Ramathibodi Student Well-being Center - RASW

Ramathibodi Student Well-being Center - RASW ให้บริการการปรึกษาทางจิตวิทยา สำหรับนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
และแบ่งปันความรู้ทางสุขภาพใจ สำหรับผู้ที่สนใจ

27/02/2026

บางครั้งอารมณ์ของเราในแต่ละวันก็เหมือนอากาศหลายๆ รูปแบบ

เราอาจตื่นขึ้นมาพร้อมเมฆฝนลอยต่ำอยู่ในอก
ไม่ได้เศร้าเป็นเรื่องเป็นราว
แค่รู้สึกหนัก เหมือนมีอะไรชื้นๆ ค้างอยู่ข้างใน

บางเวลาเรากลับแตกหน่อเงียบๆ
ใจมีพื้นที่ให้แสงแดดลอดผ่าน
ให้ต้นไม้เล็กๆ งอกขึ้นมาเอง
โดยไม่ต้องมีใครมาบอกว่า “ตอนนี้ควรรู้สึกดีได้แล้ว”

มนุษย์ไม่ใช่สภาพอากาศเดียว
เราไม่จำเป็นต้องแจ่มใสทุกเช้า
ไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งทุกบ่าย
และไม่จำเป็นต้องอธิบายทุกคืน

บางวัน ความคิดฟุ้งกระจายเหมือนลม
บางคืน ใจมีเสียงฟ้าร้องที่ไม่มีใครได้ยิน
บางช่วง เราอ่อนล้าเหมือนฝนที่ตกไม่หยุด
แต่บางครั้ง… เราก็อุ่น เหมือนแสงที่ค่อยๆ แตะหลังตา

ความรู้สึกไม่ใช่สิ่งที่ ‘ต้องแก้ไข’
มันเป็นสิ่งที่ต้อง อยู่ด้วย
เหมือนที่เรายอมรับว่า
วันนี้อากาศอาจไม่เหมาะกับการออกไปไกล
แต่ก็ยังเหมาะกับการหายใจช้าๆ ยู่ตรงนี้

ถ้าใจคุณวันนี้ มีทั้งเมฆ แดด ลม และสายรุ้งปะปนกัน
มันไม่เป็นไรเลย
คุณไม่ได้สับสน
คุณแค่กำลังมีชีวิต
ในแบบที่ซื่อสัตย์กับตัวเองมากพอ

และนั่นอาจเป็นสภาพอากาศที่อ่อนโยนที่สุดแล้ว
สำหรับการเป็นมนุษย์คนหนึ่ง

22/02/2026

หมอได้รู้ข่าวของ ‘พั้นช์คุง’ เจ้าลิงตัวน้อยอายุ 7 เดือน ที่สวนสัตว์แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น แม่ของพั้นช์คุงตกเลือดตอนคลอด เกิดความเครียดสูง ทำให้ปฏิเสธการเลี้ยงลูก

พั้นช์คุงจึงถูกเลี้ยงโดยเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ หลังจากที่แข็งแรงพอจึงถูกปล่อยเข้าฝูงลิง แต่เพราะฝูงลิงไม่คุ้นกับพั้นช์คุง ทำให้พั้นช์คุงถูกลิงตัวอื่นปฏิเสธ และถูกกันออกจากกลุ่ม

สิ่งเดียวที่ปลอบใจพั้นช์คุงได้ก็คือ ‘ตุ๊กตาอุรังอุตังตัวใหญ่’ ที่เจ้าหน้าที่ให้ไว้เพื่อทำให้พั้นช์คุงสบายใจขึ้น ทุกครั้งที่ถูกไล่จากฝูง พั้นช์คุงจะเข้าไปกอดตุ๊กตาลิงจนรู้สึกดีขึ้น แล้วค่อยๆ เดินกลับไปที่ฝูงอีกครั้ง


เรื่องของพั้นช์คุงทำให้หมอคิดถึงบทความเกี่ยวกับ Transitional Object ที่เคยเขียนหลายปีก่อน เลยอยากนำมาแบ่งปันให้ทุกคนเรียนรู้ร่วมกันอีกครั้ง

