04/03/2026
หลังดราม่า มาอ่านสาระกันค่ะ
ของขวัญที่คุณหมอของขวัญมอบให้วงการแพทย์
คือการทำให้แพทย์ทั้งประเทศต้องหันกลับมาอ่านกฎหมายวิชาชีพของตัวเองอย่างจริงจัง
คุณหมอใช้คำว่า ขอถอดปลอกคอแพทย์
ซึ่งเราเข้าใจว่า หมายถึง ลาออกจากสมาชิกแพทยสภา
ประชาคมแพทย์ จึงได้ ศึกษาเรื่องราวอย่างจริงจัง
ขอบคุณที่ทำให้เราเห็นชัดว่า
วุฒิ ไม่ใช่ ใบอนุญาต
และ การมีชื่อว่าเป็นหมอ ไม่ได้แปลว่า ยังมีสิทธิใช้วิชาชีพ
คุณหมอ คือตัวอย่างของ Influencer ที่แท้จริง
ในขณะที่บางคนไม่ได้แค่ทำคอนเทนต์
แต่ทำให้ทั้งวิชาชีพต้องสะดุ้ง และสังคมต้องตั้งคำถาม
คุณหมอสายนักโฆษณาทั้งหลาย
ควรศึกษาไว้ให้ดี และ อ่านบทความนี้
*********
ใครขี้เกียจอ่าน บทความนี้ดูตารางสรุป ในภาพข้างท้าย ก็ สามารถรู้เรื่องราวได้ทั้งหมดเหมือนกันครับ
***************
แพทย์ทุกคน และ สังคมก็ต้องรู้
และวันนี้
เราจะพูดเรื่องที่ต้องรู้ให้ชัด...
# # แยกให้ออก: ปริญญา, สมาชิกแพทยสภา, และใบอนุญาต เป็นคนละเรื่อง
ช่วงนี้มีคนพูดเรื่องสถานะของแพทย์กันมาก
บางคนพูดเหมารวมว่า “หมดใบอนุญาตแล้ว ไม่ใช่หมอ”
บางคนก็พูดกลับว่า “จบแพทย์มา จะไม่ให้เรียกหมอได้อย่างไร”
ความจริงคือ **กฎหมายไม่ได้มองโลกแบบขาว-ดำขนาดนั้น**
เพราะใน พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 กฎหมายแยกชัดว่า
**“วุฒิการศึกษา”**, **“สมาชิกแพทยสภา”**, และ **“ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม”** เป็นคนละสถานะกัน และไม่จำเป็นต้องอยู่ครบพร้อมกันเสมอไป
พูดให้ตรงที่สุดคือ
**จบแพทย์ ≠ มีใบอนุญาต**
**ยังเป็นสมาชิก ≠ ยังรักษาคนไข้ได้**
และ **ใช้คำว่า นพ./พญ. ได้ ≠ ยังมีสิทธิทำ medical practice**. ([แพทยสภา][1])
ส่วน คำว่าหมอ นั้น คุณหมอของขวัญ เคยตอบนักข่าวไปว่า
ไม่มีประเด็น ซึ่งเราเห็นด้วย
เพราะ หมอเป็นภาษาบ้านๆ ที่อาจเรียก
หมอ ในวงการต่างๆ มันไม่ใช่คำทางการ
บทความนี้ จึงไม่ได้ Focus คำว่า หมอ
---
# # 1) จบแพทย์แล้ว ใช้ “นพ.” หรือ “พญ.” ได้
แต่ยังไม่ใช่ใบอนุญาตโดยอัตโนมัติ
มาตรา 27 เขียนชัดว่า คนทั่วไปห้ามใช้คำว่า “แพทย์ / นายแพทย์ / แพทย์หญิง / นายแพทย์หญิง” หรือใช้อักษรย่อ/คำแสดงวุฒิทางแพทยศาสตร์จนทำให้คนเข้าใจว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม **เว้นแต่ผู้ได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรในวิชาแพทยศาสตร์
แปลเป็นภาษาชาวบ้าน:
ถ้าคุณเรียนจบแพทย์ ได้ปริญญาแพทยศาสตร์แล้ว
คุณมีสิทธิใช้ “นพ.” หรือ “พญ.” ได้
แต่ขอให้จำให้แม่นว่า
**สิทธิใช้คำนำหน้า ไม่ใช่สิทธิรักษาคนไข้**
คำนำหน้ามาจาก “วุฒิ”
ส่วนสิทธิประกอบวิชาชีพ มาจาก “ใบอนุญาต”
และสองอย่างนี้ กฎหมายไม่ได้เขียนให้เป็นเรื่องเดียวกัน
---
# # 2) จะเป็น “ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม” ได้
ต้องมีใบอนุญาตจากแพทยสภา ไม่ใช่แค่เรียนจบ
มาตรา 4 นิยามคำว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม” ชัดมากว่า ต้องเป็นบุคคลซึ่ง **ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตจากแพทยสภา** แล้ว
นั่นหมายความว่า
การเรียนจบอย่างเดียว ยังไม่พอ
การสอบผ่านอย่างเดียว ก็ยังไม่พอ
ต้องถึงขั้น **ขึ้นทะเบียน + รับใบอนุญาต** จึงจะมีสถานะตามกฎหมาย
และมาตรา 30 ก็ย้ำอีกชั้นว่า
คนที่จะขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต ต้องเป็น **สมาชิกแพทยสภา** ก่อน. ([แพทยสภา][1])
ดังนั้น ถ้าจะพูดให้ถูกกฎหมายที่สุด ต้องพูดแบบนี้:
* จบแพทย์ = มีวุฒิ
* เป็นสมาชิกแพทยสภา = มีสถานะในองค์กรวิชาชีพ
* ได้รับใบอนุญาต = จึงเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
ใครเอาสามเรื่องนี้มาปนกัน มักพาคนอ่านหลงทาง
---
# # 3) ถูกพักใช้ใบอนุญาต = ยังมีวุฒิอยู่
แต่กฎหมายถือว่า “ไม่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม” ในช่วงนั้น
มาตรา 39 กำหนดโทษทางจริยธรรมไว้หลายระดับ รวมถึง
**พักใช้ใบอนุญาต** (ไม่เกิน 2 ปี) และ **เพิกถอนใบอนุญาต**
และมาตรา 41 เขียนไว้ตรง ๆ แบบไม่ต้องตีความเยอะว่า
ผู้ที่ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต
**“ให้ถือว่า มิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม”** นับแต่วันที่ถูกสั่งพักใช้.
ประโยคนี้สำคัญมาก
เพราะมันแปลว่า ต่อให้คนคนนั้นยังมีความรู้เดิม
ยังมีปริญญาเดิม
ยังมีชื่อเดิม
แต่ในทางกฎหมาย **เขาไม่มีสถานะที่จะประกอบวิชาชีพเวชกรรมในช่วงเวลานั้น**
พูดง่าย ๆ คือ
**ยังเป็นคนจบแพทย์ แต่ไม่ใช่คนที่กฎหมายอนุญาตให้รักษาคนไข้ในช่วงนั้น** แต่ คุณจะไปทำงานวิจัย งานสอน งานบริหาร งาน Influencer ก็ไม่มีใครว่า
---
# # 4) ถูกเพิกถอนใบอนุญาต = ไม่มีสิทธิประกอบวิชาชีพ
แต่ไม่ได้ทำให้ปริญญาหายไปเอง
กรณีเพิกถอน ก็ยิ่งชัดกว่าเดิม เพราะเมื่อใบอนุญาตถูกเพิกถอน
ย่อมไม่มีฐานทางกฎหมายในการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมอีกต่อไป
มาตรา 42 วางกรอบไว้ว่า
* ถูกเพิกถอนแล้ว ต้องรอ **2 ปี** จึงขอใบอนุญาตใหม่ได้
* ถ้ายื่นแล้วถูกปฏิเสธ ต้องรออีก **1 ปี** จึงยื่นใหม่ได้
* ถ้าถูกปฏิเสธเป็นครั้งที่สอง ถือว่า **หมดสิทธิขอใบอนุญาตอีกต่อไป**
แต่แม้จะถูกเพิกถอนใบอนุญาต
นั่นก็ไม่ได้แปลว่าปริญญาแพทยศาสตร์หายไปเองโดยอัตโนมัติ
เพราะ พ.ร.บ. นี้ให้อำนาจแพทยสภาเรื่องใบอนุญาต
ไม่ได้เขียนว่าแพทยสภามีอำนาจไปลบปริญญาของมหาวิทยาลัยแทนมหาวิทยาลัย. นั่นคือคนละอำนาจ คนละฐาน
ดังนั้น คนที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต
ก็ยังเป็น “ผู้มีวุฒิแพทยศาสตร์” อยู่
แต่ไม่ใช่ “ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม” อีกต่อไป
นี่คือจุดที่สังคมควรเลิกสับสนเสียที
---
# # 5) ยังใช้ “นพ.” หรือ “พญ.” ได้
ไม่ได้แปลว่ายังเปิดตรวจได้
นี่คือจุดที่คนเถียงกันเยอะ แต่กฎหมายตอบไว้แล้ว
มาตรา 27 ผูกข้อยกเว้นไว้กับการ “ได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรในวิชาแพทยศาสตร์”
ไม่ได้ผูกกับการยังมีใบอนุญาตอยู่หรือไม่
ดังนั้น ต่อให้ถูกพักใช้ หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต
ถ้าปริญญายังอยู่ ก็ยังใช้ “นพ.” หรือ “พญ.” ได้
และยังแสดงวุฒิแพทยศาสตร์ได้
แต่ต้องระวังให้มากว่า
**ใช้คำนำหน้าได้ ไม่ได้แปลว่าโฆษณาตัวเองว่าพร้อมรักษาได้**
เพราะมาตรา 26 ห้ามผู้ที่ไม่มีสถานะตามกฎหมาย
“ประกอบวิชาชีพเวชกรรม” หรือ “แสดงว่าพร้อมจะประกอบวิชาชีพเวชกรรม”
และมาตรา 43 ก็กำหนดโทษไว้ด้วย หากฝ่าฝืน
สรุปแบบสั้นง่าย คือ
**มีคำนำหน้าได้
แต่ไม่มีสิทธิแตะเส้นการรักษา**
คุณจะเป็น นักบริหาร นักวิชาการ อาจารย์สอนวิชา
อ่านผลชิ้นเนื้อ ทำ Lab ตรวจ Claim บ.ประกัน
นักวิจัย Influencer ก็เป็นไป แต่ห้ามรักษา
---
# # 6) ถ้าไม่มีใบอนุญาตแล้ว ยังช่วย CPR ได้ไหม?
มาตรา 26 วางข้อยกเว้นไว้ข้อหนึ่งที่สำคัญมาก คือ มาตรา 26 (2)
ให้มีการ **ช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วยตามศีลธรรมโดยไม่รับสินจ้างรางวัล** ได้
แต่ห้ามล้ำไปถึงการผ่าตัด การใช้รังสี การฉีดยา/สสาร การแทงเข็ม ฝังเข็ม หรือการให้ยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ ฯลฯ
แปลให้เข้าใจง่าย:
การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานในภาวะฉุกเฉิน เช่น
* กดหน้าอก
* ผายปอด
* ใช้ AED
ยังมีเหตุผลทางกฎหมายรองรับได้มากกว่าการสั่งยา หรือฉีดยา
ตราบใดที่อยู่ในกรอบ “ช่วยเหลือตามศีลธรรม” และไม่ก้าวข้ามข้อห้ามที่มาตรา 26 (2) ระบุไว้
พูดอีกแบบคือ
**ช่วยคนได้ แต่ห้ามสวมบทหมอโดยไม่มีสิทธิ**
---
# # 7) ยังเป็นสมาชิกแพทยสภาอยู่ไหม ถ้าถูกพักใช้หรือเพิกถอน?
มาตรา 13 บอกเหตุสิ้นสุดสมาชิกภาพไว้ชัด 4 กรณี คือ
ตาย, ลาออก, ถูกคณะกรรมการให้พ้นจากสมาชิกภาพตามเหตุในมาตรา 11 (3) หรือ (4), หรือขาดคุณสมบัติบางข้อ
สิ่งที่ตัวบท **ไม่ได้เขียน** คือ
“ถูกพักใช้ใบอนุญาต” หรือ “ถูกเพิกถอนใบอนุญาต” แล้วสมาชิกภาพสิ้นสุดทันทีโดยอัตโนมัติ
ดังนั้น ในเชิงตัวบทตรง ๆ
การถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต **ไม่เท่ากับหลุดสมาชิกภาพทันที**
เว้นแต่จะมีเหตุและมีมติให้พ้นจากสมาชิกภาพตามมาตรา 13 แยกต่างหาก. ([แพทยสภา][1])
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องเลิกพูดแบบเหมารวม
เพราะ **หมดสิทธิรักษา** กับ **หลุดจากการเป็นสมาชิก** ไม่ใช่คำเดียวกัน
---
# # 8) แต่ต่อให้ยังเป็นสมาชิก ก็ไม่ได้แปลว่ายังมีสิทธิเป็นกรรมการ
มาตรา 12 ให้สิทธิสมาชิกไว้ รวมถึงสิทธิ “เลือก รับเลือก หรือรับเลือกตั้งเป็นกรรมการ”
แต่ต้องอ่านคู่กับมาตรา 17 ซึ่งวางคุณสมบัติของกรรมการไว้ว่า ต้อง
1. เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
2. และ **ไม่เคยถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาต**.
แปลให้ชัดคือ
ต่อให้บางคนยังมีสมาชิกภาพอยู่
แต่ถ้าเคยถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว
ก็ **ไม่มีคุณสมบัติเป็นกรรมการแพทยสภาจากการเลือกตั้ง** ตามมาตรา 17 (แต่ยังอาจเป็นกรรมการโดยตำแหน่งได้ นี่ คือ ช่องโหว่กฎหมายที่เราเคยรณรงคืให้แก้ไข ใน ร่างพรบ.ใหม่)
นี่เป็นจุดที่กฎหมายพูดชัดกว่าความเห็นส่วนบุคคลมาก
---
# # 9) ถ้าลาออกจากสมาชิกแพทยสภา ผลไม่ใช่แค่ “ไม่เลือกตั้ง”
แต่ใบอนุญาตก็สิ้นสุดด้วย
มาตรา 13 (2) ระบุชัดว่า สมาชิกภาพสิ้นสุดเมื่อ **ลาออก**
และมาตรา 30 วรรคสอง ยิ่งชัดกว่าเดิมว่า
เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมขาดจากสมาชิกภาพ
**ใบอนุญาตของผู้นั้นสิ้นสุดลง**
ดังนั้น การลาออกจากสมาชิกแพทยสภา
ไม่ได้เสียแค่สิทธิเลือกตั้งหรือสิทธิในองค์กร
แต่หมายถึง ถ้ามีใบอนุญาตอยู่ ใบอนุญาตนั้นก็สิ้นสุดด้วย
แต่ถึงอย่างนั้น ปริญญาแพทยศาสตร์ก็ยังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
คนที่ลาออกยังอาจใช้คำนำหน้าและแสดงวุฒิได้ หากปริญญายังอยู่
เพียงแต่ **ไม่มีสถานะผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว**
---
# # 10) เรื่องสอบจริยธรรมย้อนหลัง ต้องพูดให้ชัด ไม่ใช่พูดเอามัน
มาตรา 32 วางกรอบเวลาไว้ชัดว่า
สิทธิกล่าวหา/กล่าวโทษเรื่องจริยธรรม
สิ้นสุดเมื่อพ้น
* **1 ปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายหรือผู้กล่าวโทษรู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำ**
* และไม่เกิน **3 ปีนับแต่วันที่มีการประพฤติผิดจริยธรรม**
นี่คือ “หน้าต่างเวลา” ทางกฎหมายที่ชัดเจน
ไม่ใช่ว่าจะหยิบเรื่องเก่ามาเมื่อไรก็ได้ไม่จำกัดเวลา
ส่วนใครจะฟันธงว่า “ลาออกแล้วไม่ต้องถูกสอบจริยธรรมอะไรอีกเลย”
อันนี้ต้องระวัง เพราะตัวบทที่ยกมา **ไม่ได้เขียนตรง ๆ แบบนั้น**
สิ่งที่พูดได้อย่างปลอดภัยคือ
กฎหมายมีกรอบเวลา 1 ปี / 3 ปี ชัด
แต่การตีความต่อว่า เรื่องที่เกิดขึ้นขณะยังมีสถานะเดิมจะเดินต่อได้แค่ไหน ต้องดูข้อเท็จจริงและแนวปฏิบัติประกอบ ไม่ควรพูดเกินตัวบท
แต่กรณี ที่การร้องเรียน จนมีกระบวนการเริ่มต้น
ของการสอบสวนจริยธรรมเกิดขึ้นแล้ว
แพทย์มีการ ลาออกก่อนมีการสอบสวน หรือตัดสิน
และนี่คือ สถานการณ์ ที่อาจจะกำลังเกิดขึ้นปัจจุบัน
โดยที่ นิติกร ของแพทยสภา ต้องตีความให้ถูกต้อง
หาก บุคคลใดที่เป็นสมาชิกแพทยสภา
อยู่ระหว่างกระบวนการถูกสอบจริยธรรม แล้ว ลาออก
เราไปค้นคำตอบมา
แหล่งข่าวทางกฎหมาย ท่านหนึ่ง ตอบว่า
จากตัว พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 เพียงอย่างเดียว ยังไม่มีบทบัญญัติที่ตอบตรง ๆ ว่า เมื่อลาออกจากสมาชิกแพทยสภาระหว่างถูกสอบจริยธรรมแล้ว คดีจะยุติอัตโนมัติหรือไม่
สิ่งที่ ยืนยันได้จากตัวบท พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 คือ:
ถ้าลาออกจากสมาชิกแพทยสภา สมาชิกภาพสิ้นสุดตามมาตรา 13(2).
เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมขาดจากสมาชิกภาพ ใบอนุญาตสิ้นสุดลงตามมาตรา 30 วรรคสอง.
มาตรา 32–40 วางกระบวนการสอบจริยธรรมไว้ต่อเนื่อง และมีข้อความชัดว่า “การถอนเรื่อง” ที่ยื่นแล้ว ไม่ทำให้การดำเนินการระงับ. แต่ตัวบท พูดถึงการถอนเรื่องของผู้ร้อง ไม่ได้พูดถึง “การลาออกของผู้ถูกร้อง”.
ตัวบท ไม่มีมาตราใดเขียนตรง ๆ ว่า “แพทย์ลาออกแล้ว การสอบจริยธรรมสิ้นสุดอัตโนมัติ” และก็ ไม่มีมาตราใดเขียนตรง ๆ ว่า “ลาออกแล้ว การสอบต้องเดินต่อจนจบ" จนจบเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เราถาม นักกฎหมายสายมหาชนบางท่าน มีความเห็นว่า
ผลทางกฎหมายจะเป็นไปตามหลักการดังนี้ครับ:
1. การสอบจริยธรรม "ไม่สิ้นสุดลง"
ตามข้อบังคับและแนวทางปฏิบัติของแพทยสภา (รวมถึงสภาวิชาชีพอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกัน) กระบวนการสอบสวนจริยธรรม ยังคงดำเนินการต่อไปจนถึงที่สุด แม้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะพ้นสภาพสมาชิกไปแล้วก็ตาม
เหตุผล: เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคและรักษามาตรฐานวิชาชีพ หากยอมให้การลาออกทำให้การสอบสวนระงับไป แพทย์ที่กระทำผิดอาจใช้ช่องโหว่นี้เพื่อหนีความผิด แล้วกลับมาสมัครใหม่ในภายหลังได้
2. ผลการวินิจฉัยและการบันทึกประวัติ
แม้จะลาออกไปแล้ว คณะกรรมการจะยังคงพิจารณาเนื้อหาแห่งคดีต่อไปจนมีคำวินิจฉัย (Adjudication) โดยผลที่ตามมาจะมีลักษณะดังนี้:
การบันทึกประวัติ: ผลการตัดสินจะถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของแพทยสภา หากผลการสอบสวนชี้ว่ามีความผิดจริง ประวัตินี้จะคงอยู่ตลอดไป
การกลับเข้าสู่สายวิชาชีพ: หากในอนาคตบุคคลนั้นต้องการกลับมาขอจดทะเบียนเป็นสมาชิกแพทยสภาใหม่ คณะกรรมการจะใช้ผลการสอบสวนจริยธรรมเดิมประกอบการพิจารณา ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ ไม่รับจดทะเบียน หรือมีเงื่อนไขอื่น ๆ
3. ขอบเขตอำนาจของแพทยสภา
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตสำคัญด้าน "บทลงโทษ" เมื่อบุคคลนั้นไม่ได้เป็นสมาชิกแล้ว:
โทษทางปกครอง: แพทยสภาอาจไม่สามารถสั่ง "พักใช้ใบอนุญาต" หรือ "เพิกถอนใบอนุญาต" ที่มีผลในทันทีได้ (เพราะบุคคลนั้นไม่มีสถานะสมาชิก/ไม่มีใบอนุญาตให้พักแล้ว) แต่คำสั่งจะมีผลเป็น "การสั่งห้ามจดทะเบียนหรือรับใบอนุญาตใหม่" ภายในระยะเวลาที่กำหนด (เช่น 2 ปี หรือตลอดชีวิต) แทน
*********ดังนั้น ประเด็นนี้ ยังเป็นช่องตีความ เว้นแต่จะมีข้อบังคับหรือแนวปฏิบัติของแพทยสภาที่เขียนไว้ชัดเจนกว่านี้ *************
---
# # บทสรุปแบบตรงไปตรงมา
สังคมไทยชอบตัดสินเรื่องนี้แบบประโยคสั้น ๆ
ว่า “ยังเป็นหมอ” หรือ “ไม่เป็นหมอแล้ว”
แต่กฎหมายจริง ๆ ละเอียดกว่านั้นมาก
คนหนึ่งอาจ
* ยังมีปริญญา
* ยังใช้ นพ./พญ. ได้
* แต่ไม่มีใบอนุญาต
* จึงไม่มีสิทธิรักษาคนไข้
อีกคนอาจ
* ยังเป็นสมาชิกแพทยสภา
* แต่เคยถูกพักใช้หรือเพิกถอน
* จึงไม่มีคุณสมบัติเป็นกรรมการ
และอีกคนอาจ
* ลาออกจากสมาชิกภาพแล้ว
* ใบอนุญาตสิ้นสุดแล้ว
* แต่ปริญญายังอยู่
* จึงยังมี “วุฒิ” แต่ไม่มี “สิทธิประกอบวิชาชีพ”
เพราะฉะนั้น ถ้าจะพูดให้ตรงกฎหมายและตรงความจริง ต้องเลิกใช้คำคลุมเครือว่า “ยังเป็นหมอไหม” แล้วเปลี่ยนมาถามให้ตรงกว่าเดิมว่า
**ยังมีปริญญาไหม?**
**ยังเป็นสมาชิกไหม?**
**ยังมีใบอนุญาตไหม?**
**ยังมีสิทธิรักษาคนไข้ไหม?**
เมื่อแยก 4 คำถามนี้ออกจากกัน
ความสับสนจะหายไปเยอะ
และการถกเถียงในวิชาชีพจะมีมาตรฐานมากขึ้น
---
แอดมิน ประชาคมแพทย์
4 มีค. 2569
#แพทยสภา
#หมอของขวัญ
#ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม
#กรรมการแพทยสภา
#เลขาธิการแพทยสภา
#นายกแพทยสภา
#ประชาคมแพทย์