อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ-หมอเอก

อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ-หมอเอก ...

"บางครั้ง…การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เริ่มจากนโยบายบนโต๊ะประชุมแต่อาจเริ่มจาก “เสียงเล็ก ๆ” ของใครบางคนที่เลือกจะไม่...
19/04/2026

"บางครั้ง…การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่
ไม่ได้เริ่มจากนโยบายบนโต๊ะประชุม

แต่อาจเริ่มจาก “เสียงเล็ก ๆ” ของใครบางคน
ที่เลือกจะไม่เงียบ…ในวันที่หลายคนยังมองไม่เห็นปัญหา

ผมยังจำได้ดี…ว่ารู้จัก “คุณธีรยุทธ สุคนธวิท” ครั้งแรก
ราวปี 2548
ในช่วงที่ผมเพิ่งเข้ามาทำงานที่ สปสช. ได้ประมาณปีเศษ
และในบทบาทของกรรมการทันตแพทยสภา

ตอนนั้น เราได้ร่วมกันจัดโครงการประกวด “แปรงสีฟันสำหรับคนพิการ”
เปิดโอกาสให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา
ที่สนใจได้ส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์เข้ามา

แต่สิ่งที่ผมไม่เคยลืม คือ
ในเวทีวันนั้น…มีคนพิการเพียงคนเดียวที่ส่งผลงานเข้าประกวด
และคนนั้นก็คือ “คุณธีรยุทธ”

ผลงานของเขาไม่ได้ชนะเพียงเพราะความคิดสร้างสรรค์
แต่เพราะเขา “เข้าใจความยากลำบากจากประสบการณ์จริง”
เข้าใจในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่คนทั่วไปอาจมองข้าม
และสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตได้อย่างแท้จริง

วันนั้น…ผมได้เห็นชัดเจนว่า
“คนที่อยู่กับปัญหา คือคนที่เข้าใจคำตอบได้ลึกที่สุด”

หลังจากนั้น ผมมีโอกาสได้พบคุณธีรยุทธอีกหลายครั้ง
โดยเฉพาะในจังหวะสำคัญของการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ในวันที่เรากำลังพยายามทำให้ “สิทธิ”
ไม่ใช่แค่คำในเอกสาร
แต่เป็นสิ่งที่ประชาชน โดยเฉพาะ “คนพิการ” เข้าถึงได้จริง

สิ่งที่ผมประทับใจเสมอ คือ
คุณธีรยุทธไม่เคยมองตัวเองเป็น “ผู้มาขอสิทธิ”
แต่เป็น “ผู้ร่วมออกแบบระบบ”

หลายครั้ง…เขาใช้ประสบการณ์ของตัวเอง
สะท้อนให้คนทำงานในระบบฯ เห็นภาพจริง
ว่าการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนพิการ
ไม่ได้ติดแค่เรื่องสิทธิในกระดาษ
แต่ติดอยู่ใน “รายละเอียดเล็ก ๆ ของชีวิตประจำวัน”

และถ้าเราไม่รับฟัง…
เราก็จะไม่มีวันเข้าใจ

เขาย้ำอยู่เสมอว่า
“คนพิการไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
แต่อยากได้ระบบที่เข้าใจเขาอย่างแท้จริง”

คำพูดเรียบง่าย…แต่ทรงพลังนี้
ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่องในระบบ

ทั้งการพัฒนาสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์คนพิการในมิติต่าง ๆ
ทำให้บริการในระบบบัตรทอง “เข้าถึงได้จริง” มากขึ้น

การขับเคลื่อน “หน่วยบริการมาตรา 3”
โดยองค์กรเครือข่ายคนพิการ
ที่เข้ามามีบทบาทเป็นหน่วยบริการ ดูแลกันเองอย่างเข้าใจ

และการผลักดันให้มีตัวแทนคนพิการ
เข้าไปมีส่วนร่วมในบอร์ด สปสช.
ซึ่งวันนี้ คุณวันเสาร์ ไชยกุล
ได้เข้ามาทำหน้าที่กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
เพื่อร่วมขับเคลื่อนในระดับนโยบาย

สำหรับผม…สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้
ไม่ใช่แค่การพัฒนาระบบ

แต่คือ “การเปลี่ยนบทบาท”
จากคนพิการในฐานะ “ผู้รับบริการ”
สู่ “ผู้มีส่วนร่วมในระบบสุขภาพ” อย่างแท้จริง

และเบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงนี้
มีทั้ง “ความคิด” และ “ความเชื่อ” ของคุณธีรยุทธอยู่เสมอ

โดยเฉพาะแนวคิด “การใช้ชีวิตอิสระ” หรือ Independent Living
ที่ไม่ได้หมายถึงการใช้ชีวิตเพียงลำพัง
แต่หมายถึงการมีสิทธิเลือก มีศักดิ์ศรี
และมีระบบรองรับให้ใช้ชีวิตได้อย่างที่ควรจะเป็น

แม้ว่าวันนี้…คุณธีรยุทธจะไม่ได้อยู่กับเราแล้ว
แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้
ไม่ใช่เพียงผลงาน

แต่คือ “คนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะเดินต่อ”
และ “ความเชื่อ” ว่า
คนพิการต้องมีสิทธิ มีเสียง และมีที่ยืนในสังคมนี้

ในนามของรองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ผู้ที่ได้มีโอกาสร่วมทำงานและขับเคลื่อนระบบไปด้วยกัน

ผมขอร่วมไว้อาลัย และขอบคุณจากใจ

ขอบคุณที่ทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพ
มองเห็น “ความหมายของคำว่าเท่าเทียม” ได้ชัดขึ้น

และผมเชื่อว่า…
ทุกก้าวต่อจากนี้ของระบบสุขภาพไทย
ยังคงมี “ร่องรอยของความตั้งใจ” ของคุณธีรยุทธ
อยู่ในนั้นเสมอ"

/////

จากเมล็ดเล็ก ๆ…สู่เสียงของคนรุ่นใหม่บันทึกจาก Senior UHC 2026 รุ่นที่ 9ภาพของเยาวชนที่ร่วมค่าย “UHC Young Camp” ในทุก ๆ ...
14/04/2026

จากเมล็ดเล็ก ๆ…สู่เสียงของคนรุ่นใหม่
บันทึกจาก Senior UHC 2026 รุ่นที่ 9

ภาพของเยาวชนที่ร่วมค่าย “UHC Young Camp” ในทุก ๆ ปี
ยังคงชัดเจนในความทรงจำของผมเสมอ

เด็กมัธยมกลุ่มเล็ก ๆ ที่นั่งล้อมวงกัน
ฟังเรื่อง “สิทธิสุขภาพ” ด้วยแววตาที่ทั้งสงสัยและอยากรู้
แล้วค่อย ๆ ตั้งคำถามแบบตรงไปตรงมา…ในแบบของเขา

บางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า
ถ้าไปโรงพยาบาลแล้วมีปัญหา…ต้องทำอย่างไร
บางคนไม่เคยได้ยินคำว่า “1330” มาก่อนเลยด้วยซ้ำ

แต่เมื่อค่ายจบลง
เด็กกลุ่มเดิมเหล่านั้น…กลับกลายเป็น “คนเล่าเรื่อง”

เป็นคนที่กลับไปบอกเพื่อน
บอกครอบครัว
และค่อย ๆ ช่วยให้คนรอบตัว…เข้าถึงสิทธิการรักษาได้จริง

ปีนี้… UHC Young Camp ได้กลับมาอีกครั้ง
และทุกปีที่ผ่านไป ผมรู้สึกได้ว่า “พลังของเด็ก ๆ” เข้มขึ้นเสมอ

ภายใต้โครงการ
“พลเมืองใหม่หลักประกันสุขภาพ Senior UHC 2026”
ซึ่งเป็นการพัฒนาเครือข่าย “UHC Young รุ่นที่ 9”
จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มีนาคม – 1 เมษายน 2569

เกิดจากความร่วมมือของ “มูลนิธิครอบครัวพอเพียง”
ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

เราได้มีโอกาสรวมเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
จำนวน 32 คน จากทั่วประเทศ
มาเรียนรู้…และเติบโตไปด้วยกัน

แม้จำนวนจะดูไม่มาก
แต่ผมเชื่อมาโดยตลอดว่า

“การเปลี่ยนแปลง ไม่ได้เริ่มจากคนจำนวนมาก
แต่มาจากคนที่ ‘เข้าใจจริง’ และ ‘ลงมือทำจริง’”

ตลอด 3 วันที่เราอยู่ด้วยกัน
สิ่งที่เกิดขึ้น…ไม่ใช่แค่ “การอบรม”

แต่มันคือ “การทดลองเป็นผู้สื่อสาร”

น้อง ๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่
สิทธิหลักประกันสุขภาพที่เป็นเรื่องใกล้ตัว
วิธีการใช้สิทธิให้ถูกต้อง
การเข้าใจระบบบริการสุขภาพ

ไปจนถึงบทบาทของ สปสช.
และกลไกสำคัญของระบบ
ไม่ว่าจะเป็น “สายด่วน 1330”
หรือศูนย์คุ้มครองสิทธิหลักประกันสุขภาพ

แต่สิ่งที่มีคุณค่าไม่แพ้ความรู้
คือ “วิธีการเล่า”

น้อง ๆ ได้ลองถ่ายทอดเรื่องยาก
ให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย…ในแบบของตัวเอง

ผ่านอินโฟกราฟิก
คลิปวิดีโอ
และการเล่าเรื่องผ่าน TikTok

บางกลุ่มเล่าเรื่องสิทธิแบบสนุกและเข้าถึงง่าย
บางกลุ่มเล่าผ่านประสบการณ์จริงของครอบครัว

และมีเวทีหนึ่ง…ที่ผมรู้สึกว่า “ทรงพลังมาก”

คือเวที “Voice of Change”

มันไม่ใช่แค่การนำเสนอ
แต่มันคือ “เสียงของคนรุ่นใหม่”

เสียงที่สะท้อนว่า…
เขาอยากเห็นระบบสุขภาพไทยเป็นแบบไหน

ในขณะเดียวกัน
ข้อมูลที่เราเห็นจากหน้างานจริง
ก็ยังเตือนเราว่า

“คนไทยจำนวนไม่น้อย…ยังไม่รู้สิทธิของตัวเอง”

ทั้งเรื่องใกล้ตัว
อย่างการเปลี่ยนหน่วยบริการ
การร้องเรียนเมื่อได้รับผลกระทบ
หรือแม้แต่ช่องทางติดต่ออย่าง 1330

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “เรามีระบบที่ดีหรือไม่”
แต่คือ “เราทำให้คนเข้าถึงความรู้นั้นได้จริงหรือยัง”

และคำตอบที่ผมเชื่อมาตลอดก็คือ

“ให้คนรุ่นใหม่…สื่อสารกันเอง”

Senior UHC
จึงไม่ใช่เพียง “ค่าย”

แต่มันคือการสร้าง “เครือข่าย”
ของคนตัวเล็ก ๆ ที่กำลังทำเรื่องใหญ่

จากค่าย…ไปสู่เพื่อน
จากเพื่อน…ไปสู่ครอบครัว
จากครอบครัว…ไปสู่ชุมชน

นี่แหละครับ…คือคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งที่เราทำ

วันนี้ Senior UHC เดินทางมาถึง “รุ่นที่ 9”

สิ่งที่เพิ่มขึ้น…ไม่ใช่แค่จำนวนรุ่น
แต่คือการเติบโตของ “เมล็ดพันธุ์”

เมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ
ที่ค่อย ๆ แตกกิ่งก้าน
และกำลังเติบโตเป็นเครือข่ายของความเข้าใจ

ผมเชื่อว่า…อีกไม่นาน

เสียงเล็ก ๆ ของเด็กกลุ่มนี้
จะค่อย ๆ กลายเป็นพลังสำคัญ

ที่ช่วยให้คนไทยจำนวนมากขึ้น
เข้าถึง “สิทธิสุขภาพ” ได้อย่างแท้จริง

และนั่น…คือความหมายของงานที่เราทำ

ขอบคุณน้อง ๆ ทุกคน
ขอบคุณทีมงานทุกฝ่ายที่อยู่เบื้องหลัง

และขอให้เมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ เหล่านี้
เติบโตอย่างงดงาม

เพื่อระบบหลักประกันสุขภาพของคนไทย…ในวันข้างหน้า

เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย (วันสงกรานต์)ขออำนวยพรให้พี่น้องประชาชนทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ สุขภาพแข็งแรงเดินท...
13/04/2026

เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย (วันสงกรานต์)
ขออำนวยพรให้พี่น้องประชาชนทุกท่าน
ประสบแต่ความสุข ความเจริญ สุขภาพแข็งแรง
เดินทางโดยสวัสดิภาพ
และมีความสุขร่วมกับครอบครัวตลอดช่วงเทศกาลนี้ครับ

บางครั้ง…การลงพื้นที่ของผม ไม่ได้ให้แค่คำตอบเชิงนโยบายแต่ทำให้ได้เห็น “คำตอบของชีวิตจริง”ที่ชัดเจนกว่านั้นมากสัปดาห์ที่ผ...
06/04/2026

บางครั้ง…
การลงพื้นที่ของผม ไม่ได้ให้แค่คำตอบเชิงนโยบาย

แต่ทำให้ได้เห็น “คำตอบของชีวิตจริง”
ที่ชัดเจนกว่านั้นมาก

สัปดาห์ที่ผ่านมา
ผมมีโอกาสไปที่ “ศูนย์บริการสาธารณสุข 1 เทศบาลเมืองเสาธงหิน” จังหวัดนนทบุรี 

สิ่งที่ผมเห็น…
ไม่ใช่แค่ระบบบริการสุขภาพ

แต่คือ “หัวใจของคนทำงาน”
ที่กำลังช่วยกันพยุงชีวิตของผู้คนในชุมชนนี้ไว้

ผมได้นั่งคุยกับท่านนายกเทศมนตรี
ท่านชนินทร์ ธรรมชูเชาวรัตน์

ท่านเล่าให้ฟังอย่างเรียบง่ายว่า
“เราเริ่มจากการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน
มีจิตอาสาไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียง
จาก 80 คน… ค่อย ๆ เติบโตมาเป็นระบบ Care Giver”

ประโยคสั้น ๆ แต่สะท้อนความจริงที่สำคัญมาก

นี่ไม่ใช่โครงการที่ “เริ่มจากคำสั่ง”
แต่เป็นระบบที่ “เติบโตจากความห่วงใยของคนในพื้นที่”

จากจิตอาสา…
สู่ Care Giver มืออาชีพ

จากการช่วยเหลือเล็ก ๆ …
สู่ระบบดูแลที่มีมาตรฐานและมีศักดิ์ศรี

อีกคนที่ผมได้คุยด้วย
คือคุณพัชร์ลิตา พยาบาลวิชาชีพ

เธอเล่าว่า
ที่นี่เริ่มดูแลผู้ป่วยติดเตียงตั้งแต่ปี 2557

ลงไปถึงบ้าน
ทำแผล เปลี่ยนสายอาหาร ดูแลทุกอย่าง

แล้วค่อย ๆ เติม “การป้องกัน”
จนพัฒนาเป็น “การดูแลแบบองค์รวม”

สิ่งที่เกิดขึ้น…
จึงไม่ใช่แค่การรักษา

แต่คือการ “ออกแบบระบบชีวิต”
ให้ผู้ป่วย ครอบครัว และชุมชน
เชื่อมโยงกันอย่างมีคุณภาพ

วันนี้…
ที่นี่มี Care Giver ถึง 20 คน

ดูแลผู้ป่วยติดเตียงเกือบ 90 คน

และสิ่งที่ผมประทับใจมากคือ
จากเดิมที่เคยเป็นจิตอาสา
ได้ค่าตอบแทนเพียง 500 บาทต่อเดือน

วันนี้…
เขากลายเป็น Care Giver ที่มีรายได้ 5,000 บาทต่อเดือน

นี่ไม่ใช่แค่ “การดูแลผู้ป่วย”
แต่คือ “การสร้างคุณค่าให้กับชีวิตของคนดูแลด้วย”

ผมมีโอกาสไปเยี่ยมบ้านคุณบุญรัตน์
ผู้ป่วยติดเตียงมากว่า 20 ปี

ภาพที่เห็น…
ไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้า

แต่ผมเห็น “ความหวัง”

คุณสำเนียง ผู้เป็นภรรยา
จากผู้ดูแลคนเดียวในบ้าน

วันนี้…กลายเป็น Care Giver

เมื่อได้เรียนรู้วิธีดูแลที่ถูกต้อง
ไม่เพียงดูแลสามีได้ดีขึ้น

แต่ยังสามารถช่วยดูแลคนอื่นในชุมชน
และมีรายได้มาช่วยครอบครัว

นี่คือ “การเปลี่ยนชีวิต” ที่เกิดขึ้นจริง

สิ่งที่เกิดขึ้นในเสาธงหิน
ทำให้ผมเห็นภาพใหญ่ของประเทศชัดขึ้น

เราไม่ได้แค่เพิ่มจำนวนผู้ดูแล

แต่เรากำลังสร้าง “ระบบดูแลที่มีคุณภาพ”
พร้อมกับ “สร้างรายได้ให้ชุมชน” ไปพร้อมกัน

สปสช. ได้รับงบประมาณเพื่อจ้าง Care Giver ในชุมชน
และวันนี้…เรามีแล้วกว่า 15,000 คน

ยังมีโอกาสให้เพิ่มได้อีก

นี่คือการเชื่อม
“ระบบสุขภาพ” กับ “ระบบเศรษฐกิจชุมชน”
เข้าด้วยกันอย่างแท้จริง

ถ้าถามผมว่า
ความสำเร็จของที่นี่มาจากอะไร

ผมคงตอบว่า…
ไม่ใช่แค่งบประมาณ

ไม่ใช่แค่นโยบาย

แต่คือ “คน”

คนที่มองเห็นปัญหา
และลุกขึ้นมาทำ

โดยไม่ปล่อยให้ใครต้องเจ็บป่วยอย่างโดดเดี่ยว

เพราะสุดท้ายแล้ว…

“ระบบสุขภาพที่ดี
ไม่ได้เกิดจากโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว

แต่เกิดจากคนในชุมชน
ที่ลุกขึ้นมาดูแลกันเอง”

และสิ่งที่ผมเห็นที่เสาธงหินในวันนี้

กำลังบอกเราว่า

ประเทศไทย…
กำลังเดินมาถูกทางแล้ว

"ช่วงนี้ผมเชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นภาพเดียวกัน…เชียงใหม่กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่ค่าฝุ่น PM2.5 สูงที่สุดในโลกภาพภูเขาที่เคยช...
29/03/2026

"ช่วงนี้ผมเชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นภาพเดียวกัน…
เชียงใหม่กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่ค่าฝุ่น PM2.5 สูงที่สุดในโลก

ภาพภูเขาที่เคยชัด กลับเลือนราง
ท้องฟ้าที่เคยสดใส กลับกลายเป็นสีหม่น

และสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า
คือสถานการณ์ครั้งนี้…ยังไม่เห็นสัญญาณว่าจะคลี่คลายในเร็ววัน
เพราะทั้งลมก็ยังไม่มา ฝนก็ยังไม่ตก
ขณะที่ไฟป่ายังคงลุกลามอย่างต่อเนื่อง

ในฐานะคนทำงานด้านสุขภาพ
ผมอยากชวนมองเรื่องนี้ให้ลึกกว่า “อากาศไม่ดี”

เพราะแท้จริงแล้ว…นี่คือ “ภัยเงียบ”
ที่กำลังค่อยๆ กระทบสุขภาพของผู้คนโดยที่เราอาจไม่รู้ตัว

โดยเฉพาะ “กลุ่มเปราะบาง”
ทั้งเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
ที่ไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากต้องใช้ชีวิตอยู่กับอากาศแบบนี้ในทุกวัน

ฝุ่น PM2.5 เล็กจนมองไม่เห็น
แต่กลับลงลึกถึงปอด และสะสมผลกระทบในร่างกายได้อย่างต่อเนื่อง

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่แค่ว่า
“เมื่อไหร่ฝุ่นจะหายไป”

แต่คือ
“ระหว่างที่ฝุ่นยังอยู่…เราจะช่วยกันดูแลผู้คนอย่างไร”

ในสถานการณ์แบบนี้
สิ่งที่เราทำได้ทันที และมีความหมายมาก
คือการ “ลดความเสี่ยง” ให้กับประชาชนให้ได้มากที่สุด

ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
เรามีเครื่องมือหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาก
คือ “กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น (กปท.)”

กองทุนเล็กๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม
แต่จริงๆ แล้ว…สามารถแปลงเป็นการดูแลสุขภาพของคนในชุมชนได้ทันที

ไม่ว่าจะเป็น
การช่วยให้กลุ่มเสี่ยงเข้าถึงหน้ากากที่มีคุณภาพ
การจัดพื้นที่ปลอดฝุ่นในชุมชน
หรือการสื่อสารให้ประชาชนรู้วิธีป้องกันตัวเองในช่วงวิกฤต

สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็ก

แต่ถ้าเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายพื้นที่
มันจะกลายเป็น “เกราะป้องกัน” ที่สำคัญมากของสังคม

และถ้ามีใครที่ผมห่วงมากที่สุดในช่วงนี้…
คงหนีไม่พ้น “เด็กเล็ก”

เพราะในขณะที่ผู้ใหญ่ยังพอหลีกเลี่ยงได้
เด็กจำนวนไม่น้อย ยังต้องไปโรงเรียน
ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องเรียนแทบทั้งวัน

เมื่ออากาศภายนอกเต็มไปด้วยฝุ่น
คำถามที่เราควรถาม คือ
“พื้นที่เรียนรู้ของเขา…ปลอดภัยแค่ไหน”

นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิด “ห้องเรียนปลอดฝุ่น”

ซึ่งไม่ใช่แค่โครงการหนึ่ง
แต่คือความตั้งใจของผู้ใหญ่
ที่จะสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้เติบโต
ได้เรียนรู้ โดยไม่ต้องแลกกับสุขภาพของเขา

และสิ่งที่ผมอยากชวนให้เห็นคือ
แนวทางแบบนี้…ไม่ได้ไกลเกินเอื้อมเลย

หลายพื้นที่สามารถใช้ กปท.
เป็นกลไกในการสนับสนุนได้จริง
ทั้งเรื่องอุปกรณ์ การปรับสภาพแวดล้อม
และการดูแลสุขภาพเด็กอย่างต่อเนื่อง

ผมเชื่อว่า
เราอาจควบคุมฝุ่นทั้งหมดไม่ได้ในวันนี้

แต่เรา “ออกแบบการดูแล” ได้

เพื่อไม่ให้ผลกระทบลุกลามไปมากกว่านี้

บางครั้ง การแก้ปัญหาใหญ่
อาจไม่ได้เริ่มจากนโยบายระดับประเทศเสมอไป

แต่อาจเริ่มจาก
การที่แต่ละพื้นที่…ลุกขึ้นมาดูแลคนของตัวเองอย่างจริงจัง

เพราะสุดท้ายแล้ว
ในวันที่อากาศยังไม่ดี

สิ่งที่เราทำให้กันได้ดีที่สุด
อาจไม่ใช่การรอให้ปัญหาหายไป

แต่คือการช่วยกันทำให้
“คนรอบตัวเรา…ปลอดภัยขึ้น เท่าที่เราจะทำได้”

---

ตัวอย่างโครงการป้องกันและดูแลสุขภาพจากฝุ่น PM2.5
[https://drive.google.com/.../12i084aqST6tilVgHafjQr](https://drive.google.com/.../12i084aqST6tilVgHafjQr)..."

“บนเกาะเล็กๆ กลางทะเล… มีโรงพยาบาล 10 เตียง ที่กำลังดูแลคนเกือบสองหมื่นคน”นี่คือเรื่องจริงของ “เกาะเต่า” จังหวัดสุราษฎร์...
22/03/2026

“บนเกาะเล็กๆ กลางทะเล… มีโรงพยาบาล 10 เตียง ที่กำลังดูแลคนเกือบสองหมื่นคน”

นี่คือเรื่องจริงของ “เกาะเต่า” จังหวัดสุราษฎร์ธานี

หลายคนอาจนึกถึงภาพน้ำทะเลใส ปะการังสวย นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
แต่สำหรับทีมแพทย์ที่นี่…ทุกวันคือการดูแลผู้ป่วย
ในสถานการณ์ที่ “จำนวนคน” มากกว่าศักยภาพของโรงพยาบาลหลายเท่า

จากประชากรตามทะเบียนเพียง 2,400 คน
แต่เมื่อรวมแรงงานและนักท่องเที่ยว ตัวเลขจริงขยับไปถึง 17,000–18,000 คน

คำถามสำคัญคือ
โรงพยาบาลเล็กๆ แบบนี้…จะดูแลคนจำนวนมากขนาดนี้ได้อย่างไร

คำตอบที่ผมได้ฟัง ไม่ใช่เรื่องของการ “ขยายตึก”
แต่คือการ “ขยายความคิด”

นพ.อาทิตย์ คำจันทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เล่าให้ผมฟังว่า
จุดเปลี่ยนสำคัญของที่นี่ คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงาน
โดยเฉพาะ “AI Chest X-ray” ที่เข้ามาช่วยอ่านภาพเอกซเรย์ปอด

จากเดิมที่แพทย์ต้องนั่งดูภาพทีละราย ใช้ทั้งเวลาและพลังสายตา
วันนี้…หลายอย่างเริ่มต้นได้ด้วย “คลิกเดียว”

AI จะช่วยคัดกรองผู้ป่วยจำนวนมาก
แล้วส่งต่อให้แพทย์ดูเฉพาะเคสที่มีความผิดปกติจริง

จากที่เคยต้องดูคนไข้หลักพัน
เหลือเพียงประมาณ 10–20 รายที่ต้องใช้การวินิจฉัยเชิงลึก

ตัวเลขนี้ อาจดูเป็นเพียงประสิทธิภาพของระบบ
แต่สำหรับคนไข้…มันคือ “เวลาที่สั้นลง”
และสำหรับแพทย์…มันคือ “การดูแลที่แม่นยำขึ้น”

ที่สำคัญ…AI มองเห็น “จุดเล็กๆ” ที่บางครั้งสายตามนุษย์อาจมองไม่ทัน
และในโลกของการแพทย์
“การเจอเร็ว” อาจหมายถึง “การมีโอกาสรอดมากขึ้น”

คุณพรรณฌิมาร์ ไพรัตน์ นักรังสีการแพทย์ บอกกับผมว่า
หลังจากใช้ระบบนี้มากว่า 1 ปี
“เราตรวจพบวัณโรคได้มากขึ้น”

เมื่อเจอเร็ว ก็แยกผู้ป่วยได้เร็ว
ลดโอกาสการแพร่กระจายของโรคในชุมชน

รวมถึงการตรวจพบก้อนเนื้อขนาดเล็ก
ที่บางครั้งตาเปล่าอาจมองไม่ชัด
หลายเคสเมื่อส่งตรวจเพิ่มเติม ก็พบว่าเป็นจริง

นั่นหมายถึง…คนไข้ได้เข้าสู่การรักษาเร็วขึ้น
และมีโอกาสที่ดีกว่าเดิม

ในอีกมุมหนึ่ง คุณยงยศยิ่ง สีหะสุทธิ์ ปลัดอำเภอเกาะเต่า
สะท้อนให้เห็นภาพที่ลึกไปกว่านั้น

AI ไม่ได้ช่วยแค่แพทย์
แต่ช่วย “สร้างความมั่นใจ” ให้กับนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่

ว่าแม้จะเป็นเกาะเล็กๆ ห่างไกล
แต่ระบบบริการสุขภาพที่นี่…ยังคงมีคุณภาพและเชื่อถือได้

โรงพยาบาลเกาะเต่ายังเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลบนฝั่ง
มีการซักซ้อมระบบส่งต่ออยู่เสมอ

และที่น่าสนใจคือ ท่านปลัดฯ เอง
ก็เคยตรวจพบความผิดปกติเล็กน้อยเกี่ยวกับหัวใจจาก AI ตัวนี้

การลงพื้นที่ครั้งนี้ ทำให้ผมเห็นชัดว่า
เทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

แต่มันกำลังช่วยให้ “คนธรรมดา”
รู้โรคเร็ว…และรักษาได้ทันเวลา

สำหรับผม เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ AI
แต่มันคือภาพของ “ระบบสุขภาพที่กำลังเปลี่ยน”

จากระบบที่พึ่งพาคนอย่างเดียว
สู่ระบบที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามา “เสริมพลังให้คนทำงานได้ดีขึ้น”

และที่ผมรู้สึกภูมิใจเป็นพิเศษคือ
AI ตัวนี้…เป็น “ฝีมือคนไทย” 🇹🇭

วันนี้มีโรงพยาบาลเข้าร่วมแล้วกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ
และเรายังเดินหน้าขยายต่อ

เพราะเราไม่ได้แค่นำนวัตกรรมมาใช้
แต่เรากำลังสร้างระบบ
ที่ทำให้ “คนไทยทุกคน” เข้าถึงบริการที่ดีขึ้น

ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
แม้จะเป็นเกาะเล็กๆ กลางทะเลก็ตาม

ขอบคุณทีมโรงพยาบาลเกาะเต่า
และทุกคนที่ทำให้เรื่องเล็กๆ นี้
กลายเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกพื้นที่
ที่กำลังพยายามดูแลผู้คน…ด้วยหัวใจเดียวกันครับ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเข้าร่วมเวทีเสวนา“ไทยทำ ไทยใช้ ไทยได้ประโยชน์ : นวัตกรรมการแพทย์ไทยในระบบหลักประกันสุขภาพ”จัดโ...
16/03/2026

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเข้าร่วมเวทีเสวนา
“ไทยทำ ไทยใช้ ไทยได้ประโยชน์ : นวัตกรรมการแพทย์ไทยในระบบหลักประกันสุขภาพ”

จัดโดยความร่วมมือของ
กระทรวงสาธารณสุข
สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (สทนว.)
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

เวทีนี้สำคัญ เพราะไม่ได้พูดถึงแค่การรักษาพยาบาล
แต่พูดถึงอนาคตของประเทศ

หลายคนรู้จัก
“บัตรทอง 30 บาท”
ในฐานะระบบที่ทำให้คนไทยเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึง

แต่ในอีกมุมหนึ่ง
ระบบสุขภาพ ยังสามารถเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศได้
แนวคิดสำคัญที่ถูกพูดถึงในเวทีนี้คือ

“ไทยทำ ไทยใช้ ไทยได้ประโยชน์”

ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องนำเข้า
ยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์จำนวนมากจากต่างประเทศ
ทำให้เม็ดเงินจำนวนไม่น้อยไหลออกนอกประเทศ

แต่ถ้าเราสามารถ
พัฒนาและผลิตนวัตกรรมทางการแพทย์ในประเทศได้มากขึ้น

นอกจากประชาชนจะได้เข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาที่มีคุณภาพแล้ว
ยังช่วยให้เงินหมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจไทย
เกิดการจ้างงาน
และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศ

ปัจจุบัน เราเริ่มเห็น นวัตกรรมการแพทย์ฝีมือคนไทย ถูกนำมาใช้จริงมากขึ้น เช่น

• แผ่นปิดกะโหลกศีรษะไทเทเนียมเฉพาะบุคคล
• ระบบ AI อ่านภาพเอกซเรย์ทรวงอก
• รากฟันเทียม
• เท้าเทียมไดนามิก
• วัคซีนป้องกันไอกรนชนิดไร้เซล
• ถุงทวารเทียม
• ยางรัดหลอดเลือดในหลอดอาหาร

ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยจำนวนมาก
กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

ในช่วงที่ผ่านมา
เราเริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตของนวัตกรรมไทยอย่างชัดเจน

มูลค่าการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ในบัญชีนวัตกรรมไทย

ปี 2568 : 181.45 ล้านบาท
ปี 2569 : 344.33 ล้านบาท

เติบโตเกือบ 2 เท่าในเวลาเพียง 1 ปี

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า
นวัตกรรมของคนไทยกำลังได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้นในระบบบริการสุขภาพ

ในฐานะหน่วยงานที่บริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพของประเทศ
สปสช. จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงนวัตกรรมเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ

ขณะนี้ เรากำลังตั้งเป้าหมายที่จะ
เพิ่มการใช้นวัตกรรมการแพทย์ของไทยในระบบบัตรทอง
ให้สูงถึง 15,000 ล้านบาท ภายในปี 2571

เป้าหมายนี้ ไม่ใช่เพียงตัวเลขงบประมาณ
แต่คือการสร้างโอกาสให้

• คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาที่มีคุณภาพ
• นักวิจัยและผู้ประกอบการไทยมีพื้นที่พัฒนาเทคโนโลยี
• อุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน

ผมเชื่อว่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน
แนวคิด “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยได้ประโยชน์”

จะไม่ใช่เพียงนโยบายของระบบสุขภาพ

แต่จะเป็นพลังสำคัญ
ในการยกระดับทั้ง ระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนไทย

ให้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน

///////////

ทุกปี กองทัพเรือจะมี “ทหารใหม่” เข้ารับการฝึกประมาณ 12,000 นายคนหนุ่มจากหลายจังหวัด หลายครอบครัวต้องก้าวออกจากบ้าน มาใช้...
08/03/2026

ทุกปี กองทัพเรือจะมี “ทหารใหม่” เข้ารับการฝึกประมาณ 12,000 นาย

คนหนุ่มจากหลายจังหวัด หลายครอบครัว
ต้องก้าวออกจากบ้าน มาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในค่ายทหาร

กิน อยู่ ฝึก และใช้ชีวิตร่วมกันทุกวัน

เมื่อคนจำนวนมากมาอยู่รวมกันในพื้นที่เดียวกัน
สิ่งที่ต้องดูแลจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการฝึกเท่านั้น
แต่ “สุขภาพ” ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน

โดยเฉพาะโรคติดต่อที่สามารถแพร่กระจายได้ง่าย

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า
ทำไม “การตรวจสุขภาพตั้งแต่วันแรกที่เข้าค่าย”
จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ผมมีโอกาสลงพื้นที่ไปที่
โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

โรงพยาบาลแห่งนี้ถือเป็นโรงพยาบาลหลักของกองทัพเรือในพื้นที่ภาคตะวันออก
ทำหน้าที่ดูแลกำลังพลของกองทัพเรือ
รวมทั้งสนับสนุนภารกิจทางการแพทย์ในพื้นที่ฐานทัพเรือสัตหีบและพื้นที่ใกล้เคียง

ผมได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก
พล.ร.ต.นพ.ชาตรี เปี่ยมศิริ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล
และ น.อ.นพ.สุเชษฐ ตรรกธาดา รองผู้อำนวยการโรงพยาบาล
พร้อมทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคน

จากการพูดคุยกับทีมแพทย์
หนึ่งในภารกิจสำคัญของโรงพยาบาลแห่งนี้ คือการดูแลสุขภาพของ
ทหารกองประจำการ หรือ “ทหารใหม่”

ที่ศูนย์ฝึกทหารใหม่ของกองทัพเรือ
จะมีทหารใหม่เข้าฝึกปีละประมาณ 12,000 นาย
แบ่งเป็น 4 ผลัด ผลัดละประมาณ 2 เดือน

ช่วงเวลานั้น
ทหารใหม่ต้องใช้ชีวิตร่วมกันตลอดเวลา

จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคัดกรองสุขภาพตั้งแต่ต้นทาง

ที่นี่จึงมีการตรวจสุขภาพทหารใหม่ ครบ 100% ตั้งแต่วันแรก

ประกอบด้วย

• เอกซเรย์ปอดคัดกรองวัณโรค
• ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
• ตรวจหาสารเสพติด
• ประเมินสุขภาพจิต
• ตรวจสุขภาพทั่วไป

การคัดกรองตั้งแต่ต้น
ช่วยให้ค้นหาความเสี่ยงด้านสุขภาพได้เร็ว
และสามารถดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม

อีกเรื่องหนึ่งที่ทีมแพทย์สะท้อนให้เห็น
ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์สุขภาพของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน

คือ ปัญหาภาวะอ้วนในเยาวชน

จากการตรวจสุขภาพ
พบว่าทหารใหม่จำนวนไม่น้อยมี
ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เกินมาตรฐาน

ทีมแพทย์จึงให้คำแนะนำเรื่อง
โภชนาการและการออกกำลังกาย

เพื่อช่วยปรับสมดุลร่างกาย
และลดความเสี่ยงของโรคในอนาคต

ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เพียง “การตรวจสุขภาพตามขั้นตอน”

แต่คือ การเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพให้กับทหารใหม่ก่อนการฝึก

และที่สำคัญ
ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับครอบครัวของพวกเขา

ว่าลูกหลานที่เข้ามารับราชการทหาร
ได้รับการดูแลอย่างดี

การลงพื้นที่ครั้งนี้
ยังมีอีกหนึ่งภารกิจสำคัญ

คือการหารือแนวทางสนับสนุนการตรวจคัดกรองสุขภาพเพิ่มเติม
ภายใต้บทบาทของ **สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

เนื่องจากทหารใหม่จำนวนมาก
เป็นผู้มีสิทธิบัตรทอง 30 บาท**

ปัจจุบัน สปสช. ได้สนับสนุน
วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่** สำหรับกลุ่มเสี่ยง
รวมถึงกลุ่มที่มีการอยู่รวมกันจำนวนมาก

นอกจากนี้
ยังมีการสนับสนุนการคัดกรองวัณโรคด้วย

AI Chest X-ray
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยอ่านผลเอกซเรย์ปอด

ทำให้การคัดกรองทำได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

รวมถึงสามารถใช้กลไก
กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น (กปท.)

เพื่อสนับสนุนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในพื้นที่
โดยประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และ **สปสช. เขต 6 ระยอง**

หลังจากนี้
สปสช. จะนำข้อมูลจากการลงพื้นที่ครั้งนี้
ไปใช้ประกอบการพัฒนาแนวทางสนับสนุนระบบบริการสุขภาพให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

เพราะการดูแลสุขภาพ

ไม่ใช่เพียงการรักษาเมื่อป่วยเท่านั้น

แต่คือการป้องกันและการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ต้นทาง

เพื่อให้ลูกหลานของประชาชน
ที่เข้ามารับราชการทหาร
มีสุขภาพแข็งแรง
พร้อมทำหน้าที่รับใช้ประเทศชาติ
และสามารถกลับคืนสู่ครอบครัวและสังคม
ด้วยสุขภาพที่ดีต่อไป

//////

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เล่าถึง “หน่วยบริการมาตรา 3” ในมิติของการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ภายใต้พระราชบัญญัติหลักประกันสุ...
02/03/2026

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เล่าถึง “หน่วยบริการมาตรา 3” ในมิติของการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ภายใต้พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545

เพื่อให้เห็นว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง” ของไทย ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงดูแลการรักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังสนับสนุนหน่วยงานในชุมชน ที่ทำงานดูแลชีวิตผู้คนอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

วันนี้ ผมอยากนำอีกหนึ่งตัวอย่างของหน่วยบริการมาตรา 3
ในมิติของ การดูแลชีวิตช่วงบั้นปลาย มาเล่าสู่กันฟัง

คือ “บ้านเบธานี” อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี
ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็น สถานชีวาภิบาล ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

จากข้อมูลที่ผมได้รับทราบ บ้านเบธานีไม่ได้เป็นเพียงบ้านพักผู้สูงอายุ
แต่เป็นสถานที่ดูแลผู้หญิงสูงวัยตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
โดยให้ความสำคัญกับการดูแลแบบองค์รวม ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ

มีศักยภาพรองรับประมาณ 50 เตียง
และดำเนินงานภายใต้แนวคิดการช่วยเหลือตามกำลังของแต่ละคน
ผู้ที่มีกำลังร่วมสนับสนุนตามความสามารถ
ส่วนผู้ที่ขาดแคลนก็ยังคงได้รับการดูแลโดยไม่ถูกปฏิเสธ

ตลอดเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา การดำเนินงานของบ้านเบธานีขับเคลื่อนด้วยเงินบริจาคและพลังศรัทธาเป็นหลัก

กระทั่งในปี 2567 ได้เข้าร่วมเป็นหน่วยบริการรับการส่งต่อเฉพาะด้านประเภท “สถานชีวาภิบาล” ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

หลายท่านอาจตั้งคำถามว่า การขึ้นทะเบียนมาตรา 3 มีความสำคัญอย่างไร

เมื่อหน่วยบริการลักษณะนี้เข้ามาอยู่ในระบบบัตรทอง
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถสนับสนุนงบประมาณดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง
ในรูปแบบเหมาจ่ายรายปี ประมาณ 10,442 บาทต่อคน

รวมถึงการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์จำเป็น เช่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่
โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่

แม้งบประมาณอาจไม่สูงมาก
แต่ช่วยลดภาระที่หน่วยงานภาคสังคมต้องรับผิดชอบมาอย่างยาวนาน

ที่สำคัญ คือการเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายบริการสุขภาพของระบบบัตรทอง
ทั้งโรงพยาบาล รพ.สต. ทีมกายภาพบำบัด ทันตกรรม จิตเวช
รวมถึงการดูแลต่อเนื่องและการส่งต่อเมื่อจำเป็น

นี่คือบทบาทของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ที่เข้ามาเสริมพลังให้หน่วยงานชุมชน สามารถทำงานดูแลประชาชนได้อย่างยั่งยืน

จากเสียงสะท้อนของญาติและผู้รับบริการ
สิ่งที่ทำให้สถานชีวาภิบาลแห่งนี้แตกต่าง ไม่ใช่เพียงมาตรฐานการดูแล
แต่คือความใส่ใจในมิติทางจิตใจและจิตวิญญาณ
ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงปลายของชีวิต

เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า
การพัฒนาระบบสุขภาพ ไม่ได้วัดกันเฉพาะเทคโนโลยีหรือเครื่องมือทางการแพทย์
แต่ต้องวัดจากคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วยด้วย

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ
ความต้องการการดูแลระยะยาวจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ระบบบัตรทองจึงต้องก้าวไปไกลกว่า “การรักษาเมื่อเจ็บป่วย”
สู่การสร้างเครือข่ายการดูแลในชุมชน ที่อบอุ่นและเข้าถึงได้จริง

มาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
จึงไม่ใช่เพียงข้อกฎหมาย
แต่เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมระบบสุขภาพเข้ากับพลังของชุมชน
เพื่อดูแลประชาชนได้ครบทั้งกาย ใจ และคุณค่าของชีวิต

///

บ้านพระเมตตา…ชื่อที่ฟังดูอ่อนโยน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นข้างในนั้น คือการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตหลายชีวิตสัปดาห์ที่ผ่านมา ผ...
23/02/2026

บ้านพระเมตตา…
ชื่อที่ฟังดูอ่อนโยน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นข้างในนั้น คือการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตหลายชีวิต

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสลงพื้นที่ไปยัง “บ้านพระเมตตา” ชุมชนบำบัดภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่
ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545

ผมเดินทางไปพร้อมกับคุณหมอสรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา
ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.)
และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคุณก่อชิ เพชรไพรพนาวัลย์
นายกเทศมนตรีตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง

วันนั้นอากาศเชียงใหม่เย็นสบาย
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจผมอุ่นกว่านั้น คือความตั้งใจของคนทำงานทุกคนที่นี่

ทันทีที่ก้าวเข้าไป ผมรู้สึกได้เลยว่า
ที่นี่ไม่ใช่เพียง “สถานบำบัด”
แต่เป็น “พื้นที่เริ่มต้นชีวิตใหม่”

บ้านพระเมตตาไม่ได้มองผู้เข้ารับการบำบัดว่าเป็นคนที่เคยพลาด
แต่เป็นคนที่ยังมีโอกาส

คุณวันเพ็ญ อำนาจกิติกร ผู้อำนวยการชุมชนบำบัด เล่าให้ฟังถึงกระบวนการบำบัดแบบองค์รวม
ดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ ความคิด ความสัมพันธ์ในครอบครัว
ใช้เวลา 6–18 เดือน ผ่านกระบวนการชุมชนบำบัด การฝึกวินัย การปรับทัศนคติ
การจัดการอารมณ์ รวมถึงการเรียนรู้ทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ

ที่นี่ไม่เร่งให้ใคร “หายเร็ว”
แต่ให้เวลาเขา “ค่อย ๆ ฟื้น”

ผลลัพธ์จึงสะท้อนอย่างชัดเจน
ในปีที่ผ่านมา ผู้เข้ารับการบำบัดสามารถเลิกใช้ยาเสพติดได้สำเร็จถึงร้อยละ 92
จากการติดตามผลเกือบหนึ่งปีหลังจบกระบวนการ

สำหรับผม ตัวเลข 92% ไม่ใช่แค่สถิติ
แต่คือครอบครัวที่ได้ลูกกลับคืน
คือพ่อแม่ที่ได้เห็นรอยยิ้มอีกครั้ง
คือโอกาสที่สังคมได้คนหนึ่งคนกลับมา

คุณหมอสรายุทธ์พูดไว้เรียบง่ายแต่ชัดเจนว่า
การบำบัดยาเสพติดไม่ใช่การรักษาระยะสั้นในโรงพยาบาลแล้วจบ
แต่ต้องมีระบบดูแลต่อเนื่อง
เชื่อมโยงการรักษาทางการแพทย์กับการฟื้นฟูทางสังคมอย่างใกล้ชิด

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง

เพราะโรงพยาบาลเพียงลำพัง
ไม่สามารถรองรับการดูแลระยะยาวทั้งหมดได้

นี่คือเหตุผลที่ “หน่วยบริการมาตรา 3” มีความสำคัญ
โดยเฉพาะหน่วยบริการภาคประชาชนที่มีมาตรฐาน
ทำงานเชื่อมต่อกับระบบหลักประกันสุขภาพอย่างเป็นทางการ

บ้านพระเมตตาเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร
แต่ต้องแบกรับต้นทุนการดูแลผู้ป่วยทุกวัน

หากได้เข้าร่วมเป็นหน่วยบริการในระบบบัตรทอง 30 บาท
จะช่วยให้การสนับสนุนมีความยั่งยืน
และที่สำคัญที่สุด
ช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าถึงการดูแลโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

สำหรับผม
การบำบัดยาเสพติดไม่ใช่แค่การรักษาโรค

แต่คือการฟื้นชีวิต
ฟื้นศักดิ์ศรี
และฟื้นความหวัง

ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
พร้อมจะยืนอยู่ข้าง “โอกาสครั้งที่สอง” ของทุกคน

ขอบคุณทีมงานบ้านพระเมตตา
ขอบคุณทุกภาคส่วนในพื้นที่
ที่ทำงานหนักเพื่อให้ใครบางคนได้เริ่มต้นใหม่

เพราะบางครั้ง
สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ไม่ใช่การรักษาให้หาย
แต่คือการทำให้เขากลับมา “เชื่อว่าตัวเองมีค่า” อีกครั้ง

ด้วยความเคารพและศรัทธาในพลังของชุมชน
หมอเอก

ณ โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลแม่แฝกผมเห็นรอยยิ้มของเด็กเล็ก ๆแต่ขณะเดียวกันก็เห็น “ฝุ่น” ที่มองไม่เห็นลอยอยู่ในอากาศรายงานค...
16/02/2026

ณ โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลแม่แฝก
ผมเห็นรอยยิ้มของเด็กเล็ก ๆ
แต่ขณะเดียวกันก็เห็น “ฝุ่น” ที่มองไม่เห็นลอยอยู่ในอากาศ

รายงานค่า PM2.5 ของที่นี่
ไม่ได้น้อยไปกว่าพื้นที่อื่นในจังหวัดเชียงใหม่

แต่สิ่งที่แตกต่างคือ
คนที่กำลังนั่งเรียนอยู่ในห้องนั้น
คือเด็กตัวเล็ก ๆ ที่ปอดยังบอบบาง
ร่างกายยังเติบโต
สมองยังพัฒนา

ทางการแพทย์บอกเราชัดเจนว่า
เด็กหายใจถี่กว่าผู้ใหญ่
หมายความว่าเขาสูดเอาฝุ่นพิษเข้าไปมากกว่า
และยิ่งอายุน้อย…ความเปราะบางยิ่งสูง

ฝุ่นขนาดเล็กเหล่านี้
สามารถแทรกผ่านเข้าสู่กระแสเลือด
ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ
ระบบหัวใจและหลอดเลือด
แม้กระทั่งพัฒนาการทางสมอง

มันไม่ใช่แค่เรื่องไอ จาม หรือภูมิแพ้
แต่มันคือเรื่อง “อนาคต” ของเด็กคนหนึ่ง

---

คุณครูเขมจิรา ไชยเสน
รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน เล่าให้ผมฟังว่า

ช่วงฤดูฝุ่น เด็กป่วยเพิ่มขึ้นราว 10–15%
บางคนต้องหยุดเรียนเป็นสัปดาห์

สำหรับผู้ใหญ่ การหยุดงานอาจหมายถึงรายได้
แต่สำหรับเด็กเล็ก การหยุดเรียนคือการสะดุดของพัฒนาการ
คือการต้องเริ่มปรับตัวใหม่
คือความไม่มั่นคงเล็ก ๆ ในใจ

ครูจึงต้องดูแลทั้งการเรียนรู้
และหัวใจของเด็ก ๆ ไปพร้อมกัน

โรงเรียนงดกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน
แจ้งเตือนผู้ปกครองให้เด็กสวมหน้ากาก
และที่ผมชอบมาก คือการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางความรู้”
ผ่านนิทาน ผ่านการสอนให้เด็กสังเกตค่าฝุ่น
ปลูกจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วัยเยาว์

---

ผมยังได้พูดคุยกับ ดร.ธีรพล นิติจอมเล็ก
นายกเทศมนตรีตำบลแม่แฝก

ท่านมองเห็นว่าเรื่องนี้ต้องแก้ “เชิงรุก”
ไม่รอให้เด็กป่วยแล้วค่อยรักษา

ที่นี่มีการใช้กลไก
“กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.)”
ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

งบประมาณที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงตัวเลขในเอกสาร
ถูกแปลงเป็นเครื่องฟอกอากาศในห้องเรียนทั้ง 5 ห้อง

เด็ก ๆ จึงได้หายใจอากาศที่สะอาดขึ้น
ในพื้นที่ที่ควรปลอดภัยที่สุดสำหรับเขา

ผลที่เกิดขึ้นชัดเจน
จำนวนเด็กป่วยลดลง
การขาดเรียนลดลง
ผู้ปกครองมั่นใจมากขึ้น

นี่คือพลังของการบริหารงบประมาณอย่างมีความหมาย
นี่คือระบบหลักประกันสุขภาพที่ไม่ได้รอรักษาโรค
แต่เข้าไป “ป้องกัน” ตั้งแต่ต้นทาง

ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะเด็กเกิดน้อย
เด็กทุกคนยิ่งมีคุณค่า
และสมควรได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด

---

วันนี้ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น”
ไม่ใช่แค่โครงการของโรงเรียนแห่งหนึ่ง
แต่กำลังกลายเป็นต้นแบบให้หลายท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม
ฝุ่นจิ๋วที่ไม่ใช่เรื่องจิ๋ว
จะไม่หมดไปด้วยเครื่องฟอกอากาศเพียงอย่างเดียว

เราต้องการนโยบายระดับประเทศ
การจัดการเชิงโครงสร้าง
ความจริงจังต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีรัฐบาลชุดใหม่
ผมหวังว่าปัญหานี้จะถูกยกขึ้นอย่างจริงจัง
เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง
แต่คือเรื่องสุขภาพของเด็กไทยทั้งประเทศ

---

วาเลนไทน์ปีนี้
14 กุมภาพันธ์

ผมอยากชวนทุกคนเปลี่ยน “ความรัก”
ให้กลายเป็น “อากาศดี ๆ”

เพราะบางครั้ง
ของขวัญที่มีค่าที่สุดสำหรับเด็กคนหนึ่ง
อาจไม่ใช่ของเล่น
แต่คือการได้หายใจเต็มปอด
ในห้องเรียนของเขาเอง

ด้วยความห่วงใย
หมอเอก

โลกกำลังเปลี่ยนเร็วไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีแต่คือ “โครงสร้างประชากร” ของทั้งโลกที่กำลังเปลี่ยนไปพร้อมกันอย่างเงียบ ๆอีกไ...
02/02/2026

โลกกำลังเปลี่ยนเร็ว
ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี
แต่คือ “โครงสร้างประชากร” ของทั้งโลกที่กำลังเปลี่ยนไปพร้อมกันอย่างเงียบ ๆ

อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุมากกว่าวัยแรงงาน
ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
คำถามที่ผมคิดอยู่เสมอ คือ
ระบบสุขภาพของเรา…จะยังดูแลทุกคนได้อย่างเท่าเทียมเหมือนเดิมไหม
และจะมีใครบ้าง ที่ค่อย ๆ “หลุด” ออกจากระบบ
ไม่ใช่เพราะไม่อยากรักษา
แต่เพราะระบบบริการไปไม่ถึงเขา

นี่คือเหตุผลที่ธีมใหญ่ของ PMAC 2026
ระหว่างวันที่ 26–31 มกราคม 2569
เลือกชวนเรามาคุยกันในหัวข้อ

“โลกเปลี่ยน ประชากรเปลี่ยน :
นำทางด้วยนโยบายนวัตกรรมเพื่อสังคมที่เท่าเทียม”
(Navigating Global Demographic Transition through Innovative Policy:
An Equity-Centered Approach)

ธีมนี้ไม่ใช่เรื่องวิชาการลอย ๆ
แต่คือโจทย์จริงที่ทุกประเทศกำลังเผชิญเหมือนกัน
เมื่อสังคมสูงวัยเร็วขึ้น
เบาหวาน ความดัน หัวใจ ไต เพิ่มขึ้น
ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องการแพทย์
แต่เป็นเรื่องของระบบดูแลระยะยาว
ความยั่งยืนทางการเงิน
และความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการสุขภาพ

เมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา
ผมมีโอกาสร่วมเวทีเสวนา PMAC 2026
ในหัวข้อ “นวัตกรรมการดูแลโรค NCDs
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร”
ร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศในเอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิก
หลายประเทศเล่าเรื่องที่ฟังแล้วคุ้นมาก
เพราะเป็นโจทย์เดียวกับที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ

สิ่งที่ผมเล่าในเวทีนั้น คือ
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ
NCDs กลายเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียปีสุขภาวะ
และสร้างภาระต่อระบบบริการระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
ถ้าเรายังพึ่งพาโรงพยาบาลเป็นศูนย์กลางเหมือนเดิม
ทั้งคนไข้และระบบ จะยิ่งเดินต่อได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
จึงพยายาม “ปรับทิศทาง” การดูแลผู้ป่วย NCDs
ให้เข้าใกล้ชุมชนมากขึ้น
ไม่ใช่การลดคุณภาพ
แต่คือการเพิ่มความต่อเนื่อง ความสะดวก และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
ผ่านความร่วมมือกับร้านยา ห้องปฏิบัติการ ภาคเอกชน
และเครือข่ายชุมชน
โดยเฉพาะการดูแลเชิงรุกก่อนโรคจะรุนแรง

อีกกำลังสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ
อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
ที่ช่วยคัดกรองกลุ่มเสี่ยง ค้นหาโรคในระยะเริ่มต้น
และสนับสนุนการปรับพฤติกรรมสุขภาพ
เพื่อลดการลุกลามของโรค
ก่อนจะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
ซึ่งมีต้นทุนสูงทั้งกับคนไข้และระบบ

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีดิจิทัลก็เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญ
ทั้งเทเลเมดิซีน การติดตามผู้ป่วยระยะไกล
และการจัดส่งยาถึงบ้าน
โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ควบคุมอาการได้ดี
ทั้งหมดนี้ช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล
และทำให้ผู้ป่วยยังใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติที่สุด

อีกประเด็นที่หลายประเทศสนใจมาก คือ
การขับเคลื่อนระบบสุขภาพตามคุณค่า (Value-based Care)
ที่มองผลลัพธ์ด้านสุขภาพของผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง
ควบคู่กับความคุ้มค่าและความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
โดยเฉพาะในสังคมสูงวัย
ที่ความต้องการการดูแลระยะยาวจะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แน่นอนว่า เมื่อระบบบริการกระจายตัวมากขึ้น
และพึ่งพาดิจิทัลมากขึ้น
เรื่องคุณภาพ ความต่อเนื่อง และความปลอดภัยของผู้ป่วย
ยิ่งต้องให้ความสำคัญ
นวัตกรรมจึงต้องเดินคู่กับการกำกับดูแลที่ดี
และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างชุมชน
บริการปฐมภูมิ โรงพยาบาล
และแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเป็นระบบ

สิ่งหนึ่งที่ผมได้จากเวที PMAC ครั้งนี้ คือ
นวัตกรรมที่ดี
ไม่จำเป็นต้องล้ำที่สุด
แต่ต้องเป็นนวัตกรรมที่
“ทำให้คนเข้าถึงบริการได้จริง”
และไม่ทิ้งคนเปราะบางไว้ข้างหลัง

เมื่อโลกเปลี่ยน ประชากรเปลี่ยน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า
ระบบสุขภาพจะปรับอย่างไร
แต่คือ เราจะออกแบบนโยบายอย่างไร
ให้ทุกคนยังอยู่ในระบบได้อย่างเท่าเทียม
และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

และนี่คือหัวใจสำคัญของเวที PMAC 2026
การใช้นวัตกรรมและนโยบาย
เป็นเข็มทิศนำทางสังคม
ไปสู่ระบบสุขภาพที่ยั่งยืน
และเป็นธรรมสำหรับทุกคนครับ.

ที่อยู่

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ-หมอเอกผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ-หมอเอก:

แชร์