Rehab PMK กองเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
Department of Rehabilitation Medicine, Phramongkutklao Hospital.

สรุปบทความ: Diagnosing ALS: the Gold Coast criteria and the role of EMG โดย Prof. Martin R. Turner, UK MND Clinical Stud...
31/05/2026

สรุปบทความ: Diagnosing ALS: the Gold Coast criteria and the role of EMG โดย Prof. Martin R. Turner, UK MND Clinical Studies Group (Pract Neurol 2022) -- https://doi.org/10.1136/practneurol-2021-003256
ทำไมต้องมี Gold Coast Criteria?
เกณฑ์วินิจฉัย ALS แบบเดิม ได้แก่
- El Escorial (1990)
- Airlie House (1998)
- Awaji (2006)
ถูกออกแบบมาเพื่อการคัดเลือกผู้ป่วยเข้าวิจัยเป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติมีปัญหาหลายอย่าง เช่น
- ซับซ้อน
- แบ่งผู้ป่วยเป็น "possible", "probable", "definite" ALS
- ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าหมอยังไม่มั่นใจในการวินิจฉัย ทั้งที่จริงอาจมั่นใจแล้ว
- ผู้ป่วยจำนวนมากเสียชีวิตโดยไม่เคยถูกจัดเป็น "definite ALS"
- ผู้ป่วยบางรายถูกตัดสิทธิ์จาก clinical trial เพียงเพราะมี UMN sign ไม่ครบตามเกณฑ์
ดังนั้นจึงมีการพัฒนา "Gold Coast Criteria (2019)" เพื่อให้การวินิจฉัยง่ายขึ้นและสะท้อนการดูแลผู้ป่วยจริงมากขึ้น
แนวคิดสำคัญของ Gold Coast Criteria
- มีแค่ ใช่ หรือ ไม่ใช่ ALS
- ไม่เน้นการแบ่งระดับ possible/probable/definite อีกต่อไป
ต้องมี 3 องค์ประกอบ
1. Progressive motor impairment
มีอาการอ่อนแรงที่ค่อย ๆ แย่ลง และก่อนหน้านั้นการทำงานของระบบการเคลื่อนไหวปกติ
2. มี UMN และ LMN dysfunction อย่างน้อย 1 body region
หรือ LMN dysfunction ≥ 2 body regions
3. ตรวจแล้วไม่พบโรคอื่นที่อธิบายอาการได้ดีกว่า
Gold Coast Criteria นิยาม LMN dysfunction อย่างไร?
LMN involvement สามารถยืนยันได้จาก
Clinical examination
- Muscle weakness
- Muscle wasting

หรือ

EMG ต้องมีทั้ง
Chronic neurogenic change เช่น
- Large motor unit potentials
- Increased duration
- Increased amplitude
- Polyphasia
และ
Active denervation เช่น
- Fibrillation/Positive sharp waves
- Fasciculation
EMG มีประโยชน์มาก เพราะสามารถตรวจพบ "subclinical LMN involvement" ที่ยังตรวจร่างกายไม่พบได้
แต่อย่างไรก็ตาม EMG ไม่ใช่ Gold Standard
ข้อจำกัดสำคัญคือ
- ไม่ไว 100%
- ขึ้นกับความชำนาญของผู้ตรวจ
- อาจให้ผลลบปลอมได้ โดยเฉพาะ UMN-predominant และ Bulbar-onset ALS

ซึ่งบางราย ไม่มี tongue EMG abnormality หรือ limb EMG abnormality ในระยะแรก แม้ว่าจะเป็น ALS จริงก็ตาม
ผู้เขียนเตือนว่า
- การพึ่ง EMG มากเกินไป อาจทำให้การวินิจฉัย ALS ล่าช้า โดยเฉพาะในผู้ป่วย bulbar-onset ALS ที่ EMG อาจยังปกติ

ผลเสียคือ
- การวางแผนดูแลล่าช้า
- การใส่ gastrostomy ช้าลง
- การเริ่มยา riluzole ช้าลง
- พลาดโอกาสเข้าร่วม clinical trial
อนาคตของการวินิจฉัย ALS
Gold Coast Criteria เปิดทางให้ใช้ biomarkers ใหม่ ๆ ร่วมกับการวินิจฉัย เช่น
- Blood neurofilament
- Diffusion tensor imaging (DTI)
- Transcranial magnetic stimulation (TMS)
- Muscle ultrasound สำหรับตรวจ fasciculation
และในอนาคตอาจมี biomarker ที่ตรวจ TDP-43 ได้โดยตรง
Take-home message
✅ Gold Coast Criteria ทำให้การวินิจฉัย ALS ง่ายขึ้น
✅ ยกเลิกแนวคิด possible/probable/definite ALS
✅ ALS เป็นการวินิจฉัยทางคลินิกเป็นหลัก
✅ EMG เป็นเพียง "adjunctive test" ไม่ใช่ตัวตัดสินการวินิจฉัยทั้งหมด
✅ EMG ปกติ ไม่ได้ตัด ALS ออก โดยเฉพาะใน UMN-predominant และ bulbar-onset ALS
✅ ควรมองผู้ป่วยแบบ "ใช่ ALS หรือ ไม่ใช่ ALS" มากกว่าพยายามจัดเข้าหมวดหมู่ต่าง ๆ
ปล1. ภาพนำมาจาก von Quednow E, Husain N, Łajczak P, Linha Secco G, Koppanatham A. Diagnostic accuracy of the Gold Coast Criteria for amyotrophic lateral sclerosis: a systematic review and meta-analysis. Clin Neurophysiol. 2025;179:2111005. doi:10.1016/j.clinph.2025.2111005
ปล2. Admin's opinoin - การเปลี่ยน Diagnostic criteria มาเป็น Gold Coast จะเพิ่มความไว แต่ต้องแลกด้วยความจำเพาะที่น้อยลง ซึ่งงานวิจัยของประเทศจีน https://doi.org/10.1186/s40035-021-00253-2 ก็ support ความเห็นนี้

อย่างที่กล่าวไปใน post ที่แล้ว --https://www.facebook.com/share/p/14dytFSjuWS/ -- ว่า Implanted VNS ได้รับการรับรองจาก U...
30/05/2026

อย่างที่กล่าวไปใน post ที่แล้ว --https://www.facebook.com/share/p/14dytFSjuWS/ -- ว่า Implanted VNS ได้รับการรับรองจาก US FDA ในข้อบ่งชี้การฟื้นฟูแขนในผู้ป่วย post stroke แต่ยังไม่มีข้อมูลระยะยาวของผลดีของเครื่องมือนี้
ล่าสุดกลุ่มนักวิจัยของ VNS-REHAB trial ได้เผยแพร่ผลวิจัยของ long-term outcome แล้ว ในวารสาร Stroke เมื่อ สิงหาคม 2025
โดย หลังครบ blinded phase กลุ่ม control (Sham VNS) crossover มาได้รับ active VNS ทั้งหมด แล้วติดตามต่อจนครบ 1 ปี
วิธีให้ VNS
- ระยะ in-clinic
นักบำบัด trigger VNS ขณะทำ movement สำคัญ เช่น grasping object เพื่อให้เกิด task-specific plasticity
- ระยะ home program
ผู้ป่วยใช้ magnet swipe เพื่อกระตุ้น cyclic VNS ระหว่างทำ exercise หรือกิจวัตรประจำวัน เช่น ล้างจาน พับผ้า

ผลลัพธ์สำคัญ
1) Motor impairment ดีขึ้นและคงอยู่ถึง 1 ปี
FMA-UE ดีขึ้นจาก baseline
- 6 เดือน: +5.56 points
- 9 เดือน: +4.73 points
- 12 เดือน: +5.23 points
ทั้งหมดมีนัยสำคัญทางสถิติ (P

รู้กันไหมครับว่า tDCS และ TMS ซึ่งเป็น Non-invasive brain stimulation ที่มีใช้ในประเทศไทย ยังไม่ได้ US FDA Approval สำหร...
29/05/2026

รู้กันไหมครับว่า tDCS และ TMS ซึ่งเป็น Non-invasive brain stimulation ที่มีใช้ในประเทศไทย ยังไม่ได้ US FDA Approval สำหรับข้อบ่งชี้ post-stroke recovery ในทุกๆด้าน

แต่การรักษาฟื้นฟูหนึ่งที่กระตุ้นสมองผ่านทาง cholinergic and monoaminergic (5-HT/NE) modulation ซึ่งปัจจุบันได้รับการรับรองจาก FDA แล้ว สำหรับการช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพของแขนภายหลังเป็น Stroke คือ Vagus Nerve Stimulation

ทาง Rehab PMK ได้สรุป Pivotal study (Clinical trial phase III ของ medical device) จาก Lancet 2021 -- https://doi.org/10.1016/S0140-6736(21)00475-X -- ซึ่งเป็นหลักฐานทางการแพทย์ชิ้นสำคัญที่ทำให้เครื่องมือนี้ได้ FDA Approval
ชื่องานวิจัย: Vagus nerve stimulation paired with rehabilitation for upper limb motor function after ischaemic stroke (VNS-REHAB): a randomised, blinded, pivotal, device trial

⚙️ วิธีการศึกษา:
- Multicenter randomized triple-blind sham-controlled trial
- ทำใน UK และ USA รวม 19 ศูนย์
- ผู้ป่วย ischemic stroke มาแล้ว 9 เดือน–10 ปี
- มีแขนอ่อนแรงระดับ moderate-severe (FMA-UE 20–50)

จำนวนทั้งหมด 108 คน โดยทุกคนได้รับการผ่าตัดฝังเครื่อง VNS แต่แบ่งเป็น
- Active VNS: 53 คน
- Sham VNS: 55 คน

กลุ่ม VNS จริง
- stimulation 0.8 mA
- pulse width 100 µs
- frequency 30 Hz
- นาน 0.5 sec
- กระตุ้น “พร้อมกับการเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง” ระหว่าง rehab

โปรแกรม Rehab ทั้งสองกลุ่ม
- สัปดาห์ละ 3 ครั้ง x 6 สัปดาห์ (รวม 18 sessions)
- Session ละ ~90 นาที
- Task-specific intensive training
- > 300 repetitions/session
หลังจากนั้นมี home exercise program ต่ออีก 90 วัน

Primary outcome คือ การเปลี่ยนคะแนน Fugl-Meyer Assessment Upper Extremity ซึ่งใช้วัด motor impairment ของแขน หลังจบ in-clinic therapy

📊 ผลการศึกษา
👉 คะแนน FMA-UE ดีขึ้นมากกว่าในกลุ่ม Active VNS
- Active VNS: +5.0 points
- Sham VNS: +2.4 points
- Difference = +2.6 points (p=0.0014)

Clinically meaningful response ที่ 90 วันหลังจบ therapy
ผู้ที่ดีขึ้น ≥6 คะแนน FMA-UE
- Active vs Sham: 47% vs 24% (p=0.0098)

Number needed to treat (NNT) ≈ 4.3 คน

👉 Safety
ผลข้างเคียงโดยรวมใกล้เคียงกันทั้งสองกลุ่ม
- Serious adverse event ที่เกี่ยวกับการผ่าตัด: vocal cord palsy 1 ราย ซึ่งหายได้ภายใน 5 สัปดาห์
- ไม่มี device-related serious adverse event

✨ จุดเด่นของงานวิจัย ✨
- เป็น pivotal multicenter RCT ขนาดใหญ่ครั้งแรก
- triple-blind
- sham-controlled
- ผู้ป่วยเป็น chronic stroke จริง (เฉลี่ยหลัง stroke >3 ปี)
- ผลยังคงอยู่ถึง 90 วัน

กลไกที่คาดว่าเกิด
VNS ช่วยเพิ่ม neuroplasticity และเมื่อทำคู่กับ movement training
จะช่วย reinforce motor circuit reorganization ได้ดีขึ้น

⚠️ ข้อจำกัด ⚠️
- ใช้ได้เฉพาะ ischemic stroke
- ยังไม่ชัดในผู้ป่วย severe spasticity / severe sensory loss
- ต้องผ่าตัดฝังอุปกรณ์
- ยังไม่มี long-term data ระยะยาวมาก ๆ (ปัจจุบันมี long-term outcome trial แล้ว)

Clinical takeaway 🔚
👉 งานวิจัยนี้สนับสนุนว่า VNS paired rehabilitation สามารถเพิ่มการฟื้นตัวของแขนใน chronic stroke ได้จริง แม้ผู้ป่วยจะ stroke มาแล้วหลายปี และผลลัพธ์ดีกว่า intensive rehab เพียงอย่างเดียวประมาณ 2–3 เท่า ในหลาย outcome measures

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ครับ
29/05/2026

ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ครับ

ข่าวประชาสัมพันธ์ครับเคยไหม… ดูแลผู้ป่วย Stroke, Parkinson’s หรือ Dementia แล้วต้องลังเลทุกครั้งเวลาเริ่มอาหาร “เริ่มกิน...
28/05/2026

ข่าวประชาสัมพันธ์ครับ
เคยไหม… ดูแลผู้ป่วย Stroke, Parkinson’s หรือ Dementia แล้วต้องลังเลทุกครั้งเวลาเริ่มอาหาร
“เริ่มกินเมื่อไหร่ดี?”
“กินแล้วจะสำลักไหม?”
“จะเสี่ยง pneumonia หรือเปล่า?”
“ควรปรับอาหารแบบไหน?”
“เมื่อไหร่ควรส่งประเมินการกลืน?”
คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นทุกวันในการดูแลผู้ป่วยจริงและหลายครั้ง… ไม่มีคำตอบที่ง่ายเลย
สมาคมการกลืนไทย ขอเชิญบุคลากรทางการแพทย์และผู้สนใจร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองในการดูแลผู้ป่วยกลุ่ม Neurological Dysphagia ผ่านงานประชุมวิชาการประจำปี 2569
✨ “Advanced Perspectives in Neurological Dysphagia: Navigating Stroke, Parkinson’s, and Dementia”
พบกับการอัปเดตองค์ความรู้ แนวทางประเมิน การฟื้นฟู และการดูแลผู้ป่วยภาวะกลืนลำบากจากโรคทางระบบประสาท จากวิทยากรและทีมสหสาขาวิชาชีพผู้มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยจริง
📅 วันที่ 6–7 สิงหาคม 2569
📍 ณ Rembrandt Hotel Bangkok -- https://maps.app.goo.gl/GaKsvUTrHztCiQGV9?g_st=ac

⭐️⭐️⭐️ ท่านที่สนใจสามารถลงทะเบียนผ่าน QR code บนมุมขวาล่างของโปสเตอร์
หรือกดผ่านลิ้งค์นี้ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSf81mV4H2ry2LM5Ul1pk3K-yTun2XyszIT-bpA0-Mw8p54kTw/viewform
>> จม.ขออนุมัติฯ ในลิ้งนี้
https://drive.google.com/file/d/1ToJL56lSEi21pX6dxBdwga6KHowiyiPA/view?usp=drivesdk

Review ภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลหลังโรคหลอดเลือดสมอง: ภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นฟู จากวารสาร Stroke (AHA/ASA journal...
27/05/2026

Review ภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลหลังโรคหลอดเลือดสมอง: ภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นฟู จากวารสาร Stroke (AHA/ASA journal) 2026

📌 ภาวะซึมเศร้า (Post-Stroke Depression หรือ PSD) และภาวะวิตกกังวล (Post-Stroke Anxiety หรือ PSA) เป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้บ่อยและเป็นอุปสรรคสำคัญในการฟื้นตัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โดยพบได้ในผู้ป่วยประมาณหนึ่งในสาม จากข้อมูลระบุว่าความชุกของภาวะ PSD อยู่ที่ 27% ในขณะที่ PSA พบได้ประมาณ 18.7-24.2% แม้จะพบได้บ่อย แต่ภาวะเหล่านี้กลับมักไม่ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่เพียงพอ ซึ่งส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อการฟื้นฟูร่างกาย คุณภาพชีวิต และที่สำคัญคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีความเสี่ยงต่อการคิดฆ่าตัวตายและการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย (สูงกว่าปกติถึง 73%) มากกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
📌 ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุการเกิดโรค
การเกิดภาวะ PSD และ PSA มาจากปัจจัยหลายประการที่เกี่ยวข้องกัน ทั้งในด้านชีวภาพและจิตสังคม:
- ปัจจัยทางประชากรศาสตร์และสังคม: ผู้ป่วยอายุน้อย (ต่ำกว่า 50 ปี) ผู้หญิง และกลุ่มคนผิวดำหรือฮิสแปนิกมีความเสี่ยงสูงกว่า นอกจากนี้ ปัญหาทางการเงิน การว่างงาน ระดับการศึกษาต่ำ และการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำกัด ล้วนเป็นปัจจัยเสริมที่สำคัญ ในทางกลับกัน การมีเครือข่ายผู้ดูแลที่มั่นคงถือเป็นปัจจัยป้องกันที่ดี
- ปัจจัยทางคลินิก: ความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมองที่ส่งผลให้เกิดความบกพร่องทางร่างกาย สติปัญญา และการสื่อสาร (Aphasia) สัมพันธ์กับอัตราการเกิด PSD และ PSA ที่สูงขึ้น ประวัติความเจ็บป่วยทางจิตเวชก่อนหน้า และความเหนื่อยล้าหลังโรคหลอดเลือดสมองก็เป็นปัจจัยกระตุ้นเช่นกัน
- กลไกทางชีวภาพและจิตใจ: โรคหลอดเลือดสมองทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวงจรประสาท การเสียสมดุลของสารสื่อประสาท (เช่น โดพามีน นอร์เอพิเนฟริน และเซโรโทนิน) การอักเสบของระบบประสาท และการลดลงของสารบำรุงสมอง (BDNF) เมื่อรวมกับปัจจัยทางจิตใจ เช่น การสูญเสียความเป็นอิสระ การเปลี่ยนแปลงบทบาทในครอบครัว และความยากลำบากในการเข้าสังคม จึงทำให้เกิดความทุกข์ใจอย่างมาก
📌การประเมินและเครื่องมือคัดกรอง
การคัดกรองสุขภาพจิตตั้งแต่เนิ่นๆ (ภายใน 3 เดือนหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง) สัมพันธ์กับการฟื้นฟูการทำงานของร่างกายที่ดีขึ้นและอัตราการเสียชีวิตที่ลดลง อย่างไรก็ตาม การประเมินมีความท้าทายอย่างมากในผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการสื่อสารหรือการรับรู้

เครื่องมือเบื้องต้น: แบบสอบถาม 2-item Patient Health Questionnaire (PHQ-2) และ Generalized Anxiety Disorder (GAD-2) เป็นเครื่องมือที่แนะนำสำหรับการคัดกรองเบื้องต้นเนื่องจากใช้งานง่ายและมีความน่าเชื่อถือ

PHQ-9 และ Hamilton Depression Rating Scale: งานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้สนับสนุนการใช้แบบสอบถามแบบ 9 ข้อ (PHQ-9) และแบบประเมิน Hamilton Depression Rating Scale อย่างไรก็ตาม มีข้อควรพิจารณาคือ เป็นแบบประเมินที่ต้องทำโดยแพทย์และใช้เวลาในการประเมินนานกว่า จึงอาจเหมาะสมสำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึกทางคลินิกมากกว่าการใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองมาตรฐานสำหรับผู้ป่วยทุกคน

การเลือกเครื่องมือจำเป็นต้องพิจารณาบริบททางคลินิก ระยะการฟื้นตัว และความจำเป็นในการใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับผู้ป่วยกลุ่ม Aphasia ร่วมด้วย
📌แนวทางการรักษาและการจัดการอย่างครบวงจร
การรักษา PSD และ PSA จำเป็นต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน โดยแบ่งออกเป็นการรักษาด้วยยาและการรักษาโดยไม่ใช้ยา ดังนี้:

1. การรักษาด้วยยา (Pharmacological Treatment)
การเลือกใช้ยาต้องพิจารณาปัจจัยทางคลินิก ผลข้างเคียง และปฏิกิริยาระหว่างยาอย่างระมัดระวัง

- กลุ่ม SSRIs (Selective Serotonin Reuptake Inhibitors): ถือเป็น "ยาขนานแรก (First-line agents)" สำหรับรักษาทั้ง PSD และ PSA เนื่องจากมีผลข้างเคียงน้อยและโอกาสเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นต่ำ ยาที่แนะนำ ได้แก่ Sertraline, Citalopram และ Escitalopram ส่วน Paroxetine ไม่ค่อยแนะนำเนื่องจากมีผลข้างเคียงสูงกว่าตัวอื่น สำหรับ Fluoxetine งานวิจัยล่าสุดพบว่าไม่ช่วยในการฟื้นฟูการเคลื่อนไหวและยังเพิ่มความเสี่ยงเรื่องกระดูกหัก จึงไม่แนะนำให้ใช้เพื่อป้องกัน PSD เป็นประจำ

- กลุ่ม SNRIs (Serotonin-Norepinephrine Reuptake Inhibitors): เช่น Venlafaxine และ Duloxetine เป็นทางเลือกที่เหมาะสมหากผู้ป่วยทนต่อ SSRIs ไม่ได้หรือไม่ตอบสนองต่อยา

- Mirtazapine: อาจนำมาใช้ได้ แต่มีความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มความเสี่ยงของอาการชักและปัญหาหลอดเลือดหัวใจ

- Tricyclic Antidepressants (TCAs) และ MAOIs: ยา TCAs (เช่น Nortriptyline, Amitriptyline) มักไม่ใช้เป็นยาขนานแรกเนื่องจากมีผลข้างเคียงต่อระบบหัวใจ ส่วน MAOIs (เช่น Phenelzine, Tranylcypromine) ไม่แนะนำให้ใช้เลยด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยที่ร้ายแรง

- ยาต้านเศร้ากลุ่มอื่นๆ: Bupropion ยังมีหลักฐานไม่เพียงพอในผู้ป่วย PSD Psychostimulants (เช่น Methylphenidate) อาจช่วยลดความเหนื่อยล้าได้แต่มีความกังวลด้านหลอดเลือดหัวใจจึงต้องรอการวิจัยเพิ่มเติม ส่วน Ketamine/Esketamine ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่ชัดเจนสำหรับ PSD ในปัจจุบัน

📣 ข้อควรระวังพิเศษสำหรับยาลดความวิตกกังวล:
**ไม่แนะนำ** ให้ใช้ยากลุ่ม Benzodiazepines (เช่น Alprazolam, Diazepam) เด็ดขาด เนื่องจากเสี่ยงต่อการติดยา ทำให้การรับรู้บกพร่อง เพิ่มความเสี่ยงในการหกล้ม และการหยุดยากะทันหันในผู้สูงอายุจะทำให้เกิดอาการถอนยาที่รุนแรง Buspirone มักใช้เสริมแต่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดใน PSA กลุ่ม Antipsychotics มีข้อมูลจำกัด และ Gabapentinoids (Gabapentin, Pregabalin) ไม่ใช่ยาขนานแรกเพราะเสี่ยงต่อการติดยา

2. การรักษาทางเลือกและการปรับพฤติกรรม (Non-pharmacological Approaches)

- การกระตุ้นสมอง: การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยในระยะเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อยา

- การบำบัดทางจิตวิทยา: การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT) การบำบัดเพื่อการยอมรับและมุ่งมั่น (ACT) และการทำสมาธิบำบัด (Mindfulness) แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการลดอาการซึมเศร้าและวิตกกังวล

- การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต: การออกกำลังกายโดยเฉพาะแบบผสมผสาน (แอโรบิก ยกน้ำหนัก และการทรงตัว) สามารถลดอาการซึมเศร้าได้อย่างมีนัยสำคัญ การสนับสนุนจากเพื่อนผู้ป่วยด้วยกัน (Peer support) และการดูแลสุขภาพจิตของ "ผู้ดูแล" (Caregiver) ควบคู่ไปกับผู้ป่วย ก็เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การฟื้นฟูหลังโรคหลอดเลือดสมองประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

Ref: Terrill AL, Moreno-Gomez V, Kumar M, MacKenzie JJ. Poststroke Depression and Anxiety: A Comprehensive Topical Review. Stroke. 2026;57(5):1406-1417. doi:10.1161/STROKEAHA.125.051664

📣 กองเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เปิดให้บริการ “คลินิกนอกเวลา” เพื่อความสะดวกของผู้ป่วยและผู้รับบริการ🩺 คลินิ...
26/05/2026

📣 กองเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เปิดให้บริการ “คลินิกนอกเวลา” เพื่อความสะดวกของผู้ป่วยและผู้รับบริการ
🩺 คลินิกอาการปวดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
🏃‍♂️ ห้องไฟฟ้ากายภาพบำบัด
— เปิดบริการวันจันทร์ พุธ และพฤหัสบดี
⚡ คลินิกไฟฟ้าวินิจฉัย (EMG)
— เปิดตรวจวันจันทร์ และวันพุธ
⏰ เวลาให้บริการ 16.00 – 20.00 น.
☎️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร. 02-763-3639
🌐 www.rehabpmk.org
📘 Facebook : Rehab PMK
📸 Instagram : rehab_pmk

#เวชศาสตร์ฟื้นฟู #คลินิกนอกเวลา #กายภาพบำบัด #โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ประชาสัมพันธ์ครับ
26/05/2026

ประชาสัมพันธ์ครับ

บทความ NEJM สรุปเรื่อง “Malnutrition in Older Adults” (ภาวะทุพโภชนาการในผู้สูงอายุ) ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ แต่ถูกมองข...
22/05/2026

บทความ NEJM สรุปเรื่อง “Malnutrition in Older Adults” (ภาวะทุพโภชนาการในผู้สูงอายุ) ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ แต่ถูกมองข้าม และมีผลเสียต่อ morbidity, disability และ mortality อย่างมาก
1) Malnutrition ในผู้สูงอายุ “พบบ่อยกว่าที่คิด”
- prevalence ขึ้นกับ setting และเกณฑ์วินิจฉัย
- ใน community พบประมาณ 3–13%
- ใน hospitalized older adults หรือ rehab/nursing home อาจสูงถึง 30–50%
2) สาเหตุเป็น “multifactorial”
ไม่ใช่แค่ “กินน้อย” แต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
A. Physiologic aging
- anorexia of aging → หิวง่ายน้อยลง อิ่มเร็วขึ้น
- การรับรส/กลิ่นลดลง → กินอาหารได้น้อยลง
B. Physical impairment
- ปัญหาฟัน เคี้ยวลำบาก
- dysphagia (stroke, Parkinson’s, dementia)
- upper limb dysfunction ทำให้กินเองลำบาก
- mobility limitation → ซื้ออาหาร/ทำอาหารยาก
C. Mental impairment
- 3D: dementia, depression, delirium
- psychiatric eating disorders
D. Disease & medications
- chronic disease / inflammation
- cancer, heart failure, infection
- polypharmacy → เบื่ออาหาร คลื่นไส้ xerostomia หรือ nutrient deficiency
E. Social factors
- loneliness กินข้าวคนเดียว
- poverty
- loss of spouse
- institutional food quality ไม่ดี
3) การวินิจฉัยใช้ GLIM criteria
NEJM แนะนำ Global Leadership Initiative on Malnutrition (GLIM) framework
ต้องมีอย่างน้อย
1 phenotypic criterion
- weight loss
- low BMI
- low muscle mass
และ
1 etiologic criterion
- reduced intake / malabsorption
- inflammation / disease burden

ผู้สูงอายุ >70 ปี ใช้ cutoff BMI

Review จาก British Journal of Sports Medicine (BJSM) หัวข้อเรื่อง "Diagnostic ultrasound of muscle injuries: what the sp...
19/05/2026

Review จาก British Journal of Sports Medicine (BJSM) หัวข้อเรื่อง "Diagnostic ultrasound of muscle injuries: what the sports medicine clinician should know" เผยแพร่ Online ครั้งแรก 18 ก.ย. 2568
การใช้อัลตราซาวนด์ (Ultrasound - US) ประเมินการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อในเวชศาสตร์การกีฬา ถือเป็นเครื่องมือตรวจมาตรฐานลำดับแรก (First-line imaging) เนื่องจากสามารถตรวจได้ทันทีแบบ Real-time, ประเมินการทำงานขณะขยับ (Dynamic assessment) ได้, ประหยัดต้นทุน และช่วยในการวางแผนกลับไปเล่นกีฬา (Return to play - RTP)
ขั้นตอนการตรวจอัลตราซาวนด์กล้ามเนื้ออย่างเป็นระบบ (Step-by-step approach) เพื่อลดความผิดพลาดและเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย โดยแบ่งเป็น 7 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ครับ:
1. การประเมินทางคลินิก (Clinical Evaluation) เริ่มจากการซักประวัติกลไกการบาดเจ็บ (เกิดจากการกระแทกหรือไม่ได้กระแทก) ระยะเวลาที่บาดเจ็บ ตรวจร่างกาย และทดสอบการทำงานของกล้ามเนื้อก่อนเริ่มทำการอัลตราซาวนด์
2. การเตรียมผู้ป่วยและเลือกหัวตรวจ (Patient Preparation & Transducer Selection)
- จัดท่าผู้ป่วย ให้เหมาะสมกับกล้ามเนื้อที่จะตรวจ (เช่น นอนคว่ำสำหรับ Hamstrings, นอนหงายสำหรับ Quadriceps)
- เลือกหัวตรวจ ใช้หัวตรวจแบบ Linear ความถี่สูง (High-frequency) สำหรับกล้ามเนื้อชั้นตื้น และอาจต้องใช้หัวตรวจความถี่ต่ำลงมา (Lower-frequency) สำหรับกล้ามเนื้อชั้นลึกๆ หรือบริเวณสะโพก
- การหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดของภาพ (Artefact Avoidance) ปรับตั้งค่าเครื่อง (Gain, Frequency, Depth, Focus) ให้เหมาะสม และที่สำคัญคือ ปรับมุมหัวตรวจให้ตั้งฉากกับเส้นใยกล้ามเนื้อ หรือใช้ฟังก์ชัน Beam steering เพื่อลดการเกิด Anisotropy (ที่ทำให้กล้ามเนื้อปกติดูเป็นสีดำคล้ายรอยฉีกขาด)
3. การสแกนภาพนิ่งเบื้องต้น (Initial Static Scan)
- เริ่มสแกนในแนวขวาง (Transverse) ก่อนเสมอ เพื่อดูภาพรวม จากนั้นเมื่อเจอความผิดปกติจึงหมุนหัวตรวจ 90 องศาเป็นแนวยาว (Longitudinal)
- ใช้เทคนิค Echo-palpation คือการใช้หัวตรวจกดเบาๆ คลำหาจุดที่เจ็บที่สุด (Maximal tenderness) เพื่อระบุตำแหน่งพยาธิสภาพ
- การประเมินกล้ามเนื้อตลอดความยาวอย่างเป็นระบบ (Systematic Muscle Evaluation) ห้ามดูแค่จุดที่เจ็บเพียงจุดเดียว ต้องกวาดหัวตรวจไล่ตั้งแต่ จุดเกาะปลาย (Tendon insertion) -> รอยต่อกล้ามเนื้อและเอ็น (MTJ) -> ตัวกล้ามเนื้อ (Muscle belly) -> พังผืดและจุดเกาะต้น เพื่อไม่ให้พลาดรอยโรคที่ซ่อนอยู่
4. การประเมินขณะเคลื่อนไหว (Dynamic Assessment) ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ให้ผู้ป่วยออกแรงต้านหรือลองขยับข้อต่อแบบ Active และ Passive เพื่อสังเกตการหดตัวของเส้นใยกล้ามเนื้อ หารอยแยก (Diastasis) หรือตรวจดูว่าการหดตัวขาดความสมมาตรหรือไม่
5. การประเมินด้วย Doppler (Doppler Assessment) เปิดโหมด Color หรือ Power Doppler เพื่อตรวจหาการไหลเวียนเลือด (Hyperaemia) ซึ่งจะช่วยบ่งบอกถึงระยะการอักเสบ การสร้างหลอดเลือดใหม่ (Neovascularisation) หรือการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อรอบๆ รอยแผล
6. การเปรียบเทียบกับข้างที่ปกติ (Contralateral Comparison) ต้องนำหัวตรวจไปสแกนรยางค์อีกข้างที่ปกติเพื่อเปรียบเทียบกันเสมอ เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เห็นเป็นรอยโรคจริงๆ ไม่ใช่ความแปรผันทางกายวิภาคของตัวผู้ป่วยเอง (Anatomical variation)
7. การสรุปและจำแนกประเภทการบาดเจ็บ (Injury Classification) นำข้อมูลที่ได้ทั้งหมด (กลไก, ตำแหน่ง, รอยขาด, ความผิดปกติขณะขยับ) มาประเมินร่วมกันเพื่อแบ่งเกรดความรุนแรง ซึ่งจะนำไปสู่การวางแผนการรักษาและการคาดการณ์ระยะเวลากลับไปเล่นกีฬา (Return to play)
การจำแนกประเภทและลักษณะภาพอัลตราซาวนด์ (Classification & US Findings) ปัจจุบันแบ่งการบาดเจ็บหลักๆ ออกเป็นแบบไม่มีการกระแทก (Indirect/Muscle tears) และแบบโดนกระแทก (Direct/Contusions)
- Functional (Non-structural) injuries: เป็นการบาดเจ็บทางคลินิกที่ ไม่มีการฉีกขาดของเส้นใยกล้ามเนื้อ ภาพ US อาจเห็นเป็นบริเวณ Hyperechoic แบบขอบเขตไม่ชัดเจน (Ill-defined), มุม Pennation angle ของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น, หรือมีความยืดหยุ่นลดลงเมื่อกดทับ (Sonopalpation)
- Structural injuries: พบการฉีกขาดของเส้นใย (Partial หรือ Complete tear) ภาพจะเห็นช่องว่าง (Gap) และพบเลือดออก (Hematoma) ซึ่งในกรณีที่กล้ามเนื้อขาดและหดร่นรุนแรง อาจเห็นลักษณะ 'Bell clapper' sign (ก้อนกล้ามเนื้อลอยแกว่งอยู่ในถ้ำเลือด)
- Direct injuries (Contusions/Hematoma): ภาพจะเปลี่ยนไปตามเวลา ใน ระยะเฉียบพลัน (0-48 ชม.) เลือดจะยังข้น จึงเห็นเป็น Hyperechoic แต่เมื่อเข้าสู่ระยะกึ่งเฉียบพลัน (48-72 ชม.) เลือดจะละลาย (Liquefaction) กลายเป็นก้อน Anechoic หรือ Hypoechoic
ระยะเวลาที่เหมาะสมในการส่งตรวจอัลตราซาวนด์ (Optimal Timing)
- เวลาที่ดีที่สุดคือ 48–72 ชั่วโมงหลังได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากเป็นช่วงที่เลือดเริ่มละลาย ทำให้มองเห็นรอยขาดของกล้ามเนื้อและขอบเขตของ Hematoma ได้ชัดเจนที่สุด
- ไม่ควรตรวจเร็วเกินไป (เช่น ภายใน 2 ชั่วโมงแรก) เพราะก้อนเลือดยังสะท้อนเสียงได้ดี (Hyperechoic) กลืนไปกับเนื้อเยื่อรอบข้าง อาจทำให้ประเมินความรุนแรงต่ำกว่าความเป็นจริงได้
ภาวะแทรกซ้อนที่แพทย์ควรเฝ้าระวัง (Complications) US สามารถช่วยตรวจหาภาวะแทรกซ้อนจากการบาดเจ็บหรือฟื้นฟูผิดวิธีได้ เช่น:
- Muscle fibrosis: แผลเป็นพังผืด เห็นเป็นก้อน Hyperechoic ที่ดึงรั้งทำให้กล้ามเนื้อสูญเสียความยืดหยุ่น
- Myositis ossificans: การเกิดหินปูน/กระดูกในกล้ามเนื้อ (มักพบหลังถูกกระแทกแรงๆ) ในระยะแรก US จะเห็นเป็นก้อนเนื้อเยื่อตรงกลางดำล้อมรอบด้วยวงแหวน Hyperechoic (ยังไม่มี Acoustic shadowing)
- Deep Vein Thrombosis (DVT): พบได้ถึง 10% ของเคสกล้ามเนื้อน่องบาดเจ็บ US จะเห็นหลอดเลือดดำขยายตัว กดไม่ยุบ และไม่มี Flow�
ปล. สามารถ download ตัว Full paper ได้ที่ https://doi.org/10.1136/bjsports-2025-110255

ที่อยู่

315, Ratchawithi Road, Thung Phaya Thai, Ratchathewi
Bangkok
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Rehab PMKผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Rehab PMK:

แชร์