สิ่งนั้นอาจเป็นตุ๊กตา หมอน ผ้าห่ม ฯลฯ ที่มีคุณค่าทางใจ ที่ทำให้เด็กคนหนึ่งเปลี่ยนผ่านจากความเป็นเด็กเล็กที่ต้องพึ่งพาพ่อแม่ สู่ความสามารถในการพึ่งพาตัวเองได้ (Dependence to Independence)


สำหรับหมอตอนเด็กๆ จำได้ว่ามีผ้าห่มอยู่ผืนหนึ่ง หมอเรียกว่า ‘ผ้าห่มสีฟ้า’ มันอาจไม่ค่อยสะอาดในความคิดของผู้ใหญ่ แต่ก็ทำให้หมอรู้สึกดีทุกครั้งเวลานอนกอด มันมีกลิ่นเฉพาะที่คนอื่นอาจบอกว่ามันเริ่มเหม็นแล้วนะ แต่หมอไม่ชอบเวลาที่มีใครเอาไปซัก เพราะหมอชอบกลิ่นนั้น ดมแล้วมันอบอุ่นใจ

ถ้าใครเคยดูการ์ตูนเรื่อง Peanuts ที่มีตัวละครอย่าง Snoopy หรือ Charlie Brown คงเคยเห็นเด็กคนหนึ่งชื่อ Linus เด็กที่ถือผ้าห่มของเขาไปไหนมาไหนในแทบทุกฉากของการ์ตูน นั่นคือ Transitional object


สิ่งของเหล่านี้แม้จะเน่า สกปรก ฉีกขาด หรือมีกลิ่น มีร่องรอยต่างๆ แต่มันมีความหมายกับเด็กๆ เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เขารู้สึกดีและสบายใจ และช่วยให้เด็กเรียนรู้การจัดการกับความวิตกกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องห่างจากผู้ดูแล เช่น เมื่อแม่ต้องกลับไปทำงาน เป็นต้น

มันเปรียบเสมือนตัวแทนของแม่ในช่วงเวลาที่แม่ไม่อยู่กับเด็ก บางทีผู้ปกครองอาจรู้สึกว่ามันสกปรกและคิดว่าควรเอาไปทิ้ง แต่ตรงนั้นอาจสร้างความกระทบกระเทือนทางจิตใจให้เด็กพอสมควร เขาอาจร้องไห้งอแงอย่างมาก เพราะมันเปรียบเสมือนกับแม่ถูกพลัดพรากไปจากเขา


ในวัยเด็กเล็ก เช่น วัยเตาะแตะประมาณ 1–3 ขวบ เด็กกำลังเปิดโลกจากพื้นที่เล็กๆ ที่มีแค่ตัวเองและผู้ดูแล ไปสู่โลกกว้างภายนอกที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน

เพราะทุกอย่างใหม่สำหรับเขา เด็กจึงอาจมีความวิตกกังวลกับหลายสิ่ง โดยเฉพาะความรู้สึกว่า บางครั้งแม่หรือผู้ดูแลใกล้ชิดก็ไม่ได้อยู่ในสายตาเสมอ แม่อาจไปทำงาน ไปทำครัว ไปอาบน้ำ หรือเด็กบางคนต้องไปอยู่สถานรับเลี้ยงเด็ก

การมีวัตถุเหล่านี้จึงช่วยในการเปลี่ยนผ่าน ให้เด็กค่อยๆ เรียนรู้ว่า ถึงแม้แม่จะไม่อยู่ตรงนี้ แต่เดี๋ยวแม่ก็จะกลับมา


บางครั้งเด็กต้องการสิ่งของเหล่านี้มากขึ้นในช่วงที่เผชิญความเปลี่ยนแปลง เช่น ไปโรงเรียนครั้งแรก หรือเวลาไม่สบาย

เด็กในวัยนี้อาจมีพฤติกรรมปลอบตัวเอง เช่น การดูดนิ้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในเด็กเล็ก โดยพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไป แต่หากพฤติกรรมเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ก็อาจต้องสังเกตว่ามีความเครียดอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ โดยทั่วไปพฤติกรรมหรือความต้องการวัตถุเหล่านี้จะลดลงในช่วงอายุ 4 ขวบ

