03/02/2026
แนวทาง การดูแลอาการเจ็บคอเบื้องต้น
แนวทางการดูแลอาการเจ็บคอเบื้องต้น: การเลือกใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อส่งเสริมความเข้าใจด้านสุขภาพ ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคล หากมีอาการรุนแรง มีโรคประจำตัว กำลังตั้งครรภ์ ใช้ยาประจำ หรือไม่แน่ใจเรื่องขนาดยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง
ลักษณะทั่วไปของอาการเจ็บคอ
อาการเจ็บคอเป็นอาการที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติ โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ หรือเกิดจากการระคายเคืองของเยื่อบุทางเดินหายใจจากปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ เช่น ควันบุหรี่ อากาศแห้ง หรือฝุ่นละออง ซึ่งในกรณีที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน มักหายได้เองภายในประมาณ 7 วัน ยาที่ใช้ส่วนใหญ่จึงอยู่ในกลุ่ม “ยาบรรเทาอาการ” เพื่อช่วยลดความไม่สบายขณะพักฟื้น
1. ประเมินลักษณะอาการเบื้องต้นก่อนเลือกใช้ยา
ลักษณะที่บ่งชี้ว่าอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส
โดยทั่วไปมักไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ หากมีอาการร่วมดังต่อไปนี้:
* มีน้ำมูก ไอ หรือเสียงแหบ
* ตาแดง หรือมีแผลในช่องปาก
ลักษณะที่อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย (เช่น Streptococcus group A)
ควรระวังในกรณีมีอาการต่อไปนี้:
* เจ็บคอเฉียบพลันและรุนแรง
* มีไข้สูง
* กลืนลำบาก
* คลำได้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอที่โตและเจ็บ
* ทอนซิลแดงบวม และ อาจมีคราบขาว/หนอง (ต้องประเมินร่วมกับอาการอื่น และอาจต้องตรวจยืนยัน)
* มักไม่มีอาการไอ (แต่ไม่ถือเป็นเกณฑ์ตัดสินที่แน่นอน)
ในกรณีที่ไม่สามารถแยกเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้จากอาการเพียงอย่างเดียว อาจจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจแอนติเจนอย่างรวดเร็ว (RADT)
2. ยาที่สามารถใช้บรรเทาอาการเจ็บคอได้เอง (โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์)
A) ยาแก้ปวดและลดไข้ (เลือกใช้เพียงชนิดเดียวก่อน)
พาราเซตามอล (Paracetamol / Acetaminophen)
เป็นยาที่นิยมใช้มากที่สุด เหมาะสำหรับบรรเทาอาการเจ็บคอ ปวดเมื่อย หรือมีไข้ สามารถใช้ได้ในคนส่วนใหญ่ แต่ควรระวังการใช้ยาเกินขนาดหรือซ้ำซ้อนกับยาอื่นที่มีส่วนผสมเดียวกัน
ขนาดยาทั่วไป:
* ในผู้ใหญ่:
ใช้ครั้งละ 500 มิลลิกรัม ถึง 1 กรัม เว้นระยะห่างอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
ไม่ควรเกิน 4 กรัมต่อวัน* (เช่น 500 มก. 8 เม็ด หรือ 1 กรัม 4 เม็ด/วัน)
* ในเด็ก/วัยรุ่น:
ควรคำนวณตามน้ำหนักตัว โดยใช้ 10–15 มก./กก./ครั้ง ทุก 4–6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ
ไม่เกิน 4 ครั้งต่อวัน และเว้นห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพื่อความปลอดภัยในการคำนวณขนาดยา
ข้อควรระวังสำคัญ:
* ห้ามใช้ยาเกินขนาด เพราะอาจก่อให้เกิดพิษต่อตับ
* อ่านฉลากยาอย่างละเอียดทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับพาราเซตามอลซ้ำซ้อนจากยาร่วมสูตรอื่น เช่น ยาแก้หวัดชนิดรวม
* หากมีประวัติโรคตับ หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา
หากผู้ป่วยมีอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3–5 วัน หรือมีอาการรุนแรง ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมโดยบุคลากรทางการแพทย์เพื่อวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
ทางเลือกในการบรรเทาอาการเจ็บคอ: การใช้ยาไอบูโพรเฟนและยาบรรเทาเฉพาะที่
ในการดูแลอาการเจ็บคอในเบื้องต้น ยานอกจากพาราเซตามอลที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างแพร่หลายคือ ไอบูโพรเฟน ซึ่งเป็นยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) รวมถึงยาบรรเทาอาการเฉพาะที่ในช่องปากและลำคอ ซึ่งสามารถใช้ร่วมเพื่อช่วยลดอาการไม่สบายในช่วงที่ร่างกายกำลังฟื้นตัวจากการติดเชื้อหรือการอักเสบ
A) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)
คุณสมบัติ
ไอบูโพรเฟนจัดอยู่ในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ออกฤทธิ์ลดอาการปวด บวม และการอักเสบ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บคอร่วมกับภาวะอักเสบ หรือมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อย่างไรก็ตาม การใช้ยานี้ต้องระมัดระวังมากกว่าพาราเซตามอล เนื่องจากมีข้อห้ามใช้ในหลายกรณี
ขนาดยาทั่วไป:
* ผู้ใหญ่ (ยาเม็ดขนาด 200 มิลลิกรัม):
ใช้ครั้งละ 1–2 เม็ด (200–400 มก.) ทุก 4–6 ชั่วโมง ตามความจำเป็น
*ไม่ควรใช้เกิน 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน
* วัยรุ่นอายุ 12–17 ปี:
ขนาดแนะนำคือ 200–400 มก./ครั้ง วันละไม่เกิน 3 ครั้ง (ตามแนวทางที่ใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศ)
* เด็กอายุ 6 เดือน–12 ปี:
ควรคำนวณตามน้ำหนักตัว โดยใช้ขนาด 5–10 มก./กก./ครั้ง ทุก 6–8 ชั่วโมง ไม่เกิน 4 ครั้งต่อวัน ควรอิงจากฉลากผลิตภัณฑ์หรือคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
วิธีการใช้เพื่อความปลอดภัย:
* ควรรับประทานพร้อมอาหารหรือนม เพื่อลดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร
* ไม่ควรใช้ต่อเนื่องนานโดยไม่ปรึกษาแพทย์/เภสัชกร — ถ้าใช้เพื่อ อาการปวด ไม่ควรเกิน 10 วัน, ถ้าใช้เพื่อ ลดไข้ ไม่ควรเกิน 3 วัน (ยกเว้นแพทย์สั่ง)
* หลีกเลี่ยงการใช้ในกรณีที่มีข้อห้ามใช้หรือมีความเสี่ยงสูงต่อผลข้างเคียง
ข้อควรระวังและข้อห้ามที่พบได้บ่อย:
* ประวัติแพ้ยากลุ่ม NSAIDs หรือแอสไพริน
* ภาวะหอบหืดที่กระตุ้นด้วยยา
* เคยมีแผลในกระเพาะอาหาร หรือมีประวัติตกเลือดในระบบทางเดินอาหาร
* โรคตับหรือโรคไตระยะรุนแรง
* ภาวะขาดน้ำอย่างมีนัยสำคัญ
* หญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะช่วงไตรมาสสุดท้าย
* กรณีสงสัยภาวะไข้เลือดออก ควรหลีกเลี่ยงการใช้
หากไม่แน่ใจว่าตนเองมีข้อห้ามในการใช้ยานี้หรือไม่ การเลือกใช้พาราเซตามอลเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับประชาชนทั่วไป
B) ยาบรรเทาอาการเฉพาะที่ในลำคอ
กลุ่มยาอมและสเปรย์พ่นคอ
การใช้ยาเฉพาะที่ เช่น ยาอม/สเปรย์บางชนิดมีส่วนผสมช่วยลดระคาย/ทำให้ชุ่มคอ/ชาเฉพาะที่ ช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว หรือสารต้านการอักเสบ อาจช่วยลดอาการระคายเคืองหรือเจ็บคอได้ชั่วคราว โดยช่วยให้รู้สึกสบายคอและสามารถกลืนอาหารหรือพักผ่อนได้ดีขึ้น
คำแนะนำในการใช้:
* ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรใช้เกินความจำเป็น
* บางแหล่งข้อมูลชี้ว่า สเปรย์พ่นคอชนิดยาชาให้ผลในระดับที่จำกัด หากใช้ร่วมกับยาบรรเทาอาการอื่นอาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ในระยะสั้น
ข้อควรระวังในเด็กเล็ก:
* หลีกเลี่ยงการให้ยาอม หรือลูกอมที่อาจก่อให้เกิดการสำลัก โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถควบคุมการกลืนได้ดี
* เด็กอายุน้อยมากไม่ควรใช้ยาอมหรือสเปรย์พ่นคอหากไม่อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ใหญ่หรือบุคลากรทางการแพทย์
ในภาพรวม การใช้ยาบรรเทาอาการทั้งแบบรับประทานและเฉพาะที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้นขณะพักฟื้น อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ดีขึ้นใน 3–5 วัน หรือมีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง เจ็บคอมาก กลืนลำบาก หรือมีภาวะแทรกซ้อน ควรเข้ารับการประเมินโดยบุคลากรทางการแพทย์ทันที
การใช้ยาปