MOODY ความรู้สึกข้างใน ยิ่งเข้าใจ ยิ่งเติบโต 🍿

เปลี่ยน ‘ความอิจฉา’ เป็นแรงกระตุ้น แล้วลงมือทำดีกว่านั่งนอยด์ ว่าชีวิตไม่ไปไหนสักที-------------------เคยสังเกตความรู้สึ...
07/04/2026

เปลี่ยน ‘ความอิจฉา’ เป็นแรงกระตุ้น แล้วลงมือทำ
ดีกว่านั่งนอยด์ ว่าชีวิตไม่ไปไหนสักที
-------------------
เคยสังเกตความรู้สึกตัวเองตอนเห็นโพสต์ของคนที่เราติดตามในเฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรมกันไหม?
เวลาเห็นคนนั้นมีกระเป๋าใบใหม่ราคาแพง คนนู้นไปเที่ยวต่างประเทศ เพื่อนสมัยเรียนมีบ้าน มีรถ มีเงินเดือนหลักแสน ชีวิตแสนจะดี “อิจฉาจัง อยากมีชีวิตแบบนั้นบ้าง” หลายคนคงพูดประโยคนี้กับตัวเองขณะอัพเดตไทม์ไลน์
ความรู้สึกอิจฉา เป็นหนึ่งในกลุ่มอารมณ์ด้านลบที่ทำให้คนเรามีความอยากมากขึ้น อยากได้ อยากมี อยากเป็น ขณะเดียวกันสังคมก็มักทำให้ความอิจฉาเป็นตัวร้ายเสมอ และปลูกฝังค่านิยมที่ว่า อิจฉา = ตัวร้ายที่ลงท้ายด้วยชีวิตที่พังทลาย ลงในสื่อบันเทิงต่างๆ เช่น ละคร ซีรีส์ หนัง รวมถึงการ์ตูน กลายเป็นว่าเมื่อไรก็ตามที่คนเรารู้สึกอิจฉา จิตใจจะปฏิเสธการรับรู้ความรู้สึกนั้นอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นตัวร้าย
โยชิ โคเฮน ชาราช (Yochi Cohen-Charash) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา แห่งวิทยาลัยบารุค กล่าวว่า ความอิจฉาเป็นเรื่องของที่สิ่งสำคัญกับชีวิต และจะรู้สึกอิจฉาคนที่อายุใกล้เคียง และมีเพศเดียวกันกับเรา เช่น ญาติ พี่ น้อง เพื่อนที่เติบโตมาด้วยกัน รวมถึงเพื่อนร่วมงาน
ความอิจฉา แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
1.ความอิจฉาที่มุ่งร้าย หรือ อิจฉาริษยา เป็นความรู้สึกที่ตั้งตัวเป็นศัตรู มีความไม่พอใจกับคนที่เราเปรียบเทียบด้วย ที่เขามีสิ่งที่ดีกว่า ความอิจฉาริษยาจึงเป็นแรงจูงใจในการพยายามแย่งชิง ทำลายความสำเร็จ รวมถึงความสุขของอีกฝ่าย
2.ความอิจฉาที่ไม่มุ่งร้าย: เป็นความรู้สึกอยากได้ อยากมี อยากเป็น แบบคนที่เราเปรียบเทียบด้วย แต่เป็นการใช้แรงจูงใจในด้านที่กระตุ้นให้ตัวเองพยายาม ไขว่คว้าความปรารถนานั้นมาให้ได้
ซึ่งความอิจฉาที่ไม่มุ่งร้ายนี่เอง ที่ช่วยให้เรากลับมาทบทวนภายในตัวเองอีกครั้งว่า เป้าหมายของเราคืออะไร ต้องทำอย่างไรถึงจะบรรลุเป้าหมายนั้น ตัวเรามีความสามารถ ข้อดี ข้อเสีย และสิ่งที่ต้องปรับปรุง พัฒนาอะไรบ้าง
แต่สิ่งที่ยากที่สุดกลับเป็น การยอมรับว่าเรามีความรู้สึกอิจฉา ซึ่งเมื่อเรายอมรับความรู้สึกนี้ด้วยใจที่เปิดกว้างแล้ว ก็จะรู้เองว่าควรจัดการกับความรู้สึกนั้นอย่างไร ให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพกับชีวิตมากที่สุด
-------------------
ความอิจฉาไม่ใช่เรื่องน่าอาย และอาจเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำเพราะทำให้เราได้ฝึกกลับมาทบทวนตัวเองบ่อยๆ เพื่อพัฒนาชีวิตให้เป็นแบบที่วาดไว้ หรือก้าวไปข้างหน้า และการเรียนรู้ที่จะยินดีกับความสำเร็จของคนอื่นอยู่เสมอ ก็สามารถเป็นตัวช่วยสร้างความสัมพันธ์ในการก้าวไปสู่สิ่งที่ตัวเองต้องการได้

