป็นแรงจูงใจในการพยายามแย่งชิง ทำลายความสำเร็จ รวมถึงความสุขของอีกฝ่าย
2.ความอิจฉาที่ไม่มุ่งร้าย: เป็นความรู้สึกอยากได้ อยากมี อยากเป็น แบบคนที่เราเปรียบเทียบด้วย แต่เป็นการใช้แรงจูงใจในด้านที่กระตุ้นให้ตัวเองพยายาม ไขว่คว้าความปรารถนานั้นมาให้ได้
ซึ่งความอิจฉาที่ไม่มุ่งร้ายนี่เอง ที่ช่วยให้เรากลับมาทบทวนภายในตัวเองอีกครั้งว่า เป้าหมายของเราคืออะไร ต้องทำอย่างไรถึงจะบรรลุเป้าหมายนั้น ตัวเรามีความสามารถ ข้อดี ข้อเสีย และสิ่งที่ต้องปรับปรุง พัฒนาอะไรบ้าง
แต่สิ่งที่ยากที่สุดกลับเป็น การยอมรับว่าเรามีความรู้สึกอิจฉา ซึ่งเมื่อเรายอมรับความรู้สึกนี้ด้วยใจที่เปิดกว้างแล้ว ก็จะรู้เองว่าควรจัดการกับความรู้สึกนั้นอย่างไร ให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพกับชีวิตมากที่สุด
-------------------
ความอิจฉาไม่ใช่เรื่องน่าอาย และอาจเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำเพราะทำให้เราได้ฝึกกลับมาทบทวนตัวเองบ่อยๆ เพื่อพัฒนาชีวิตให้เป็นแบบที่วาดไว้ หรือก้าวไปข้างหน้า และการเรียนรู้ที่จะยินดีกับความสำเร็จของคนอื่นอยู่เสมอ ก็สามารถเป็นตัวช่วยสร้างความสัมพันธ์ในการก้าวไปสู่สิ่งที่ตัวเองต้องการได้