30/12/2025
หากคุณเป็นผู้กำหนดนโยบาย...
คุณจะเลือก เพิ่มงบประมาณ ก่อน
หรือ ปรับโครงสร้างการบริหารงบ
ให้สอดคล้องกับภาระงานจริงของระบบก่อน?
จะหาใครสักคนที่เข้าใจ “เส้นเลือดใหญ่” ของระบบสาธารณสุขไทยได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ชื่อของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
อดีตนายกแพทยสภา และประธานบอร์ด TCELS
คือหนึ่งในชื่อแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง
ในฐานะศัลยแพทย์ ผู้บริหาร และต้นแบบของวงการสุขภาพไทย
โพสต์นี้สรุปและเรียบเรียงประเด็นสำคัญ
จาก Podcast กว่า 1 ชั่วโมง ในรายการ The Health Visionary EP.1
ดำเนินรายการโดย ดร.ปพนวิช ชัยวัฒโนดม CEO Agnos Health
ซึ่งชวนอาจารย์ประสิทธิ์มาพูดคุยเจาะลึก
ทั้ง “ปัญหาที่สั่งสมมากว่า 30 ปี”
และ “ทางออกเชิงระบบ”
เพื่อพาประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็น Medical Hub อย่างยั่งยืน
⸻
🔍 ระบบสาธารณสุขไทย: “พอใช้ได้” แต่ยังติดล็อก 2 เรื่อง
เมื่อถูกถามให้นิยามระบบสาธารณสุขไทยใน 1 ประโยค
อาจารย์ประสิทธิ์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ใช้ได้…แต่จะดีขึ้นมาก ถ้าปลดล็อกได้ 2 เรื่อง”
1️⃣ วิกฤตงบประมาณ (Under Budget)
ประเทศไทยใช้งบด้านสุขภาพเพียง ประมาณ 4% ของ GDP
ขณะที่มาตรฐานสากลควรอยู่ราว 6%
ช่องว่างนี้หมายถึง
• เงินไม่พอจ้างบุคลากร
• เทคโนโลยีไม่เพียงพอ
• ภาระตกอยู่ที่โรงพยาบาลด่านหน้า
2️⃣ ระบบบริหารจัดการไม่คล่องตัว
โดยเฉพาะโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข
ที่ขาดอิสระในการจัดการทรัพยากร
ต่างจากโรงพยาบาลในกำกับมหาวิทยาลัย
ซึ่งสามารถหารายได้เสริมมาชดเชยงบประมาณที่ขาดได้
👉 ประเด็นสำคัญคือ
“งบที่เพิ่มขึ้น” จะไม่ช่วย
หากโครงสร้างการจัดสรรยังไม่ตอบโจทย์ปัญหาจริง
⸻
⚖️ “บัตรทอง” ดาบสองคมของระบบสุขภาพไทย
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 30 ปี
คือการเกิดขึ้นของ ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UC)
หรือ “30 บาทรักษาทุกโรค”
นโยบายนี้ทำให้คนไทยทุกคน
เข้าถึงการรักษา (Accessibility) ได้จริง
แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ
• ต้นทุน (Cost) จากรัฐมีจำกัด
• ความคาดหวังด้านคุณภาพ (Quality Expectation) ของประชาชนสูงขึ้น
ภาระจึงตกอยู่ที่โรงพยาบาล
ไม่ใช่กองทุนอย่าง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
อาจารย์ประสิทธิ์ชี้ว่า
สิ่งที่ขาดหายไปคือ Public Education
การสื่อสารให้สังคมเข้าใจว่า
• สิทธิ์บัตรทองคือ Basic Package ที่ทุกคนควรได้รับ
• หากต้องการบริการที่ “เหนือกว่า” ควรมีระบบ Copayment (ร่วมจ่าย)
เพื่อให้ระบบยั่งยืน
และนำงบไปช่วยผู้ด้อยโอกาสได้จริง
⸻
⏳ วิกฤต “รอนาน” ไม่ใช่แค่เรื่องหมอขาดแคลน แต่คือปัญหา Level of Care ด้วย
ปัญหาคนไข้รอคิวนาน
ไม่ได้เกิดจากแพทย์ไม่พอเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจาก Level of Care ที่ไม่ชัดเจนด้วย
ประเทศไทยเปิดการเข้าถึงเต็มที่
ต่างจากประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่น
คนไข้ในไทยจำนวนมาก Bypass ระบบ
ไม่ได้เริ่มรักษาในระดับที่เหมาะสม
และระบบไม่เคยสื่อสารอย่างจริงจังว่า
• โรคระดับไหน → ควรเริ่มรักษาที่ไหน
• โรงพยาบาลศูนย์ควรดูแล “เคสแบบใด”
• เคสแบบใดควรถูกดูแลใกล้บ้าน
ผลลัพธ์คือ
• โรงพยาบาลศูนย์แน่นเกินความจำเป็น
• โรคที่โรงพยาบาลทั่วไปดูแลได้ กลับมารวมอยู่กับเคสซับซ้อน
• ทรัพยากรระดับสูงถูกใช้ผิดระดับ
• ต้นทุนต่อเคสสูงขึ้น โดยคุณภาพไม่ได้เพิ่ม
นี่คือ ปัญหาเชิงระบบ
ไม่ใช่ปัญหาของคนไข้ หรือแพทย์
⸻
⏳ “หมอสมองไหล” ไม่ใช่ปัญหาความอดทน แต่คือความล้มเหลวของระบบงาน
แม้ประเทศไทยจะผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ “จำนวน”
แต่อยู่ที่ การกระจายและรูปแบบการทำงานที่ไม่สมดุล
ในทางปฏิบัติ
• เมืองใหญ่มีแพทย์ 1 คนต่อประชากรประมาณ 600–800 คน
• ขณะที่บางพื้นที่ต่างจังหวัด แพทย์ 1 คนต้องดูแลประชากรสูงถึง 3,000–4,000 คน
เมื่อระบบก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
ภาระของแพทย์จึงไม่ใช่แค่ดูแล “คนมากขึ้น”
แต่ต้องดูแล ถี่ขึ้น นานขึ้น และซับซ้อนขึ้น
ในหลายพื้นที่ แพทย์ต้องทำงานเกิน 100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จนกลายเป็นเรื่องปกติ
อาจารย์ประสิทธิ์ชี้ชัดว่า
ปัญหานี้ ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการ “ใส่เงินลงไปอย่างเดียว”
เพราะต่อให้เพิ่มค่าตอบแทน
หาก
• รูปแบบงานยังบีบให้แพทย์อยู่เวรต่อเนื่อง
• ระบบสนับสนุนยังไม่ลดภาระงานที่ไม่ใช่งานรักษา
• และการกระจายแพทย์ยังไม่เปลี่ยน
เงินจะเพียง “ชะลอการลาออก”
แต่ไม่สามารถหยุดวงจรการสมองไหลได้จริง
สิ่งที่แพทย์จำนวนมากต้องการ
ไม่ใช่แค่รายได้ที่สูงขึ้น
แต่คือระบบการทำงานที่ “ปลอดภัยต่อทั้งคนไข้และตัวแพทย์เอง”
อาจารย์ประสิทธิ์ย้ำว่า
Work-Life Balance ของหมอก็จำเป็นต้องมี
แพทย์ที่ทำงานเกินขีดจำกัด
ย่อมมีความเสี่ยงต่อความผิดพลาดในการตัดสินใจ
และนั่นไม่ใช่ความล้มเหลวของบุคคล
แต่คือสัญญาณเตือนของระบบที่กำลังทำงานเกินเพดาน
⸻
🏥 ศิริราชรับมืออย่างไร
ที่ โรงพยาบาลศิริราช
อาจารย์ประสิทธิ์ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก
1) Manpower
ใช้รายได้ของโรงพยาบาล
จ้างแพทย์และ Hospitalist เพิ่มเอง
เพราะงบประมาณแผ่นดินไม่เพียงพอ
2)Technology
• ลดงานเอกสาร (Indirect Workload)
• ใช้แอป Siriraj Connect
ให้คนไข้เช็กอินจากบ้าน รู้คิวล่วงหน้า
ลดความแออัดและความเครียดทั้งสองฝ่าย
3) Expansion
ขยายบริการออกนอกพื้นที่
เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาลหลัก
⸻
🤖 ต้องนำ AI และเทคโนโลยี มาเพิ่มประสิทธิภาพ
ตัวอย่างเช่น
🔹 AI ช่วยวินิจฉัยปอด (นำมาใช้จริงแล้ว)
AI อ่าน X-ray ปอด
ช่วยคัดกรองความผิดปกติขั้นต้น
ลดภาระแพทย์เวร
เพิ่มความเร็ว และลดความผิดพลาดจากความเหนื่อยล้า
โดยแพทย์ยังเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้าย
🔹 AI บริหารจัดการห้องผ่าตัด (กำลังจะนำมาใช้)
ในอดีต ห้องผ่าตัดสูญเสียทรัพยากรจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว
ทั้งจาก เครื่องมือที่ถูกเตรียมเกินความจำเป็น
และจาก ช่วงเวลาว่างระหว่างเคสผ่าตัด
AI เข้ามาแก้ปัญหานี้ในเชิงระบบ
โดยเรียนรู้ข้อมูลการผ่าตัดจริงในอดีต
ทั้งลักษณะเคสและพฤติกรรมการทำงานของศัลยแพทย์แต่ละคน
เพื่อคาดการณ์ระยะเวลาผ่าตัดได้แม่นยำขึ้น
ผลคือสามารถ
• จัดตารางห้องผ่าตัดได้มีประสิทธิภาพ
• ลดช่วงเวลาว่างระหว่างเคส
• ใช้ทรัพยากรห้องผ่าตัดได้เต็มศักยภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกัน AI ยังเรียนรู้ว่า
ศัลยแพทย์แต่ละคน “ใช้เครื่องมือจริง” อะไรบ้าง
ทำให้สามารถเตรียมอุปกรณ์แบบ Tailor-made
แทนการเปิดชุดใหญ่เหมือนกันทุกเคส
ซึ่งช่วยลด Waste จากอุปกรณ์ที่ไม่ถูกใช้ แต่ต้องล้างและฆ่าเชื้อซ้ำ
เมื่อ AI จัดการได้ทั้ง เครื่องมือ และ เวลา
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ
• ลดต้นทุนต่อเคส
• เพิ่มจำนวนการผ่าตัดได้
• โดยไม่ต้องเพิ่มบุคลากร หรือสร้างห้องผ่าตัดใหม่
• พร้อมเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วยจากระบบที่คาดการณ์ได้แม่นยำขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ AI ในห้องผ่าตัด
ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีล้ำสมัย
แต่คือ Cost Effectiveness Tool
ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบสุขภาพ
⚠️ แต่บทเรียนสำคัญ จากการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้
หากไม่ทำ Load Test
และไม่คิดถึง Scale จริง
หรือไม่คิดให้รอบด้าน
อาจกลายเป็นภาระในระยะยาว
⸻
🌏 Medical Hub ต้องใช้โมเดล “Give and Take”
ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็น Medical Hub
จากคุณภาพการรักษา
Hospitality
และทำเลภูมิศาสตร์
แต่อุปสรรคสำคัญคือ
• ค่ารักษาที่เริ่มสูง
• การรักษาเกินความจำเป็น (Unnecessary Investigation)
ทางออกคือ
รัฐและเอกชนต้องมองตัวเองเป็นทีมเดียวกัน
ตัวอย่างคือ
โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์
ที่ให้บริการแบบเอกชน
แต่ควบคุมราคาให้ต่ำกว่าตลาดราว 20%
และนำกำไรกลับมาสนับสนุนโรงพยาบาลรัฐ
⸻
🧭 Sailing off the Map: กล้าที่จะไปในเส้นทางใหม่
อาจารย์ประสิทธิ์ทิ้งท้ายว่า
คนส่วนใหญ่มักเลือกเดินในแผนที่ที่ปลอดภัย
แต่ปลายทางนั้น…มีคนไปถึงแล้วนับล้าน
การจะเป็น “ผู้ชนะ” ในน่านน้ำใหม่
ต้องอาศัย 5 องค์ประกอบ
• Human Resource
• Leadership
• System
• Strategy
• Teamwork
นี่ไม่ใช่แค่วิสัยทัศน์ของวงการแพทย์
แต่คือ เข็มทิศของประเทศ
หากประเทศไทยต้องการเป็นผู้นำ
ไม่ใช่เพียงผู้ตาม
____
บทความนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทสนทนากว่า 1 ชั่วโมง
หากอยากเข้าใจระบบสาธารณสุขไทยให้ลึกกว่านี้
แนะนำให้รับชม คลิปเต็มในรายการ The Health Visionary EP.1
แนบ link ไว้ที่คอมเมนท์ด้านล่าง
#ศิริราช #หมอประสิทธิ์ #บัตรทอง #30บาทรักษาทุกโรค #วิกฤตหมอ #หมอลาออก ์ #นวัตกรรมไทย #นโยบาย #สปสช #เลือกตั้ง2569 #ระบบสาธารณสุข #โรงพยาบาลรัฐ