อาจเป็น หมาจร แมวจรข้างทางที่เจอทุกครั้งตอนออกไปทำงาน หรือร้านกาแฟที่แวะไปนั่งเป็นประจำ หรือรวมไปถึงบาร์เทนเดอร์หลังบาร์...
07/04/2026

อาจเป็น หมาจร แมวจรข้างทางที่เจอทุกครั้งตอนออกไปทำงาน หรือร้านกาแฟที่แวะไปนั่งเป็นประจำ หรือรวมไปถึงบาร์เทนเดอร์หลังบาร์ที่ไปหายามเหงา


ยิ่งรู้สึก ‘ซาบซึ้ง’ สิ่งเล็กๆ ในชีวิตมากเท่าไหร่ ชีวิตก็ยิ่งมีความหมายมากขึ้นเท่านั้น ทั้งๆ ที่รู้ว่าการมองเห็นคุณค่าใน...
06/04/2026

ยิ่งรู้สึก ‘ซาบซึ้ง’ สิ่งเล็กๆ
ในชีวิตมากเท่าไหร่
ชีวิตก็ยิ่งมีความหมาย
มากขึ้นเท่านั้น
ทั้งๆ ที่รู้ว่าการมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่มีอยู่มันสำคัญแค่ไหน แต่ทำไมหลายครั้งเรากลับใช้ชีวิตเหมือนกำลังวิ่งไล่หาอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา
-------------------
เราไม่ได้ไม่อยากมีความสุข และก็ไม่ได้เป็นคนที่ไม่รู้จักการขอบคุณในสิ่งที่มีอยู่ เพียงแต่ในความเป็นจริงอาจมีปัจจัยบางอย่างของเราที่กำลังทำให้ความ ‘ซาบซึ้ง’ กลายเป็นเรื่องยากกว่าที่คิด วันนี้ื MOODY จึงอยากชวนทุกคนมาสำรวจว่า ปัจจัยใดที่เป็นปีศาจคอยกลืนกินความรู้สึกซาบซึ้งในสิ่งต่างๆ ของเรากันนะ
โดย ดร.โจเอล หว่อง (Joel Wong, Ph.D.) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาการให้คำปรึกษาประจำมหาวิทยาลัยอินเดียนา มองว่ามีอยู่ 4 ปัจจัยหลักๆ ที่มักทำหน้าที่เหมือน ‘ตัวขัดขวาง’ ความสามารถในการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีอยู่ หรือที่เรียกกันว่าเป็น ‘4Es Gremlins’ ได้แก่
1 - ปีศาจแห่ง ‘การพึ่งพาตัวเองแบบสุดโต่ง’ (Extreme Self-Reliance): ฟังดูเหมือนเป็นข้อดีในตอนแรก เราถูกสอนให้เข้มแข็ง ดูแลตัวเองให้ได้ และไม่เป็นภาระใคร แต่เมื่อเราพึ่งพาตัวเองมากเกินไป ก็กลับกลายเป็นการปิดโอกาสไม่ให้ใครเข้ามามีส่วนในชีวิตเรา
ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือเล็กๆ หรือความหวังดีจากคนรอบตัว และเมื่อเราไม่ได้ ‘รับ’ เราก็ยากที่จะรู้สึกถึงความอบอุ่นหรือความซาบซึ้งจากสิ่งเหล่านั้น ซึ่งมีงานวิจัยที่พบว่า คนที่ให้คุณค่ากับความเป็นอิสระสูงมาก มักจะรู้สึกถึงอารมณ์ซาบซึ้งน้อยลงด้วยซ้ำ
2 - ปีศาจแห่ง ‘ความระแวงที่ฝังลึก’ (Entrenched Cynicism): ซึ่งไม่ใช่แค่การมองโลกในแง่ลบ แต่คือการตั้งคำถามกับความตั้งใจของคนอื่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะเวลาที่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย
งานวิจัยของ รีเบกกา โซลอม (Rebecca Solom) และคณะ พบว่าความคิดแบบนี้ทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งได้ยากขึ้น เพราะต่อให้เราได้รับความช่วยเหลือจริง แต่ถ้าในใจเรายังระแวงว่ามันมีอะไรแอบแฝง เราก็จะไม่สามารถรู้สึกดีกับน้ำใจหรือความช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่ ต่างจากการที่ใครบางคนอาจช่วยเราไม่สำเร็จ แต่เรารับรู้ได้ถึงความตั้งใจดีจริงๆ แบบนั้นกลับทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งมากกว่า
3 - ปีศาจแห่ง ‘ความขี้อิจฉา’ (Envy): เมื่อเราเผลอเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนที่ดูเหมือนมีชีวิตดีกว่า ความสนใจของเราจะค่อยๆ เลื่อนไปอยู่ในสิ่งที่เรายังไม่มี แทนที่จะเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว และเมื่อใจเราเต็มไปด้วยความรู้สึก ‘ขาด’ มันก็ยากมากที่จะรู้สึกพอหรือซาบซึ้ง งานวิจัยเดียวกันยังชี้ให้เห็นว่า ความอิจฉาสามารถทำให้ระดับความซาบซึ้งของเราลดลงในระยะเวลาถัดไปได้จริง
4 - ปีศาจแห่ง ‘ความรู้สึกว่าตัวเองสมควรได้รับมากกว่านี้’ (Entitlement): เป็นความคิดเงียบๆ ที่มาในรูปของความคาดหวังว่าเราไม่ควรต้องรอ ไม่ควรต้องเจอเรื่องแบบนี้ หรือชีวิตควรจะดีกว่านี้ และเมื่อมันเติบโตขึ้น มันจะค่อยๆ บั่นทอนการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่
เพราะทุกอย่างเริ่มถูกมองว่า ‘ก็ควรได้อยู่แล้ว’ เมื่อความจริงไม่เป็นไปตามนั้น ความขุ่นเคืองก็เกิดขึ้น ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตหรือคนอื่นกำลังทำให้เราผิดหวังอยู่เสมอ จนการจะรู้สึกซาบซึ้งกลายเป็นเรื่องยาก และบางครั้งความโกรธที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากสิ่งที่คนอื่นทำ แต่อาจมาจาก ‘ความคาดหวัง’ ที่เราเผลอวางไว้โดยไม่รู้ตัว
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว MOODY อยากให้ทุกคนลองใช้เวลาสักครู่เพื่อพิจารณาว่าตัวคุณถูกเจ้าปีศาจตัวไหนโจมตีอยู่บ้าง แล้วลองปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ เพื่อปราบพวกมันและทำให้เรารู้สึกถึงความซาบซึ้งในชีวิตมากขึ้น
1 - ฝึกการพึ่งพาอย่างเกื้อหนุน เริ่มต้นด้วยการยอมรับความช่วยเหลือจากผู้อื่น แม้ว่าคุณจะ (คิดว่า) ไม่จำเป็นก็ตาม ให้โอกาสผู้อื่นได้มอบสิ่งดีๆ ให้คุณ
2 - โอบรับความปรารถนาดี และมองข้อดีหนือจุดแข็งของคนอื่นมากขึ้น เพื่อยกระดับจิตใจและลดความหวาดระแวงลง
3 - เปลี่ยนจากการเปรียบเทียบ เป็นการมองว่าสิ่งไหนในตัวคนอื่นที่เราชอบ แล้วสามารถนำมาพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้
4 - ใช้เวลาทุกวันทบทวนช่วงเวลาที่คุณรู้สึกโชคดี มีโชค หรือได้รับพร ว่ามีอะไรบ้าง
สุดท้ายแล้ว เราอาจไม่ได้ต้องมีอะไรเพิ่มขึ้นเลยในชีวิต เพื่อจะได้รู้สึกมีความสุขมากขึ้น สิ่งที่เราต้องทำ อาจเป็นเพียงการค่อยๆ เอาบางอย่างในใจออกไป ทั้งความระแวง การเปรียบเทียบ และการยึดติดว่าทุกอย่างควรเป็นไปอย่างที่เราคิด
เพราะเมื่อสิ่งเหล่านั้นค่อยๆ เบาลง MOODY เชื่อว่าเราจะเริ่มมองเห็นสิ่งเดิมๆ ในมุมที่ต่างออกไป จะเริ่มรู้สึกถึงความหมายของการมีใครบางคนอยู่ข้างๆ เริ่มเห็นคุณค่าในสิ่งเล็กๆ ที่เคยถูกมองข้าม และเริ่มรู้สึกว่าแค่สิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ก็มากพอแล้ว
-------------------
บางทีความสุขอาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องออกไปตามหา แต่มันคือสิ่งที่รอให้เรา ‘กลับมามองเห็น’ อีกครั้ง
แล้วเมื่อเรามองเห็นมันได้จริงๆ เราจะเข้าใจว่า ‘ความซาบซึ้ง’ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกหนึ่ง แต่มันคือวิธีที่ทำให้ชีวิตธรรมดา กลายเป็นชีวิตที่มีความหมาย

เลิกแบกสิ่งที่ไม่ใช่ แล้วให้ความสำคัญกับสิ่งที่สะท้อนคุณค่าของชีวิตกันดีกว่า
06/04/2026

เลิกแบกสิ่งที่ไม่ใช่ แล้วให้ความสำคัญกับสิ่งที่สะท้อนคุณค่าของชีวิตกันดีกว่า

05/04/2026

เพราะถ้าอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีความสุข
นั่นอาจไม่เรียกว่า ความรัก


MOODY QUOTE:“เราทุกคนไม่เคยโสดเลยสักวินาทีเดียว เพราะเรามีความสัมพันธ์กับตัวเอง แต่เรามักจะลืม ลืมใส่ใจตัวเอง ลืมรักตัวเ...
05/04/2026

MOODY QUOTE:“เราทุกคนไม่เคยโสดเลยสักวินาทีเดียว เพราะเรามีความสัมพันธ์กับตัวเอง แต่เรามักจะลืม ลืมใส่ใจตัวเอง ลืมรักตัวเอง ลืมเอาตัวเองเป็นที่หนึ่ง" -
พลอย เฌอมาลย์
ไม่ผิดเลยที่เราจะโหยหาการอยู่กับใครสักคนนอกเหนือจากตัวเอง เพียงแต่ต้องพิจารณาให้ดีว่าอีกคนให้ความสำคัญกับเราเท่ากับที่เราให้เขาด้วยหรือเปล่า
เพราะความสัมพันธ์ที่ดี คือการที่หัวใจทั้งสองดวงเติบโตอย่างเท่าๆ กัน แต่หากใจของใครเริ่มแฟ่บตัวลง หรือใจเริ่มเบียดใจอาจแปลว่าถึงเวลาทบทวนความสัมพันธ์แล้วก็ได้ และบางทีการอยู่คนเดียว การปล่อยให้ใจได้เป็นอิสระก็อาจดีกว่าการอยู่อย่างเบียดเสียด


MOODY QUOTE: “ไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ในฝัน จนลืมใช้ชีวิตจริง”.ในวันที่โลกข้างนอกมันโหดร้าย เราอาจเลือกที่จะจมอยู่ในเซฟโซน...
04/04/2026

MOODY QUOTE: “ไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ในฝัน จนลืมใช้ชีวิตจริง”.
ในวันที่โลกข้างนอกมันโหดร้าย เราอาจเลือกที่จะจมอยู่ในเซฟโซน หรือพื้นที่ที่เราเก่งกว่าที่เป็น สวยงามกว่าที่เป็น หรือมีความสุขมากกว่าที่เป็น เช่นเดียวกับแฮร์รี พอตเตอร์ ในวันที่เขาผูกติด ‘กระจกเงาแห่งแอริเซด’ ที่มันคอยสะท้อนภาพความปรารถนาอันแสนสุข แต่ดัมเบิลดอร์นั้นได้เตือนสติว่า ความฝันนั้นอาจ ‘กักขัง’ จนเราลืมใช้ชีวิต
เพราะต่อให้ความฝันจะแสนดีแค่ไหน
มันก็ไม่อาจทำให้เราเติบโตได้เท่ากับการก้าวออกไปใช้ชีวิต


“ทำไมเราถึงพูดแบบนั้นออกไปนะ?”MOODY เชื่อว่าในขณะที่ทุกคนกำลังหลับใหลในยามค่ำคืนอาจมีใครบางคนกำลังติดอยู่ห้วง ‘ความทรงจำ...
03/04/2026

“ทำไมเราถึงพูดแบบนั้นออกไปนะ?”
MOODY เชื่อว่าในขณะที่ทุกคนกำลังหลับใหลในยามค่ำคืน
อาจมีใครบางคนกำลังติดอยู่ห้วง ‘ความทรงจำ’
ถึงเรื่องที่ตัวเองเคยพูดผิดหรือทำพลาด
จนกลายเป็นความ ‘อับอาย’ ที่สลัดทิ้งไปไม่ได้เสียที
-------------------
และความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ทาง ‘คำพูด’ เหล่านี้ ถึงแม้เราจะ ‘รู้ดี’ อยู่แล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่ ‘ความรู้สึก’ อับอายที่เกิดขึ้นในใจเราเหล่านี้ มักจะตามหลอกหลอน จนบางครั้งทำให้เรานอนไม่หลับ หรือสูญเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิตไปตลอด
ถ้าหากเรากำลังตกอยู่ในจุดที่หยุดคิดถึง ‘เรื่องนั้น’ ที่พูดออกไปไม่ได้สักที MOODY ขอให้ลองทำตามคำแนะนำของ ดร.แคเทอรีนา สตราติจิส (Katerina Y. Stratigis) นักจิตวิทยาที่จะมาช่วยปลดล็อกความนอยด์และให้วิธีจัดการกับ ‘เสียงในหัว’ เพื่อให้เราได้ปล่อยวางและก้าวเดินต่อไปเสียที
1 - หลุดพ้นจากวิจารณ์ตัวเองด้วย เทคนิค ‘Cognitive defusion’
บ่อยครั้งที่เราจมปลักอยู่กับความหน้าแตก เป็นเพราะเราเชื่อว่าความคิดเหล่านั้นคือ ‘ความจริง’ ดร.สตราติจิส อธิบายว่า การฝึกทักษะที่เรียกว่า ‘Cognitive defusion’ หรือการสังเกตเห็นความคิดในแบบที่มันเป็น โดยไม่เอาตัวเราไปผูกติดกับมัน จะช่วยให้เรารับมือได้ง่ายขึ้น
เราอาจเริ่มต้นจากลองเปลี่ยนวิธีใช้คำในหัว แทนที่จะบอกว่า “ฉันอายจนกลับไปทำงานไม่ได้แล้ว” ให้ลองใส่ระยะห่างลงไปในประโยค เช่น “ฉันกำลังประสบกับอารมณ์อับอาย” การเพิ่มระยะห่างเพียงหนึ่งขั้นจะทำให้คุณไม่ยอมรับมันว่าเป็นข้อเท็จจริงโดยอัตโนมัติ
2 - ฝึกฝนความเมตตาต่อตนเอง
ถึงแม้การใจดีกับตัวเองอาจดูเป็นคำกว้างๆ แต่ในทางจิตวิทยา ดร.สตราติกิสยืนยันว่าความเมตตาต่อตนเองจะช่วยลดความอับอายและความวิตกกังวล ทำให้ชีวิตสงบสุขขึ้น
เราอาจเริ่มจากถามตัวเองเหมือนถามเพื่อน เช่น หากเพื่อนรักของเราเดินมาบอกว่าเขาเผลอพูดเรื่องน่าอายแบบเดียวกับที่เราทำ เราจะด่าทอเขาอย่างรุนแรงไหม? แน่นอนว่าไม่ ดังนั้นลองใช้คำพูดที่นุ่มนวลและเข้าใจเหตุผลแบบเดียวกันนั้นกับตัวเองดูบ้าง
และอย่าลืมว่าเรานั้นเองก็เป็น ‘มนุษย์’ ธรรมดานี่แหละ ลองเตือนตัวเองเสมอว่าการทำเรื่องบื้อๆ หรือพูดผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ และเราก็สมควรได้รับโอกาสที่จะให้อภัยตัวเอง
3 - เขียนความคิดของเราออกมา
สาเหตุที่เราจำเรื่องน่าอายที่ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว ได้แม่นยำกว่าเรื่องอื่นๆ เป็นเพราะเหตุการณ์นั้นมี ‘ปฏิกิริยาทางอารมณ์’ ที่เชื่อมโยงกันอยู่ การเขียนบันทึกจึงเป็นวิธีประมวลผลอารมณ์ แต่ก็อาจจะต้องกฎเพื่อไม่ให้กลายเป็นการตอกย้ำตัวเองซ้ำๆ
เช่น ‘กฎ 2 นาที’ ลองตั้งเวลา 2 นาที แล้วเขียนทุกอย่างที่อยู่ในหัวออกมา ไม่ว่าจะเป็นความอับอายหรือความผิดหวัง เมื่อหมดเวลาให้ถามตัวเองว่า “สิ่งนี้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นไหม?” ถ้าหากรู้สึกดีขึ้น สามารถทำต่อได้อีก 2 นาที จนกว่าจะถึงจุดที่หยุดได้เองตามธรรมชาติ การเขียนคือการย้ายความรู้สึกที่รุงรังจาก ‘ในหัว’ มาไว้ใน ‘กระดาษ’ ที่จับต้องได้ จะทำให้เราจัดการกับมันได้ง่ายขึ้น เพื่อให้ชีวิตได้เดินไปข้างหน้าต่อเสียที
สุดท้ายนี้สิ่งสำคัญที่ MOODY อยากให้เราเตือนตัวเองให้ขึ้นใจก็คือ ในความเป็นจริง ไม่มีใครจำเรื่องน่าอายที่ผ่านมาสิบกว่าปีได้หรอก แต่เหตุผลเดียวที่มันยังคงชัดเจนอยู่ในใจเรา เป็นเพราะปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่รุนแรงภายในตัวเราเองต่างหาก ไม่ใช่เพราะคนทั้งโลกกำลังจับจ้องหรือตัดสินเราอยู่ตลอดเวลา
-------------------
การเรียนรู้ที่จะใจดีกับตัวเอง
อาจต้องใช้เวลาและแบบฝึกหัดบ้าง
แต่มันอาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่คุ้มค่า
เพราะเมื่อไหร่ที่เรามีมุมมองต่อโลก (และต่อตัวเอง)
ที่เต็มไปด้วยความเมตตามากขึ้น
ความอับอายก็จะค่อยๆ จางหายไป


พักกันเถอะนะ วันนี้ 🫶
03/04/2026

พักกันเถอะนะ วันนี้ 🫶


กับใครบางคน ทำไมยิ่งใกล้กันมากเท่าไหร่ ยิ่งทำร้ายกันมากขึ้นเท่านั้น?-------------------MOODY เชื่อว่าหลายคนคงเคยเผชิญกับ...
02/04/2026

กับใครบางคน ทำไมยิ่งใกล้กันมากเท่าไหร่ ยิ่งทำร้ายกันมากขึ้นเท่านั้น?
-------------------
MOODY เชื่อว่าหลายคนคงเคยเผชิญกับสถานการณ์ความสัมพันธ์แบบนี้ สถานการณ์ที่อยากเข้าไปใกล้นะ แต่พอใกล้กันแล้วทำไมยิ่งเจ็บ แต่ก็ไม่ได้อยากจากไปไหน
ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในความสัมพันธ์แบบคนรักเท่านั้น แต่มันเกิดขึ้นได้ในแทบทุกความสัมพันธ์ในชีวิตเราเลย ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัว ระหว่างพ่อแม่กับลูก พี่น้อง เพื่อนสนิท หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงาน เพราะตราบใดที่มี ‘ความใกล้ชิด’ ก็ย่อมมีโอกาสที่เราจะกระทบกระทั่งกันได้เสมอ
ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้แปลว่าเรารักผิดคนเสมอไป แต่มันอาจกำลังสะท้อนอะไรบางอย่างที่ลึกกว่านั้นว่า ความใกล้ชิดสำหรับมนุษย์ ไม่ได้มีแค่ความอบอุ่น แต่มันมาพร้อมความเปราะบางบางอย่างที่เรามองไม่เห็นด้วย
ซึ่งแนวคิดที่อธิบายความรู้สึกนี้ได้ชัดมากคือ Hedgehog’s dilemma หรือ ‘ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเม่น’ ของ อาร์เธอร์ โชเพนเฮาเออร์ (Arthur Schopenhauer) เขาเล่าไว้ว่า ในวันที่อากาศหนาว เม่นหลายตัวจะค่อยๆ ขยับเข้าหากันเพื่อให้ร่างกายอุ่นขึ้น แต่พอเข้าใกล้กันมากเกินไป หนามของพวกมันก็เริ่มทิ่มแทงกันเอง สุดท้ายพวกมันเลยต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่ใกล้กันแค่ไหนถึงจะยังรู้สึกอุ่น แต่ไม่เจ็บเกินไป
สิ่งนี้ไม่ต่างกับความสัมพันธ์ของมนุษย์เรา ที่คนที่เรารักหรือผูกพันมากๆ มักจะเป็นคนที่มีผลกับความรู้สึกเรามากที่สุดไปด้วย คำพูดบางคำ ถ้ามาจากคนอื่นอาจไม่รู้สึกอะไร แต่พอเป็นคนนี้พูด มันกลับอยู่ในหัวเราได้นานกว่าที่คิด
ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ ยังเคยอธิบายไว้ว่า มนุษย์เรามีแรงขับสองด้านอยู่ตลอด ด้านหนึ่งอยากใกล้ อยากรัก อยากมีใครสักคน แต่อีกด้านหนึ่งก็กลัวการถูกทำร้าย กลัวผิดหวัง กลัวเสียใจ สุดท้ายเลยกลายเป็นว่า เราเป็นทั้งคนที่เดินเข้าไป และก็เป็นคนที่ถอยออกมาเอง ทั้งที่ลึกๆ ก็ยังอยากอยู่ตรงนั้น
แล้วบางที สิ่งที่เรารู้สึกในวันนี้ มันก็ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของวันนี้ทั้งหมด หลายครั้งมันเหมือนมีเศษเสี้ยวของอดีตติดมาด้วย ฮิลารี แซนเดอร์ส (Hilary Sanders) อธิบายว่า ปฏิกิริยาที่ดูแรงเกินเหตุในบางครั้ง อาจไม่ได้เกินจริง แต่มันคือความรู้สึกเก่าที่ถูกสะกิดขึ้นมาอีกครั้ง คนที่เคยโดนวิจารณ์บ่อย ๆ อาจรู้สึกว่าคำพูดธรรมดาเป็นการตำหนิ หรือคนที่เคยถูกทิ้ง อาจเลือกถอยออกมาก่อนจะต้องรู้สึกแบบนั้นอีก
เลยไม่แปลกที่เราจะมี ‘หนาม’ ของตัวเอง บางคนเงียบ บางคนประชด บางคนโกรธ หรือบางคนก็หายไปเลย ทั้งหมดนี้เคยเป็นวิธีที่ช่วยให้เราปลอดภัยในช่วงหนึ่งของชีวิต แต่พอเราเอาวิธีเดิมมาใช้กับความสัมพันธ์ตอนนี้ มันกลับทำให้เราห่างกันมากขึ้น ทั้งที่จริงๆ แล้วเรายังอยากเข้าใกล้กันอยู่
ในอีกด้านหนึ่ง งานวิจัยทางจิตวิทยาก็ยังยืนยันเหมือนกันว่า การมีความสัมพันธ์ที่ดีมันสำคัญมาก ไม่ใช่แค่กับความรู้สึก แต่กับชีวิตทั้งหมดของเราเลย การมีใครสักคนที่เราเชื่อมโยงได้จริงๆ มันช่วยทั้งใจและร่างกาย ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่ได้ต้องแบกทุกอย่างคนเดียว
บางทีคำถามอาจไม่ใช่ว่า เราควรเข้าใกล้หรือถอยห่าง แต่คือ เราจะอยู่ในความสัมพันธ์ยังไง โดยที่ยังไม่ต้องปิดใจตัวเองไปด้วย
การเริ่มต้นอาจง่ายกว่าที่คิด แค่ลองหันกลับมาดูว่า ‘หนามของเรา’ คืออะไร มันโผล่มาเวลาไหน และมันกำลังพยายามปกป้องอะไรในตัวเราอยู่ พอเราเริ่มเห็นมัน เราจะเริ่มมีช่องว่างเล็กๆ ระหว่างความรู้สึกกับการกระทำ ช่องว่างที่ทำให้เราเลือกได้ว่า จะทำแบบเดิม หรือจะลองอ่อนโยนกับตัวเองและคนตรงหน้ามากขึ้นอีกนิด
บางครั้งมันอาจเป็นแค่การพูดตรงๆ ว่าเรารู้สึกอะไร แทนที่จะเงียบ บางครั้งอาจเป็นการอยู่ต่ออีกหน่อย แทนที่จะรีบถอย หรือบางครั้งก็แค่ยอมรับกับตัวเองว่า เรากำลังกลัวอยู่ ไม่ใช่ว่าเราไม่แคร์
สุดท้ายแล้ว ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเม่น ไม่ได้กำลังสอนให้เราหนีจากความสัมพันธ์ แต่มันกำลังชวนให้เราเข้าใจเรื่อง “ศิลปะของการรักษาระยะ” มากขึ้น ระยะที่ยังใกล้พอจะรู้สึกถึงกัน แต่ไม่ใกล้จนเราลืมดูแลตัวเอง และไม่ไกลจนหัวใจต้องอยู่คนเดียว
-------------------
เพราะบางที ความสัมพันธ์ที่ดี อาจไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ไม่เคยทำร้ายกันเลย แต่มันคือความสัมพันธ์ที่เราค่อยๆ เรียนรู้ว่าจะอยู่ใกล้กันยังไง โดยไม่ต้องเจ็บแบบเดิมซ้ำๆ อีกต่อไปต่างหาก


เพราะ ‘การปฏิเสธ’ คือสิทธิ์ของเราเสมอ
02/04/2026

เพราะ ‘การปฏิเสธ’ คือสิทธิ์ของเราเสมอ


เรามักถูกพร่ำบอกว่า การมูฟออนที่ดีที่สุดคือการ ‘ตัดขาด’ ซึ่งมาจากความเชื่อเก่าๆ ของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ที่ฝั...
01/04/2026

เรามักถูกพร่ำบอกว่า การมูฟออนที่ดีที่สุดคือการ ‘ตัดขาด’ ซึ่งมาจากความเชื่อเก่าๆ ของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ที่ฝังหัวเรามาตลอดว่าผู้ที่สูญเสียต้องรีบถอนความผูกพันทั้งหมดทิ้งไป เพื่อกลับมาใช้ชีวิตปกติให้ไวที่สุด
แต่ MOODY เชื่อว่าในโลกความเป็นจริง... มนุษย์เราไม่ได้เข้มแข็งขนาดนั้น และเราไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นเลย
ไซมอน รูบิน (Simon Rubin) และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยไฮฟา (University of Haifa) หยิบยื่นมุมมองใหม่ผ่าน ‘ทฤษฎีความผูกพัน’ เขายืนยันว่าเราไม่จำเป็นต้องผลักใครออกจากใจ เพราะ ‘ตัวตน’ ของเราในวันนี้ ถูกประกอบสร้างขึ้นมาจากคนใกล้ชิดเหล่านั้นไปแล้ว
ดังนั้น แม้ในโลกความจริงเขาจะไม่อยู่แล้ว แต่เรายังสามารถรักษา ‘สายสัมพันธ์ทางอารมณ์’ เอาไว้ได้ การยอมรับความจริงว่าเขาจากไป กับการยังรักเขาอยู่สุดหัวใจ สองสิ่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกันได้ โดยที่เราไม่ต้องรู้สึกผิด
ความน่าสนใจคือความเจ็บปวดที่ต่างกันระหว่าง ‘การเลิกรา’ และ ‘ความตาย’
ในการเลิกรา ความรู้สึกมักค่อยๆ จืดจางไปตามกาลเวลา แต่ความตายมักพรากทุกอย่างไปในจุดที่รักยังเข้มข้นที่สุด อารมณ์ที่ปะทุขึ้นมาจึงรุนแรง เพราะมันคือการปะทะกันระหว่างความโหยหาที่ยังท่วมท้น กับความโดดเดี่ยวที่ต้องเผชิญในปัจจุบัน
ทีมวิจัยเรียกกระบวนการนี้ว่า ‘Two-Track Model of Bereavement’ (TTMB) หรือการมูฟออนขนานไปบนสองเส้นทาง
เส้นทางแรกคือการพยุง ‘ชีวิตที่เหลืออยู่’ ให้รอดจากความเครียดมหาศาลที่กระทบทั้งร่างกายและจิตใจ ส่วนเส้นทางที่สองคือการจัดการ ‘สายสัมพันธ์’ ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม คือการพยายามทำความเข้าใจกับ ‘เรื่องราวการตาย’ หรือความทรงจำสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้
เหมือนกับ ‘จิมมี่’ จากซีรีส์ Shrinking ที่เฝ้าวนเวียนอยู่กับนาทีที่ภรรยาจากไปกะทันหัน การกลับไปสำรวจความเจ็บปวดเหล่านั้นไม่ใช่การจมปลัก แต่มันคือขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้เรา ‘จัดที่ทาง’ ในใจให้คนรักได้อยู่ถูกที่ถูกทางมากขึ้น
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะสูญเสียด้วยเหตุผลใด การมูฟออนในมุมมองนี้ คือการยอมรับว่าทุกคนที่ผ่านเข้ามาได้ทิ้ง ‘ร่องรอย’ ไว้ในตัวเราเรียบร้อยแล้ว
การที่เรายังจดจำ หรือยังเก็บข้าวของที่มีความหมายเอาไว้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรีบกำจัดทิ้งเพื่อพิสูจน์ว่าเราเก่งพอที่จะเดินต่อ เพราะ ‘สายสัมพันธ์’ นั้นมีค่าเกินกว่าจะวัดด้วยการมีตัวตนอยู่จริง
อนุญาตให้ความทรงจำดีๆ ยังมีที่ว่างในใจ ให้เขาเป็นพลังที่คอยปลอบประโลมในวันที่โลกเงียบเหงา เพราะบางครั้ง การไม่ลืมคือการเยียวยาที่ดีที่สุด


ที่อยู่

6, 1 Ari5 Fang Nuea Alley, Phaya Thai
Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66968964594

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MOODYผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง MOODY:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram