MOODY ความรู้สึกข้างใน ยิ่งเข้าใจ ยิ่งเติบโต 🍿

นิยามความรักของคุณเปรียบดั่งดอกไม้อะไร? -------------------หลายคนอาจตอบว่า กุหลาบที่เต็มไปด้วยความยวนใจ เสน่ห์และความน่า...
05/01/2026

นิยามความรักของคุณเปรียบดั่งดอกไม้อะไร?
-------------------
หลายคนอาจตอบว่า กุหลาบที่เต็มไปด้วยความยวนใจ เสน่ห์และความน่าหลงใหล ทว่าในระยะยาวสำหรับความสัมพันธ์พลังงานเช่นนั้นก็อาจหายไปได้ทุกเมื่อ จึงต้องขยันเติมอยู่ตลอดเวลา
ทว่า ในบทความนี้ MOODY อยากชวนทุกคนมาลองดูความรักแบบดอกทานตะวัน (The Sunflower Theory) ที่ไม่ได้หมายถึง รักข้างเดียว แต่เป็นพลังงานความรักที่ยั่งยืนที่ช่วยให้เติบโตไปพร้อมกัน
โดยทฤษฎีนี้มองว่า ‘ความรัก’ เปรียบเสมือน ‘แสงแดด’ แหล่งกำเนิดของความอบอุ่น แสงสว่าง และการเติบโต ในขณะที่ ‘มนุษย์’ แต่ละคนเปรียบเสมือน ‘ดอกทานตะวัน’ ที่ต้องการพลังงานทางอารมณ์เพื่อผลิบาน ทั้งในระดับจิตใจและความรู้สึก ความสัมพันธ์ที่ดีจึงไม่ใช่ความผูกพันที่ทำให้ใครคนหนึ่งต้องลดทอนตัวเองลง แต่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เอื้อให้ทั้งสองฝ่ายเติบโตไปพร้อมกัน
ในเชิงจิตวิทยา งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนและเต็มไปด้วยความเข้าใจ สามารถกระตุ้นการหลั่งของออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งมักถูกเรียกว่า ‘ฮอร์โมนแห่งความรัก’ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการลดความเครียด เสริมสร้างความรู้สึกผูกพัน และเพิ่มความไว้วางใจระหว่างกัน
นักจิตวิทยาด้านความสัมพันธ์อธิบายว่า เมื่อมนุษย์รู้สึกว่าตนเองได้รับการมองเห็น ได้รับการยอมรับ และได้รับความรักอย่างปลอดภัย ระบบประสาทจะเข้าสู่ภาวะผ่อนคลาย ทำให้สามารถเปิดรับการเติบโตทางอารมณ์ได้ดีขึ้น
ตรงกันข้าม ความรักที่ขาดการเชื่อมโยงทางอารมณ์ ก็ไม่ต่างจากการไล่ตามเงา ยิ่งพยายามคว้า ยิ่งเหนื่อยล้า ความสัมพันธ์ที่ไม่สมดุล ซึ่งฝ่ายหนึ่งต้องพึ่งพาอีกฝ่ายเพื่อหล่อเลี้ยงคุณค่าในตัวเอง มักนำไปสู่ความอ่อนล้าทางจิตใจและความไม่มั่นคงในระยะยาว
ทฤษฎีดอกทานตะวันจึงเน้นย้ำว่า ความรักที่ดีควรช่วยให้ทั้งสองฝ่าย ‘เติบโต’ ไม่ใช่ทำให้ใครคนหนึ่งต้องแบกรับภาระทางอารมณ์เพียงลำพัง
อย่างไรก็ตาม ข้อสำคัญที่สุดคือการเลือก ‘แสงแดด’ ที่เหมาะสมกับตัวเอง เพราะไม่ใช่แสงทุกชนิดจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิต เช่นเดียวกับแสงอัลตราไวโอเลตที่อาจทำร้ายร่างกาย ความสัมพันธ์บางรูปแบบอาจดูสว่างไสวในช่วงแรก เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและแรงดึงดูด แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับค่อยๆ ดูดพลังใจ ทำให้รู้สึกเล็กลง เหนื่อยขึ้น และสูญเสียตัวตน
นักจิตวิทยาด้านความผูกพันอธิบายว่า ความสัมพันธ์ที่ดีต่อสุขภาพจะไม่ทำให้ใครคนหนึ่งรู้สึกถูกคุกคามจากการเติบโตของอีกฝ่าย แต่จะยินดีและสนับสนุนความสำเร็จนั้นอย่างจริงใจ เพราะความรักที่เหมาะสมไม่เผาผลาญ แต่ให้ความอบอุ่น
ทฤษฎีดอกทานตะวันยังสอดคล้องกับแนวคิดด้านคุณค่าในตนเอง (Self-worth) และความเป็นอิสระทางอารมณ์ แม้ในวันที่ชีวิตมืดครึ้ม หรือในวันที่ไม่มีแสงแดดจากภายนอก ความเข้าใจในตัวเอง การเห็นคุณค่าในตัวเอง และการพึ่งพาตนเองทางอารมณ์ คือแสงสว่างภายในที่ช่วยให้เรายังยืนหยัดได้
ความรักที่ดีจึงไม่ใช่การฝากชีวิตไว้กับใครคนหนึ่ง แต่เป็นการที่คนสองคนเลือกเดินเคียงข้างกัน โดยต่างฝ่ายต่างมีแสงของตนเอง
สุดท้ายแล้ว ทฤษฎีดอกทานตะวันสอนให้เราเข้าใจว่า ความรักในรูปแบบที่หล่อเลี้ยงจิตใจ ไม่ได้เริ่มต้นจากการไขว่คว้าภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการสร้างพื้นที่อบอุ่นภายในตัวเองก่อน
-------------------
เมื่อเรารู้จักคุณค่าในตัวเอง เราจะเลือกแสงแดดที่เหมาะสม และเปิดใจให้ความสัมพันธ์กลายเป็นแรงหล่อเลี้ยงที่ช่วยให้ชีวิตค่อยๆ ผลิบานอย่างมั่นคงและยั่งยืน


MOODY QUOTE: “ขอบคุณที่คอยเป็นแสงสว่าง ให้คนอื่นเห็นว่าพวกเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง โลกใบนี้จะไม่เหมือนเดิมแน่นอนหากไม่มีค...
04/01/2026

MOODY QUOTE: “ขอบคุณที่คอยเป็นแสงสว่าง ให้คนอื่นเห็นว่าพวกเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง โลกใบนี้จะไม่เหมือนเดิมแน่นอนหากไม่มีคุณ”
ทุกคนต่างเป็นแสงนำทางให้กันและกันในแง่มุมหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นแสงของความเป็นเพื่อน เป็นลูก เป็นพ่อแม่ เป็นพี่น้อง หรือคนรักก็ตาม แม้กระทั้งกับคู่อริ แต่โปรดตระหนักไว้ว่าเราต่างมีคุณค่าเสมอ
สำหรับการเริ่มต้นปี ลองอ่านหนังสือย้ำใจสักเล่มอย่าง สิ่งที่ดีในโลกล้วนคู่ควรกับคุณ (All That You Deserve) หนังสือที่จะเน้นย้ำกับคุณว่า แค่เพียงเพราะคุณยังมีชีวิตอยู่ คุณก็คู่ควรกับทุกสิ่งดีๆ บนโลกใบนี้แล้ว โดยหนังสือเล่มนี้เป็นความเรียงที่อ่านได้ทุกวัน ทุกโอกาส โดยเฉพาะในยามที่อ่อนแอ หนังสือเล่มนี้จะคอยบอกคุณว่า คุณมีค่าแค่ไหน คุณคู่ควรกับสิ่งดีๆ เพียงใด
หนังสือ: สิ่งที่ดีในโลกล้วนคู่ควรกับคุณ (All That You Deserve)
เขียน: Jacqueline Whitney
สำนักพิมพ์: Biblio


MOODY QUOTE: “รู้อะไรไหม? ปีนี้ฉันจะมีความสุข... ฉันจะทำให้ตัวเองมีความสุข” เมื่อเริ่มต้นปีใหม่ เรามักจะตั้งปณิธานหรือมอ...
03/01/2026

MOODY QUOTE: “รู้อะไรไหม? ปีนี้ฉันจะมีความสุข... ฉันจะทำให้ตัวเองมีความสุข”
เมื่อเริ่มต้นปีใหม่ เรามักจะตั้งปณิธานหรือมองหาสิ่งใหม่ๆ มาเติมเต็มชีวิต เพราะเชื่อว่าสิ่งนี้จะต้องเป็นรางวัลชีวิตอันยิ่งใหญ่ แต่ความจริงอันเจ็บปวดก็คือ ชีวิตมักจะไม่เป็นตามแบบแผนเสมอไป
หลายครั้งที่ความพยายามของเรา จบลงด้วยความล้มเหลวไม่เป็นท่า ทิ้งไว้เพียงแค่ความรู้สึกผิดหวังในหัวใจ แต่ท่ามกลางความล้มเหลวเหล่านั้นเอง หากเราหยุดมองรอบๆ เราอาจจะพบว่าความสุขไม่ได้หายไปไหน อาจจะเป็นสิ่งเล็กๆ ที่เราเคยมองข้าม หรือเป็นความอบอุ่นหัวใจที่ไม่ได้ระบุไว้ในแผนการใดๆ
นี่คือบทเรียนจาก รอสส์ เกลเลอร์ (Ross Geller) จากซีรีส์ ‘FRIENDS’ ในตอน The One with All the Resolutions ที่เตือนใจเราว่า แม้แผนการปีใหม่จะผิดพลาดและทำให้เราดูพ่ายแพ้ แต่ถ้าเรายังมองเห็นความสุขที่ซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์หรือสิ่งเล็กๆ รอบตัว
ปีนั้นก็ยังนับว่าเป็นปีที่ยอดเยี่ยมได้เหมือนกัน
แล้วมามีความสุขในปีใหม่นี้ไปด้วยกันนะ


เพราะช่วงเวลาปีใหม่ เป็นช่วงแห่งการเริ่มต้น เต็มไปด้วยพลังงานอันร้อนแรง  เต็มไปด้วยกำลังใจอันสดใส เต็มไปด้วยความตั้งใจอั...
01/01/2026

เพราะช่วงเวลาปีใหม่
เป็นช่วงแห่งการเริ่มต้น
เต็มไปด้วยพลังงานอันร้อนแรง
เต็มไปด้วยกำลังใจอันสดใส
เต็มไปด้วยความตั้งใจอันแรงกล้า
ที่พร้อมจะพาทุกคนไปสู่การเปลี่ยนแปลง
แม้ระหว่างทางอาจมีสะดุดล้มไปบ้าง
ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆ เข้ามา
ไมว่าจะพบเจอกับความเสียใจ
ไม่ว่าจะพบเจอกับความผิดหวัง
ไม่ว่าจะพบเจอกับความผิดพลาด
ไม่ว่าจะพบเจอกับความยากลำบาก
MOODY อยากให้ทุกคนใจดีกับตัวเองไว้เสมอ
ไม่จำเป็นโบยตีตัวเอง หากเหนื่อย
จะพักบ้างก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องเร่งรีบ
เพียงเชื่อในตัวเองว่า “ฉันทำได้”
เพราะตราบใดที่ไม่ยอมแพ้
ทุกคนจะไปถึงเป้าหมายเสมอ
แล้วอย่าลืมเก็บเกี่ยวความสุขระหว่างทาง
เพื่อสะสมแต้มเอาไว้ รับรางวัลพิเศษที่ปลายทาง


สิ้นปีเป็นช่วงเวลาที่หลายๆ คนเริ่มนั่งทบทวนว่า “ปีนี้ชีวิตเป็นยังไงบ้าง?”ถ้าคำตอบคือ “มันไม่เป็นไปตามแผนเลย” หรือ “ผิดหว...
30/12/2025

สิ้นปีเป็นช่วงเวลาที่หลายๆ คนเริ่มนั่งทบทวนว่า “ปีนี้ชีวิตเป็นยังไงบ้าง?”
ถ้าคำตอบคือ “มันไม่เป็นไปตามแผนเลย” หรือ “ผิดหวังจัง”
ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ‘คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ’
-------------------
เป็นเรื่องธรรมดาที่เราอาจรู้สึกผิดหวัง เมื่อความพยายาม การลงทุน ทั้งแรงกาย แรงใจ และเวลาตลอดทั้งปี ไม่ได้ผลิดอกออกผลอย่างที่หวังไว้ บางปีเราตั้งใจเต็มที่ วางแผนไว้สวยงาม และภาวนาในใจว่าทุกอย่างจะต้อง ‘ดีขึ้น’ กว่าเดิมแน่ๆ แต่พอถึงสิ้นปีจริงๆ เรากลับพบว่าตัวเองยังยืนอยู่ที่เดิม หรืออาจจะถอยหลังลงไปอีกหนึ่งก้าวด้วยซ้ำ
ดร.แซลลี เฟล็ก (Dr. Sally Fleck) นักจิตวิทยาและผู้อำนวยการคลินิกจาก Pathlight Mood & Anxiety Center กล่าวว่า “ความผิดหวังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคน” สามารถเกิดได้ทั้งจากเรื่องงาน ความสัมพันธ์ ครอบครัว สุขภาพ การเงิน หรือเป้าหมายที่ไม่เป็นจริง
ถึงแม้ความผิดหวังจะเป็นเรื่องน่าเจ็บปวด และปีนี้อาจเป็นปีที่คุณเหนื่อยจนอยากยอมแพ้จริงๆ เราอยากให้คุณลองหายใจเข้าลึกๆ แล้วเรียนรู้ที่จะอยู่กับความรู้สึกนี้อย่างมีสติกันดูนะ
ดร.แซลลีไม่ได้แนะนำให้เรา ‘พยายามลืม’ ความเจ็บปวด แต่แนะนำให้เราเรียนรู้ที่จะ ‘อยู่กับมันอย่างสร้างสรรค์’ เพื่อให้เราสามารถลุกขึ้นเดินต่อไปได้ ในฐานะคนเดิมที่แข็งแกร่งและใจดีกับตัวเองมากกว่าเดิม
1 - ยอมรับความรู้สึก โดยไม่ ‘ตัดสิน’
ก้าวแรกที่จะทำให้เราฟื้นตัวจากความผิดหวังได้คือ ‘ยอมรับ’ อารมณ์ที่เกิดขึ้น เพราะมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้หลีกหนีความเจ็บปวด แต่เราควรมองเห็นและยอมรับมันให้ได้ กลับกัน ถ้าหากปฏิเสธความรู้สึกที่เป็นอยู่ อาจจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แย่กว่าเดิม
ดร.แซลลียังบอกอีกว่า ความรู้สึกนั้นไม่มี ‘ถูก’ หรือ ‘ผิด’ แต่ให้ยอมรับและตระหนักรู้ให้ได้ว่าเรากำลังรู้สึกอย่างไร เช่น “เรากำลังรู้สึกผิดหวังมาก เพราะเราตั้งใจกับมัน” นี่คือการอนุญาตให้ตัวเองได้คลี่คลายความรู้สึกที่มี
จากนั้นค่อยๆ หาทางระบายมันออกไปผ่านการเขียนบันทึก การเล่าให้เพื่อนที่ไว้ใจฟัง วาดรูป หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกาย
2 - ใจดีกับตัวเองให้มากขึ้น
หลังจากเจอกับความผิดหวัง สิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำคือการตีความว่า ‘ความผิดหวัง’ = ‘ความล้มเหลวของตัวเอง’ เรามักจะลงโทษตัวเองอย่างรุนแรง เพียงเพราะสิ่งที่หวังไว้ไม่เกิดขึ้น
กลับกันถ้าหากเป็นคนใกล้ชิดหรือเพื่อนสนิทของเรากำลังเจอเรื่องแย่ๆ เราคงไม่พูดจาทับถมอย่างใจร้ายกับเขา เราก็ควรทำเช่นนั้นกับตัวเราเองด้วยเช่นกัน
ลองหาคำพูดดีๆ ใจดีกับตัวเองให้ได้มากที่สุด เช่น “ปีนี้มันยากจริงๆ แต่เราก็พยายามอย่างเต็มที่แล้ว” หรืออาจจะแบ่งปันกับผู้อื่นที่มีประสบการณ์การร่วมแบบเดียวกัน เพราะจำไว้ว่าคุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว และความผิดหวังเป็นเรื่องสากล
และนอกจากจะใจดีต่อสุขภาพใจแล้ว ดร.แซลลียังแนะนำว่าอย่าลืมใจดีกับสุขภาพกายด้วย โดยให้เราหันกลับมาดูแลตัวเอง ทั้งการกิน การนอน การทำสมาธิ และการออกกำลังกาย เพราะร่างกายที่พร้อม ก็จะช่วยให้จิตใจเข้มแข็งตามไปด้วย
เพียงเท่านี้ เราก็จะได้พักหายใจจากความเจ็บปวด หรือความเหนื่อยล้าที่เราแบกรับมาตลอดทั้งปีลงได้บ้างแล้ว
3 - ลองมองมุมกลับ ปรับมุมมองใหม่ๆ
ถึงแม้ว่าตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา เราจะเจอแต่ความผิดหวังเจ็บปวดมากขนาดไหน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่มีไทม์แมชีนที่จะย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งต่างๆ ได้
แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้คือ ‘มองหาสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นต่อจากนี้’ ดร.แซลลีบอกว่า หลายๆ ครั้งความผิดหวังอาจจะผลักดันให้เราได้มีโอกาสที่ดีขึ้น ซึ่งไม่อาจจะเกิดขึ้นได้เลย ถ้าหากไม่ได้เกิดความผิดหวังนี้เสียก่อน
ง่ายๆ ก็คือ ถึงแม้เราจะพลาดสิ่งหนึ่ง แต่ก็อาจจะนำไปสู่เส้นทางใหม่ที่ดีกว่า เราสามารถมองหาแง่มุมดีๆ ที่ซ่อนอยู่ในเรื่องนี้ แล้วเราจะสามารถเปลี่ยน ‘ความสูญเสีย’ ตลอดทั้งปีให้กลายเป็น ‘การเติบโต’ ได้นะ
4 - ลดสเกลความคาดหวังลง
หลายต่อหลายครั้ง ความล้มเหลวหรือความผิดหวังที่เกิดระหว่างปี มักจะเกิดขึ้นจากสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของเราโดยสิ้นเชิง
เราจึงอาจจะต้องกลับมาดูปัจจัยที่เกิดขึ้น แจกแจงว่าสิ่งไหนเราควบคุมไม่ได้ (เวลา เศรษฐกิจ โชค และอุบัติเหตุ ฯลฯ) และสิ่งที่ไหนเราควบคุมได้ (ความตั้งใจของเรา การตัดสินใจ และการฝึกฝน ฯลฯ)
จากนั้นให้เราโฟกัสว่า ‘อะไรที่เราสามารถทำได้’ หรือ ‘อะไรที่เราต้องยอมปล่อยวาง’ และให้คุณค่ากับกระบวนการทำมากกว่าผลลัพธ์ ก็จะทำให้เราจัดการและหลีกเลี่ยงกับความผิดหวังที่เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นมาก
5 - อย่าเก็บความเสียใจไว้คนเดียว
เวลาผิดหวัง เรามักจะคิดว่า ‘ควรอยู่คนเดียว’ แต่จริงๆ แล้วการมีใครสักคนอยู่เคียงข้างจะเป็น ‘กุญแจสำคัญ’ ที่จะช่วยให้เราฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
ดร.แซลลีกล่าวว่า การเชื่อมโยงกับคนรอบข้างเปรียบเสมือนยาชั้นดี และแนะนำให้เราอยู่ท่ามกลางคนที่พร้อมจะเป็นกำลังใจ และคนที่ยอมรับความรู้สึกของเราได้ อย่ากลัวที่จะขอแรงสนับสนุนจากเพื่อน ครอบครัว หรือแม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญ
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าในปีนี้คุณจะเผชิญความผิดหวังยิ่งใหญ่แค่ไหนมา โปรดจำไว้เสมอว่า ‘คุณไม่ได้อยู่คนเดียว’
ปีนี้อาจจะไม่ใช่ปีที่ดีที่สุด บางอย่างจบลง บางอย่างไม่เป็นอย่างที่หวัง แต่อยากให้รู้ไว้ว่าชีวิตไม่ใช่การแข่งขัน ไม่ต้องมีปีที่สมบูรณ์แบบ และปีหน้าจะเป็นแบบไหนไม่มีใครรู้
-------------------
เราสามารถอนุญาตให้ตัวเองได้พักผ่อน
ได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่
แค่นี้ก็ถือว่าเป็น ‘ชัยชนะ’ เล็กๆ ที่สำคัญที่สุดแล้วในปีนี้


MOODY QUOTE: “โลกนี้อาจไม่มีสิ่งที่เรียกว่า เพื่อนที่ดีหรือเพื่อนที่แย่ อาจจะมีแค่เพื่อน คนที่คอยเคียงข้างเราตอนเจ็บ คนท...
28/12/2025

MOODY QUOTE: “โลกนี้อาจไม่มีสิ่งที่เรียกว่า เพื่อนที่ดีหรือเพื่อนที่แย่ อาจจะมีแค่เพื่อน คนที่คอยเคียงข้างเราตอนเจ็บ คนที่ช่วยไม่ให้เราต้องเดียวดาย บางทีเพื่อนแบบนั้นแหละ ที่คุ้มค่าให้เราเผชิญกับความกลัว ฝากความหวัง และอยู่ต่อไป”
ท่ามกลางความมืดมิดของโลกใบนี้ โลกที่คอยกัดกินความหวัง และโปรยปรายความหวาดกลัวใส่เราอย่างไม่ลดละ สิ่งที่ช่วยไม่ให้เรา ‘แตกสลาย’ ไม่ใช่ยอดมนุษย์ หากแต่คือ 'ใครสักคน' ที่เลือกจะยืนอยู่ตรงนั้นในวันที่เราไม่เหลือใคร
ดูเหมือนว่าเราใช้เวลาค่อนชีวิตเพื่อนิยามความสัมพันธ์ พยายามจัดหมวดหมู่ว่าใครเป็นเพื่อนที่ดีหรือเพื่อนที่แย่ แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่สำคัญสุดไม่ใช่คุณสมบัติอันเลิศเลอ แต่คือการมี ‘ใครสักคน’ ที่ไม่ปล่อยให้เราต้องเผชิญกับพายุเพียงลำพัง
การมีอยู่ของใครคนนั้น คือเครื่องยืนยันว่าเราไม่ได้เดียวดายบนโลกใบนี้
นี่คือถ้อยคำอาลัยอันแสนซาบซึ้งของ มาร์จ ทรูแมน (Marge Truman) จากซีรีส์ ‘IT: Welcome to Derry’ ที่กล่าวถึง ริช ซานโตส (Rich Santos) เพื่อนผู้เป็นเสาหลักทางใจให้กับทุกคน และสละชีวิตเพื่อปกป้องเพื่อน คำพูดนี้ย้ำเตือนเราว่า ความสัมพันธ์ที่แท้จริงอาจไม่ใช่การไม่มีความกลัว แต่คือการมีคนที่ทำให้เรารู้สึกว่าความกลัวนั้น ‘คุ้มค่าที่จะเผชิญ’ เพื่อจะรักษาความหวังและก้าวเดินต่อไปในวันพรุ่งนี้

เพราะท่ามกลางความโหดร้ายของเมืองเดอร์รี การมีเพื่อนที่คอยยื่นมือออกมาในความมืด คือเหตุผลเดียวที่ทำให้เรายังอยากมีชีวิตอยู่



MOODY QUOTE: “เห็นใครบางคนแล้วอยากบอกว่า อ่อนแอแค่นี้ถือว่าเข้มแข็งแล้ว” หลายครั้งเราเผลอตั้งมาตรฐานความเข้มแข็งไว้สูงลิ...
27/12/2025

MOODY QUOTE: “เห็นใครบางคนแล้วอยากบอกว่า อ่อนแอแค่นี้ถือว่าเข้มแข็งแล้ว”
หลายครั้งเราเผลอตั้งมาตรฐานความเข้มแข็งไว้สูงลิ่ว จนหลงลืมไปว่าเราก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่มีวันอ่อนแรง การที่เรายอมปล่อยให้ตัวเองได้ร้องไห้ หรือยอมรับออกมาตรงๆ ว่า ‘วันนี้ไม่ไหวแล้ว’ ไม่ได้แปลว่าเราพ่ายแพ้
แต่มันคือการซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเอง เพราะในวันที่โลกมีแต่ความโหดร้าย และบังคับให้เราต้องเก่งตลอดเวลา การที่เรายังหยัดยืนอยู่ตรงนี้ แม้ในวันที่ข้างในจะพังยับเยิน เชื่อเถอะว่า ‘อ่อนแอแค่นี้ ถือว่าเข้มแข็งที่สุดแล้ว’
หนังสือ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว
เขียน: Jirabell
สำนักพิมพ์: Bunbooks


สำหรับปี 2025 นี้ นับว่าเป็นปีแห่งการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของ MOODY หลังจากที่เราหลบไปพักร้อนถึง 1 ปี เพื่อกลับมาในรูปลัก...
26/12/2025

สำหรับปี 2025 นี้ นับว่าเป็นปีแห่งการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของ MOODY หลังจากที่เราหลบไปพักร้อนถึง 1 ปี เพื่อกลับมาในรูปลักษณ์ใหม่ที่น่ารักกว่าเดิม นุ่มฟูกว่าเดิม เพิ่มเติมคือความแหลมคมของอารมณ์ที่เพิ่มขึ้น
แล้วตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ MOODY ก็ได้หยิบเรื่องราวทางใจหลากหลายแง่มุมมาเล่าให้ทุกๆ คนได้อ่านกัน มีทั้งมุมพัฒนาตัวเอง เข้าใจคนอื่น ตามให้ทันอารมณ์ รวมถึงเรื่องยอดฮิตอย่างความสัมพันธ์
ดังนั้น ก่อนที่เราจะไปสู่ปี 2026 มาดูกันว่าคอนเทนต์ไหนในเพจ MOODY ที่แฟนๆ นักอ่านโดนใจกันมากที่สุด 5 อันดับ ดังนี้
1 - ผิดใจกันนิดเดียว ทำไมต้องโมโหขนาดนี้ เมื่อเกิด ‘ภาวะอารมณ์ท่วมท้น’ จนควบคุมตัวเองไม่ได้ จะจัดการตัวเองอย่างไรดี
2 - คนอ่อนไหวมากเป็นพิเศษ จะจัดการ ‘อารมณ์’ อย่างไรดี ไม่ให้กระทบคนอื่น ตัวเราเองก็พัฒนามากขึ้นด้วย
3 - เริ่มวันด้วยความสดใส พอถึงออฟฟิศเมื่อไรหน้าหงิกทุกที จะประคองใจตัวเองอย่างไร ไม่ให้โดนอารมณ์คนอื่นครอบงำ
4 - สัตว์เลี้ยงสอนให้เรารู้ว่า ‘เราสมควรได้รับความรัก’ ชวนรู้จักตัวเองมากขึ้น ผ่าน 3 รูปแบบความสัมพันธ์ ระหว่างเรากับสัตว์เลี้ยง
5 - ความสุขในความสัมพันธ์ที่แท้จริง จะเกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกปลอดภัย สำรวจ 3 สัญญาณของคนรักที่มี ‘วุฒิภาวะทางอารมณ์’
ทุกคนรู้ไหม? ผลตอบรับสูงสุด 5 อันดับนี้ สะท้อนให้เห็นว่าพวกเราให้ความสำคัญกับการอยากเข้าใจ ‘อารมณ์’ มากแค่ไหน ทั้งอารมณ์ของตัวเองและคนรอบข้าง นี่เป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะเรื่องของอารมณ์ค่อนข้างซับซ้อน แถมยังเกิดขึ้นไวจนบางทีเราก็ตามตัวเองไม่ทัน
ดังนั้น การพยายามเข้าใจและฝึกจัดการอารมณ์อยู่เสมอจึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพราะหากเรารู้เท่าทันอารมณ์ แล้วจัดการกับมันได้ดี แปลว่าเราจะสามารถใช้ชีวิตผ่านไปในแต่ละวันได้ง่ายมากขึ้น
ยังมีอีกหนึ่งคอนเทนต์ที่ไม่เหมือนใครนั่นคือ ความรักระหว่างเรากับสัตว์เลี้ยง ที่สะท้อนความเป็นตัวตนผ่านการดูแลพวกเขา ซึ่งมีนักอ่านหลายคนมาแชร์รูป ไม่ก็เล่าถึงสัตว์เลี้ยงของตัวเองกันใต้คอมเมนต์
ทำให้รู้ว่าต่อให้เราจะพบเจอกับอะไรมาในแต่ละวัน พี่คนนั้นจะเหวี่ยงใส่จนอยากตอกหลับ ซึมที่โดนหัวหน้าตำหนิ เพียงกลับบ้านทุกอย่างก็หายเป็นปลิดทั้งเพราะได้สัมผัสความรักที่เจ้าตัวน้อยมอบให้
-------------------
สำหรับปีหน้า หากใครมีประเด็นหรือเรื่องราวไหนอยากให้ MOODY ไปหาข้อมูลมาเล่าให้อ่าน ก็คอมเมนต์กันมาได้เลยน้า


ปี 2025 มู้ดดี้อยากบอกทุกคนว่า... ทุกปัญหาคาใจ ลองเคลียร์ให้หมดในปีนี้ แล้วเริ่มต้นกันใหม่ปีหน้านะ
24/12/2025

ปี 2025 มู้ดดี้อยากบอกทุกคนว่า...
ทุกปัญหาคาใจ ลองเคลียร์ให้หมดในปีนี้ แล้วเริ่มต้นกันใหม่ปีหน้านะ


เคยไหม... ที่ตื่นมาแล้วรู้สึกว่า ‘วันนี้มันไม่ใช่วันของเราเลย’ในวินาทีนั้น ไม่แปลกเลยที่เราจะรู้สึกว่า“โลกนี้ใจร้ายกับเร...
23/12/2025

เคยไหม... ที่ตื่นมาแล้วรู้สึกว่า
‘วันนี้มันไม่ใช่วันของเราเลย’
ในวินาทีนั้น ไม่แปลกเลยที่เราจะรู้สึกว่า
“โลกนี้ใจร้ายกับเราจัง”
-------------------
ในแต่ละวัน เรามักจะแบกความรู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งไม่ดีไว้อย่างไม่มีวันจบสิ้น แต่ก่อนที่จะจมดิ่งลงไปมากกว่านี้ MOODY อยากให้ลองหยุดพิจารณาดูสักนิดว่า ความใจร้ายที่เราเห็นนั้น เป็นความจริงทั้งหมด หรือเป็นเพียงเรื่องราวที่เราเล่าซ้ำๆ ในหัว เพื่อตอกย้ำความโชคร้ายของตัวเองกันแน่?
การจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนคิดบวกแบบ ‘หน้ามือเป็นหลังมือ’ ภายในวันเดียวนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ ลองเปลี่ยนจากการตั้งเป้าหมายใหญ่ๆ มาเป็นการ ‘ทดลอง’ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นดูไหม?
แทนที่จะบังคับตัวเองให้มีความสุขตลอดไป ลองบอกตัวเองว่า “ขอลองเปลี่ยนมุมมองสัก 7 วันดูสิว่าจะเป็นยังไง” การตั้งเงื่อนไขเวลาสั้นๆ จะช่วยลดความกดดัน และเปิดโอกาสให้ใจเราได้ ‘เล่น’ กับความคิดใหม่ๆ เหมือนเด็กที่กำลังทดลองทำอะไรสนุกๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ
เพราะก้าวแรกของการเลิกเป็น ‘เหยื่อ’ ของโชคชะตา ให้ลองจินตนาการว่าจักรวาลนี้กำลังช่วยให้เรากลายเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด แม้สิ่งที่เจอตรงหน้าจะดูแย่แค่ไหนก็ตาม ลองมองหาดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้น กำลังพยายามบอกอะไรเรา หรือกำลังปูทางไปสู่โอกาสใหม่ๆ หรือเปล่า?
การสมมติแบบนี้อาจดูเหมือนการปลอบใจตัวเอง แต่หากลองทำดูสักหนึ่งสัปดาห์ เราจะพบว่าความใจร้ายของโลกที่เราเคยรู้สึก มันเริ่มแทนที่ด้วยความหวังเล็กๆ
หากเราเชื่อว่าชีวิตกำลังทำงานเพื่อเรา สิ่งที่ตามมาคือเราจะมองเห็นว่า ‘ปัญหาไม่ใช่คำสาป แต่คือบทเรียน’
เมื่อเราเรียนรู้วิธีแก้และแก้ไขได้แล้ว เราก็ได้เรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งก้าว ปัญหาที่ผ่านเข้ามา จึงไม่ใช่เครื่องตอกย้ำความโชคร้าย แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเก่งขึ้นและเข้าใจชีวิตมากขึ้น
แต่การเปลี่ยนความคิดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญคือการ ‘แสดงออก’ ให้สอดคล้องกับมุมมองใหม่นั้นด้วย เมื่อเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก แทนที่จะปล่อยตัวให้จมไปกับความเศร้าในเรื่องเดิมๆ ลองฝืนลงมือทำในสิ่งที่ต่างออกไป เช่น การกล่าวขอบคุณในสิ่งเล็กๆ ที่ยังเหลืออยู่ หรือการรับมือกับความขัดแย้งด้วยความนิ่งสงบ
สุดท้ายที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ เรากำลังทำการ ‘ปรับโครงสร้างสมองใหม่’ ดังนั้นอย่าคาดหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในพริบตา จงใจดีกับตัวเองให้มากในวันที่ยังทำไม่ได้ตามเป้าหมาย รักษาความคาดหวังให้ต่ำเข้าไว้ เพื่อให้เรามีแรงต่อในระยะยาว
-------------------
ลองปรับเปลี่ยนมุมมองดูสักวัน
แล้วสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ค่อยๆ ปรับจูนไปทีละหน่อย
เพราะการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ยั่งยืน
เริ่มต้นจากการรู้สึกว่าเราควบคุมใจตัวเองได้ทีละเล็กทีละน้อยนั่นเอง


ในวันที่ทุกอย่างเลวร้าย เราอาจแค่ต้องให้อภัยตัวเองบ้าง-------------------ทุกคนเคยผิดพลาดทุกคนเคยล้มเหลวทุกคนเคยทำอะไรที่...
22/12/2025

ในวันที่ทุกอย่างเลวร้าย เราอาจแค่ต้องให้อภัยตัวเองบ้าง
-------------------
ทุกคนเคยผิดพลาด
ทุกคนเคยล้มเหลว
ทุกคนเคยทำอะไรที่ไม่ตั้งใจ
ทุกคนเคยทำอะไรที่ไม่สมบูรณ์แบบ
และความรู้สึกเหล่านี้อาจไม่เคยหายไป
จนบางครั้งความรู้สึกเหล่านี้อาจดึงรั้งเราไว้
จนเราไม่กล้าทำอะไร
หลายคนสูญเสียความมั่นใจไปเลยก็มี
คำถามถัดมาก็คือ เมื่อเราต้องพบเจอเรื่องราวเหล่านี้ตลอดเวลา เราจะจัดการความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้นอย่างไร เราจะอยู่อย่างเข้มแข็งด้วยความคิดแบบไหน ณ วันที่เรารู้สึกว่าเราไม่ดีไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย
‘Self-Compassion’ เป็นหนึ่งในแนวคิดที่ช่วยให้เราสามารถปรับตัวอยู่ในโลกอันโหดร้ายได้ดีขึ้น และเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมและถูกพูดถึงอยู่เสมอในปัจจุบัน
เราอาจจะต้องเล่าก่อนว่า แนวคิดเรื่อง ‘Self-Compassion’ หรือการให้อภัย/ใจดีต่อตัวเอง เป็นหนึ่งในแนวคิดที่ ‘ดร.คริสติน เนฟฟ์’ (Dr.Kristin Neff) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยรัฐเท็กซัส หยิบยกมาพูดถึงเป็นคนแรกๆ
และเธอเองก็แบ่งแนวคิดในเรื่องนี้ออกมา 3 ส่วน ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นเป็นรูปธรรมและนำไปประยุกต์ใช้ต่อได้ดีขึ้น
1 - Self-Kindness การใจดีต่อตัวเอง
2 - Common Humanity การเข้าใจความเป็นจริงของมนุษย์
3 - Mindfulness การมีสติ
การใจดีต่อตัวเอง คือการให้อภัยกับความผิดพลาดหรือการกระทำที่ไม่ดีนัก ที่เคยเกิดขึ้น เราไม่จำเป็นต้องเฆี่ยนตี ต้องลงโทษ ต้องโหดร้ายกับตัวเองเสมอไป แต่เราสามารถเติบโตในแบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปในทิศทางที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ก็คือ ในบางครั้งเรามองเห็นความผิดพลาดของคนอื่น เราก็ไม่ได้ดุด่าเขาเสมอไป เพราะว่าเราต้องเข้าใจว่ามนุษย์เองก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ถ้าเราหรือใครๆ ไม่ได้ตั้งใจ ความผิดพลาดก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ
ในส่วนที่สองคือการเข้าใจในความเป็นจริงของมนุษย์ คือการที่เราเข้าใจว่ามนุษย์ก็คือมนุษย์ มนุษย์ต่างผิดพลาด และในบางครั้งก็ทำอะไรที่ไม่ถูกต้องบ้างเป็นเรื่องปกติ ถ้าเราเข้าใจในประเด็นนี้ได้ เราก็จะเข้าใจมากขึ้นว่า การที่ตัวเองทำผิด การที่ตัวเองทำไม่ดี การที่ตัวเองอ่อนแอบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร เพราะมนุษย์ต่างสมบูรณ์แบบและต่างเว้าแหว่งไปในเวลาเดียวกัน
สำหรับในแง่ของการมีสติ หรือการตระหนักรู้อยู่กับปัจจุบัน รู้ว่าตัวเองรู้สึกอะไร รู้ว่าตัวเองดีใจ เสียใจ เศร้าใจ และจะได้ไม่เหลิง หรือจมดิ่งไปกับมัน ถ้าเราจัดการอารมณ์แบบมีสติได้ เราก็จะจัดการปัญหาต่างๆ ในชีวิตได้ง่ายขึ้น
-------------------
เอาเป็นว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ในฐานะไหน สภาวะอะไร จะดำเนินอาชีพในรูปแบบไหน หากคุณรู้สึกว่าโลกมันแสนจะโหดร้าย คุณรู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้ ก็อย่าลืมหันกลับมาให้อภัยตัวเอง เพราะในวันที่เราอภัยตัวเองไม่ได้ เราอาจจะเดินต่อไปไหนไม่ได้ อย่าลืมว่าชีวิตเป็นสิ่งปรับปรุงได้ แม้ว่าอะไรพลาดไป เราแก้ไขได้เสมอ


ที่อยู่

6, 1 Ari5 Fang Nuea Alley, Phaya Thai
Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66968964594

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MOODYผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง MOODY:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram