Navella Medical & Wellness

Navella Medical & Wellness Your optimal health solution
เพื่อสุขภาพที่ดี ในแบบฉบับของคุณ

Navella Anti-aging and Wellness
“Your optimal health solution”

We are healthcare professionals with a mission to provide holistic health solutions tailor-made for all through technology, innovation and knowledge.

02/02/2026

4 อาหารเสริม สำหรับสายดื่ม!
ดูเต็ม ๆ ได้ใน AskDoctors EP.43
YTช่อง : Zerosick
FBเพจ: Zerosick
#ป่วยเป็นศูนย์ #ตับอักเสบ #ไขมันพอกตับ #อาหารเสริมบำรุงตับ #วิธีดูแลตับ

🌟 Navella Success Stories Series ตอน: เมื่อปัญหาผิวและน้ำหนักที่คิดว่าไม่ร้ายแรง กลับเป็นสัญญาณเตือนโรคท่อน้ำดีอักเสบจาก...
02/02/2026

🌟 Navella Success Stories Series ตอน: เมื่อปัญหาผิวและน้ำหนักที่คิดว่าไม่ร้ายแรง กลับเป็นสัญญาณเตือนโรคท่อน้ำดีอักเสบจากภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเอง

🔺ชายวัย 42 ปี ทนอยู่กับอาการผิวแห้ง แขนขาลาย ท้องอืด ภูมิแพ้กำเริบ มาเป็น 10 ปี จนเริ่มชิน! โดยไม่รู้เลยว่าสาเหตุแท้จริงคือโรคท่อน้ำดีอักเสบจากภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเอง จนตับเริ่มอักเสบและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
🏷️แล้วหมอเอมมี่จะช่วยพลิกฟื้นสุขภาพ ฟื้นตับ และพาคุณภาพชีวิตของเขากลับมาได้อย่างไร? ติดตามเรื่องราวการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เปลี่ยนชีวิตได้จริงนี้ไปพร้อมกัน
💡 ประวัติคนไข้
🙍‍♂️ ชายวัย 42 ปี ที่ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพเรื้อรังมานานกว่า 10 ปี โดยเริ่มจากอาการที่หลายคนมักมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง แขนขาเป็นลาย มีรอยช้ำขึ้นง่าย อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย เป็นภูมิแพ้ง่าย และรู้สึกเหนื่อยล้าโดยไม่ทราบสาเหตุ คนไข้เข้าใจมาโดยตลอดว่าเป็นเพียงภาวะน้ำเหลืองไม่ดี จึงไม่ได้เข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง และใช้ชีวิตต่อเนื่องตามปกติ
🔺ในช่วง 3-4 ปีหลัง อาการทางร่างกายเริ่มแสดงให้เห็นชัดเจนมากขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนแตะ 100 กิโลกรัม แม้จะไม่ได้รับประทานอาหารมากผิดปกติ (ส่วนสูง 180 ซม.) ส่งผลให้คุณภาพชีวิตเริ่มลดลง รู้สึกอึดอัด เหนื่อยง่าย เคลื่อนไหวไม่คล่องตัว และไม่สดชื่นเหมือนเดิมเหมือนในอดีต
🟥 เมื่อเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาล พบความผิดปกติหลายอย่าง เช่น ไขมันในเลือดสูง ภาวะไขมันพอกตับ และค่าการอักเสบของตับสูง แพทย์เฉพาะทางโรคตับประเมินว่า คนไข้มีภาวะ Autoimmune Cholangitis หรือโรคท่อน้ำดีอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ส่งผลให้เกิดตับอักเสบและเริ่มมีพังผืดที่ตับ ซึ่งหากปล่อยไว้มีความเสี่ยงต่อภาวะตับวายในอนาคต แม้จะได้รับการรักษาด้วยยาระบายน้ำดีอย่างต่อเนื่อง แต่ผลเลือดกลับไม่ดีขึ้น ค่าตับยังคงสูงและค่าการอักเสบเพิ่มขึ้น ทำให้คนไข้เริ่มกังวลและตัดสินใจเข้ามาปรึกษาที่ ณ เวฬา คลินิก เพื่อวางแผนการดูแลรักษาแบบองค์รวม ควบคู่ไปกับการรักษาหลักจากแพทย์เฉพาะทางที่โรงพยาบาล
🌟อยากรู้ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป อ่านต่อได้ในคอมเม้นท์ หรือ คลิก https://url.in.th/ptXjM
🚩ไม่แนะนำให้รักษาโดยอ้างอิงจากแนวทางการรักษานี้ แม้ว่าคุณจะมีปัญหาสุขภาพหรืออาการที่คล้ายคลึงกันเนื่องจากปัญหาสุขภาพของแต่ละคนมีสาเหตุและลักษณะที่แตกต่างกันไป การรักษาที่ได้ผลสำหรับบางคนอาจไม่เหมาะสมกับคนอื่น ที่ ณ เวฬา คลินิก ทีมแพทย์ของเราจะทำการประเมินอาการอย่างละเอียดและออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณโดยเฉพาะ หากคุณต้องการแนวทางการรักษาที่ปลอดภัยและได้ผล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจเริ่มการรักษาใดๆ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพ
💬 Line :
📷 IG :
🌐 www.navellawellness.com
📞 0-2090-6988 , 09-8286-6228
📍 Silom Edge (3rd Floor) Next to BTS Sala Daeng & MRT Silom
#ณเวฬา #สุขภาพ #โรคท่อน้ำดีอักเสบจากภูมิคุ้มกันตัวเอง

30/01/2026

เหนื่อยล้าทั้งวัน เพราะไขมันพอกตับ?
ดูเต็ม ๆ ได้ใน AskDoctors EP.43
YTช่อง : Zerosick
FBเพจ: Zerosick
#ป่วยเป็นศูนย์ #เหนื่อยล้าเรื้อรัง #อาการโรคตับ #ไขมันพอกตับ

🍽️ มื้อเช้า... "ต้องกิน" หรือ "งดได้" ? คุณอยู่กลุ่มไหนกันแน่!🍛 เคยสงสัยไหม? ทำไมบางคนบอกว่า “มื้อเช้าคือมื้อที่สำคัญที่...
30/01/2026

🍽️ มื้อเช้า... "ต้องกิน" หรือ "งดได้" ? คุณอยู่กลุ่มไหนกันแน่!

🍛 เคยสงสัยไหม? ทำไมบางคนบอกว่า “มื้อเช้าคือมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน” แต่ในขณะเดียวกัน หลายคนกลับบอกว่า “งดมื้อเช้า ทำ IF แล้วสุขภาพดีขึ้น” ... สรุปแล้วเราควรเชื่อใคร? คำตอบคือ ไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะร่างกาย ไลฟ์สไตล์ และภาวะสุขภาพของแต่ละคนแตกต่างกัน มาลองเช็กกันว่าคุณจัดอยู่ในกลุ่ม “ต้องกิน” หรือ “อดได้”

👇อ่านบทความฉบับเต็ม https://url.in.th/TKFHV

✅ คนกลุ่มที่ "ควร" กินอาหารเช้า

กลุ่มนี้ร่างกายต้องการพลังงานและสารอาหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสมดุลของระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน และการทำงานของร่างกายโดยรวม สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่ กลุ่มที่มีโรคประจำตัว และ กลุ่มที่ไม่มีโรค (แต่ควรกินมื้อเช้า)

🩺 กลุ่มที่มีโรคประจำตัว (ไม่แนะนำให้งดมื้อเช้า)

🔺ผู้ที่มีภาวะไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism): ระบบเผาผลาญของคุณทำงานช้าอยู่แล้ว การขาดโปรตีนและสารอาหารในมื้อระบบเผาผลาญของคุณทำงานช้ากว่าปกติอยู่แล้ว การอดมื้อเช้าจะยิ่งทำให้ร่างกายเข้าสู่ “โหมดประหยัดพลังงาน” ส่งผลให้การเผาผลาญช้าลงมากขึ้น อีกทั้งการอดอาหารนานยังเพิ่มระดับความเครียด (Cortisol) ซึ่งไปขัดขวางการเปลี่ยนฮอร์โมนไทรอยด์จาก T4 เป็น T3 (รูปแบบที่ร่างกายนำไปใช้จริง) ทำให้รู้สึกเพลีย เหนื่อยง่าย และน้ำหนักขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม

🔺 ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน (โดยเฉพาะผู้ที่ควบคุมอาการไม่ได้): การงดมื้อเช้าอาจทำให้กระเพาะอาหารว่างเป็นเวลานาน ส่งผลให้มีการหลั่งกรดออกมามากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการแสบร้อนกลางอก แน่นท้อง เรอเปรี้ยว หรือระคายเคือง

หลอดอาหารได้ง่าย การรับประทานอาหารเช้าในปริมาณพอเหมาะ และเลือกอาหารที่ย่อยง่าย ไม่กระตุ้นกรด จะช่วยลดอาการและป้องกันการกำเริบของโรค อย่างไรก็ตาม หากผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนสามารถควบคุมอาการได้ดีแล้ว ทั้งจากการปรับพฤติกรรมอาหาร การใช้ยา หรือคำแนะนำของแพทย์ อาจพิจารณางดมื้อเช้าได้เป็นบางกรณี โดยควรประเมินร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเป็นรายบุคคล

🔺ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวรุนแรง เช่น มะเร็ง: ในช่วงที่ร่างกายต้องฟื้นฟูหรืออยู่ระหว่างการรักษา ความต้องการพลังงานและโปรตีนจะสูงมาก การงดมื้อเช้าเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหารและกล้ามเนื้อฝ่อ อาหารเช้าที่มีโปรตีนเพียงพอช่วยลดการสลายกล้ามเนื้อ และเนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการคลื่นไส้หรือเบื่ออาหารในบางช่วงของวัน ดังนั้น “ทุกมื้อที่กินได้” จึงมีคุณค่าในการป้องกันภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพของการรักษา

🌿 กลุ่มที่ไม่มีโรค แต่ “ควรกิน” มื้อเช้าเพื่อสุขภาพที่ดี

🔺คุณแม่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร: แม้จะไม่ได้เป็นโรค แต่ร่างกายอยู่ในภาวะที่ต้องการพลังงานและสารอาหารมากกว่าปกติ การอดอาหารนานเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) เนื่องจากทารกดึงพลังงานจากแม่ไปใช้ตลอดเวลา ส่งผลให้แม่มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรืออ่อนเพลีย การได้รับโปรตีน โฟเลต และสารอาหารจำเป็นตั้งแต่ช่วงเช้า ช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกอย่างต่อเนื่อง

🔺 ผู้ที่มีสุขภาพดี หรือผู้ที่กำลังเริ่มดูแลน้ำหนัก: แม้คุณจะเป็นคนที่มีสุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัว และน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ การดูแลพฤติกรรมการกินก็ยังคงมีความสำคัญ โดยเฉพาะ “มื้อเช้า” ซึ่งเป็นมื้อแรกที่ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญหลังจากร่างกายพักมาทั้งคืน และสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มลดน้ำหนัก การกินมื้อเช้าที่เหมาะสมจะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ ลดความหิวระหว่างวัน และลดโอกาสกินจุกจิกหรือกินมื้อถัดไปมากเกินไป การเริ่มต้นวันด้วยอาหารที่มีโปรตีน ไฟเบอร์ และไขมันดีในสัดส่วนที่เหมาะสม จึงช่วยให้การควบคุมน้ำหนักทำได้ง่ายและยั่งยืนมากขึ้น ไม่ใช่แค่ผอมเร็ว แต่ผอมอย่างมีสุขภาพดี

⏳ คนกลุ่มที่ "สามารถ" ทำ Fasting แบบงดมื้อเช้าได้
กลุ่มนี้สามารถใช้การเว้นช่วงการกินอาหาร เพื่อช่วยปรับระบบเผาผลาญให้ทำงานดีขึ้น

🔺ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหรือลดไขมันสะสม: การทำ IF (Intermittent Fasting) เช่น 16/8 โดยเมื่องดมื้อเช้า ระดับอินซูลินจะลดต่ำลงมาก เปิดโอกาสให้ฮอร์โมน Glucagon ทำงานได้เต็มที่ ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้มีหน้าที่ "สลายไขมันสะสม" ออกมาเผาผลาญเป็นพลังงาน นอกจากนี้ การอดอาหารช่วงสั้นๆ ยังช่วยกระตุ้น Growth Hormone ซึ่งช่วยรักษากล้ามเนื้อ และเร่งการใช้ไขมัน

🔺ผู้ที่มีภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance): ภาวะนี้ทำให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลได้ยาก และสะสมไขมันได้ง่าย การทำ Fasting ช่วยลดภาระการหลั่งอินซูลิน ทำให้เซลล์กลับมาไวต่ออินซูลินมากขึ้น (เพิ่ม Insulin Sensitivity) อีกทั้งการเว้นช่วงกินนานพอ ยังช่วยกระตุ้นกระบวนการทำความสะอาดเซลล์ (Autophagy) ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

🔺คนทำงานเป็นกะ หรือ ไม่หิวตอนเช้า: นาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากคุณไม่รู้สึกหิว แปลว่าฮอร์โมนหิว (Ghrelin) ยังไม่ถูกกระตุ้น และร่างกายอาจกำลังดึงไขมันมาใช้ได้ดีอยู่แล้ว การฝืนกินมื้อเช้าทั้งที่ยังไม่หิวอาจเป็นการเติมแคลอรีส่วนเกินโดยไม่จำเป็น เพราะร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ทนต่อการขาดอาหารได้ (Evolutionary adaptation) หากคุณมีสุขภาพแข็งแรงและกินมื้ออื่นครบถ้วน การเริ่มมื้อแรกในเวลาที่เหมาะสมกับตารางชีวิต (เช่น 11.00 หรือ 12.00 น.) ย่อมทำได้โดยไม่มีผลเสีย

🔺 ผู้ที่เคยกินมื้อเช้าแล้วง่วง หรือหิวเร็วผิดปกติ: บางคนเมื่อกินมื้อเช้าที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงหรือหวานจัด อาจเกิดภาวะน้ำตาลขึ้นเร็วและตกเร็ว ส่งผลให้รู้สึกง่วง เพลีย หรือหิวซ้ำภายในเวลาไม่นาน การงดมื้อเช้าและปรับมาเริ่มมื้อแรกในช่วงสาย อาจช่วยให้ระดับน้ำตาลและพลังงานคงที่มากขึ้น ทั้งนี้ควรควบคู่กับการเลือกอาหารมื้อแรกที่มีโปรตีน ไขมันดี และใยอาหารอย่างเหมาะสม

💡 สุดท้ายจำไว้ว่าให้ฟังเสียงจากร่างกายคุณดีที่สุด! อย่าเพิ่งทำตามเทรนด์ หรือทำตามใครเพียงเพราะเห็นเขาว่าดี "สุขภาพคือเรื่องเฉพาะบุคคล" สังเกตตัวเองว่าอดแล้วเพลียไหม? หรือกินแล้วง่วงกว่าเดิม? และไม่ว่าคุณจะเลือกกินหรืออด สิ่งสำคัญที่สุดคือสารอาหารรวมทั้งวันต้องครบถ้วนและเพียงพอ

⚠️ สำคัญมาก หากคุณมีโรคประจำตัว หรือไม่มั่นใจว่าสภาพร่างกายตอนนี้เหมาะกับการทำ IF หรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพ

💬 Line :
📷 IG :
🌐 www.navellawellness.com
📞 0-2090-6988 , 09-8286-6228
📍 Silom Edge (3rd Floor) Next to BTS Sala Daeng & MRT Silom
#ณเวฬา #อาหารเช้า #ลดน้ำหนัก #ไทรอยด์ #โภชนาการ

29/01/2026

แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน รักษาคนได้จริงไหม?
ดูเต็ม ๆ ได้ใน Zerosick Round Table EP.2
YTช่อง : Zerosick
FBเพจ: Zerosick
#ป่วยเป็นศูนย์ #ดูแลสุขภาพ #เวชศาสตร์ป้องกัน

28/01/2026

อาการแบบนี้ อาจเสี่ยง ‘โรคตับ’
ดูเต็ม ๆ ได้ใน AskDoctors EP.43
YTช่อง : Zerosick
FBเพจ: Zerosick
#ป่วยเป็นศูนย์ #ปวดท้อง #เหนื่อยเรื้อรัง #อ้วนลงพุง #อาการโรคตับ #ไขมันพอกตับ

☀️ ไม่ใช่แค่เรื่องกระดูก วิตามินดีช่วยควบคุมระบบเผาผลาญและฮอร์โมนความหิว❗เคยมั้ย? คุมอาหารก็แล้ว ออกกำลังกายก็หนัก แต่น้...
26/01/2026

☀️ ไม่ใช่แค่เรื่องกระดูก วิตามินดีช่วยควบคุมระบบเผาผลาญและฮอร์โมนความหิว

❗เคยมั้ย? คุมอาหารก็แล้ว ออกกำลังกายก็หนัก แต่น้ำหนักยังนิ่ง... บางทีสาเหตุอาจไม่ใช่แค่เรื่องของแคลอรี แต่เป็นสัญญาณว่าร่างกายของคุณอาจมี ระดับวิตามินดีต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

🔎 คนไทยขาดวิตามินดีมากกว่าที่คิด มีรายงานว่าคนไทยกว่า 45% มีภาวะขาดวิตามินดี โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน แม้ประเทศไทยจะเป็นเมืองร้อนและมีแสงแดดตลอดปี แต่ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เช่น ทำงานในออฟฟิศตลอดวัน หลีกเลี่ยงแสงแดด ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ พักผ่อนน้อย และมีความเครียดสูง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้ร่างกายสร้างวิตามินดีได้ไม่เพียงพอโดยไม่รู้ตัว

💡 ทำไมวิตามินดีถึงเกี่ยวข้องกับการคุมน้ำหนัก?

งานวิจัยทางการแพทย์พบความน่าสนใจว่า ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานหรือมีภาวะอ้วน มักจะมีระดับวิตามินดีในร่างกาย “ต่ำกว่าคนทั่วไป” ซึ่งการขาดวิตามินดีนี้เองที่อาจส่งผลกระทบต่อกลไกการคุมน้ำหนักใน 3 ด้านสำคัญ คือ

▶1. ประสิทธิภาพการเผาผลาญลดลง (Lower Metabolism) ภายในเซลล์ไขมัน
(Adipocytes) มีตัวรับวิตามินดีที่เรียกว่า VDR (Vitamin D Receptor) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนสวิตช์ควบคุมการสร้างและสลายไขมัน นอกจากนี้ วิตามินดียังช่วยลดการอักเสบในเซลล์ไขมัน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ยากขึ้น

▶2. ร่างกายสะสมไขมันเก่งขึ้น (Increased Fat Storage) เมื่อระดับวิตามินดีต่ำ ร่างกายมีแนวโน้มที่จะกักเก็บไขมันใหม่ได้ง่ายขึ้น ในขณะที่การดึงไขมันเก่าออกมาใช้เป็นพลังงานกลับทำได้ยากกว่าปกติ

▶3. ฮอร์โมนความหิว-อิ่ม ทำงานผิดเพี้ยน (Hormonal Imbalance)

🔺Leptin: วิตามินดีมีส่วนช่วยเสริมระดับฮอร์โมนเลปติน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ส่งสัญญาณบอกสมองว่า "อิ่มแล้ว"

🔺Serotonin: การขาดวิตามินดียังส่งผลต่อระดับเซโรโทนิน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความอยากอาหารและการกินจุบจิบ

เมื่อฮอร์โมนเหล่านี้ไม่สมดุล จึงทำให้เรารู้สึกหิวง่ายขึ้น และควบคุมความอยากอาหารได้ยากกว่าเดิม

📍นอกจากความสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวและระบบเผาผลาญแล้ว วิตามินดียังเป็นวิตามินสำคัญที่มีบทบาทต่อการทำงานของหลายระบบในร่างกาย การขาดวิตามินดีจึงอาจแสดงออกผ่านอาการที่หลายคนคาดไม่ถึง และมักถูกมองข้ามว่าเป็นเรื่องปกติของวัยหรือความเครียดจากการทำงาน

⚠ ระดับวิตามินดีที่ต่ำกว่ามาตรฐาน อาจส่งผลต่อการทำงานของหลายระบบในร่างกาย เช่น

🔺 ปวดกระดูก ปวดข้อ และกล้ามเนื้ออ่อนแรง เนื่องจากการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสลดลง ทำให้กระดูกเปราะบางและกล้ามเนื้อแข็งแรงน้อยลง

🔺 อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าเรื้อรัง แม้พักผ่อนเพียงพอ สัมพันธ์กับการทำงานของเซลล์และการสร้างพลังงานที่ลดลง

🔺 อารมณ์ซึมเศร้า วิตกกังวล และความเครียดเพิ่มขึ้น จากการเสียสมดุลของสารสื่อประสาท เช่น เซโรโทนิน

🔺 ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เจ็บป่วยบ่อย ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และมีการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย

🔺 เพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาหัวใจและหลอดเลือด จากผลต่อสมดุลฮอร์โมน ความดันโลหิต และระดับน้ำตาลในเลือด

🔺 อาการอื่น ๆ ที่ค่อย ๆ สะสม เช่น นอนหลับไม่สนิท กล้ามเนื้อเกร็ง ปวดเมื่อยเรื้อรัง หรือกระดูกหักง่าย

✔ อย่างไรก็ตาม การเสริมวิตามินดีโดยไม่รู้ระดับจริงที่ร่างกายของคุณต้องการ อาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เพราะแต่ละคนมีการดูดซึมและความต้องการไม่เท่ากัน และวิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน หากได้รับมากเกินไป (Overdose) อาจเกิดการสะสมและเป็นอันตรายต่อตับและไตได้ การตรวจระดับวิตามินดีในเลือด จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพื่อให้การดูแลสุขภาพและการควบคุมน้ำหนักเป็นไปอย่างตรงจุด ปลอดภัย และยั่งยืน

อยากรู้ วิตามินดี มีกี่ประเภท? คลิก https://url.in.th/UZhkJ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพ
💬 Line :
📷 IG :
🌐 www.navellawellness.com
📞 0-2090-6988 , 09-8286-6228
📍 Silom Edge (3rd Floor) Next to BTS Sala Daeng & MRT Silom
#ณเวฬา #สุขภาพ #วิตามินดี

🌟 Navella Success Stories Series ตอน: ปวดข้อจนแทบเดินไม่ได้กว่า 10 ปี จะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อย่างไร?🦵กว่า 10 ปี ที่เธอต...
23/01/2026

🌟 Navella Success Stories Series ตอน: ปวดข้อจนแทบเดินไม่ได้กว่า 10 ปี จะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อย่างไร?

🦵กว่า 10 ปี ที่เธอต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บปวดจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ อาการปวดข้อเรื้อรัง โดยเฉพาะที่เข่าทั้งสองข้าง ค่อย ๆ กัดกินคุณภาพชีวิตของผู้หญิงวัย 39 ปีคนนี้ไปทีละวัน แม้จะผ่านการรักษามาหลายรูปแบบ ทั้งยาเฉพาะทางและสเตียรอยด์ แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น ทุกเช้า การลุกจากเตียงต้องใช้เวลานานกว่า 30 นาที เพราะความเจ็บขัดและข้อฝืดที่ไม่เคยหายไป

🏷️แล้วหมอจิมมี่จะช่วยให้เธอเลิกทนทุกข์จากอาการปวดตามข้อได้หรือไม่? ทำได้อย่างไร? ติดตามเรื่องราวนี้ไปพร้อมกัน

💡 ประวัติคนไข้

👩‍🦰หญิงวัย 39 ปี ต้องทนใช้ชีวิตอยู่กับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ มานานกว่า 10 ปี มีอาการปวดข้อเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณข้อเข่าทั้งสองข้าง ซึ่งมีความรุนแรงจนส่งผลต่อการเดินและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ในทุกเช้าหลังตื่นนอน การลุกจากเตียงกลายเป็นเรื่องยากลำบาก เธอต้องใช้เวลานานกว่า 30 นาที เพื่อค่อย ๆ ขยับร่างกาย เนื่องจากมีอาการปวด เจ็บขัด
และข้อฝืดตึงตลอดเวลา ทำให้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยความทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ

😟 ก่อนหน้านี้ เธอเคยเข้ารับการรักษากับโรงพยาบาล โดยใช้ยาเฉพาะทางสำหรับโรครูมาตอยด์ร่วมกับการได้รับสเตียรอยด์อย่างต่อเนื่อง แต่อาการกลับไม่ดีขึ้นตามที่หวัง ในบางช่วงกลับรู้สึกปวดข้อรุนแรงมากขึ้น และมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้าสะสมมากกว่าเดิม

🟥นอกจากอาการปวดข้อเรื้อรัง เธอยังมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นอาการเหนื่อย เพลีย ไม่มีแรง ทำให้ไม่สามารถใช้พลังงานในชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มที่ ระบบขับถ่ายก็ผิดปกติอย่างชัดเจน โดยถ่ายเพียง 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ มีอาการปวดประจำเดือนรุนแรงทุกเดือน จนรบกวนการใช้ชีวิตและการทำงาน

💙เธอไม่อยากทนกับปัญหาสุขภาพแบบนี้อีกต่อไป จึงตัดสินใจเข้ามาปรึกษาที่ ณ เวฬา คลินิก เพื่อมองหาแนวทางการรักษาที่มากกว่าการกดอาการ แต่เป็นการฟื้นฟูร่างกายจากต้นเหตุ

🩺 การตรวจสุขภาพเชิงลึก

คุณหมอจิมมี่แนะนำให้ตรวจสุขภาพเชิงลึก เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดข้อเรื้อรัง ความเหนื่อยล้า และความผิดปกติหลายระบบที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

✔ Hormone Test: เพื่อตรวจความสมดุลของฮอร์โมนที่มีผลต่อพลังงาน การอักเสบ การฟื้นฟูร่างกาย และอาการปวดประจำเดือน หากฮอร์โมนต่ำหรือเสียสมดุล อาจทำให้อาการปวดข้อและความเหนื่อยล้ารุนแรงขึ้น

✔ Inflammatory Markers: เพื่อตรวจระดับการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของอาการปวดข้อและการฟื้นตัวที่ช้า ช่วยให้วางแผนการรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น

✔ Urine Organic Test: เพื่อตรวจสุขภาพลำไส้ ระบบเผาผลาญ และการดูดซึมสารอาหาร ช่วยหาสาเหตุของอาการถ่ายไม่ปกติ เหนื่อยง่าย และภาวะขาดวิตามินที่ซ่อนอยู่

🌟อยากรู้ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป อ่านต่อได้ในคอมเม้นท์ หรือ คลิก https://url.in.th/FiSla

🚩ไม่แนะนำให้รักษาโดยอ้างอิงจากแนวทางการรักษานี้ แม้ว่าคุณจะมีปัญหาสุขภาพหรืออาการที่คล้ายคลึงกันเนื่องจากปัญหาสุขภาพของแต่ละคนมีสาเหตุและลักษณะที่แตกต่างกันไป การรักษาที่ได้ผลสำหรับบางคนอาจไม่เหมาะสมกับคนอื่น ที่ ณ เวฬา คลินิก ทีมแพทย์ของเราจะทำการประเมินอาการอย่างละเอียดและออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณโดยเฉพาะ หากคุณต้องการแนวทางการรักษาที่ปลอดภัยและได้ผล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจเริ่มการรักษาใดๆ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพ

💬 Line :
📷 IG :
🌐 www.navellawellness.com
📞 0-2090-6988 , 09-8286-6228
📍 Silom Edge (3rd Floor) Next to BTS Sala Daeng & MRT Silom
#ณเวฬา #สุขภาพ #ปวดข้อรูมาตอยด์

21/01/2026

ชีส…โปรตีนสูง แต่ไม่ดีต่อสุขภาพ?
ดูเต็ม ๆ ได้ใน Zerosick Round Table EP.1
YTช่อง : Zerosick
FBเพจ: Zerosick
#ป่วยเป็นศูนย์ #ลดน้ำหนัก #ชีสดีต่อสุขภาพไหม #อาหารโปรตีนสูง #กินอะไรดี

💖 รู้ไหม? ผู้หญิงแต่ละช่วงวัย มีความต้องการวิตามินและแร่ธาตุไม่เท่ากัน! การเลือกเสริมให้ถูกจุด ช่วยให้ร่างกายของคุณฟิตพร...
20/01/2026

💖 รู้ไหม? ผู้หญิงแต่ละช่วงวัย มีความต้องการวิตามินและแร่ธาตุไม่เท่ากัน! การเลือกเสริมให้ถูกจุด ช่วยให้ร่างกายของคุณฟิตพร้อมรับมือในทุกสถานการณ์ มาดูกันว่า... คุณควรเสริมวิตามินอะไรบ้าง?

ผู้หญิงในแต่ละช่วงวัยมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระและฮอร์โมน ซึ่งส่งผลให้ความต้องการสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุแตกต่างกัน การเสริมวิตามินและอาหารเสริมอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย จึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสมดุลของร่างกาย และช่วยให้ผู้หญิงทุกคนมีสุขภาพดีในระยะยาว ครั้งนี้เราจะมาแนะนำวิตามินที่จำเป็นสำหรับผู้หญิง 2 ช่วงวัย ได้แก่ วัยทำงาน และ วัยทอง

👩‍💻 วิตามินที่ควรเสริมสำหรับผู้หญิง "วัยทำงาน"
ผู้หญิงในวัยนี้มักเผชิญกับความกดดันทางจิตใจและร่างกาย การเสริมวิตามินจึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างพลังงาน การจัดการความเครียด และการชดเชยการสูญเสียจากการมีประจำเดือน

1. ธาตุเหล็ก (Iron) ลดภาวะโลหิตจาง ชดเชยการสูญเสียเลือดระหว่างมีประจำเดือน ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย ขาดสมาธิ และทำให้ระดับพลังงานคงที่ ปริมาณแนะนำ (ต่อวัน): 18 มิลลิกรัม (mg)

2. วิตามินบีรวม (B Complex) จัดการความเครียดและบูสต์พลังงาน ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง สนับสนุนการทำงานของต่อมหมวกไตในการรับมือกับความเครียด ปริมาณแนะนำ (ต่อวัน): แตกต่างกันไปตามชนิด (ควรเลือกสูตรรวมที่มีสัดส่วนเหมาะสม)

3. วิตามินดี (Vitamin D) ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงกระดูกและกล้ามเนื้อ มีบทบาทสำคัญต่อสมดุลฮอร์โมน และอารมณ์ ปริมาณแนะนำ (ต่อวัน): 600–800 IU (หรือ 15–20 ไมโครกรัม)

4. วิตามินซี (Vitamin C) เสริมภูมิคุ้มกันและสร้างคอลลาเจน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย และที่สำคัญคือเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กได้สูงสุดถึง 30% รวมถึงจำเป็นในการสังเคราะห์คอลลาเจนเพื่อบำรุงผิว ปริมาณแนะนำ (ต่อวัน): 75 มิลลิกรัม (mg)

5. กรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega-3) บำรุงสมองและลดการอักเสบ (EPA และ DHA) ช่วยลดการอักเสบทั่วร่างกาย ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด และยังสนับสนุนการทำงานของสมองและช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือน ปริมาณแนะนำ (ต่อวัน): 500 - 1,000 มิลลิกรัม (mg) ของ EPA+DHA

6. แมกนีเซียม (Magnesium) ผ่อนคลายกล้ามเนื้อและคุณภาพการนอนหลับ เป็นแร่ธาตุสำคัญที่ควบคุมการทำงานของเอนไซม์กว่า 300 ชนิด ช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรน รวมถึงช่วยปรับสมดุลอารมณ์ ปริมาณแนะนำ (ต่อวัน): 310 - 320 มิลลิกรัม (mg)

👵 วิตามินที่ควรเสริมสำหรับผู้หญิง "วัยทอง" (หลังหมดประจำเดือน)
เป็นช่วงที่ระดับเอสโตรเจนลดลง นำไปสู่การสูญเสียมวลกระดูกและความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ การเสริมวิตามินจึงเน้นการดูแลโครงสร้างและปรับสมดุลฮอร์โมน

1. แคลเซียม (Calcium) ป้องกันภาวะกระดูกพรุนรุนแรง เอสโตรเจนช่วยรักษาความหนาแน่นของกระดูก เมื่อฮอร์โมนลดลง ร่างกายจึงสูญเสียแคลเซียมอย่างรวดเร็ว การเสริมแคลเซียมจึงจำเป็นเพื่อรักษาความแข็งแรงของโครงสร้างกระดูก ปริมาณแนะนำ (ต่อวัน): 1,000 - 1,200 มิลลิกรัม (mg)

2. วิตามินดี (Vitamin D) กุญแจสำคัญในการดูดซึมแคลเซียม ทำหน้าที่เหมือนฮอร์โมนที่ช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและควบคุมอารมณ์ ปริมาณแนะนำ (ต่อวัน): 800 - 2,000 IU (International Unit)

3. Chaste Berry (Vitex) สมุนไพรที่ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนตามธรรมชาติ ลดอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกกลางคืน อารมณ์แปรปรวน และอาการวัยทอง ปริมาณแนะนำ (ต่อวัน): 20–40 มิลลิกรัม (สารสกัดมาตรฐาน)

4. DIM (Diindolylmethane) ปรับสมดุลการเผาผลาญเอสโตรเจน สารที่พบในพืชตระกูลกะหล่ำปลี ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายมีการเผาผลาญเอสโตรเจนไปในทิศทางที่ดี ซึ่งอาจช่วยลดความรุนแรงของอาการที่เกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนในช่วงวัยทองได้ ปริมาณแนะนำ (ต่อวัน): 100 - 200 มิลลิกรัม (mg) (ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้)

5. กรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega-3) ปกป้องหัวใจและสมอง การลดลงของเอสโตรเจนเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โอเมก้า 3 (EPA/DHA) ช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ ลดความดันโลหิตเล็กน้อย และบำรุงสมองให้ทำงานได้ดี ปริมาณแนะนำ (ต่อวัน): 1,000 - 2,000 มิลลิกรัม (mg) ของ EPA+DHA

6. แมกนีเซียม (Magnesium) สารตั้งต้นสุขภาพกระดูกและฮอร์โมน แมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนวิตามินดีให้อยู่ในรูปแบบที่ใช้งานได้ และยังช่วยลดอาการนอนไม่หลับ อาการร้อนวูบวาบ และอาการปวดเมื่อยที่เกี่ยวข้องกับวัยนี้ ปริมาณแนะนำ (ต่อวัน): 320 มิลลิกรัม (mg)

📌 การแบ่งช่วงวัยเป็นแนวทางเบื้องต้นที่ดีในการเลือกเสริมวิตามิน แต่สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ อายุเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง ของความต้องการสารอาหารของแต่ละบุคคล ปัจจัยอื่น ๆ เช่น รูปแบบการดำเนินชีวิต อาหารที่รับประทาน โรคประจำตัว หรือแม้แต่การใช้ยาบางชนิด ก็มีผลต่อการขาดหรือเกินของสารอาหารด้วย

🩵 เพื่อให้การเสริมวิตามินและอาหารเสริมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดที่สุด ผู้หญิงทุกคนควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี และอาจพิจารณาการตรวจระดับวิตามินและแร่ธาตุในเลือดอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถเติมเต็มสารอาหารที่ร่างกายขาดได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพ
💬 Line :
📷 IG :
🌐 www.navellawellness.com
📞 0-2090-6988 , 09-8286-6228
📍 Silom Edge (3rd Floor) Next to BTS Sala Daeng & MRT Silom
#ณเวฬา #สุขภาพ #วิตามินสำหรับผู้หญิง

19/01/2026

ติดกินข้าวมื้อเย็น ตัวช่วยที่ดีคือ...
ดูเต็ม ๆ ได้ใน Zerosick Round Table EP.1
YTช่อง : Zerosick
FBเพจ: Zerosick
#ป่วยเป็นศูนย์ #ติดกินแป้ง #ข้าวน้ำตาลต่ำ #กินข้าวมื้อเย็น #ลดน้ำหนัก #กินอะไรดี

⚠ ปัญหาผิวเรื้อรังที่คุณกำลังเผชิญอยู่อาจไม่ใช่แค่ "โรคผิวหนัง" แต่เป็นเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากลำไส้ของคุณ!!😟 ยังทนกั...
17/01/2026

⚠ ปัญหาผิวเรื้อรังที่คุณกำลังเผชิญอยู่อาจไม่ใช่แค่ "โรคผิวหนัง" แต่เป็นเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากลำไส้ของคุณ!!

😟 ยังทนกับปัญหาผิวเหล่านี้อยู่ไหม? สิวอักเสบเม็ดเดิม ๆ ที่ขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าบริเวณกรอบหน้าและคาง ผื่นคัน ที่เห่อขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ หรือ ผิวที่แห้งกร้าน แม้ว่าจะทาครีมบำรุงราคาแพงเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น ... หลายคนมักโทษว่าปัญหาผิวเหล่านี้เกิดจากสภาพอากาศ มลภาวะ หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ แต่แท้จริงแล้ว ผิวหนังคือกระจกที่ซื่อสัตย์ที่สุด สะท้อนสุขภาพที่แท้จริงจากภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุขภาพของลำไส้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเริ่มต้นดูแลผิวจากภายในจึงเป็นทางออกสุดท้ายที่คุณต้องลอง

🦠 ตัวอย่างอาการผิดปกติของผิวที่อาจมีผลจากลำไส้

ปัญหาผิวหลายอย่างที่ดูเหมือนจะเกิดจากปัจจัยภายนอก แท้จริงแล้วอาจมีรากฐานมาจากความไม่สมดุลของจุลินทรีย์และการอักเสบในลำไส้ นี่คือตัวอย่างอาการผิดปกติของผิวที่อาจมีผลกระทบมาจากสุขภาพลำไส้โดยตรง

🔺สิวอักเสบและสิวเรื้อรัง (Acne Vulgaris): เมื่อลำไส้ขาดสมดุล และเกิดการอักเสบขึ้นในระบบทางเดินอาหาร สารสื่อประสาทของการอักเสบ จะเดินทางผ่านกระแสเลือดไปยังผิวหนัง การอักเสบจากลำไส้จะไปกระตุ้นต่อมไขมันบนผิวหนังให้ผลิตไขมันมากขึ้น และทำให้เซลล์ผิวหนังเกิดการผลัดเซลล์ที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย P.acnes และเกิดเป็นสิวอักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิวบริเวณ กรอบหน้าและคาง อาจบ่งชี้ถึงปัญหาฮอร์โมนที่ไม่สมดุลซึ่งถูกจัดการโดยตับและลำไส้

🔺ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังและผิวหนังอักเสบ (Eczema/Dermatitis): เชื่อมโยงกับภาวะ ลำไส้รั่ว (Leaky Gut) อย่างมีนัยสำคัญ เพราะเมื่อลำไส้รั่ว สารพิษ (Toxins) และโมเลกุลอาหารที่ไม่ย่อยจะหลุดรอดเข้าสู่กระแสเลือด กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองเกินกว่าเหตุ การตอบสนองนี้จะแสดงออกมาในรูปแบบของปฏิกิริยาภูมิแพ้ทางผิวหนัง ทำให้เกิดอาการคัน ผื่นแดง แห้ง ลอก และการอักเสบเรื้อรัง การมีจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ไม่เพียงพอจะลดความสามารถของร่างกายในการควบคุมการตอบสนองของเซลล์ภูมิคุ้มกันเหล่านี้

🔺ผิวแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น และริ้วรอยก่อนวัย: ลำไส้ทำหน้าที่ดูดซึมไขมันที่ดี วิตามินที่ละลายในไขมัน (A, D, E, K) และสารต้านอนุมูลอิสระ หากลำไส้มีปัญหาในการย่อยและดูดซึม (Malabsorption) ร่างกายจะขาดสารอาหารสำคัญในการสร้างเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ทำให้ผิวขาดไขมันจำเป็น (Ceramides) ขาดความยืดหยุ่น และมีแนวโน้มที่จะแห้งกร้าน แตกเป็นขุย และเกิดริ้วรอยได้ง่ายกว่าปกติ

🔺สะเก็ดเงิน (Psoriasis) และปัญหาภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง: สะเก็ดเงินเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disease) ที่มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้ โดยความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ส่งผลให้การทำงานของ T-cells ผิดปกติ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีเซลล์ผิวหนังของตัวเอง การอักเสบเรื้อรังจากลำไส้จะไปกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังอย่างรวดเร็วผิดปกติ ส่งผลให้เกิดเป็นปื้นหนา แห้ง และตกสะเก็ด

🔬 ทำไมลำไส้กับผิวถึงเชื่อมโยงถึงกัน?

ความเชื่อมโยงระหว่างลำไส้และผิวหนังเรียกว่า "แกนลำไส้-ผิวหนัง" (The Gut-Skin Axis) ซึ่งทำงานผ่านระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาท และการไหลเวียนของเลือด

1. 🛡️ ระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System): ลำไส้เป็นที่อยู่ของเซลล์ภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่ของร่างกาย (ประมาณ 70-80%) เมื่อสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้เสียไป จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย สารอักเสบเหล่านี้จะถูกส่งผ่านกระแสเลือดไปยังผิวหนัง ก่อให้เกิดปัญหา เช่น สิว ผื่น หรืออาการแพ้

2. 🧱 ภาวะลำไส้รั่ว (Leaky Gut หรือ Increased Intestinal Permeability): เป็นภาวะที่ผนังลำไส้เกิดช่องว่าง ทำให้สารพิษ แบคทีเรีย หรือโมเลกุลอาหารที่ไม่ย่อย สามารถ "รั่ว" เข้าสู่กระแสเลือดได้ ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ด้วยการอักเสบ ซึ่งแสดงออกทางผิวหนังเป็นปัญหาเรื้อรัง

3. 🍎 การดูดซึมสารอาหาร (Nutrient Absorption): ลำไส้ที่มีสุขภาพดีจะช่วยดูดซึมวิตามิน แร่ธาตุ (เช่น สังกะสี วิตามิน D และกรดไขมันจำเป็น) ที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์ผิวที่แข็งแรงและชุ่มชื้น

💖 ผิวที่สวยและมีสุขภาพดีไม่ได้มาจากการบำรุงภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากการมีสุขภาพลำไส้ที่สมบูรณ์ การดูแลผิวจึงเป็นการดูแลสุขภาพองค์รวม หากคุณต่อสู้กับปัญหาผิวเรื้อรังมานาน ถึงเวลาแล้วที่จะหันมาดูแลลำไส้ของคุณอย่างจริงจัง พิจารณาเสริมสารอาหารที่จำเป็น เช่น Probiotics และ Prebiotics ที่มีคุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอ และหากอาการรุนแรงหรือเรื้อรัง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อ ตรวจสุขภาพลำไส้ (Gut Microbiome Test) จะช่วยให้คุณแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและแม่นยำที่สุด จำไว้ว่า ผิวที่เปล่งประกายอย่างแท้จริง คือผลลัพธ์ของลำไส้ที่แข็งแรง เพราะสุขภาพผิวของคุณ... เริ่มต้นที่ลำไส้!

อ่านบทความฉบับเต็ม คลิก https://url.in.th/MRmEP

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพ

💬 Line :
📷 IG :
🌐 www.navellawellness.com
📞 0-2090-6988 , 09-8286-6228
📍 Silom Edge (3rd Floor) Next to BTS Sala Daeng & MRT Silom
#ณเวฬา #ปัญหาผิว #สุขภาพ #สมดุลลำไส้

ที่อยู่

Silom Edge (3rd Floor)
Bangkok
10500

เวลาทำการ

จันทร์ 09:30 - 18:30
อังคาร 09:30 - 18:30
พุธ 09:30 - 18:30
พฤหัสบดี 09:30 - 18:00
ศุกร์ 09:30 - 18:30
เสาร์ 09:30 - 18:30

เบอร์โทรศัพท์

+6620906988

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Navella Medical & Wellnessผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Navella Medical & Wellness:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram