02/05/2026
“เก่าไม่ไป ใหม่ไม่มา”
ครูคริสมีโอกาสได้ไปเรียนฮวงจุ้ยมาค่ะ
ที่สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ วัดโสมนัส สอนโดย อ.เบนซ์ พันธุ์กฤษฏ์ และมันก็มีบทเรียนที่เชื่อมโยงมาสู่เรื่องของการเงินซึ่งน่าสนใจมาก ครูคริสเลยอยากเอามาแชร์มาให้ได้อ่านกัน ใครที่เคยรู้หลักการนี้อยู่แล้ว ก็ถือว่าอ่านเพื่อย้ำเตือนระบบการเงินของตัวเองอีกครั้งแล้วกันนะคะ ^^
ครูเบนซ์ได้เล่าถึงเรื่องของการกระตุ้นกระแสพลังงานภายในบ้านด้วยเรื่องน้ำไว้ว่า เราสามารถรวยจากธรรมชาติของวันฝนตกได้ ถ้าหากเราควบคุมน้ำฝนเป็น
หลักการก็คือ บ้านทุกหลังมีหลังคา เมื่อฝนตกลงมามันก็จะมีน้ำไหลไปทั่วบ้านใช่ไหมคะ แต่หากเราสามารถกำหนดจุดที่รวมน้ำฝน แล้วเอาไปไหลลงในท่อเดียวกันได้ ก็จะสามารถทำให้มีเงินเข้ากระเป๋าของเราได้ทุกครั้งที่ฝนตกค่ะ โดยจุดท่อน้ำทิ้งจากกันสาดนั้น จะต้องเป็นจุดกระตุ้นการเงินตามหลักฮวงจุ้ยด้วยนะคะ
โดยมีกรณีตัวอย่างประมาณว่า ชายผู้นี้เค้าทำโซ่เชื่อมเอาไว้กับท่อทิ้งน้ำของกันสาด เป็นฟีลสไตล์ญี่ปุ่นแบบว่าให้น้ำไหลผ่านโซ่ อนึ่งคือให้น้ำไหลมีเสียงเบาลง และพอไหลผ่านโซ่แล้วมันเท่ มีเสียงกรุกกริก ๆ เบา ๆ มูจิ มุมิ น่าร้ากกกก แต่คนมันจะรวยอ่ะเนาะ วันคืนผ่านไปโซ่นั้นขึ้นสนิม ทำให้ทุกอย่างไม่สวยงามและอุดตัน ฮีก็เลยไปกระชากโซ่นั้นทิ้งซะ แล้วเหมือนจังหวะคนมันจะได้เงินอ่ะค่ะ ฝนดันตกเอาวันนั้นเลยก็เลยทำให้น้ำทั้งหมดไหลลงมาที่ท่ออันว่างเปล่านั้น ซึ่งน้ำฝนเหล่านั้นส่งเสียงดังกระหึ่มมาก ปรากฎว่าวันนั้นเค้าลงพอร์ตหุ้นแล้วได้กำไรขึ้นมาเฉยเลยค่ะ !!!
ด้วยความที่ฮีก็เรียนฮวงจุ้ยเหมือนกัน ฮียังนิ่ง ๆ อยู่ จนผ่านไป 2-3 วัน ฝนก็ตกอีก คราวนี้ฮีเลยตั้งใจลงพอร์ตหุ้นฉ่ำ ๆ ไปเล้ย และปรากฎว่าวันนั้นฮีก็ได้กำไรเหนาะ ๆ อีกเช่นเคยค่ะ ชัดแล้วว่าจุดที่น้ำฝนไหลลงมาตรงองศานั้นเป็นจุดกระตุ้นพลังงานการเงินของเค้าเต็ม ๆ จึงได้มีเรื่องราวมาแชร์ให้พวกเราได้อ่านกันค่ะ
ที่เล่ามาทั้งหมดเพราะจะเล่าเรื่อง “น้ำ” ค่ะ
ในหลาย ๆ ความเชื่อบนโลกมักจะบอกว่า น้ำ = เงิน ครูไปอินเดีย เค้าก็บอกว่า Ganga = Rupee ก็แปลว่า น้ำก็คือเงินนั่นแหละค่ะ ส่วนภาษาไทยเอง เงินก็ใช้คำคุณศัพท์เช่นเดียวกันกับน้ำคือ “ไหล” เช่นกัน ตัวอย่างคำว่า “เงินไหลกอง ทองไหลมา” นั่นเอง
ครูเบนซ์เล่าต่อว่า น้ำน่ะถ้าเราวางมันไว้เฉย ๆ เดี๋ยวมันก็ระเหยออกหมด เปรียบดั่งเงินหากเราไม่หามาเติมเพิ่ม เดี๋ยวเงินในกระเป๋าเรามันก็ต้องหมด เพราะเรามีค่าใช้จ่ายตลอดเวลาถูกไหมคะ หรือต่อให้เรามีเงินมากระดับนึง เราก็จะหาทางใช้เงินเหล่านั้นอยู่ดีนั่นเองค่ะ เพราะยังไงเงินมันก็จะหาทางไปของมันอยู่ตลอดเวลา
ในเมื่อ น้ำ = เงิน เงิน = น้ำ นั่นหมายความ น้ำมีหน้าที่ไหลตามธรรมชาติเพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์และชุ่มชื้น ครูเบนซ์จึงเปรียบเปรยว่า “เราจะมีน้ำเท่าไรไม่สำคัญ สำคัญว่าน้ำเหล่านั้นไหลไปที่ไหน” ซึ่งก็คือ เรามีเงินอยู่จำนวนนึงและแน่นอนว่ามันจะต้องถูกใช้จ่ายไปแน่นอน แทนที่เราจะเอาไปฟุ่มเฟือย แต่เอาเงินนั้นไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ เหมือนดั่งน้ำที่ต่อชีวิตให้ต้นไม้ เงินกองนั้นของเราก็จะเพิ่มขึ้นตามควรนั่นเอง
และที่สำคัญครูเบนซ์ยังบอกอีกว่า “คนทุกคนมีเพดานรายได้” เพราะเมื่อเงินในกระเป๋าของเราเพิ่มขึ้นถึงจำนวนหนึ่ง มันจะหยุดอยู่ตรงนั้นและไม่เพิ่มขึ้นอีก อาจเป็นเพราะเรารู้สึกปลอดภัยแล้ว หรือปัจจัยอะไรก็ตามที่ทำให้เราไม่หาเงินเพิ่ม เงินก้อนนี้ก็จะถูกผลาญออกไปจนเหลือในจำนวนที่เรารู้สึกไม่ปลอดภัย เมื่อถึงจุดนั้นเราถึงจะรู้สึกอยากลุกขึ้นมาหาเงินอีกครั้งนั่นเอง
ดังที่ครูกล่าวเอาไว้ข้างต้นว่า “เก่าไม่ไป ใหม่ไม่มา” ก็คือ ถ้าหากเรามีเงินจนตันเพดานรายได้แล้ว ก็ให้เรานำเงินเหล่านั้นไปลงทุนเพื่อต่อยอดดีกว่าปล่อยมันนอนนิ่งค่ะ เงินน่ะเก็บไว้ไม่บูดก็จริง แต่เราจะหาช่องทางการใช้มันโดยไม่เกิดประโยชน์อย่างแน่นอน เหมือนดังที่ฝรั่งพูดว่า “One in one out” ถ้าจะมีอะไรเข้ามาใหม่ 1 ชิ้น ของเก่าก็ต้องออกไป 1 ชิ้นเช่นกัน
อย่าลืมนะคะ
ได้เงินมาแล้ว > เก็บออม > ได้จำนวนนึง > วางแผนให้รอบคอบ > ลงทุนต่อยอด และวนกลับไปที่คำแรกค่ะ “เก่าไม่ไป ใหม่ไม่มา” นะคะ
ปกติครูคริสไม่ค่อยเขียนอะไรยาวขนาดนี้ เพราะส่วนตัวก็ไม่ชอบอ่านอะไรยาว ๆ เช่นกัน ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบค่ะ ฝากกดแชร์ด้วยนะคะ
ถ้าอยากแบ่งปันแต่รู้ว่าเพื่อนสนิทของเราอ่านไม่ไหว ก็ใช้วิธีเล่าแนวคิดดี ๆ แบบนี้ให้เค้าฟังแทนก็ได้นะคะ 🥰