Bwell Digital Health บีเวลล์ ดิจิทัลเฮลท์

Bwell Digital Health บีเวลล์ ดิจิทัลเฮลท์ Stay Connected.

Bwell Digital Health แพลตฟอร์ม Digital Health Ecosystem ที่เชื่อมโยงระบบสุขภาพดิจิทัลและข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลอย่างไร้รอยต่อ พร้อมโซลูชัน Cybersecurity สำหรับ Healthcare เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน — Stay Healthy.

DCT ดันไทยเร่งเครื่อง Data–AI สู่ Digital Hub อาเซียน 🚀•DCT นำโดย คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสผู้ร่วมก่อตั้งสภาดิจิ...
03/03/2026

DCT ดันไทยเร่งเครื่อง Data–AI สู่ Digital Hub อาเซียน 🚀



DCT นำโดย คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสผู้ร่วมก่อตั้งสภาดิจิทัลฯ และ ม.ร.ว. นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลฯ รวมภาคธุรกิจดิจิทัลเสนอโรดแมประดับชาติ

ชง 5 นโยบายเร่งด่วน Data Center Strategy, AI Governance, Digital Sovereignty และเพิ่มสัดส่วนสาขา STEM ให้ถึง 50% และยกระดับทักษะการเขียนโปรแกรมของคนไทยเป็น 16% เพื่อรองรับการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

เป้าหมายชัด — เปลี่ยนไทยจาก Tech User เป็น Tech Builder และ Regional Digital Hub



(อ่านต่อในคอมเม้นท์)

ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ | 27 ก.พ. 2569

DCT ชงรัฐบาลเร่งเครื่องดิจิทัลแห่งชาติ วางเกม Data–AI ปั้นคนไทย 50% STEM สู่ Digital Hub อาเซียน •(อ่านต่อ)             ...
27/02/2026

DCT ชงรัฐบาลเร่งเครื่องดิจิทัลแห่งชาติ วางเกม Data–AI ปั้นคนไทย 50% STEM สู่ Digital Hub อาเซียน



(อ่านต่อ)

#ดิจิทัลไทย #นโยบายดิจิทัล

ด่วน! พบแคมเปญโจมตี FortiGate Firewall โดยใช้ AI ช่วยเจาะระบบและขยายผลในวงกว้างThaiCERT รายงานการติดตามภัยคุกคามไซเบอร์ ...
26/02/2026

ด่วน! พบแคมเปญโจมตี FortiGate Firewall โดยใช้ AI ช่วยเจาะระบบและขยายผลในวงกว้าง

ThaiCERT รายงานการติดตามภัยคุกคามไซเบอร์ พบการโจมตีอุปกรณ์ FortiGate Firewall มากกว่า 600 เครื่อง ใน 55 ประเทศทั่วโลก

โดยผู้โจมตีได้นำเทคโนโลยี Generative AI (Commercial Gen-AI) มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการวางแผน วิเคราะห์ช่องโหว่ และสร้างสคริปต์โจมตีแบบอัตโนมัติ

เป้าหมายสำคัญคืออุปกรณ์ที่เปิดพอร์ตบริหารจัดการสู่สาธารณะ หรือมีการตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาง่าย ทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าถึงระบบและขยายผลการโจมตีได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น
(อ่านต่อ)

Cr. /

ด่วน! แคมเปญโจมตี FortiGate Firewall โดยใช้ AI ช่วยเจาะระบบและขยายผล
ThaiCERT ติดตามสถานการณ์ภัยคุกคามไซเบอร์ พบแคมเปญการโจมตีอุปกรณ์ FortiGate Firewall มากกว่า 600 เครื่อง ใน 55 ประเทศทั่วโลก โดยผู้โจมตีมีการนำเทคโนโลยี Generative AI (Commercial Gen-AI) เป็นเครื่องมือหลักในการวางแผนและสร้างเครื่องมือโจมตีแบบอัตโนมัติ เพื่อเข้าสู่ระบบที่เปิดพอร์ตทิ้งไว้หรือใช้รหัสผ่านที่คาดเดาง่าย

1. รายละเอียดภัยคุกคาม
การโจมตีมุ่งเป้าไปยังอุปกรณ์ FortiGate ที่มีการตั้งค่าไม่รัดกุม โดยผู้โจมตีใช้ AI (Large Language Models - LLMs) ในการเขียนสคริปต์เพื่อสแกนหาพอร์ตบริหารจัดการระบบ (Management Interface) และใช้ AI ช่วยวิเคราะห์แผนการโจมตีรวมถึงสร้างชุดคำสั่งทางเทคนิคที่แม่นยำเพื่อขยายผลการโจมตีในวงกว้าง

2. ภาพรวมกระบวนการโจมตี
2.1 การเตรียมการ: ผู้โจมตีใช้สคริปต์ที่สร้างโดย AI สแกนหาพอร์ตบริหารจัดการระบบที่เปิดสู่สาธารณะผ่านพอร์ต 443, 8443, 10443 และ 4443
2.2 เข้าถึงระบบ: ใช้วิธีการเข้าถึงผ่านรหัสผ่านพื้นฐาน (Common credentials) หรือรหัสผ่านที่คาดเดาง่าย เพื่อล็อกอินเข้าสู่หน้าจัดการของ FortiGate
2.3 ยึดสิทธิ์และขยายผล: เมื่อเข้าสู่ระบบได้ จะใช้เครื่องมือโอเพนซอร์สในการดึงรหัสผ่าน NTLM hashes และฐานข้อมูลบัญชีผู้ใช้ เพื่อเคลื่อนย้ายภายในเครือข่ายด้วยเทคนิค Pass-the-hash
2.4 ทำลายระบบสำรองข้อมูล: มุ่งเป้าโจมตีเซิร์ฟเวอร์ Veeam Backup & Replication เพื่อทำลายข้อมูลสำรองก่อนเริ่มทำการเรียกค่าไถ่

3. ระบบที่ได้รับผลกระทบ
3.1 อุปกรณ์ FortiGate Firewall ที่เปิดพอร์ตบริหารจัดการระบบ ที่เข้าถึงได้โดยตรงจากอินเทอร์เน็ต
3.2 บัญชีผู้ดูแลระบบที่ไม่ได้เปิดใช้งานการพิสูจน์ตัวตนหลายปัจจัย (MFA) หรือมีการตั้งค่ารหัสผ่านที่คาดเดาง่าย
3.3 ระบบสำรองข้อมูลที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายหลักและไม่มีมาตรการป้องกันการแก้ไขข้อมูลสำรอง

4. แนวทางการบรรเทาและป้องกันความเสี่ยง
4.1 จำกัดการเข้าถึงพอร์ตบริหารจัดการระบบ ให้เข้าถึงได้ผ่านการเชื่อมต่อ VPN หรือจากเลขไอพี (IP Address) ที่กำหนดไว้เท่านั้น
4.2 เปลี่ยนรหัสผ่านให้มีความซับซ้อนและเปิดใช้งาน MFA สำหรับบัญชีผู้ดูแลระบบทั้งหมดทันที
4.3 ตรวจสอบความปลอดภัยของ Veeam Backup และพิจารณาใช้ Immutable Backup (ข้อมูลสำรองที่แก้ไขไม่ได้) เพื่อป้องกันการถูกทำลายข้อมูล

5. คำแนะนำด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม
5.1 ตรวจสอบ Log การล็อกอินที่ผิดปกติบนพอร์ตจัดการ และการรันสคริปต์ที่พยายามดึงไฟล์คอนฟิกหรือรหัสผ่านออกจากอุปกรณ์
5.2 เฝ้าระวังพฤติกรรมการเชื่อมต่อภายในเครือข่ายที่ผิดปกติ (Lateral Movement) หลังจากอุปกรณ์ Firewall ถูกบุกรุก
5.3 ตรวจสอบพอร์ต 443, 8443, 10443 และ 4443 ว่ามีความจำเป็นต้องเปิดสู่ภายนอกหรือไม่

6. แหล่งอ้างอิง (References)
6.1 https://dg.th/38ei7tb5ko
6.2 https://dg.th/2apfhxl5g6

26/02/2026

🔴Live ! 🧬 MedTech Co-Creation Lab



เวทีที่รวมสุดยอดไอเดีย MedTech มาไว้ในที่เดียว! เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยและนวัตกรรมจากห้องแล็บ ให้กลายเป็นมูลค่าเชิงพาณิชย์ที่จับต้องได้จริง เพื่อยกระดับ HealthTech ไทยสู่สากล

สภาพัฒน์ รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 ปี 2568 เงินเฟ้อทางการแพทย์ : ความเสี่ยงระบบสุขภาพไทย ค่าแพทย์ ราคายา เวชภัณฑ์ รพ.เอ...
25/02/2026

สภาพัฒน์ รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 ปี 2568 เงินเฟ้อทางการแพทย์ : ความเสี่ยงระบบสุขภาพไทย ค่าแพทย์ ราคายา เวชภัณฑ์ รพ.เอกชน อยู่ในระดับสูง

Cr. / #สภาพัฒน์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

สภาพัฒน์ รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 ปี 2568 เงินเฟ้อทางการแพทย์ : ความเสี่ยงระบบสุขภาพไทย ค่าแพทย์ ราคายา เวชภัณฑ์ รพ.เอกชน อยู่ในระดับสูง
| เกาะกระแส | สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 ปี 2568 ว่า พบความเคลื่อนไหวสถานการณ์แรงงาน การจ้างงานลดลงต่อเนื่อง โดยผู้มีงานทำมีจำนวน 39.8 ล้านคน ลดลงร้อยละ 0.9 จากไตรมาส 4 ปี 2567 จากการหดตัวในภาคเกษตรกรรมร้อยละ 3.4

ขณะที่นอกภาคเกษตรกรรม ขยายตัวร้อยละ 0.2 โดยสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้า และสาขาการผลิต ขยายตัวร้อยละ 3.2 และร้อยละ 1.2 แต่สาขาการก่อสร้าง สาขาโรงแรมและภัตตาคาร และสาขาการค้าส่งและค้าปลีก หดตัว อัตราการว่างงานรวมลดลง โดยอยู่ที่ร้อยละ 0.70 หรือมีผู้ว่างงาน 2.8 แสนคน
ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่

1) การสนับสนุนการเชื่อมโยงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกับธุรกิจไทย และการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพ โดยอาจพิจารณาขยายมาตรการการจ้างงานในท้องถิ่น และส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ไปสู่อุตสาหกรรมอื่นและให้ครอบคลุม SMEs ควบคู่กับการจูงใจให้เกิด การถ่ายทอดทักษะและเทคโนโลยี

2) การบรรเทาความกังวลต่อความมั่นคงในสถานะการจ้างงานของ แรงงานจากบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงควรมีการกำหนดแนวทางการใช้ AI อย่างชัดเจน และเป็นธรรม และลงทุนพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ให้แก่แรงงานทุกระดับ
สำหรับหนี้สินครัวเรือน ในไตรมาส 3 ปี 2568 ลดลงร้อยละ 0.29 โดยมีมูลค่า 16.31 ล้านล้านบาท เป็นผลจากความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงิน ทำให้สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP ทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 86.8 ต่อเนื่องจากไตรมาสที่แล้ว ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ด้อยลงทุกประเภทสินเชื่อ จากข้อมูลเครดิตบูโร สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.4 ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.1 ของไตรมาสก่อน
นอกจากนี้ สภาพัฒน์ยังได้รายงานสถานการณ์ “เงินเฟ้อทางการแพทย์” หรือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่คำนวณจากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของระบบประกันสุขภาพเอกชน ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2569 ทั่วโลกจะมีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ อยู่ที่ร้อยละ 10.3 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก ปี 2567-2568 (2026 Global Medical Trends, 2025) ซึ่งประเทศไทย มีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ อยู่ที่ร้อยละ 10.8 ในปี 2568 สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ที่ร้อยละ 0.7 ในปี 2568 กว่า 15 เท่า (WTW, 2025)
แนวโน้มดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนด้านสุขภาพ โดยบริษัทประกันร้อยละ 74.0 ระบุว่าเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนต้นทุนมากที่สุด รองลงมาคือ ข้อจำกัดในการรองรับของสาธารณสุขภาครัฐ (ร้อยละ 52.0) ขณะเดียวกัน ศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลไทย โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐยังมีข้อจำกัดหลายด้านทั้งความหนาแน่นของอัตราครองเตียงผู้ป่วย ระยะรอคอยการรักษานาน ส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อบางส่วนหันไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าก็ตาม
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนไทย ได้แก่

1) การลงทุน ในเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัย โรงพยาบาลเอกชนร้อยละ 92.0 ได้นำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรักษาและความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่มีต้นทุนสูงอาจกระตุ้นให้มีการใช้งานมากขึ้น เพื่อความคุ้มค่า ส่งผลให้ต้นทุนบริการเพิ่มขึ้นถูกส่งผ่านไปยังค่ารักษาพยาบาลและเบี้ยประกัน

2) การแข่งขัน ด้านค่าตอบแทนบุคลากรการแพทย์ โรงพยาบาลเอกชนเสนอค่าตอบแทนบุคลากรสูงเพื่อดึงดูดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นรายการที่มีสัดส่วนสูงสุด โดยในปี 2568 คิดเป็นร้อยละ 45.0 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดในโรงพยาบาลเอกชน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ต้นทุนการให้บริการโรงพยาบาลปรับสูงขึ้น

3) การกำหนดราคายาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลเอกชนในระดับสูง เนื่องจากภาคเอกชนมีต้นทุน ด้านอาคารสถานที่และการบริหารจัดการ การตั้งราคาจึงขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและดุลยพินิจผู้บริหาร ต่างจากโรงพยาบาลรัฐที่มีการกำกับราคากลางผ่านบัญชียาหลักแห่งชาติ

4) การใช้บริการทางการแพทย์ของผู้เอาประกันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านการเพิ่มขึ้นของอัตราการเรียกร้องค่าสินไหมประกันสุขภาพ (Loss Ratio) ส่วนหนึ่งเกิดจากรูปแบบความคุ้มครองแบบเหมา
จ่าย ที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการให้บริการทางแพทย์เกินจำเป็น คิดเป็นร้อยละ 28.0 ของอัตราเคลมประกันสุขภาพทั้งหมด แต่เกิดจากผู้เอาประกันเพียงร้อยละ 5.0 เท่านั้น ทั้งนี้ ปัจจุบัน คปภ. และภาค
ธุรกิจประกันภัย ได้เริ่มนำเกณฑ์ Co-payment มาใช้จำกัดการใช้บริการทางการแพทย์เกินความจำเป็น
ติดตามอ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
#ภาวะสังคมไทย #อัตราว่างงาน #หนี้ครัวเรือน #เงินเฟ้อทางการแพทย์ #สภาพัฒน์ #ไทยพับลิก้า

Claude Cowork อัปเกรดครั้งใหญ่ ดัน AI เข้าจัดการงานเอกสารและระบบหลังบ้านแบบอัตโนมัติ พร้อมเชื่อมต่อ Google Workspace, Do...
25/02/2026

Claude Cowork อัปเกรดครั้งใหญ่ ดัน AI เข้าจัดการงานเอกสารและระบบหลังบ้านแบบอัตโนมัติ พร้อมเชื่อมต่อ Google Workspace, Docusign และ WordPress ได้เต็มรูปแบบ

รองรับปลั๊กอินเฉพาะสายงาน ตั้งแต่ HR, Design, Engineering ไปจนถึง Finance และสามารถทำงานข้าม Excel–PowerPoint ได้แบบ End-to-End

นี่คืออีกก้าวสำคัญของ Anthropic ในการพัฒนา AI Agent ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้จริงในองค์กรระดับ Enterprise.

Anthropic ประกาศอัปเกรดแพลตฟอร์ม Claude Cowork ครั้งใหญ่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยเน้นการนำ AI เข้าไปจัดการกับงานเอกสารและระบบหลังบ้านขององค์กร
การอัปเดตครั้งนี้ช่วยให้ Claude สามารถทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันยอดนิยมได้หลากหลายขึ้น และรองรับการทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation) ในหลายแผนก อาทิ
การเชื่อมต่อแอปฯ ภายนอก: รองรับการทำงานร่วมกับ Google Workspace, Docusign และ WordPress อย่างเต็มรูปแบบ

ปลั๊กอินสำเร็จรูป: ครอบคลุมสายงานเฉพาะทาง ทั้งฝ่ายบุคคล (HR), งานออกแบบ (Design), วิศวกรรม และการเงิน

การทำงานข้ามโปรแกรม: Claude สามารถจัดการงานที่ซับซ้อนแบบต้นจนจบระหว่าง Excel และ PowerPoint โดยสามารถส่งต่อบริบทข้อมูลจากตารางไปสร้างเป็นสไลด์นำเสนอได้ทันที
ก้าวย่างนี้ถือเป็นความพยายามล่าสุดของ Anthropic ในการพัฒนา AI Agent ต่อเนื่องจากการเปิดตัว Claude Cowork เมื่อเดือนก่อน รวมถึงความสำเร็จของ Claude Code (เครื่องมือช่วยเขียนโค้ด) ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง แม้แต่ในหมู่พนักงานของ Microsoft ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงที่มีฟีเจอร์ AI สำหรับออฟฟิศของตัวเองอยู่แล้ว
นอกจากนี้ การเปิดตัวโมเดลใหม่ล่าสุดอย่าง Claude Opus 4.6 และ Sonnet 4.6 เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ยังช่วยเสริมเขี้ยวเล็บให้ AI มีความฉลาดในการนำทางข้อมูลใน Spreadsheet และจัดการงานหลายขั้นตอนที่มีความซับซ้อนได้แม่นยำยิ่งขึ้น
ฟีเจอร์ใหม่ของ Claude Cowork เริ่มเปิดให้ใช้งานแล้วตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา โดยยังคงอยู่ในช่วง Research Preview ซึ่งจำกัดสิทธิ์เฉพาะผู้ใช้งานแบบชำระเงินในแพ็กเกจ Pro, Max, Team และ Enterprise เท่านั้น

Anthropic ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ !•ความปลอดภัยไซเบอร์ภายใต้ชื่อ Claude Code Security เครื่องมือวิเคราะห์ช่องโหว่ในซอร์...
24/02/2026

Anthropic ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ !



ความปลอดภัยไซเบอร์ภายใต้ชื่อ
Claude Code Security
เครื่องมือวิเคราะห์ช่องโหว่ในซอร์สโค้ด
ที่ขับเคลื่อนด้วย AI


(อ่านต่อในลิงค์)

Source /

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัท Anthropic ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ในสายงานความปลอดภัยไซเบอร์ภายใต้ชื่อ Claude Code Security เครื่องมือวิเคราะห์ช่องโหว่ในซอร์สโค้ดที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ การประกาศดังกล่าวไม่เพียงสร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงเทคโนโลยี แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดทุนสหรัฐฯ จนเกิดภาวะผันผวนฉับพลันหรือที่นักวิเคราะห์บางรายเรียกว่าแฟลชแครชในกลุ่มหุ้นความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

โดยทันทีหลังข่าวเผยแพร่ หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีความปลอดภัยไซเบอร์ชื่อดัง เช่น CrowdStrike และ Cloudflare ปรับตัวลดลงประมาณ 8-10% ภายในวันเดียว ขณะที่กองทุนรวมดัชนีอย่าง เช่น Global X Cybersecurity ETF (BUG) ร่วงลงเกือบ 9% สะท้อนแรงเทขายในวงกว้าง

เดนนิส ดิก (Dennis Dick) นักเทรดจากบริษัทซื้อขายหลักทรัพย์ชื่อดัง Triple D Trading ให้คำจำกัดความเหตุการณ์นี้ว่าเป็นมินิแฟลชแครช (Mini Flash Crash) หรือภาวะที่ราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงินร่วงลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงในช่วงเวลาสั้นมาก โดยเขาชี้ว่าตลาดกำลังกังวลว่าเครื่องมือวิเคราะห์ความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI อาจเข้ามาแทนที่โซลูชันดั้งเดิม ลดความต้องการผลิตภัณฑ์แบบเดิม และกดดันอัตรากำไรของผู้ให้บริการ

ความกังวลดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา การเปิดตัวโมเดล Claude เวอร์ชันที่เน้นการทำงานร่วมกันในองค์กรก็เคยสร้างแรงขายในหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์แบบ SaaS มาแล้ว เนื่องจากนักลงทุนมองว่า AI อาจลดบทบาทพนักงานสายงานสำนักงานและงานวิเคราะห์ข้อมูล

Claude Code Security คืออะไร ?

Claude Code Security ถือเป็นฟีเจอร์ที่ทำงานอยู่ภายในแพลตฟอร์ม Claude Code พัฒนาโดยบริษัท Anthropic โดยแตกต่างจากเครื่องมือสแกนช่องโหว่แบบดั้งเดิมที่อาศัยการตรวจจับรูปแบบโค้ดตามฐานข้อมูลที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่ระบบใหม่นี้ใช้ Large Language Models หรือ LLMs ซึ่งเป็นโมเดลปัญญาประดิษฐ์ AI ที่ผ่านการฝึกด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล สามารถทำความเข้าใจบริบทของโค้ดทั้งระบบ วิเคราะห์การไหลของข้อมูล และประเมินตรรกะการทำงานได้ใกล้เคียงนักวิจัยความปลอดภัยที่เป็นมนุษย์

ในทางเทคนิค Claude Code Security มันสามารถตรวจจับช่องโหว่ที่ซับซ้อน เช่น ข้อผิดพลาดเชิงตรรกะธุรกิจ ซึ่งหมายถึงความผิดพลาดในกติกาการทำงานของระบบ ไม่ใช่เพียงบั๊กเชิงเทคนิคทั่วไป รวมถึงปัญหาการควบคุมสิทธิ์เข้าถึงที่หละหลวม ซึ่งอาจเปิดทางให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้

จุดเด่น คือ กระบวนการลดผลบวกลวงหรือ False Positives ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของระบบสแกนแบบเดิมที่มักแจ้งเตือนเกินจริง ระบบจะประเมินซ้ำหลายขั้นตอนก่อนสรุปผล พร้อมแสดงรายละเอียดบนแดชบอร์ด ทั้งคำอธิบายระดับความรุนแรง คะแนนความมั่นใจ และตัวอย่างโค้ดแพตช์สำหรับแก้ไข

อย่างไรก็ตาม แม้ปัญญาประดิษฐ์ AI จะทำงานได้รวดเร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า แต่บริษัท Anthropic เน้นย้ำว่าปัญญาประดิษฐ์ AI จะไม่แก้ไขโค้ดโดยอัตโนมัติ นักพัฒนาที่เป็นมนุษย์ยังต้องตรวจสอบและอนุมัติทุกขั้นตอน อีกทั้งระบบยังไม่สามารถทำการทดสอบแบบรันไทม์หรือจำลองการโจมตีผ่าน API ในสภาพแวดล้อมจริงได้ จึงยังไม่อาจทดแทนการทดสอบเจาะระบบแบบครบวงจร

ผลกระทบต่อบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์อย่างไร ?

การเปิดตัว Claude Code Security ไม่ได้กระทบเพียงราคาหุ้นระยะสั้น แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังโมเดลธุรกิจของบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ให้บริการที่พึ่งพารายได้จากการขายไลเซนส์ซอฟต์แวร์สแกนช่องโหว่แบบดั้งเดิม หรือบริการตรวจสอบโค้ดเชิงลึก

ตัวอย่างเช่น เครื่องมือที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ AI สามารถทำงานวิเคราะห์โค้ดได้รวดเร็วขึ้น แต่ต้นทุนต่ำลง รวมไปถึงให้คำแนะนำแก้ไขได้ทันที ความคาดหวังของลูกค้าองค์กรก็จะเปลี่ยนไปจากการซื้อเครื่องมือแบบรายปี ไปสู่โซลูชันที่ผสานปัญญาประดิษฐ์ AI แบบเรียลไทม์ตามเวลาใช้งานจริงเป็นมาตรฐานใหม่

หรือตัวอย่างเช่น บริษัท CrowdStrike และ Cloudflare แม้ธุรกิจหลักจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสแกนโค้ดเพียงอย่างเดียว แต่การที่ปัญญาประดิษฐ์ AI สามารถรุกล้ำเข้าสู่พื้นที่ตรวจสอบความปลอดภัยเชิงลึกได้ ยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านการแข่งขัน โดยเฉพาะในส่วนผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันภัยคุกคามเชิงรุกและการวิเคราะห์ช่องโหว่ในซอฟต์แวร์

โดยนักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่า บริษัทเหล่านี้อาจต้องเร่งลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ AI ภายในองค์กร หรือเข้าซื้อกิจการสตาร์ตอัปที่มีเทคโนโลยีใกล้เคียง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น บริษัท Anthropic

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข่าวร้ายทั้งหมด สำหรับบริษัทเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เพราะหากมีการปรับตัวที่รวดเร็ว บริษัทก็อาจเปลี่ยนบทบาทของบริษัทไซเบอร์ซีเคียวริตี้จากผู้ขายซอฟต์แวร์ ไปสู่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มแบบครบวงจรที่ผสานปัญญาประดิษฐ์ AI เข้ากับบริการที่ปรึกษา การทดสอบเจาะระบบ และการเฝ้าระวังภัยคุกคามตลอด 24 ชั่วโมง แทนที่จะถูกแทนที่โดยปัญญาประดิษฐ์ AI เช่น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ AI เป็นตัวเร่งประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มขีดความสามารถของทีมงานที่เป็นมนุษย์ หากปรับตัวได้ทัน เทคโนโลยีลักษณะนี้อาจกลายเป็นโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรม มากกว่าจะเป็นภัยคุกคามระยะยาว

การเปิดตัว Claude Code Security ของ Anthropic อาจเป็นสัญญาณชัดเจนว่าอุตสาหกรรมความปลอดภัยไซเบอร์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่กลายเป็นแกนกลางของกลยุทธ์การป้องกันภัยคุกคามในอนาคต ความผันผวนของราคาหุ้นในระยะสั้นสะท้อนความกังวลของตลาดทุน

ทว่าในระยะยาว บททดสอบที่แท้จริงจะอยู่ที่ความสามารถของบริษัทไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในการปรับตัว ผสานปัญญาประดิษฐ์ AI เข้ากับความเชี่ยวชาญของมนุษย์ และสร้างโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์โลกดิจิทัลที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะในสมรภูมิไซเบอร์ที่ทั้งฝ่ายโจมตีและฝ่ายป้องกันต่างมี AI เป็นอาวุธ ความได้เปรียบจะเป็นของผู้ที่เรียนรู้และปรับตัวได้เร็วที่สุด

คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand

ัยไซเบอร์ #หุ้นเทคโนโลยี #ตลาดหุ้นสหรัฐ

รายงาน Global Healthcare Cybersecurity ฉบับล่าสุด ระบุว่า82% ขององค์กรด้านสุขภาพทั่วโลกเคยเผชิญเหตุการณ์ไซเบอร์อย่างน้อย...
24/02/2026

รายงาน Global Healthcare Cybersecurity ฉบับล่าสุด ระบุว่า
82% ขององค์กรด้านสุขภาพทั่วโลกเคยเผชิญเหตุการณ์ไซเบอร์อย่างน้อย 1 ครั้งในปีที่ผ่านมา 🏥

ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะบางประเทศ
แต่มันสะท้อนภาพรวมของโรงพยาบาล คลินิก และระบบสุขภาพทั่วโลก

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ
หลายเหตุการณ์ไม่ได้กระทบแค่ฝ่าย IT
แต่ส่งผลต่อการดำเนินงานจริง เช่น

• ไม่สามารถเข้าถึงระบบเวชระเบียน
• การรายงานผลแล็บล่าช้า
• ระบบนัดหมายหรือ Telemedicine หยุดชะงัก

ในยุคที่ระบบสุขภาพเชื่อมต่อกันผ่าน Digital Health Platform, API และ Cloud
พื้นผิวความเสี่ยง (Attack Surface) จึงขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่
“เราจะถูกโจมตีหรือไม่”

แต่คือ
“เมื่อเกิดเหตุ ระบบจะยังดูแลผู้ป่วยได้หรือไม่”

Firewall และ Antivirus เป็นเพียงจุดเริ่มต้น
องค์กรที่พร้อมจริงต้องมี

• การเฝ้าระวังและตรวจจับเหตุแบบ 24×7
• ความสามารถในการตอบสนองทันทีเมื่อพบความผิดปกติ
• แผนกู้คืนระบบที่ผ่านการทดสอบแล้ว
• และการยกระดับ Cyber Risk เป็นความเสี่ยงระดับองค์กร

เพราะใน Healthcare
Cybersecurity ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี
แต่คือเรื่องของ ความต่อเนื่องในการรักษา และความปลอดภัยของผู้ป่วยโดยตรง



References
• World Economic Forum, Global Cybersecurity Outlook 2024–2025
• IBM Security, Cost of a Data Breach Report 2024 (Healthcare Sector)
• HIMSS, Healthcare Cybersecurity Survey 2024
• Check Point Research, State of Cybersecurity in Healthcare 2024

🪴ESG ≠ Sustainability สองคำนี้ควรใช้อย่างไร เพื่อวางกลยุทธ์องค์กรไม่ให้หลงทิศ​​🌿ในโลกธุรกิจปัจจุบัน เรามักใช้คำว่า ESG แ...
24/02/2026

🪴ESG ≠ Sustainability สองคำนี้ควรใช้อย่างไร เพื่อวางกลยุทธ์องค์กรไม่ให้หลงทิศ​

🌿ในโลกธุรกิจปัจจุบัน เรามักใช้คำว่า ESG และ Sustainability แทนกันจนดูเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ทั้งสองคำนี้ต่างกันตั้งแต่ “เจตนารมณ์” ไปจนถึง “วัตถุประสงค์” ในการขับเคลื่อน

🌿หากผู้นำหยิบสองคำนี้มาใช้สลับกันโดยขาดความเข้าใจ องค์กรอาจได้กลยุทธ์ที่ดูดีบนรายงาน แต่ ไม่สร้างผลกระทบจริง ต่อโลกและตัวธุรกิจเองในระยะยาว เพื่อไม่ให้หลงทิศ เรามาทำความเข้าใจความต่างของสองคำ ดังนี้​

📗1. ESG คือ กรอบแนวคิดที่ถูกสร้างขึ้นโดย “นักลงทุน” เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการวัดว่าปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล จะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการทางการเงินและความมั่นคงของบริษัทอย่างไร แต่การมี ESG Score สูง ไม่ได้การันตีเสมอไปว่า ธุรกิจนั้นกำลังสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่โลกในฐานะเป้าหมายหลัก​

📗2.ความยั่งยืน (Sustainability) คือ “จุดมุ่งหมาย” (Purpose) และเจตนารมณ์ภายในองค์กรว่า ธุรกิจจะสร้างคุณค่าระยะยาวโดยไม่ทำลายทรัพยากรหรือชุมชนที่เป็นรากฐานของการเติบโตได้อย่างไร ​

🌿ดังนั้น บริษัทที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง ESG หรือ ความยั่งยืน อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่หากเข้าใจว่าต้องใช้ร่วมกันเพื่อเกื้อหนุนกัน ถ้าเราเข้าใจความหมายที่แท้จริง ซึ่งบริษัทควรจะใช้สองคำนี้อย่างไรให้เหมาะสมในการวางกลยุทธ์องค์กรในระยะยาว ​

🪴ชวนอ่านบทความคอลัมน์ SDGs Navigator เขียนโดย ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการบริหาร GCNT: ลิงก์ใต้คอมเมนต์​

#ความยั่งยืน

เช็กศัพท์คำย่อสายกรีน สำหรับคนทำงานสายสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น SDGs, ESG, BCG และ CSR ที่เรามันเห็นผ่านตาอยู่เป็นประจำใน...
20/02/2026

เช็กศัพท์คำย่อสายกรีน สำหรับคนทำงานสายสิ่งแวดล้อม

ไม่ว่าจะเป็น SDGs, ESG, BCG และ CSR ที่เรามันเห็นผ่านตาอยู่เป็นประจำในแวดวงสิ่งแวดล้อม

คำย่อเหล่านี้มีความหมายว่าอย่างไร
และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง ?

ชวนเรียนรู้ความต่างของคำและความหมาย
เพื่อวางแผนการดำเนินงานไม่ให้หลงทิศทาง

📌 ตอบโจทย์ "สังคมสูงวัย"  จับเทรนด์ธุรกิจ HealthCare Center 🦼“สูงวัย” ไม่ใช่แค่เรื่องของอายุ แต่คือ “Mega Trend” ที่กำลั...
20/02/2026

📌 ตอบโจทย์ "สังคมสูงวัย" จับเทรนด์ธุรกิจ HealthCare Center 🦼

“สูงวัย” ไม่ใช่แค่เรื่องของอายุ แต่คือ “Mega Trend” ที่กำลังกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ Super-Aged Society อย่างเต็มรูปแบบ ความต้องการสถานที่ดูแลผู้สูงอายุที่มีคุณภาพไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง




(อ่านต่อในลิ้งค์)

Cr. | News

👵👴ตอบโจทย์ "สังคมสูงวัย" จับเทรนด์ธุรกิจ HealthCare Center 🦼
“สูงวัย” ไม่ใช่แค่เรื่องของอายุ แต่คือ “Mega Trend” ที่กำลังกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ Super-Aged Society อย่างเต็มรูปแบบ ความต้องการสถานที่ดูแลผู้สูงอายุที่มีคุณภาพไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

🩼3 สัญญาณโลก ทำไม "ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ" ถึงเป็นเหมืองทองแห่งทศวรรษ
1️⃣.Global Shift องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่าในปี 2030 ประชากรโลกที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 1.4 พันล้านคน (1 ใน 6 ของประชากรโลก)
2️⃣.Thailand’s Critical Point ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “Super-Aged Society” (สังคมสูงวัยระดับสุดยอด) อย่างเต็มรูปแบบ โดยคาดว่าสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นคิดเป็นมากกว่า 28% ของประชากรทั้งประเทศภายในปี 2574 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับอดีต
3️⃣.Silver Economy คือ ตลาดสินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุที่กำลังเติบโตเร็วมากทั่วโลก จึงถือว่าผู้สูงอายุไม่ใช่แค่กลุ่มที่ต้องดูแล แต่เป็น “พลังเศรษฐกิจใหม่” ที่สร้างโอกาสทางธุรกิจมหาศาลในอนาคต และมีแนวโน้มขยายตัวตามจำนวนประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้สูงอายุยุคใหม่มีกำลังซื้อสูงและยอมจ่ายเพื่อแลกกับคุณภาพชีวิตที่ดีมากกว่าแค่การรักษาอาการเจ็บป่วย
เมื่อตลาดผู้สูงวัยคือ หนึ่งในตลาดศักยภาพสูงของเศรษฐกิจไทย บีโอไอพร้อมส่งเสริมการลงทุนในกิจการ “ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้มีภาวะพึ่งพิง” เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการไทยคว้าโอกาสในตลาดที่กำลังเติบโตสูงและยั่งยืน

🏘️มากกว่าที่พักคือการฟื้นฟู 🏥
ลืมภาพบ้านพักคนชราแบบเดิมๆ ไปได้เลย เพราะบีโอไอส่งเสริมการลงทุนเพื่อรองรับสังคมสูงวัยแบบครบวงจร ครอบคลุมการดูแลและประคับประคองผู้สูงอายุรวมถึงผู้มีภาวะพึ่งพิงทั้งค้างคืนและไม่ค้างคืน ที่มีมาตรฐานทางการแพทย์ รวมไปถึงมีการจัดกิจกรรมพื้นฟูสุขภาพที่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงอย่างแท้จริง

🛏️สเกลต้องได้ มาตรฐานต้องถึง 🦽
เพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุนและการบริหารจัดการ บีโอไอกำหนดเงื่อนไขให้โครงการต้องมีจำนวนเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน 31 เตียงขึ้นไป เพื่อรองรับความต้องการได้อย่างเหมาะสม และต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพเพื่อการันตีความเชื่อมั่นให้ลูกค้า

🫵โอกาสนี้เพื่อคนไทย
เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการไทย บีโอไอจึงกำหนดเงื่อนไขให้ต้องมี “บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 51%” เพื่อให้เม็ดเงินในอุตสาหกรรมนี้ หมุนเวียนกลับมาสู่ผู้ประกอบการไทยเป็นหลัก

🏆แต้มต่อจากบีโอไอ
เมื่อได้รับการส่งเสริมการลงทุน จะได้รับสิทธิประโยชน์ “ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี” รวมถึงได้รับยกเว้นภาษีอากรขาเข้าสำหรับเครื่องมือและอุปกรณ์ เช่น เครื่องผลิตออกซิเจน เครื่องมือวัดชีพจรและการเต้นของหัวใจ เตียงคนไข้ เป็นต้น ช่วยลดภาระต้นทุนในช่วงเริ่มต้นกิจการให้คุณคืนทุนไวขึ้น และเติบโตได้อย่างมั่นคง
🤝มาร่วมสร้าง Ecosystem การดูแลผู้สูงอายุของไทยให้แข็งแกร่ง และเปลี่ยนโครงสร้างประชากรให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับบีโอไอ
✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨
60 ปี บีโอไอ สร้างรากฐานการลงทุน สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน
60 Years of BOI: Building Investment Foundations, Powering Sustainable New Economy
"บีโอไอส่งเสริมการลงทุน ทั้งคนไทยและต่างชาติ ทุกขนาดการลงทุน"
📱 0 2553 8111
📧 head@boi.go.th
🌐 www.boi.go.th
⚜️ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการติดต่อ

5 เทรนด์เทคโนโลยีสุขภาพ ประตูสู่ตลาด Longevity Economy ที่มีมูลค่ามากถึง 36 ล้านล้านบาท !Cr. /   •
10/02/2026

5 เทรนด์เทคโนโลยีสุขภาพ ประตูสู่ตลาด Longevity Economy ที่มีมูลค่ามากถึง 36 ล้านล้านบาท !

Cr. /



5 เทรนด์เทคโนโลยีสุขภาพ ประตูสู่ตลาด Longevity Economy ที่มีมูลค่ามากถึง 36 ล้านล้านบาท
เนื้อหาสำคัญจาก Session “The CEO Algorithm: Health, Decisions, and Leadership in 2026” บรรยายโดย นพ. ธรณัส กระต่ายทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ V Precision Clinic จากงาน Future Trends Ahead Summit 2026
ก้าวเข้าสู่ปี 2026 วงการสุขภาพกำลังถูกปฏิวัติครั้งใหญ่ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญคือกลุ่มประชากรผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นอันดับหนึ่ง Mindset การดูแลสุขภาพเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่การรอให้ป่วยแล้วรักษา แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ ‘Longevity Living’ หรือการใช้ชีวิตยืนยาวและแข็งแรง
เป็นช่องทางที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมและข้อมูลชีวภาพให้กลายเป็นแผนที่นำทางชีวิต และนี่คือ 5 เทรนด์สำคัญที่จะกำหนดอนาคตสุขภาพของเรา
1️⃣ Multi-omics Personalization การแพทย์เฉพาะบุคคลขั้นสุด
ยุคของการรักษาแบบเหมาจ่ายกำลังจะหมดไป เทรนด์แห่งอนาคตคือ ‘Personalized Medicine’ ที่ทุกกระบวนการรักษาและดูแลสุขภาพจะต้องถูกออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นยา อาหารเสริม หรือคำแนะนำ จะต้องสอดคล้องกับรหัสพันธุกรรมและข้อมูลสุขภาพเฉพาะตัวของบุคคลนั้นๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและแม่นยำที่สุด
2️⃣ Biological Age Tracking การวัดอายุทางชีวภาพ แทนอายุจริง
สิ่งที่จะมีความสำคัญมากกว่าตัวเลขอายุตามปฏิทิน คือ อายุทางชีวภาพ เทคโนโลยี Epigenetics จะเข้ามาช่วยวิเคราะห์ความเสื่อมของเซลล์เปรียบเสมือนวงปีของต้นไม้ การตรวจ Epigenetic Biomarkers จะทำหน้าที่เป็นพยากรณ์อากาศล่วงหน้าให้ชีวิตคุณ 5-10 ปี สามารถบอกได้ว่าสมอง หัวใจ หรือตับของคุณแก่เกินวัยหรือไม่ หากพบว่ามีอัตราเร่งความแก่สูงกว่าปกติ เช่น เกิน 1.1 เท่า ก็มีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงขึ้น ซึ่งข้อมูลนี้จะช่วยให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อย้อนวัยได้ก่อนที่จะสายเกินไป
3️⃣ Real-time Biofeedback อุปกรณ์สวมใส่ที่วัดลึกถึงระดับเซลล์
อุปกรณ์สวมใส่จะไม่ได้ทำหน้าที่แค่นับก้าวเดินอีกต่อไป แต่จะก้าวล้ำไปสู่การเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีความแม่นยำสูง เราจะเห็นนวัตกรรมอย่าง ตุ้มหูอัจฉริยะ ที่สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต หรือแม้แต่ระดับน้ำตาลในเลือดได้ ข้อมูลที่ได้จะเป็นระดับ Multi-omics เช่น การวิเคราะห์จุลินทรีย์ในลำไส้ หรือปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย เพื่อนำไปประมวลผลร่วมกับค่า HRV (Heart Rate Variability) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความยืนยาวของอายุขัย
4️⃣ AI Health Coaching หมอส่วนตัวในรูปแบบปัญญาประดิษฐ์
การดูแลสุขภาพจะมี AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยสำคัญ ระบบจะประมวลผลข้อมูลมหาศาลจากร่างกายเราและให้คำแนะนำแบบ Real-time Feedback ยกตัวอย่างเช่น หากคุณนอนหลับไม่ดี AI จะไม่เพียงแค่บอกว่าคุณหลับไม่ดี แต่จะวิเคราะห์สาเหตุและบอกวิธีแก้ไขทันที เช่น การเตือนเรื่องระดับคอร์ติซอลที่สูงเกินไปซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจและทำลายสมอง AI จะทำหน้าที่เป็น Coach ที่คอยเตือนให้คุณพัก ทำสมาธิ หรือฝึกหายใจ เพื่อกู้คืนร่างกายจากการเป็นหนี้การนอน (Sleep Debt)
5️⃣ Longevity as a Services โมเดลสุขภาพแบบสมาชิกรายปี
รูปแบบธุรกิจสุขภาพจะเปลี่ยนจากการจ่ายเงินเมื่อป่วย เป็นระบบสมาชิกรายปี ผู้ใช้บริการจะได้รับการดูแลต่อเนื่องผ่านการเก็บ Data และประมวลผลโดย AI ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่การตรวจร่างกายปีละครั้ง ระบบจะทำการจ่ายวิตามินหรือสารอาหารที่จำเป็นเพื่อปรับปรุงกระบวนการทางชีวภาพให้ดีที่สุด ตามผลเลือดและผลตรวจที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
เทรนด์ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า Longevity Economy หรือเศรษฐกิจเพื่อชีวิตยืนยาว เป็น Megatrend ที่ไม่อาจมองข้าม เป้าหมายของการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเพื่อการมีชีวิตอยู่ แต่เพื่อให้มนุษย์สามารถมีอายุยืนยาวถึง 100 ปีโดยที่ยังแอคทีฟ ทำงานได้ และมีความสุข เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความมั่งคั่งทางการเงิน จะไม่มีความหมายเลย หากปราศจากความมั่งคั่งทางชีวภาพ ที่เป็นรากฐานของทุกสิ่ง
เขียนโดย ธนพนธ์ หัสกรรัตน์
ขอบคุณข้อมูลจาก Session “The CEO Algorithm: Health, Decisions, and Leadership in 2026” บรรยายโดย นพ. ธรณัส กระต่ายทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ V Precision Clinic จากงาน Future Trends Ahead Summit 2026

ที่อยู่

Bangna
Bangkok
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Bwell Digital Health บีเวลล์ ดิจิทัลเฮลท์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Bwell Digital Health บีเวลล์ ดิจิทัลเฮลท์:

แชร์