หากพ่อแม่ไม่เข้าใจและบังคับให้เด็กหยุดพฤติกรรมหรือเลิกติดวัตถุเหล่านี้เร็วเกินไป อาจยิ่งทำให้เด็กปรับตัวยากและมีความเครียดเพิ่มขึ้น


เด็กบางคนอาจไม่มีของเน่าที่ติดเลย ก็ไม่ได้แปลว่าผิดปกติ อาจเป็นเพราะเขาปรับตัวได้ง่าย หรือมีผู้ดูแลที่ใกล้ชิดและมีอารมณ์สม่ำเสมอมากพอจนไม่จำเป็นต้องมีสิ่งของทดแทน

ในกรณีที่เป็นวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่ยังมีของเน่าและเลิกไม่ได้ งานวิจัยบางส่วนพบว่าอาจเกี่ยวข้องกับภาวะทางจิตใจ เช่น ความกังวลหรือซึมเศร้า แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผิดปกติเสมอไป การประเมินควรดูภาพรวมของการใช้ชีวิต ทั้งการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วย


บางทีเรื่องของพั้นช์คุงอาจไม่ได้เป็นแค่เรื่องของลูกลิงน่ารักน่าสงสารตัวหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของเด็กหลายคนที่กำลังเติบโตไปในโลกกว้าง

โลกที่บางวันก็อ่อนโยน แต่บางวันกลับทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวได้เหมือนกัน

ของชิ้นเล็กๆ ที่เด็กกอดไว้ไม่ได้หมายความว่าเขาอ่อนแอ แต่อาจเป็นพลังเล็กๆ ที่ช่วยให้เขากล้าพอจะเดินต่อไปข้างหน้าในจังหวะของตัวเอง

ในฐานะพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ เด็ก เราอาจไม่จำเป็นต้องรีบทำให้เขาปล่อยหรือทิ้งของชิ้นนั้นเร็วเกินไป วันหนึ่งเมื่อใจของเด็กเข้มแข็งพอ เขาจะค่อยๆ วางมันลง หรือเอามันไปเก็บไว้ในที่หนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ


สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าเด็กคนหนึ่งจะมีหรือไม่มี Transitional object แต่คือการที่เขารู้สึกว่ามีใครบางคนคอยเป็นที่พักใจให้เขาได้เสมอ

เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าตุ๊กตา ผ้าห่ม หรือหมอนเน่าจะอยู่กับเด็กนานแค่ไหน สิ่งที่ช่วยให้เขามีจิตใจที่เข้มแข็ง คือความสัมพันธ์ที่มั่นคง อ้อมกอดที่อยู่ตรงนั้นในวันที่ต้องการ และการมีใครสักคนที่พร้อมยอมรับเขาในแบบที่เขาเป็น

เป็นธรรมดาที่ระหว่างทางของการเติบโต ทุกคนต้องการที่พักใจ ที่ทำให้อบอุ่นปลอดภัย ก่อนจะมีความกล้าเพียงพอที่จะก้าวออกไปเผชิญโลกกว้างด้วยตัวเอง

#หมอมินบานเย็น

19/02/2026

ภาพจำที่บีบหัวใจที่สุดของพั้นช์คุง
ที่ถูกแม่แท้ๆ ปฏิเสธการเลี้ยงดู
เนื่องจากความเครียดตั้งแต่เกิด
และทางสวนสัตว์ได้มอบ "ตุ๊กตาลิง"
ตัวหนึ่งให้เขาไว้กอดแทนแม่

พั้นช์คุงกอดตุ๊กตาตัวนั้นไว้แน่นตลอดเวลา
ไม่ว่าจะกิน จะนอน หรือเดินไปไหน เขามองว่ามันคือโลกทั้งใบ
คือความปลอดภัย และคือความรักอย่างเดียวที่เขารู้จัก

การเติบโตในวัยไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเป็นคนที่แข็งกระด้างหรือไร้หัวใจ
แต่หมายถึงการที่เรา "เรียนรู้ที่จะเป็นแม่ให้ตัวเอง"
เหมือนที่พั้นช์คุงสุดท้ายก็กลายเป็นลิงที่แข็งแรงและพึ่งพาตัวเองได้

เรื่องราวของพั้นช์คุงไม่ได้สอนแค่ความน่ารัก
แต่มันสอนให้เราเห็นว่า "การเติบโตนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย"
เราไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนใคร
แค่เป็นคุณที่กินอิ่ม นอนหลับ และซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง...
นั่นก็คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว

สิ่งที่พั้นช์คุงอยากบอกคุณในวันนี้
หากคุณกำลังรู้สึกกลัวที่จะต้องก้าวไปข้างหน้าเพียงลำพัง
หรือรู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีใครให้พึ่งพิง...
ให้ลองนึกถึงภาพพั้นช์คุงวันที่วางตุ๊กตาลงครั้งแรก

สุขสันต์วันแห่งความรัก ด้วย AI with self-love
14/02/2026

สุขสันต์วันแห่งความรัก ด้วย AI with self-love

12/02/2026

เนื่องจาก RASW Live เมื่อคืนวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ มีปัญหาในการ Live
ทุกคนสามารถชมย้อนหลัง "Dear Ai, How do I love myself?" ที่นี่นะคะ 🥰

12/02/2026

จากงาน “Mid-Year Recharge: ฟื้นฟูภูมิคุ้มกันทางใจระหว่างศึกษาต่อหลังปริญญา” จัดโดยคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 และได้รับเกียรติจาก พี่เอ๋ คุณสราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ หรือ “นิ้วกลม” Roundfinger มาเป็นแขกรับเชิญพิเศษ

เชื่อว่าระหว่างที่นั่งฟัง หลายคนมีช่วงเวลาที่รู้สึกว่า
“ประโยคนี้ทำงานกับใจมาก”
“อันนี้ตรงกับชีวิตเราเลย”
“อยากเก็บส่วนนี้ไปใช้“

เราจึงสรุปประเด็นสำคัญที่ได้จากการเข้าฟังภายในงานนี้ พยายามรวบรวมธีมหลัก และย่อยออกมาเป็นข้อสั้น ๆ (แบบที่เห็นพี่เอ๋เคยทำ) เพื่อให้อ่านง่าย และหยิบไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ค่ะ

ปล. สรุปจากการจดด้วยมือทั้งหมด ไม่ได้มีการอัดเสียง หากมีตกหล่นตรงไหน ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ค่ะ
——————————————————————-
❤️‍🩹Part 1 กดดันตัวเอง / สมดุลชีวิต / ความท้าทาย

1. กับดักความคิดที่ทำให้ใจเหนื่อย (All-or-None Thinking) คำที่ตัดสินตัวเองแบบสุดโต่ง 100 % คือ ประโยคที่ลงท้ายด้วย “.......เลย” “.......เสมอ” หรือ “.......ทั้งหมด” เช่น ฉันไม่เก่งเลย ฉันทำได้แย่ทั้งหมด แต่ชีวิตจริงมักไม่ได้เป็น 0 หรือ 10 เสมอไป แต่มักจะเป็นเฉดกลาง ๆ อย่าง 4-5-6

พี่เอ๋จึงประเมินตัวเองตามความเป็นจริง เห็นทั้งส่วนที่ทำได้ดี และส่วนที่ยังทำได้ไม่ดี และเก็บสิ่งที่ทำได้ดีไว้เป็นกำลังใจ เพื่อพัฒนาตัวเองต่อไป

2. ยุคนี้การมี social media ที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงเรื่องของเราได้ง่าย เราจะรู้สึกเหมือนถูกประเมินตลอดเวลา พี่เอ๋จะมี skill พิเศษคือ ชื่นชมตัวเองเก่งในเรื่องเล็ก ๆ เช่น มาทันเวลาบรรยาย ถอยรถเข้าซองได้ โดยไม่ต้องรอให้ใครมาชื่นชมในเรื่องใหญ่ ๆ

3.ในตัวเรา มี “เรา” อีกหลายเวอร์ชันซ่อนอยู่เสมอ เมื่อเจอสถานการณ์ที่ท้าทาย เรามักด่วนสรุปว่าตัวเองทำไม่ได้ ทั้งที่คนที่ทำไม่ได้อาจเป็น “เราเวอร์ชันปัจจุบัน” เท่านั้น แต่หากเปิดใจให้กับความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ทดลองพฤติกรรมหรือวิธีคิดแบบใหม่ หลังผ่านเรื่องราวยาก ๆ ไปได้ เราจะกลายเป็นตัวเองอีกคนเสมอ

4. สมดุลชีวิต ไม่ใช่ปริมาณ แต่เป็นคุณภาพของเวลา
พี่เอ๋มี 3 แกนหลักในชีวิตที่สำคัญ คือ 1.ตัวเอง 2.ความสัมพันธ์ และ 3. งาน เป็นไปได้ยากที่จะให้เวลาอย่างเท่าเทียมทั้ง 3 ด้านเสมอ บางครั้งเราอาจจะอยู่ในช่วงทุ่มกับงานและมีเวลาให้ครอบครัวแค่สัปดาห์ละครั้ง key สำคัญไม่ใช่ปริมาณเวลา แต่เป็นคุณภาพของการใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดมากกว่า

5. การคาดหวังว่าตัวเองจะให้เวลากับทุกด้านเยอะ ๆ โดยไม่สอดคล้องกับบริบทชีวิตจริงทำให้กดดัน

พี่เอ๋มองว่าเราสามารถ “ออกแบบ” รูปแบบการใช้เวลาที่เหมาะกับการใช้ชีวิตตัวเองได้ เช่น คนที่พี่เอ๋รู้จัก ทำงานหนักมาก แต่ทุกวันในเวลา 4 ทุ่ม ไม่ว่าจะประชุมหรือทำงานอยู่ เขาจะต้องหาเวลาออกไปโทรศัพท์หาพ่อแม่เสมอ

6. นอกจาก 3 แกนหลักในชีวิต (จากข้อ 4) ที่ให้ความสำคัญ ยังมีอีกแกนที่พี่เอ๋เรียนรู้มาจากแนวคิดของ Walt Disney คือ การเปิดประสบการณ์จากสิ่งใหม่ เช่น การตั้ง goal ว่าจะไปท่องเที่ยวในสถานที่ที่ไม่เคยไป หรือแม้แต่ goal ย่อย เช่น วันนี้จะไปลองร้านอาหารในย่านใหม่ ให้สิ่งเหล่านี้เป็นหมุดหมาย (milestone) เล็ก ๆ ในชีวิต

7. ตกผลึกตัวเองผ่านการพ่นออก
ในพาร์ทตัวเอง พี่เอ๋ชอบช่วงเวลาอยู่บนรถเงียบ ๆ หรือฟังเพลงบนรถ มีช่วงเวลาตกผลึกกับตัวเองว่าวันนี้เกิดความคิดหรือความรู้สึกอะไรบ้าง และให้ตัวเองได้ “พ่นหรือระบาย” สิ่งนั้นออกมาผ่าน 2 วิธีคือ การเขียน และการวาด

———————————————————————
💊Part 2 ภูมิคุ้มกันทางใจ / อนุญาตให้ตัวเองเป็นมนุษย์ / รู้ทันระบบ

8. ลดอัตตาตัวเอง ยอมรับว่าเราไม่เก่ง
ภูมิคุ้มกันทางใจของพี่เอ๋ได้รับมาจากความผิดหวังหรือคาดหวังกับตัวเองแล้วไปไม่ถึง ซึ่งคนหนุ่มสาวมักจะจินตนาการถึงตัวเองใหญ่กว่าความเป็นจริง แต่เมื่ออายุมากขึ้น พี่เอ๋เรียนรู้ที่จะยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น เมื่อถูกต่อว่าหรือตำหนิจึงไม่ได้กระทบใจมากนัก เพราะยอมรับได้ว่าในเรื่องนี้เราไม่เก่งจริง ๆ

9. ไม่มองความทุกข์เป็น “คนแปลกหน้า”
มองเห็นว่า ความทุกข์เป็น “สภาวะหนึ่ง” และเป็นธรรมชาติในตัวเรา จึงอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกทุกข์ โกรธ โง่ อ่อนแอ หรือสับสนได้ ยอมรับว่าตัวเองเป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง โดยไม่ต่อต้านหรือปฏิเสธความสั่นไหวที่เข้ามา และตระหนักว่า “ชีวิตนี้อาจไม่เป็นไปตามที่เราหวัง”

10. ปัญหาชีวิต คลี่คลายได้ 2 ทาง
1) เราไม่จมกับปัญหา มองเห็นวิธีที่จะดีลกับมันได้ หรือ 2) เรานึกทางไม่ออก แก้ไม่ได้ แต่สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไป สถานการณ์ก็จะคลี่คลายไปเองตามบริบทที่เปลี่ยน

11. สังคมยุคใหม่ที่คาดหวังสูงและไม่อนุญาตให้เราพัก
เราถูกสื่อป้อนด้วยข่าวสารความสำเร็จ สัมภาษณ์ CEO จนเผลอคิดไปว่าตัวเองต้องทำให้เหมือนคนเหล่านั้น ทั้งที่สัดส่วนจริงของคนสำเร็จมีน้อยมาก

แต่ระบบทุนนิยมทำให้เราเข้าใจว่าทุกคนต้องเป็นพิมพ์เดียวกัน ต้องขยันและทำงานหนักเสมอ สิ่งที่พี่เอ๋แนะนำคือ Detox ข่าวสารเหล่านี้ออกบ้าง เลิกเสพแต่ความสำเร็จ และเอาตัวเองออกจากระบบ (ชั่วคราว) ให้เป็น

12. เลิกวิ่งแข่งในลู่เดียวกับคนอื่น
ถ้ามองตัวเองอยู่ในลู่เดียวกับคนอื่น ต้องไปยังจุดหมายเดียวกัน ยังไงก็เหนื่อย เพราะมีคนเก่งกว่าเสมอ แต่ถ้าเรามีลู่เป็นของตัวเอง ความกดดันจะลดลงมาก

ตอนนี้พี่เอ๋มองว่าตัวเองอยู่ใน “ลานโล่ง” ไม่ใช่ลู่ด้วยซ้ำ เพราะไม่จำเป็นต้องวิ่งไปข้างหน้าเสมอ บางทีก็ไปซ้ายที ขวาที แต่มี benchmark (เกณฑ์มาตรฐาน) ที่เป็นของตัวเอง ไม่ใช่จากเกณฑ์สังคม

————————————————————————
🌊Part 3 ความเข้าใจในชีวิต

13. Connecting the dot
ความเข้าใจชีวิตเกิดจากการมองย้อนกลับไป ทุกประสบการณ์ในชีวิตไม่เคยไร้ค่า ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เราเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอเหตุการณ์แย่ ๆ แต่หากเราเห็นแต่ละเหตุการณ์เป็นจุด (dot) หนึ่งที่จะพาไปสู่จุดต่อไป และต่อกันเป็น “ภาพใหญ่” ในอนาคต (ที่อาจจะยังไม่เห็นชัดในตอนนี้)

เราจะเข้าใจได้บางครั้งเหตุการณ์ที่ไม่ชอบก็จำเป็นและมีความหมายกับชีวิตเช่นกัน

14. ชีวิตคือฤดูกาลที่หลากหลาย
เวลาเกิดเรื่องไม่ดีในด้านหนึ่งของชีวิต เช่น ตกงาน เราอาจเผลอเหมารวมว่า “ตอนนี้ชีวิตแย่ทั้งหมด” ทั้งที่ชีวิตแต่ละด้านก็มี “ฤดูกาล” ของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเบ่งบานพร้อมกันตลอดเวลา

ช่วงหนึ่งด้านการงานอาจอยู่ในฤดูหนาว เป็นเวลาของการพัก ฟื้นฟู แต่ขณะเดียวกัน ด้านความสัมพันธ์อาจกำลังอบอุ่น สดใส เหมือนฤดูร้อนที่คอยหล่อเลี้ยงใจเราอยู่

15. เข้าใจที่มา people pleaser
วัฒนธรรมมีส่วน เช่น เรามักถูกสอนให้เป็นเด็กดี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือ โดยเฉพาะผู้หญิงและลูกสาวคนจีน รวมถึง attachment style ที่ได้รับอิทธิพลจากการเลี้ยงดูวัยเด็ก หลายคนกลัวว่า ถ้าทำตัวไม่ดีแล้วจะไม่เป็นที่รัก (anxious attachment)

16. ลาออกจากตำแหน่ง people pleaser
ลองดีไซน์ชีวิตตัวเองในแบบที่ไม่มีคนอื่นในสมการ
“ถ้าไม่ต้องทำให้ถูกใจใคร เราอยากมีชีวิตแบบไหน” หรือ
“ถ้าวันนี้ไม่ชอบชีวิตตัวเอง แล้วชีวิตที่ชอบหน้าตาเป็นแบบไหน”

เราเริ่มต้นได้จากการหัดปฏิเสธในชีวิตประจำวัน พี่เอ๋ยกตัวอย่างเวลาคุยกับแม่ เมื่อถูกถามว่าอยากกินอะไร หลายคนไม่กล้าบอกความต้องการของตัวเอง แค่เราลองพูดสิ่งที่อยากได้ หรือปฏิเสธในเรื่องเล็ก ๆ เราจะเริ่มได้ยิน “เสียงของตัวเอง” ชัดขึ้น

17. ยอมเป็นคนที่คนอื่นไม่ชอบบ้างก็ได้
เมื่อเลือกที่จะปฏิเสธ เราอาจกลายเป็นคนที่บางคนไม่ชอบบ้าง แต่การยอมให้ตัวเองไม่เป็นที่พอใจของทุกคน คือราคาที่ต้องจ่าย เพื่อแลกกับการได้ใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเองมากขึ้น

18. มีบางปัญหาในชีวิตที่เราแก้ไม่ได้ และไม่จำเป็นต้องเข้าไปแก้ และการพยายามเข้าไปจัดการทุกอย่างยิ่งทำให้เราเหนื่อยและทุกข์กว่าเดิม

สุดท้ายขอบคุณพี่เอ๋ที่มาใช้เวลาร่วมกันเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ดี ๆ ในครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ในกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตหลังปริญญาฯ ครั้งหน้านะคะ 😊

#นิ้วกลม

ขออภัยสำหรับเหตุขัดข้องทาง live เมื่อซักครู่ค่ะ เหมือนfacebookขึ้นว่าผิด copyright จึงทำให้ไม่สามารถ liveได้ ขอให้เข้า j...
11/02/2026

ขออภัยสำหรับเหตุขัดข้องทาง live เมื่อซักครู่ค่ะ
เหมือนfacebookขึ้นว่าผิด copyright จึงทำให้ไม่สามารถ liveได้
ขอให้เข้า join zoom นะคะ

link

Zoom is the leader in modern enterprise cloud communications.

11/02/2026

ใครกำลังรอ live อยู่ อดใจรอซักครู่นะคะ

10/02/2026

📢 MU Friends - ศูนย์ให้คำปรึกษามหาวิทยาลัยมหิดล "พญาไท"🏙️

เปิดบริการให้คำปรึกษานอกเวลา พื้นที่พญาไท🌅

ช่วงกลางเดือน กุมภาพันธ์ 2569 - พฤษภาคม 2569
ทุกวัน จันทร์ และ พฤหัสบดี เวลา 17.00 - 19.00 น.
📍💛วันจันทร์ ณ คณะเภสัชศาสตร์ (PY) อาคารวิจัย ชั้น 1 ห้องกิจกรรม 1 พญาไท
📍🧡วันพฤหัสบดี ณ คณะวิทยาศาสตร์ (SC) อาคาร Mahidol University Science Education Space (MUSES) ตรงข้าม7-11 ชั้น 4 ห้อง MUSES402 พญาไท

สำหรับ
• นักศึกษาไทย
• บุคลากรมหิดล

📌 นัดหมายล่วงหน้าได้ที่: https://linktr.ee/MU.Friends

‼️หมายเหตุ: โปรดตรวจสอบสถานที่นัดหมายให้ตรงกับวันที่เลือกก่อนกดนัดหมายทุกครั้ง‼️

📧 ผลการนัดหมายจะถูกส่งไปยังอีเมลที่ระบุไว้ (กรุณาตรวจสอบให้ถูกต้อง)

✅ หลังจากทำการนัดหมายแล้ว รบกวนส่งภาพหน้าจอการจองมาทาง Inbox เพื่อยืนยันอีกครั้ง
***************************

วันพุธนี้นะคะ
09/02/2026

วันพุธนี้นะคะ

RASW Live Present
Dear AI, How do I love myself?

ในยุคที่ AI เข้ามาอยู่แทบทุกเรื่องในชีวิต เราใช้ AI คิดคำตอบ ช่วยตัดสินใจ
และบางครั้ง AI ก็กลายเป็นที่พึ่งทางใจของเรา
หลายคนอาจสงสัย
- AI จะช่วยให้เรา รักตัวเอง ได้จริงไหม?
- เป็นไปได้มั้ย ที่พึ่งพิงAI จนหลงรักAIแทนมนุษย์จริงๆ?
- แล้วถ้าวันหนึ่งเรารู้สึกว่า “ขาด AI ไม่ได้ล่ะ?”

เราควรรับมือกับความรู้สึกนั้นอย่างไร หรือใช้AIเพื่อเป็นเครื่องมือในการดูแลจิตใจเรายังไง ในวันที่ AI นั้นอยู่รอบตัวเรา
มาร่วมหาคำตอบ และแลกเปลี่ยนมุมมองไปพร้อมกันในไลฟ์

กับ
นพ.ศุภวิชญ์ ตั้งปนิธานดี (ต้า)
Supawit Tangpanithandee, M.D., M.Sc.
Health Intelligence Lab (HI Lab), BDMS

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569
เวลา 19.00 – 20.00 น.
ผ่าน Facebook Live Ramathibodi Student Well-being Center (RASW)

แยกขยะใจ :)
05/02/2026

แยกขยะใจ :)

มีหลายอย่างในชีวิต
ที่เราใช้พลังไปกับมันมาก
ทั้งที่มันไม่เคยอยู่ในมือเราเลย

เราเฝ้าคิดแทนคนอื่น
เฝ้าแบกความคาดหวังที่ไม่ใช่ของเรา
เฝ้าโทษตัวเองกับเรื่อง
ที่ต่อให้พยายามแค่ไหน
ก็ไม่อาจควบคุมได้

อากาศจะเปลี่ยน
คนจะคิดยังไง
อดีตจะย้อนกลับมาหลอกหลอนตอนไหน
หรือใครบางคนจะเลือกเดินออกไป

สิ่งเหล่านี้…ไม่เคยขออนุญาตเรา

แต่ในวงเล็กๆ ตรงกลางนั้น ยังมีบางอย่างที่เป็นของเราเสมอ
คำที่เราเลือกพูด
ขอบเขตที่เรากล้าขีด
การยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง
การลุกขึ้นในวันที่ไม่พร้อม
และการพัก ในวันที่ไม่ไหว
การควบคุม ไม่ใช่การบังคับชีวิตให้เป็นอย่างใจ

แต่คือการรู้ว่า เราควรวางพลังไว้ตรงไหน
เพื่อไม่ให้ใจรั่วไหลไปกับสิ่งที่เอื้อมไม่ถึง

บางวัน แค่ดูแลวงเล็กๆ นี้ให้มั่นคง
ก็ยากพอแล้ว

และนั่นไม่ใช่ความอ่อนแอ
แต่มันคือรูปแบบหนึ่งของความเข้มแข็ง
ที่ค่อยๆ เติบโต
จากการเลือกใจดีกับตัวเองทีละนิด

ที่อยู่

270 ถนนพระรามที่หก แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี
Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Ramathibodi Student Well-being Center - RASWผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Ramathibodi Student Well-being Center - RASW:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram