11/01/2026
มะเร็งเต้านม เกิดจากอะไรกันแน่⁉️
ทำไมคนแข็งแรงๆ ถึงเป็นกันเยอะ⁉️
คำถามยอดฮิตที่มุกเจอบ่อยมากค่ะ
หลายคนยังเข้าใจว่า
"ถ้าที่บ้านไม่มีใครเป็นมะเร็ง เราก็ปลอดภัย"
แต่ความจริงทางการแพทย์อาจทำให้อึ้งนะคะ
เพราะสาเหตุของมะเร็งเต้านม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
Genetics isn't everything
: คนส่วนใหญ่เข้าใจว่ามะเร็งเกิดจากพันธุกรรม แต่จริงๆ
แล้วพันธุกรรม (เช่น ยีน BRCA) มีผลแค่ 5-10% เท่านั้น
ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยอื่นที่เราคาดเดาไม่ได้ (Sporadic)
Hormone Factor
: ฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) เป็นตัวกระตุ้นสำคัญ
(คนที่มีประจำเดือนเร็ว, หมดประจำเดือนช้า, ไม่มีลูก หรือมีลูกช้า มีความเสี่ยงสูงขึ้น)
Lifestyle:
: ความอ้วน, ความเครียด, แอลกอฮอล์ เป็นปัจจัยเร่ง
Insurance Angle
: เพราะสาเหตุส่วนใหญ่ "ระบุแน่ชัดไม่ได้" และ "ควบคุมไม่ได้"
การมีประกันจึงเป็นการบริหารความเสี่ยงที่ดีที่สุดค่ะ
-------------------------------
สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้น
ปัจจัยที่เรา ควบคุมไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของธรรมชาติร่างกายค่ะ ได้แก่
เพศหญิง: แค่เกิดเป็นผู้หญิง
ก็มีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชายมหาศาลแล้วค่ะ พันธุกรรม (5-10%)
: การกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 ที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่ ฮอร์โมนเอสโตรเจน: ยิ่งร่างกายสัมผัสฮอร์โมนนี้นาน ความเสี่ยงยิ่งเพิ่ม
(เช่น มีประจำเดือนเร็วตั้งแต่อายุน้อย, หมดประจำเดือนช้า, หรือไม่มีบุตร) อายุ: ยิ่งอายุมากขึ้น เซลล์ในร่างกายก็มีโอกาสเสื่อมและกลายพันธุ์ได้มากขึ้น
ปัจจัยจาก พฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม
กลุ่มนี้คือสิ่งที่เราพอจะเลี่ยงได้ แต่ก็เป็นตัวกระตุ้นชั้นดีเลยค่ะ
ภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน
: ไขมันในร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ ซึ่งไปกระตุ้นเซลล์มะเร็ง การดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลังกาย การรับประทานยาฮอร์โมนทดแทนต่อเนื่องนานๆ
-------------------------------
พันธุกรรมมีผลเพียงส่วนน้อยเท่านั้นค่ะ
คนไข้ส่วนใหญ่ที่มุกเจอ
คือคนแข็งแรงที่ไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมาก่อนเลย
ดังนั้น การดูแลตัวเองที่ดีที่สุด
คือตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ และ
วางแผนรับมือความเสี่ยง ไว้ล่วงหน้าค่ะ
เพราะเราไม่รู้ว่าแจ็คพอตจะมาลงที่เราเมื่อไหร่
แต่ถ้ามันมา...
เราต้องพร้อมทั้งร่างกายและการเงินค่ะ
---------------------
มะเร็งเต้านม เกิดขึ้นได้ยังไง?
(ฉบับเข้าใจง่ายใน 1 นาที)
ร่างกายเราประกอบด้วยเซลล์นับล้านล้านเซลล์ค่ะ
เปรียบเหมือน "โรงงานขนาดใหญ่" ที่มีการทำงานตลอดเวลา
1. จุดเริ่มต้น: เครื่องถ่ายเอกสารพัง ปกติร่างกายเราต้องสร้างเซลล์ใหม่เพื่อทดแทนเซลล์เก่า เหมือนการ "ถ่ายเอกสาร" ค่ะ แต่วันดีคืนดี เครื่องถ่ายเอกสารเกิดรวน (DNA ผิดปกติ) ทำให้พิมพ์งานออกมาเพี้ยน กลายเป็น "เซลล์หน้าตาแปลกประหลาด"
2. ระบบ QC หลับใน ปกติร่างกายจะมีหน่วยตรวจสอบคุณภาพ (ภูมิคุ้มกัน) คอยขยำกระดาษที่เสียทิ้งไป แต่เซลล์มะเร็งมันฉลาดค่ะ มันรู้วิธีหลบหลีก หรือบางทีหน่วย QC ของเราก็อ่อนแอจนตรวจไม่เจอ ทำให้เซลล์เพี้ยนๆ นี้หลุดรอดไปได้
3. การก่อกบฏ (สร้างอาณาจักร) พอรอดมาได้ เซลล์มะเร็งจะแบ่งตัวเร็วมากแบบทวีคูณ! จาก 1 เป็น 2, จาก 2 เป็น 4 จนกลายเป็น "ก้อนเนื้อ" (Tumor) แถมยังเห็นแก่ตัวสุดๆ ด้วยการสร้าง "ถนนส่วนตัว" (เส้นเลือดใหม่) เพื่อขโมยสารอาหารจากร่างกายเราไปเลี้ยงตัวมันเองจนโตวันโตคืน
4. การยึดครอง (ลุกลาม) เมื่อก้อนโตขึ้น มันก็เริ่มส่งสมุนเดินทางไปตามท่อน้ำเหลืองหรือเส้นเลือด เพื่อไปยึดครองอวัยวะอื่นต่อไป
ความน่ากลัวคือ... ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น "เงียบๆ" ในร่างกายเราค่ะ กว่าเราจะคลำเจอก้อน โรงงานนรกนี้ก็อาจจะเดินเครื่องไปไกลแล้ว
นี่คือเหตุผลว่าทำไมมุกถึงย้ำเสมอเรื่องการ ตรวจคัดกรองประจำปี (Mammogram) และการมี ประกันสุขภาพเหมาจ่าย ไว้รองรับ
เพราะเราไม่รู้เลยว่าเครื่องถ่ายเอกสารในร่างกายเราจะรวนเมื่อไหร่ แต่ถ้ามันเกิดขึ้น
เราจะมีเงินทุนพร้อมสู้กับมันทันทีค่ะ
ใครกังวลเรื่องความเสี่ยง
---------------------
เจอก้อนที่เต้านม... หมอจะทำอะไรกับเราบ้าง?
(สรุปขั้นตอนการวินิจฉัย)
ความกังวลใจที่สุดของผู้หญิงคือตอน
"คลำเจอก้อน" ใช่ไหมคะ?
ใจมันจะฝ่อไปหมด มุกเข้าใจความรู้สึกนั้นดีค่ะ
ความรู้จากที่เรียนมา ได้อัปเดตข้อมูลล่าสุดจากอาจารย์แพทย์เฉพาะทางมะเร็ง อยากมาเล่าให้ฟังว่า ถ้าเราเดินไปหาหมอ หมอจะมีขั้นตอน
"สืบสวนหาความจริง" 3 ขั้นตอน
(Triple Assessment) ดังนี้ค่ะ
1. หมอขอจับหน่อย (Physical Exam)
👩⚕️ คุณหมอจะซักประวัติเสี่ยง
และคลำเต้านมอย่างละเอียด
เพื่อดูขนาด ความแข็ง และดูว่าก้อนมันขยับได้ไหม
หรือยึดติดกับผิวหนัง รวมถึงเช็กต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ด้วยค่ะ
2. สแกนให้เห็นไส้เห็นพุง (Imaging)
🖥️ หมอจะส่งไปทำ 2 อย่างคู่กัน คือ
Mammogram
: เพื่อหา "หินปูน" เม็ดเล็กๆ ที่มือคลำไม่เจอ
(มะเร็งระยะเริ่มแรกมักโชว์ตัวแบบนี้)
Ultrasound
: เพื่อแยกแยะว่าก้อนที่เจอ เป็น "ถุงน้ำธรรมดา" หรือ "ก้อนเนื้อแน่นๆ"
(ทำไมต้องทำคู่? เพราะสองเครื่องนี้เก่งคนละแบบค่ะ ทำคู่กันแม่นยำที่สุด)
3. เจาะพิสูจน์ความจริง (Biopsy)
💉 นี่คือ "ศาลฎีกา" ของการวินิจฉัยค่ะ
ถ้าผลเอ็กซเรย์ดูน่าสงสัย หมอจะทำการเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ
สมัยนี้ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่แล้วนะคะ นิยมใช้เข็มเจาะ
(Core Needle Biopsy) เก็บชิ้นเนื้อเล็กๆ
ออกมา แผลเท่ารูเข็ม เจ็บน้อยมากเหมือนโดนฉีดยาค่ะ
ชิ้นเนื้อนี้จะถูกส่งไปส่องกล้องจุลทรรศน์
เพื่อฟันธงว่า "ใช่" หรือ "ไม่ใช่" มะเร็ง และเป็นชนิดไหน ดุแค่ไหน
💡 ข้อคิดจากมุก
: ขั้นตอนการวินิจฉัยทั้งหมดนี้ ตั้งแต่เดินเข้าโรงพยาบาลจนถึงเจาะชิ้นเนื้อ
มีค่าใช้จ่ายหลักพันปลายๆ ถึงหลักหมื่นบาท
(โรงพยาบาลเอกชน)
และที่สำคัญ "ประกันโรคร้ายแรง เจอ-จ่าย-จบ"
จะทำงานก็ต่อเมื่อ "ผลชิ้นเนื้อยืนยันว่าเป็นมะเร็งแล้ว" เท่านั้น
แต่ถ้าผลออกมาเป็นก้อนเนื้อธรรมดา (ไม่ใช่มะเร็ง)
เราต้องใช้สิทธิ์ OPD หรือ ประกันสุขภาพเหมาจ่าย ในการเคลมค่าตรวจค่ะ
ดังนั้น การมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมทั้ง OPD และค่ารักษาพยาบาล จึงช่วยให้เราเดินเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลเงินในกระเป๋าตั้งแต่ด่านแรกค่ะ
---------------------
มะเร็งเต้านม ไม่ได้มีแค่แบบเดียว!
มารู้จัก 4 พี่น้องตระกูลมะเร็ง ที่ค่ารักษาต่างกันลิบลับ
หลายคนตกใจพอรู้ว่าเป็นมะเร็ง
แต่สิ่งแรกที่หมอจะดูหลังจากได้ผลชิ้นเนื้อ
ไม่ใช่แค่ว่าเป็นระยะไหน แต่คือคำถามที่ว่า
"เป็นชนิดไหน?" ค่ะ
จากข้อมูลที่มุกไปเรียนเจาะลึกกับ
พญ.จอมธนา ศิริไพบูลย์ อาจารย์แพทย์ด้านมะเร็ง ทำให้ทราบว่า มะเร็งเต้านมแบ่งตามลักษณะนิสัยได้หลักๆ
4 แบบ ซึ่งส่งผลต่อ แผนการรักษา และ ค่าใช้จ่าย โดยตรงค่ะ
1. กลุ่มนางเอก (Luminal A) 😇
เป็นกลุ่มที่เจอบ่อยที่สุดและ "ใจดีที่สุด"
ในบรรดามะเร็งค่ะ เซลล์โตช้า ตอบสนองดีต่อยาต้านฮอร์โมน
(กินยาเป็นหลัก) บางเคสอาจไม่ต้องเจ็บตัวทำคีโมเลยด้วยซ้ำ
2. กลุ่มนางร้ายสายเหวี่ยง (Luminal 😎 😤
คล้ายกลุ่มแรกแต่นิสัยดุกว่า โตไวกว่า
การรักษาจึงมักต้องจัดเต็มขึ้น อาจต้องโดนทั้งคีโมและยาต้านฮอร์โมน
3. กลุ่มไฮโซ (HER2 Positive) 💎💸
กลุ่มนี้เซลล์มะเร็งมีโปรตีนตัวกระตุ้นให้โตไวและลุกลามเร็ว!
แต่ข่าวดีคือ มียาแก้ทางเฉพาะที่เรียกว่า "ยาพุ่งเป้า" (Targeted Therapy) ที่จัดการมันได้อยู่หมัด แต่ข่าวร้ายคือ... ค่ายาแพงระยับค่ะ
(สมชื่อกลุ่มไฮโซ) เพราะยาพุ่งเป้าเข็มหนึ่งราคาหลักหมื่นถึงหลักแสน
และต้องให้ต่อเนื่องจนครบคอร์ส ค่ารักษาทะลุหลักล้านได้ง่ายๆ เลยค่ะ
4. กลุ่มอินดี้ (Triple Negative) 😈 กลุ่มนี้คือ
"ดุที่สุดและเอาใจยากที่สุด" เพราะไม่ตอบสนองต่อยาฮอร์โมนและยาพุ่งเป้า HER2 เลย การรักษาหลักคือ คีโมยาน้ำแดง/น้ำขาว หรือเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่าง ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งค่าใช้จ่ายสูงมากเช่นกัน
💡 สรุปในมุมสายการพยาบาลและตัวแทน
: เราเลือกไม่ได้หรอกค่ะว่าถ้าแจ็คพอตแตก เราจะเจอชนิดไหน ถ้าโชคดีเจอ "กลุ่มนางเอก" ค่ารักษาก็เบาใจหน่อย แต่ถ้าเจอ "กลุ่มไฮโซ" หรือ "กลุ่มอินดี้" ขึ้นมา วงเงินค่ารักษาหลักล้าน คือสิ่งที่ช่วยชีวิตเราได้จริงๆ ค่ะ
เช็กกรมธรรม์ของคุณวันนี้ ว่าวงเงินเหมาจ่ายที่มี "ครอบคลุมค่ายาพุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัด" หรือยัง? ถ้าไม่แน่ใจ ส่งมาให้มุกช่วยดูได้เลยนะคะ
---------------------
เจาะลึก มะเร็งเต้านม
: ศัพท์แพทย์ที่ควรรู้ และแผนการรักษาฉบับเข้าใจง่าย
จากที่มุกได้ไปอัปเดตความรู้กับ
(อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา) มุกสรุปประเด็นสำคัญที่คนไข้และญาติมักสับสน มาฝากค่ะ
1. ระยะของโรค (Staging) แบ่งง่ายๆ ดังนี้ค่ะ ระยะ 0 (Pre-cancer)
: เซลล์ผิดปกติยังอยู่ในท่อ ไม่กระจาย (หายขาดสูงมาก)
ระยะ 1-2 (Early Stage): ก้อนยังไม่ใหญ่มาก อาจลามไปต่อมน้ำเหลืองใกล้ๆ เล็กน้อย ระยะ 3 (Locally Advanced)
: ก้อนใหญ่ ลามไปต่อมน้ำเหลืองเยอะ หรือติดผนังหน้าอก ระยะ 4 (Metastatic): แพร่กระจายไปอวัยวะอื่น เช่น ปอด ตับ กระดูก หรือสมอง
2. ศัพท์เทคนิคที่หมอมักพูดถึง (รู้ไว้ไม่งง)
Neoadjuvant (นีโอ-แอด-จู-แวนท์)
: คือการให้ยา (คีโม/พุ่งเป้า) ก่อนผ่าตัด เพื่อให้ก้อนยุบลง ผ่าตัดง่ายขึ้น หรือช่วยให้ไม่ต้องตัดเต้านมทิ้งทั้งเต้า
Adjuvant (แอด-จู-แวนท์)
: คือการให้ยา หลังผ่าตัด เพื่อตามเก็บกวาดเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลือ ไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
3. ยารักษาตัวเก่ง (ที่มาพร้อมค่าใช้จ่าย)
นอกจาคีโมน้ำแดง/น้ำขาว ยังมียากลุ่มพิเศษ
เช่น ยาต้าน CDK4/6
: เป็นยาพุ่งเป้าชนิดกิน สำหรับกลุ่มที่ตัวรับฮอร์โมนเป็นบวก
ช่วยหยุดวงจรการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง มักใช้ในระยะแพร่กระจาย
(ราคาสูงมากและต้องทานต่อเนื่อง )
4. เรื่องของยีน BRCA (พันธุกรรม)คือยีนที่ทำหน้าที่ซ่อมแซม DNA
ถ้าใครมีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 จะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมและรังไข่สูงกว่าคนทั่วไปมาก
(แบบเคสของคุณแองเจลิน่า โจลี่) ใครควรตรวจยีนนี้?
ผู้ที่ป่วยมะเร็งเต้านมอายุน้อยกว่า 45 ปี มีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งรังไข่ หลายคน ผู้ชายที่เป็นมะเร็งเต้านม
5. การดูแลสำหรับผู้มียีน BRCA กลายพันธุ์ High Risk Surveillance
: ต้องตรวจคัดกรองถี่กว่าคนทั่วไป เช่น ทำ MRI เต้านมตั้งแต่อายุน้อย
(25 ปีขึ้นไป) สลับกับ Mammogram Risk Reduction Surgery
: บางรายอาจพิจารณาผ่าตัดเต้านมหรือรังไข่ออกเพื่อป้องกัน (Prophylactic Surgery)
6. ใครบ้างที่ควรเริ่มคัดกรองมะเร็งเต้านม?
ผู้หญิงทั่วไป
: อายุ 40 ปีขึ้นไป ควรทำ Mammogram + Ultrasound ปีละ 1 ครั้ง
กลุ่มเสี่ยงสูง
: ควรเริ่มเร็วกว่านั้นตามคำแนะนำแพทย์
มะเร็งเต้านม รายละเอียดเยอะและซับซ้อน แต่เทคโนโลยีการรักษาไปไกลมากค่ะ สิ่งสำคัญคือ "เจอเร็ว" และ "มีทุนรักษาที่เข้าถึงยาดีๆ"
---------------------