25/03/2026
สรุปแนวทางเวชปฏิบัติ Surviving Sepsis Campaign 2026 (Short Note)
1. การคัดกรองและการจัดการเบื้องต้น (Screening & Early Management)
ระบบคัดกรอง: แนะนำให้ใช้ NEWS, NEWS2, MEWS หรือ SIRS แทนการใช้ qSOFA เพียงอย่างเดียวสำหรับการคัดกรองผู้ป่วยในโรงพยาบาล
Code Sepsis: สนับสนุนให้โรงพยาบาลมีโปรโตคอล "Code Sepsis" หรือ "Sepsis bundle" เพื่อดึงทีมสหวิชาชีพมาประเมินและรักษาอย่างรวดเร็วหลังคัดกรองพบผลบวก
Pre-hospital Screening: ให้เริ่มกระบวนการคัดกรองตั้งแต่ก่อนถึงโรงพยาบาลโดยหน่วย EMS
การวินิจฉัย: Sepsis เป็นการวินิจฉัยทางคลินิก ไม่ควรใช้ Biomarker ตัวใดตัวเดียวในการวินิจฉัยหรือคัดออก (Rule-in/Rule-out)
Lactate: แนะนำให้วัดระดับ Lactate ในเลือดเพื่อประเมินภาวะ Hypoperfusion
2. การให้ยาปฏิชีวนะ (Antimicrobial Therapy)
การเก็บเชื้อ: ต้องเก็บ Blood Cultures ให้เร็วที่สุดและก่อนเริ่มยาปฏิชีวนะ
กรอบเวลาการให้ยา (Time to Antibiotics):
Definite/Probable Septic Shock หรือ Sepsis: ให้ยาปฏิชีวนะทันที ภายใน 1 ชั่วโมง
Possible Sepsis (ไม่มี Shock): ประเมินสาเหตุอื่นอย่างรวดเร็ว (ภายใน 3 ชม.) หากยังสงสัยติดเชื้อให้เริ่มยาทันที (ไม่ควรเกิน 3 ชม.)
Pre-hospital Antibiotics: สำหรับ Septic Shock หากระยะเวลาเดินทางถึงโรงพยาบาล > 60 นาที สามารถเริ่มยาปฏิชีวนะในรถพยาบาลได้
การครอบคลุมเชื้อ:
MDR: ให้ครอบคลุมเชื้อดื้อยาหากผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงสูง (เช่น เคยมีประวัติเชื้อดื้อยามาก่อน)
Anaerobes: แนะนำให้ยาครอบคลุมเชื้อ Anaerobe ในกรณีที่สงสัยแหล่งติดเชื้อเฉพาะ (เช่น ช่องท้อง, อุ้งเชิงกราน, เนื้อตาย)
Antifungal: ไม่แนะนำให้ยาต้านเชื้อราแบบครอบคลุม (Empiric) ในผู้ป่วยทั่วไป เว้นแต่จะมีปัจจัยเสี่ยงสูงมาก
วิธีการให้ยา: แนะนำการให้ยากลุ่ม Beta-lactams แบบ Prolonged infusion (หลัง Loading dose) เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
Pathogen-specific RDT (เช่น PCR): พิจารณาใช้เป็นรายกรณีเพื่อช่วยปรับยาให้ตรงจุดเร็วขึ้น
3. การจัดการระบบไหลเวียนโลหิต (Hemodynamic Management)
สารน้ำกู้ชีพ: เริ่มต้นด้วย Crystalloid 30 mL/kg ภายใน 3 ชม.แรก และแนะนำให้ใช้ Balanced Crystalloids มากกว่า NSS
ไม่แนะนำการใช้สารน้ำ Starches และ Gelatin ในการ resuscitation
Vasopressors:
Norepinephrine เป็นตัวเลือกแรก
สามารถเริ่มให้ทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย (Peripheral IV) ได้ทันทีเพื่อลดความล่าช้า
พิจารณาเติม Vasopressin หากระดับ Norepinephrine สูงขึ้น
Cardiac Dysfunction: สามารถใช้ Norepinephrine หรือ Epinephrine ได้ (แนะนำ Norepinephrine มากกว่าหากกังวลเรื่อง Tachyarrhythmia)
เป้าหมาย MAP: Target เริ่มต้นที่ 65 mmHg ส่วนในผู้ป่วยอายุ ≥ 65 ปี เป้าหมาย 60-65 mmHg ก็เพียงพอ
Dynamic Measures: ใช้การประเมินแบบ Dynamic (เช่น Passive leg raise) เพื่อประเมินความจำเป็นในการให้สารนำ้
แนะนำการใช้ capillary refill time (CRT) ร่วมกับ Lactate เพื่อประเมินการตอบสนองต่อ resuscitation
Active Fluid Removal: แนะนำให้มีช่วงการขับน้ำส่วนเกินออก (เช่น ใช้ยาขับปัสสาวะ) หลังพ้นระยะกู้ชีพเพื่อลดภาวะ Fluid overload
4. การดูแลระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Support)
Monitoring: ติดตาม Oxygenation ผ่าน SpO2 หรือ Arterial Blood Gas (ABG) ร่วมกับอาการทางคลินิก
การให้ออกซิเจน:
แนะนำให้ใช้ High Flow Nasal Cannula (HFNC) มากกว่าการให้ออกซิเจนทั่วไป
แนะนำให้ใช้ HFNC มากกว่า NIPPV ในภาวะ Acute hypoxemic respiratory failure
Awake Proning: แนะนำให้ทดลองจัดท่าผู้ป่วยนอนคว่ำ (Awake proning) ในผู้ป่วยที่ยังไม่ใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อเพิ่มระดับออกซิเจน
Tidal Volume (Vt) สำหรับการใช้เครื่องช่วยหายใจ:
ARDS: แนะนำ Vt 6 mL/kg (Low tidal volume)
Non-ARDS: แนะนำ Vt 6-8 mL/kg (มากกว่าการใช้ Vt ต่ำมากๆ 4-6 mL/kg เนื่องจากไม่พบประโยชน์เพิ่มขึ้นและอาจเพิ่มความเสี่ยง Delirium)
5. การรักษาเสริมและประเด็นอื่นๆ (Adjunctive Therapies)
Corticosteroids: พิจารณาใช้ IV Hydrocortisone ใน Septic shock ที่ยังต้องใช้ยากระตุ้นความดัน
Candida Biomarkers:
ไม่แนะนำให้ใช้เพื่อเริ่มยา Antifungal แบบครอบคลุมในผู้ป่วยทั่วไป (ใช้เป็นรายกรณีในกลุ่มเสี่ยงสูง)
ไม่แนะนำให้ใช้เป็นเกณฑ์หลักในการหยุดยา Antifungal (ยกเว้นกรณีเฉพาะที่อาการคลินิกดีขึ้นชัดเจน)
สิ่งที่ไม่แนะนำ:
Vitamin C และ D: ไม่แนะนำให้ใช้ในการรักษา Sepsis
Antipyretics: ไม่แนะนำการลดไข้ (Surface cooling/ยา) เพื่อหวังผลทางการรักษาที่ดีขึ้น (ให้เพื่อบรรเทาอาการได้)
Methylene blue และ Midodrine: ข้อมูลยังไม่เพียงพอที่จะแนะนำ