ฟาร์มาชอพ PharmaShop

ฟาร์มาชอพ PharmaShop ให้คำปรึกษาด้านยา และสุขภาพ โดยเภสัชกร

แนวทาง การดูแลอาการเจ็บคอเบื้องต้น
03/02/2026

แนวทาง การดูแลอาการเจ็บคอเบื้องต้น

แนวทางการดูแลอาการเจ็บคอเบื้องต้น: การเลือกใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อส่งเสริมความเข้าใจด้านสุขภาพ ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคล หากมีอาการรุนแรง มีโรคประจำตัว กำลังตั้งครรภ์ ใช้ยาประจำ หรือไม่แน่ใจเรื่องขนาดยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง

ลักษณะทั่วไปของอาการเจ็บคอ
อาการเจ็บคอเป็นอาการที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติ โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ หรือเกิดจากการระคายเคืองของเยื่อบุทางเดินหายใจจากปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ เช่น ควันบุหรี่ อากาศแห้ง หรือฝุ่นละออง ซึ่งในกรณีที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน มักหายได้เองภายในประมาณ 7 วัน ยาที่ใช้ส่วนใหญ่จึงอยู่ในกลุ่ม “ยาบรรเทาอาการ” เพื่อช่วยลดความไม่สบายขณะพักฟื้น

1. ประเมินลักษณะอาการเบื้องต้นก่อนเลือกใช้ยา
ลักษณะที่บ่งชี้ว่าอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส
โดยทั่วไปมักไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ หากมีอาการร่วมดังต่อไปนี้:
* มีน้ำมูก ไอ หรือเสียงแหบ
* ตาแดง หรือมีแผลในช่องปาก
ลักษณะที่อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย (เช่น Streptococcus group A)
ควรระวังในกรณีมีอาการต่อไปนี้:
* เจ็บคอเฉียบพลันและรุนแรง
* มีไข้สูง
* กลืนลำบาก
* คลำได้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอที่โตและเจ็บ
* ทอนซิลแดงบวม และ อาจมีคราบขาว/หนอง (ต้องประเมินร่วมกับอาการอื่น และอาจต้องตรวจยืนยัน)
* มักไม่มีอาการไอ (แต่ไม่ถือเป็นเกณฑ์ตัดสินที่แน่นอน)
ในกรณีที่ไม่สามารถแยกเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้จากอาการเพียงอย่างเดียว อาจจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจแอนติเจนอย่างรวดเร็ว (RADT)

2. ยาที่สามารถใช้บรรเทาอาการเจ็บคอได้เอง (โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์)
A) ยาแก้ปวดและลดไข้ (เลือกใช้เพียงชนิดเดียวก่อน)
พาราเซตามอล (Paracetamol / Acetaminophen)
เป็นยาที่นิยมใช้มากที่สุด เหมาะสำหรับบรรเทาอาการเจ็บคอ ปวดเมื่อย หรือมีไข้ สามารถใช้ได้ในคนส่วนใหญ่ แต่ควรระวังการใช้ยาเกินขนาดหรือซ้ำซ้อนกับยาอื่นที่มีส่วนผสมเดียวกัน

ขนาดยาทั่วไป:
* ในผู้ใหญ่:
ใช้ครั้งละ 500 มิลลิกรัม ถึง 1 กรัม เว้นระยะห่างอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
ไม่ควรเกิน 4 กรัมต่อวัน* (เช่น 500 มก. 8 เม็ด หรือ 1 กรัม 4 เม็ด/วัน)
* ในเด็ก/วัยรุ่น:
ควรคำนวณตามน้ำหนักตัว โดยใช้ 10–15 มก./กก./ครั้ง ทุก 4–6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ
ไม่เกิน 4 ครั้งต่อวัน และเว้นห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพื่อความปลอดภัยในการคำนวณขนาดยา

ข้อควรระวังสำคัญ:
* ห้ามใช้ยาเกินขนาด เพราะอาจก่อให้เกิดพิษต่อตับ
* อ่านฉลากยาอย่างละเอียดทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับพาราเซตามอลซ้ำซ้อนจากยาร่วมสูตรอื่น เช่น ยาแก้หวัดชนิดรวม
* หากมีประวัติโรคตับ หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา
หากผู้ป่วยมีอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3–5 วัน หรือมีอาการรุนแรง ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมโดยบุคลากรทางการแพทย์เพื่อวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ทางเลือกในการบรรเทาอาการเจ็บคอ: การใช้ยาไอบูโพรเฟนและยาบรรเทาเฉพาะที่
ในการดูแลอาการเจ็บคอในเบื้องต้น ยานอกจากพาราเซตามอลที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างแพร่หลายคือ ไอบูโพรเฟน ซึ่งเป็นยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) รวมถึงยาบรรเทาอาการเฉพาะที่ในช่องปากและลำคอ ซึ่งสามารถใช้ร่วมเพื่อช่วยลดอาการไม่สบายในช่วงที่ร่างกายกำลังฟื้นตัวจากการติดเชื้อหรือการอักเสบ

A) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)
คุณสมบัติ
ไอบูโพรเฟนจัดอยู่ในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ออกฤทธิ์ลดอาการปวด บวม และการอักเสบ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บคอร่วมกับภาวะอักเสบ หรือมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อย่างไรก็ตาม การใช้ยานี้ต้องระมัดระวังมากกว่าพาราเซตามอล เนื่องจากมีข้อห้ามใช้ในหลายกรณี
ขนาดยาทั่วไป:
* ผู้ใหญ่ (ยาเม็ดขนาด 200 มิลลิกรัม):
ใช้ครั้งละ 1–2 เม็ด (200–400 มก.) ทุก 4–6 ชั่วโมง ตามความจำเป็น
*ไม่ควรใช้เกิน 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน
* วัยรุ่นอายุ 12–17 ปี:
ขนาดแนะนำคือ 200–400 มก./ครั้ง วันละไม่เกิน 3 ครั้ง (ตามแนวทางที่ใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศ)
* เด็กอายุ 6 เดือน–12 ปี:
ควรคำนวณตามน้ำหนักตัว โดยใช้ขนาด 5–10 มก./กก./ครั้ง ทุก 6–8 ชั่วโมง ไม่เกิน 4 ครั้งต่อวัน ควรอิงจากฉลากผลิตภัณฑ์หรือคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์

วิธีการใช้เพื่อความปลอดภัย:
* ควรรับประทานพร้อมอาหารหรือนม เพื่อลดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร
* ไม่ควรใช้ต่อเนื่องนานโดยไม่ปรึกษาแพทย์/เภสัชกร — ถ้าใช้เพื่อ อาการปวด ไม่ควรเกิน 10 วัน, ถ้าใช้เพื่อ ลดไข้ ไม่ควรเกิน 3 วัน (ยกเว้นแพทย์สั่ง)
* หลีกเลี่ยงการใช้ในกรณีที่มีข้อห้ามใช้หรือมีความเสี่ยงสูงต่อผลข้างเคียง

ข้อควรระวังและข้อห้ามที่พบได้บ่อย:
* ประวัติแพ้ยากลุ่ม NSAIDs หรือแอสไพริน
* ภาวะหอบหืดที่กระตุ้นด้วยยา
* เคยมีแผลในกระเพาะอาหาร หรือมีประวัติตกเลือดในระบบทางเดินอาหาร
* โรคตับหรือโรคไตระยะรุนแรง
* ภาวะขาดน้ำอย่างมีนัยสำคัญ
* หญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะช่วงไตรมาสสุดท้าย
* กรณีสงสัยภาวะไข้เลือดออก ควรหลีกเลี่ยงการใช้
หากไม่แน่ใจว่าตนเองมีข้อห้ามในการใช้ยานี้หรือไม่ การเลือกใช้พาราเซตามอลเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับประชาชนทั่วไป

B) ยาบรรเทาอาการเฉพาะที่ในลำคอ
กลุ่มยาอมและสเปรย์พ่นคอ
การใช้ยาเฉพาะที่ เช่น ยาอม/สเปรย์บางชนิดมีส่วนผสมช่วยลดระคาย/ทำให้ชุ่มคอ/ชาเฉพาะที่ ช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว หรือสารต้านการอักเสบ อาจช่วยลดอาการระคายเคืองหรือเจ็บคอได้ชั่วคราว โดยช่วยให้รู้สึกสบายคอและสามารถกลืนอาหารหรือพักผ่อนได้ดีขึ้น
คำแนะนำในการใช้:
* ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรใช้เกินความจำเป็น
* บางแหล่งข้อมูลชี้ว่า สเปรย์พ่นคอชนิดยาชาให้ผลในระดับที่จำกัด หากใช้ร่วมกับยาบรรเทาอาการอื่นอาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ในระยะสั้น
ข้อควรระวังในเด็กเล็ก:
* หลีกเลี่ยงการให้ยาอม หรือลูกอมที่อาจก่อให้เกิดการสำลัก โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถควบคุมการกลืนได้ดี
* เด็กอายุน้อยมากไม่ควรใช้ยาอมหรือสเปรย์พ่นคอหากไม่อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ใหญ่หรือบุคลากรทางการแพทย์
ในภาพรวม การใช้ยาบรรเทาอาการทั้งแบบรับประทานและเฉพาะที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้นขณะพักฟื้น อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ดีขึ้นใน 3–5 วัน หรือมีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง เจ็บคอมาก กลืนลำบาก หรือมีภาวะแทรกซ้อน ควรเข้ารับการประเมินโดยบุคลากรทางการแพทย์ทันที

การใช้ยาปฏิชีวนะในผู้ที่มีอาการเจ็บคอ: จำเป็นหรือไม่?
อาการเจ็บคอเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้น อย่างไรก็ตาม การใช้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยเจ็บคอไม่ใช่ข้อบ่งใช้ทั่วไป เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่สามารถกำจัดได้ และไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นเร็วขึ้น

กรณีที่ “อาจต้องใช้” ยาปฏิชีวนะ
การพิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะมีความเหมาะสม เฉพาะกรณีที่สงสัยหรือยืนยันว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus กลุ่มเอ (Group A Streptococcus หรือ GAS) ซึ่งเป็นสาเหตุของ Streptococcal pharyngitis หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “strep throat”

การวินิจฉัยมักอาศัยการตรวจเพิ่มเติม เช่น
* การทดสอบอย่างรวดเร็ว (Rapid Antigen Detection Test: RADT)
* การเพาะเชื้อจากคอ
ในเด็กอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป หากผลตรวจอย่างรวดเร็วเป็นลบ มักมีคำแนะนำให้เพาะเชื้อซ้ำเพื่อยืนยันก่อนเริ่มยา
หากวินิจฉัยได้ว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียจริง ยาปฏิชีวนะที่แนะนำโดยทั่วไป ได้แก่ เพนิซิลลิน หรือ อะม็อกซีซิลลิน ซึ่งต้องได้รับการสั่งจ่ายโดยแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขที่ได้รับอนุญาต

เหตุผลที่ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง
การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่ผ่านการประเมินจากแพทย์ อาจนำไปสู่ความเสี่ยงดังต่อไปนี้:
* ยาอาจไม่ได้ผล เพราะไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
* เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียง เช่น ภูมิแพ้หรืออาการไม่พึงประสงค์
* ก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาในระดับสาธารณสุข

การดูแลตนเองร่วมกับการใช้ยา
แนวทางการดูแลตนเองสามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้อย่างมีประสิทธิภาพในหลายราย โดยมีวิธีที่แนะนำดังนี้:
* กลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่น (ห้ามใช้ในเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถบ้วนปากได้อย่างปลอดภัย)
* ดื่มน้ำมาก ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ
* เลี่ยงควันบุหรี่และมลภาวะในอากาศ
* ดื่มน้ำอุ่น ซุป หรือเครื่องดื่มผสมน้ำผึ้ง (ห้ามใช้น้ำผึ้งในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี)
* ใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ เพื่อลดการระคายเคืองบริเวณลำคอ

ข้อบ่งชี้ในการพบแพทย์หรือเข้ารับการรักษาโดยเร่งด่วน
ควรไปพบแพทย์หรือหน่วยฉุกเฉินทันทีหากมีอาการต่อไปนี้:
* หายใจลำบาก
* กลืนไม่ได้หรือมีน้ำลายไหลเพราะกลืนไม่ได้
* มีเสียงผิดปกติขณะหายใจ เช่น เสียงหวีดหรือเสียงแหลม
* อาการรุนแรงและทรุดลงอย่างรวดเร็ว

ควรพบแพทย์ในเร็ว ๆ นี้ หากมีอาการต่อไปนี้:
* เจ็บคอต่อเนื่องและไม่ดีขึ้นภายใน 7 วัน
* ไข้สูง ร่วมกับผื่น หรือก้อนบริเวณลำคอ
* เสียงแหบเรื้อรังนานกว่า 2 สัปดาห์
* เด็กเล็กมาก หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคประจำตัว

สรุป: หากมีอาการเจ็บคอ “ควรเริ่มดูแลตนเองอย่างไร?”
* ยาแรกที่มักแนะนำ: พาราเซตามอล เพื่อบรรเทาปวดและลดไข้ (ต้องระวังไม่ให้ใช้เกินขนาด และหลีกเลี่ยงการรับประทานซ้ำซ้อนจากยาอื่น)
* หากไม่มีข้อห้าม: ไอบูโพรเฟน อาจใช้เพิ่มเติมได้ โดยต้องระวังในผู้มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ไต หญิงตั้งครรภ์ หรือในผู้ที่สงสัยไข้เลือดออก
* ใช้ร่วมกับ: ยาอม สเปรย์พ่นคอ น้ำอุ่น พักผ่อน น้ำเกลือกลั้วคอ
* หลีกเลี่ยงการซื้อยาปฏิชีวนะ มารับประทานเอง
→ ให้ใช้เมื่อได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น

29/01/2026

ประกาศแจ้งผู้รับบริการ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเข้ารับบริการ ท่านสามารถใช้สิทธิ(บัตรทอง 30 บาท) ได้ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป

25/01/2026

ประกาศข่าวดี
ช่วงนี้สามารถใช้สิทธิ์ได้ตลอดทั้งวันแล้วครับ

เรื่องของ ยาเมทฟอร์มิน ยาเบาหวาน ยาลดน้ำตาล
21/01/2026

เรื่องของ ยาเมทฟอร์มิน ยาเบาหวาน ยาลดน้ำตาล

Metformin: ยาเบาหวานที่ไม่ได้มีดีแค่ลดน้ำตาล

Metformin เป็นยารับประทานที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในการรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 โดยทั่วไปผู้คนมักรู้จักในฐานะยาที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยานี้มีจุดเด่นหลายประการที่ส่งผลให้ถูกใช้อย่างต่อเนื่องทั่วโลกมายาวนาน
หนึ่งในจุดแข็งของ Metformin ได้แก่ ความปลอดภัยที่ดีในภาพรวม ราคาที่เข้าถึงได้ง่าย และโอกาสเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycaemia) ค่อนข้างต่ำ เมื่อใช้เพียงลำพัง ไม่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และในบางรายอาจมีน้ำหนักลดเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในการชะลอหรือป้องกันการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ในผู้ที่มีภาวะเสี่ยงสูง และบางกรณีอาจถูกนำมาใช้ในภาวะอื่น เช่น กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์

Metformin คืออะไร และใช้กับใครบ้าง
โดยทั่วไป Metformin มีข้อบ่งใช้หลักในการ:
* รักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 diabetes) ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายมีปัญหาในการใช้งานอินซูลิน หรือผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น (hyperglycaemia)
* รักษาเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational diabetes) ในบางกรณีที่เหมาะสม โดยต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
* ป้องกันหรือชะลอการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่มีภาวะ prediabetes ร่วมกับภาวะอ้วนหรือประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน

แนวทางเวชปฏิบัติในหลายประเทศยังคงให้ Metformin เป็นยาหลัก
ในผู้ใหญ่ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 หลายแนวทางแนะนำให้เริ่มต้นด้วย Metformin โดยเฉพาะในรูปแบบออกฤทธิ์มาตรฐาน (standard-release) และปรับขนาดยาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อช่วยลดผลข้างเคียงทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้หรือท้องเสีย
แนวทางเวชปฏิบัติของหลายประเทศ รวมถึงแนวทางในสหราชอาณาจักร (NICE) ยังคงแนะนำให้ใช้ Metformin เป็นยาบรรทัดแรก เนื่องจากความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และต้นทุนที่เหมาะสม

Metformin ลดน้ำตาลอย่างไร
Metformin ไม่ได้ออกฤทธิ์โดยตรงผ่านการกระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนเป็นหลักเหมือนกับยาบางกลุ่ม แต่มีกลไกเด่นที่ทำงานในระดับเมตาบอลิซึม ดังนี้:
* ลดการสร้างกลูโคสจากตับ (hepatic glucose production): ถือเป็นกลไกหลักของยา
* เพิ่มความไวของร่างกายต่ออินซูลิน (insulin sensitivity): ทำให้กลูโคสเข้าสู่เซลล์ได้ดีขึ้น
* บทบาทต่อระบบทางเดินอาหาร: มีการพบว่า metformin สามารถสะสมในลำไส้ และอาจส่งผลต่อการเผาผลาญ ฮอร์โมนในระบบทางเดินอาหาร และสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งกำลังเป็นพื้นที่วิจัยที่มีความน่าสนใจ

ไม่ได้มีดีแค่ลดน้ำตาล – ประโยชน์เสริมที่ควรรู้
✅ 1) โอกาสเกิด “น้ำตาลต่ำ” ค่อนข้างน้อย
Metformin ไม่ค่อยทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำ (hypoglycaemia) เมื่อนำมาใช้เดี่ยว ๆ อย่างไรก็ตาม หากใช้ร่วมกับยากลุ่มอื่น เช่น อินซูลิน หรือซัลโฟนิลยูเรีย ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น จึงควรอยู่ภายใต้การปรับยาของแพทย์

✅ 2) ไม่เพิ่มน้ำหนัก และอาจช่วยลดได้เล็กน้อย
Metformin ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม และในบางรายอาจมีน้ำหนักลดลงเล็กน้อย ซึ่งเป็นประโยชน์โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน

✅ 3) อาจมีผลดีต่อระดับไขมัน
มีข้อมูลที่สนับสนุนว่า metformin สามารถช่วยให้ระดับไขมันบางชนิดอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในผู้ที่มีไขมันผิดปกติร่วมกับเบาหวาน

✅ 4) อาจช่วยป้องกันเบาหวานในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
จากการศึกษาระยะยาวในผู้ที่มีภาวะ prediabetes การใช้ metformin สามารถช่วยชะลอการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ โดยให้ผลดีในบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่มีอายุน้อยกว่าหรือมีภาวะอ้วนร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม การใช้ metformin เพื่อการป้องกัน ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์อย่างรอบคอบเป็นรายบุคคล

✅ 5) มีข้อมูลเกี่ยวกับผลต่อหัวใจและหลอดเลือด
ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่เพิ่งเริ่มรักษาและมีน้ำหนักเกิน Metformin อาจช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือด และลดอัตราการเสียชีวิตในบางการศึกษา
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าผลนี้เกิดขึ้นในทุกกลุ่มผู้ป่วย และในปัจจุบัน แพทย์มักพิจารณาใช้ยากลุ่มอื่นร่วมด้วยหากผู้ป่วยมีโรคหัวใจหรือโรคไตร่วม

✅ 6) อาจนำมาใช้ในภาวะ PCOS ได้ในบางกรณี
แม้ไม่ใช่ข้อบ่งใช้หลักในหลายประเทศ แต่ metformin ถูกใช้ในผู้หญิงที่มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) เพื่อช่วยปรับรอบเดือน และสนับสนุนการตกไข่ โดยอาจมีผลผ่านการลดระดับอินซูลินในร่างกาย
อย่างไรก็ตาม การใช้ในลักษณะนี้ต้องอยู่ภายใต้ดุลยพินิจและการติดตามของแพทย์ ไม่ควรใช้เองเพื่อหวังผลด้านฮอร์โมน

✅ 7) มีงานวิจัยต่อยอดในหลายด้าน
Metformin กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาถึงบทบาทในโรคอื่น เช่น มะเร็งบางชนิด และการชะลอความเสื่อมตามวัย แม้ผลเริ่มต้นบางอย่างจะดูน่าสนใจ แต่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเพียงพอให้ใช้ในวัตถุประสงค์เหล่านั้นในประชาชนทั่วไป

บทสรุป
Metformin เป็นยาที่มีบทบาทหลากหลายกว่าที่หลายคนคาดคิด ไม่เพียงควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีเท่านั้น แต่ยังมีจุดเด่นด้านความปลอดภัย น้ำหนักตัว และอาจมีผลดีต่อไขมันหรือภาวะแทรกซ้อนบางชนิด อย่างไรก็ตาม การใช้ยาใด ๆ ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะในกรณีที่พิจารณาใช้เพื่อวัตถุประสงค์นอกเหนือจากการรักษาเบาหวาน

Metformin: เข้าใจผลข้างเคียงและข้อควรระวังสำคัญ
แม้ว่า Metformin จะเป็นยาลดน้ำตาลที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย มีประวัติความปลอดภัยที่ดีและได้รับแนะนำเป็นยาหลักในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ในทางปฏิบัติ อาจพบผลข้างเคียงได้ โดยเฉพาะในช่วงเริ่มใช้ยา ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร

ทำไมหลายคน “ท้องไส้ปั่นป่วน” เมื่อเริ่ม Metformin
อาการทางเดินอาหาร ถือเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่:
* ท้องเสีย
* คลื่นไส้ อาเจียน
* ท้องอืด แน่นท้อง ไม่สบายท้อง
บางรายอาจมีอาการมากจนต้องหยุดยา โดยเฉพาะหากเริ่มด้วยขนาดยาที่สูงเกินไปตั้งแต่แรก

แนวทางการใช้ยาในหลายประเทศ เช่น NICE (สหราชอาณาจักร) แนะนำให้:
* เริ่มขนาดต่ำ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขนาดยาเป็นรายสัปดาห์
* หากมีอาการกับสูตรมาตรฐาน ควรพิจารณาเปลี่ยนเป็นสูตรออกฤทธิ์นาน (modified-release) ซึ่งอาจช่วยลดปัญหาทางเดินอาหารได้ในบางราย

ข้อควรระวังสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยของ Metformin
แม้ผลข้างเคียงส่วนใหญ่มักไม่รุนแรง แต่มีประเด็นบางอย่างที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ:

⚠️ 1) การทำงานของไตต้องตรวจเสมอ
* Metformin ถูกขับออกทางไต หากไตทำงานบกพร่อง อาจทำให้ยาสะสมและเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้
* ห้ามใช้ หากค่า eGFR < 30 mL/min/1.73m²
* ไม่แนะนำเริ่มยา หาก eGFR อยู่ในช่วง 30–45
* ควรประเมินการทำงานของไต ก่อนเริ่มยา และติดตามต่อเนื่องเป็นระยะ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัว

⚠️ 2) ภาวะกรดแลคติก (Lactic acidosis)
แม้พบได้น้อยมาก แต่เป็นภาวะที่อาจรุนแรง และมีรายงานในผู้ที่มีไตเสื่อมมาก หรือมีภาวะพร่องออกซิเจน เช่น ติดเชื้อรุนแรง หัวใจล้มเหลว ตับวาย
สำหรับประชาชน: หากป่วยหนัก มีอาการอ่อนเพลียผิดปกติ หายใจหอบมาก หรือขาดน้ำ ควรรีบพบแพทย์และแจ้งว่าใช้ metformin อยู่ ห้ามหยุดยาเองเว้นแต่ได้รับคำแนะนำเฉพาะ

⚠️ 3) ภาวะวิตามินบี12 ต่ำ เมื่อใช้ระยะยาว
* การใช้ metformin ต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจลดระดับวิตามินบี12 ได้ โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ขนาดสูงหรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วม
* อาจแสดงอาการทางระบบประสาท เช่น ชา ปลายมือปลายเท้า เหนื่อยง่าย หรือปากลิ้นผิดปกติ
* ควรพิจารณาตรวจระดับวิตามินบี12 เป็นระยะในกลุ่มที่มีความเสี่ยง หรือมีอาการเข้าข่าย

⚠️ 4) การฉีดสารทึบรังสี (เช่น การตรวจ CT)
* ควรแจ้งแพทย์/รังสีแพทย์/พยาบาลเสมอ ว่ากำลังใช้ metformin หากต้องเข้ารับการตรวจที่ใช้สารทึบรังสี เช่น CT ที่ใช้สารทึบแสงไอโอดีน
* แนวทางแนะนำให้ หยุดยา metformin ชั่วคราวในบางกรณี โดยเฉพาะหากมีไตเสื่อม หรือฉีดผ่านหลอดเลือดแดง
* การกลับมาใช้ยา ควรรอจนกว่าจะประเมินการทำงานของไตได้ชัดเจนภายหลังจากการตรวจ

สรุป
Metformin เป็นยาที่มีประสิทธิภาพดีและใช้กันอย่างกว้างขวาง แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อไตเสื่อม ภาวะขาดน้ำ หรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง การเริ่มยาค่อยเป็นค่อยไป การติดตามผลข้างเคียง และการสื่อสารกับทีมแพทย์เมื่อมีการตรวจหรือใช้ยาอื่นร่วมกัน เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การใช้ยา Metformin ปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด

วิธีลงทะเบียนจองโควตา จาก LINE สปสช
17/01/2026

วิธีลงทะเบียนจองโควตา จาก LINE สปสช

การรับประทานวิตามินซี 1000 มิลลิกรัม มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง? และขนาดไหนถึงจะเหมาะสม
17/01/2026

การรับประทานวิตามินซี 1000 มิลลิกรัม มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง? และขนาดไหนถึงจะเหมาะสม

การรับประทานวิตามินซีขนาด 1,000 มิลลิกรัมเป็นประจำทุกวัน: พิจารณาประโยชน์และความเสี่ยง

วิตามินซี (Vitamin C) ขนาด 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน: ความสำคัญและข้อควรพิจารณา
วิตามินซี (Vitamin C หรือ L‑ascorbic acid) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หน้าที่สำคัญของวิตามินซี ได้แก่ การสร้างคอลลาเจนซึ่งเกี่ยวข้องกับผิวหนัง เอ็น หลอดเลือด และกระบวนการสมานแผล การทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ การสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และการช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กชนิด non‑heme ซึ่งพบในอาหารที่มาจากพืช

สำหรับคำถามที่พบบ่อยว่า “หากรับประทานวิตามินซีขนาด 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน จะมีความจำเป็นหรือคุ้มค่าหรือไม่”
คำตอบในเชิงการแพทย์คือ คนทั่วไปที่มีสุขภาพดีและรับประทานอาหารได้หลากหลาย ไม่จำเป็นต้องได้รับวิตามินซีในขนาดดังกล่าวเป็นประจำทุกวัน อย่างไรก็ตาม ขนาดนี้ยังถือว่ามีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง หากใช้ในบุคคลที่ไม่มีข้อห้ามและไม่มีปัญหาทางสุขภาพที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ การใช้ในขนาดสูงอย่างต่อเนื่องควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอาจมีความเสี่ยงบางประการ เช่น
* ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร
* ความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต โดยเฉพาะในบางกลุ่ม เช่น เพศชาย หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงทางไต
* กรณีมีโรคประจำตัวบางชนิด หรือใช้ยาบางกลุ่ม ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้

ความต้องการวิตามินซีในแต่ละวัน และข้อพิจารณาด้านปริมาณ
ปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสามารถประเมินได้จาก 2 ค่าอ้างอิงหลัก ได้แก่
* RDA (Recommended Dietary Allowance): ปริมาณที่แนะนำต่อวันสำหรับบุคคลที่มีสุขภาพดี
* UL (Tolerable Upper Intake Level): ขีดจำกัดสูงสุดที่คาดว่า “ไม่น่าก่อให้เกิดอันตราย” หากบริโภคต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

RDA สำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่
* อายุ 14–18 ปี
– เพศชาย: 75 มิลลิกรัมต่อวัน
– เพศหญิง: 65 มิลลิกรัมต่อวัน
* อายุ 19 ปีขึ้นไป
– เพศชาย: 90 มิลลิกรัมต่อวัน
– เพศหญิง: 75 มิลลิกรัมต่อวัน
* ผู้ที่สูบบุหรี่: ควรได้รับเพิ่มขึ้นประมาณ 35 มิลลิกรัมต่อวันจากค่า RDA

UL ตามช่วงอายุ
* อายุ 9–13 ปี: 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน
* อายุ 14–18 ปี: 1,800 มิลลิกรัมต่อวัน
* อายุ 19 ปีขึ้นไป: 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน

ข้อสังเกตเมื่อรับประทานวิตามินซีขนาด 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
การรับประทานวิตามินซีในขนาด 1,000 มิลลิกรัมต่อวันถือว่า
* สูงกว่าค่า RDA หลายเท่าตัว
* ยังอยู่ในช่วงที่ต่ำกว่า UL สำหรับผู้ที่มีอายุ 14 ปีขึ้นไป
* แต่ใกล้เคียงกับค่า UL สำหรับเด็กอายุ 9–13 ปี (1,000 มิลลิกรัม ใกล้เคียงกับ UL ที่ 1,200 มิลลิกรัม)
ดังนั้น การใช้ในขนาดนี้ ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อหรือโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในเด็กหรือกลุ่มที่ไม่มีข้อบ่งชี้เฉพาะ

การใช้วิตามินซีขนาด 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน: ข้อจำกัดด้านการดูดซึมและการประเมินความคุ้มค่า

ประสิทธิภาพของการดูดซึม: ยิ่งสูงไม่ได้แปลว่ายิ่งได้ประโยชน์
ร่างกายมีกลไกควบคุมระดับวิตามินซีในเลือดและเนื้อเยื่ออย่างเข้มงวด โดยทั่วไปพบว่า
* เมื่อรับประทานในขนาดระดับกลาง (ประมาณ 30–180 มิลลิกรัมต่อวัน) การดูดซึมจะอยู่ที่ประมาณ 70–90%
* แต่เมื่อขนาดรับประทานสูงกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน อัตราการดูดซึมจะลดลงเหลือต่ำกว่า 50%
* ปริมาณที่ดูดซึมได้บางส่วนจะถูกขับออกทางปัสสาวะ
ดังนั้น การเพิ่มปริมาณวิตามินซีที่รับประทานไม่ได้แปลว่าร่างกายจะสามารถใช้ได้มากขึ้นตามสัดส่วน เพราะระบบดูดซึมและการขับถ่ายของร่างกายมีข้อจำกัดเชิงสรีรวิทยา

ประโยชน์ที่อาจได้รับจากวิตามินซี 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
1) การป้องกันหรือแก้ภาวะขาดวิตามินซี
ภาวะขาดวิตามินซีรุนแรง (scurvy) แม้พบได้น้อยในประเทศที่มีอาหารเพียงพอ แต่ยังอาจเกิดในผู้ที่รับประทานอาหารซ้ำซาก ไม่ค่อยบริโภคผักผลไม้ หรือมีปัญหาในการดูดซึมหรือมีโรคเรื้อรังบางชนิด กลุ่มที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูบบุหรี่ ผู้ที่รับควันบุหรี่ คนที่รับประทานอาหารไม่หลากหลาย หรือผู้ที่มีภาวะดูดซึมผิดปกติ
ทั้งนี้ หากวัตถุประสงค์คือการป้องกันการขาดวิตามินซี การได้รับเพียงระดับ RDA ก็เพียงพอในคนทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องใช้ถึง 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน

2) การเสริมกระบวนการสร้างคอลลาเจนและการสมานแผล
วิตามินซีมีบทบาทสำคัญในการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและการสมานแผล อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า การได้รับวิตามินซีขนาดสูงเป็นประจำทุกวันในคนที่ไม่ได้ขาด จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในชีวิตประจำวัน โดยปัจจัยอื่น เช่น ภาวะโภชนาการโดยรวม การได้รับโปรตีน พักผ่อน และการดูแลแผลอย่างเหมาะสม มีผลมากกว่าต่อกระบวนการฟื้นตัว

3) การลดระยะเวลาการเป็นหวัด
ข้อมูลจากการศึกษาขนาดใหญ่พบว่า
* การรับประทานวิตามินซีเป็นประจำไม่สามารถลดโอกาสเกิดหวัดในคนทั่วไปได้อย่างชัดเจน
* อย่างไรก็ตาม อาจช่วยลดระยะเวลาของอาการหวัดลงได้เล็กน้อย โดยเฉลี่ยประมาณ 8% ในผู้ใหญ่ และ 14% ในเด็ก
* ในกลุ่มเฉพาะที่มีความเครียดทางกายภาพสูง เช่น นักกีฬา ทหาร หรือผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่หนาวจัด วิตามินซีอาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดหวัดได้มากขึ้น
สรุปคือ วิตามินซีในขนาด 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ไม่สามารถป้องกันหวัดได้โดยตรงในคนทั่วไป แต่ในบางรายอาจมีความรู้สึกว่าอาการหวัดสั้นลงเล็กน้อย ซึ่งผลลัพธ์นี้อาจไม่สม่ำเสมอในทุกคน

4) การป้องกันโรคหัวใจและมะเร็ง
มีข้อสรุปจากหลายแหล่งว่า การบริโภคผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและมะเร็งที่ลดลง อย่างไรก็ตาม การใช้วิตามินซีในรูปแบบอาหารเสริม ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังเหล่านี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ความเสี่ยงและผลข้างเคียงจากการรับประทานวิตามินซีขนาด 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
การใช้วิตามินซีในขนาดสูงอย่างต่อเนื่องอาจก่อให้เกิดผลไม่พึงประสงค์ได้ในบางกลุ่ม โดยเฉพาะเมื่อใช้เป็นประจำทุกวันโดยไม่มีข้อบ่งชี้เฉพาะทางคลินิก ความเสี่ยงที่ควรพิจารณา ได้แก่

1. อาการไม่พึงประสงค์ทางระบบทางเดินอาหาร
เป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยที่สุดจากการใช้วิตามินซีในขนาดสูง โดยอาจเกิดอาการ เช่น
– ปวดท้อง
– แสบท้อง
– คลื่นไส้
– ถ่ายเหลว ท้องเสีย
– ท้องอืด หรือเป็นตะคริวในช่องท้อง
กลไกหนึ่งที่เกี่ยวข้องคือ วิตามินซีส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมในลำไส้มีฤทธิ์เพิ่มแรงดึงออสโมติก ทำให้เกิดการเคลื่อนน้ำเข้ามาในทางเดินอาหาร ส่งผลให้เกิดอาการดังกล่าว

2. ความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต
วิตามินซีบางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็นสารออกซาเลต ซึ่งขับออกทางปัสสาวะ และอาจมีบทบาทในการเกิดนิ่วชนิดแคลเซียมออกซาเลต โดยเฉพาะในเพศชาย หรือผู้ที่มีประวัตินิ่วหรือโรคไต

จากการศึกษาหลายฉบับ พบว่า
– ผู้ชายที่รับประทานวิตามินซีขนาดประมาณ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน มีความเสี่ยงนิ่วในไตสูงขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้
– ความสัมพันธ์นี้ยังไม่ชัดเจนในเพศหญิง
ในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้วิตามินซีขนาดสูงต่อเนื่อง

3. ภาวะธาตุเหล็กเกินในผู้ที่มีโรคสะสมธาตุเหล็ก
วิตามินซีมีฤทธิ์เพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กชนิด non‑heme ซึ่งพบในอาหารจากพืช แม้ไม่ใช่ปัญหาในคนทั่วไป แต่ในผู้ป่วยที่มีภาวะสะสมธาตุเหล็ก เช่น hereditary hemochromatosis การได้รับวิตามินซีขนาดสูงอาจเร่งให้ระดับเหล็กในร่างกายสูงขึ้นเร็วกว่าปกติ

4. ปฏิกิริยากับยาและการรักษา
วิตามินซีอาจรบกวนการออกฤทธิ์ของยาหรือการรักษาบางประเภท โดยเฉพาะเมื่อใช้ในขนาดสูงอย่างต่อเนื่อง เช่น
– การรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา
– ยาลดไขมันกลุ่ม statins ร่วมกับ niacin
– ยาที่มีอะลูมิเนียม เช่น ยาลดกรดหรือ phosphate binders ในผู้ป่วยไต
– ยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนเอสโตรเจน: อาจเพิ่มระดับฮอร์โมน
– วาร์ฟาริน (warfarin): อาจลดการตอบสนองต่อยาต้านการแข็งตัวของเลือด
ในผู้ที่ใช้ยาประจำหรืออยู่ระหว่างการรักษา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มวิตามินซีขนาดสูง

5. ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกในผู้ที่มี G6PD deficiency
วิตามินซีในขนาดสูงอาจทำให้เกิด hemolytic anemia ได้ในผู้ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD ซึ่งเป็นภาวะทางพันธุกรรม หากมีประวัติเคยเกิดเม็ดเลือดแดงแตกจากยา อาหาร หรือสารเคมีบางชนิด ควรหลีกเลี่ยงการใช้วิตามินซีขนาดสูงโดยไม่อยู่ในความดูแลของแพทย์

6. ผลต่อการแปลผลทางห้องปฏิบัติการ
วิตามินซีในระดับสูงอาจรบกวนผลการตรวจบางรายการ เช่น
– การตรวจน้ำตาลในเลือด
– การตรวจอุจจาระเพื่อหาเลือดแฝง
ผู้ป่วยควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์หากมีการใช้วิตามินซีในช่วงก่อนเข้ารับการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ

กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง หรือควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้วิตามินซีขนาด 1,000 มิลลิกรัมทุกวัน
แม้ว่าวิตามินซีจะมีระดับความปลอดภัยค่อนข้างสูงในบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพดี แต่ในบางกรณี การใช้ขนาดสูงต่อเนื่อง เช่น 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน อาจไม่เหมาะสม และควรพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะในกลุ่มต่อไปนี้:

1. ผู้ที่มีประวัตินิ่วในไต หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว
– โดยเฉพาะเพศชาย ซึ่งจากข้อมูลการศึกษาพบว่าอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
– ผู้ที่มีระดับออกซาเลตในปัสสาวะสูง หรือมีประวัตินิ่วชนิดแคลเซียมออกซาเลต

2. ผู้ที่มีโรคไตเรื้อรัง หรือมีการทำงานของไตลดลง
– การใช้วิตามินซีในขนาดสูงอาจเพิ่มการสะสมของออกซาเลต
– ในกรณีที่ใช้ยาจับฟอสเฟตที่มีอะลูมิเนียม วิตามินซีอาจเพิ่มการดูดซึมอะลูมิเนียมเข้าสู่ร่างกาย

3. ผู้ที่มีภาวะเหล็กเกินหรือโรคสะสมธาตุเหล็ก (Hereditary Hemochromatosis)
– วิตามินซีส่งเสริมการดูดซึมธาตุเหล็ก non-heme จึงควรหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยเฉพาะในรูปแบบอาหารเสริม

4. ผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา
– เนื่องจากอาจมีผลต่อกลไกของการรักษาบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนใช้วิตามินซีในขนาดสูง

5. ผู้ที่ใช้ยา warfarin หรือยาที่ต้องติดตามผลทางห้องปฏิบัติการอย่างใกล้ชิด
– วิตามินซีอาจรบกวนการออกฤทธิ์ของยาหรือค่าการตรวจบางรายการ

6. ผู้ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD
– การใช้วิตามินซีขนาดสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเม็ดเลือดแดงแตกในผู้ป่วยกลุ่มนี้

7. เด็กอายุ 9–13 ปี
– เนื่องจากขีดจำกัดสูงสุด (UL) สำหรับช่วงอายุดังกล่าวคือ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน การใช้ขนาด 1,000 มิลลิกรัมจึงใกล้ระดับสูงสุดมาก
– เด็กวัยนี้ที่รับประทานอาหารได้หลากหลายมักได้รับวิตามินซีเพียงพอจากอาหารตามปกติอยู่แล้ว

17/01/2026

สำหรับสิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกที่
ตอนนี้เป็นระบบโควตา สามารถใช้สิทธิ์ได้ 2 ช่วง
7.00 และ 17.00 น.
จนกว่าจะหมดโควต้า

12/01/2026

📌 เด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี และ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป

ใช้สิทธิ “30 บาทรักษาทุกที่” ที่ ร้านยา–คลินิกเอกชน (หน่วยบริการนวัตกรรม) ได้เช่นกัน แม้ สแกนใบหน้าไม่ได้ ก็ไม่ต้องกังวล เพราะสามารถ ยืนยันตัวตนผ่าน LINE OA สปสช. ได้

✅ วิธียืนยันตัวตนผ่าน LINE OA สปสช. (LINE ID: )

📱 เมนู “30 บาทรักษาทุกที่”
→ ใช้บริการนวัตกรรม
→ ประชาชน (สิทธิ UC)
→ เลือก สมาชิกในครอบครัว

ระบบจะ ตรวจสอบสิทธิและโควตา และออก QR Code ให้

📌 จากนั้น นำ QR Code ไปยืนยันตัวตนที่หน่วยบริการ ก่อนเข้ารับบริการได้ทันที

☎️ สอบถามเพิ่มเติม สายด่วน สปสช. 1330

#30บาทรักษาทุกที่ #บัตรทอง #สิทธิUC #หน่วยบริการนวัตกรรม #ร้านยาคุณภาพ #คลินิกเอกชน #ยืนยันตัวตนผ่านไลน์ #สปสช1330

12/01/2026
10/01/2026

ที่อยู่

31/128 ม. 1 ถนน เอกชัย, บางขุนเทียน, จอมทอง
Bangkok
10150

เวลาทำการ

จันทร์ 07:00 - 20:00
อังคาร 07:00 - 20:00
พุธ 07:00 - 20:00
พฤหัสบดี 07:00 - 20:00
ศุกร์ 07:00 - 20:00
เสาร์ 07:00 - 20:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ฟาร์มาชอพ PharmaShopผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram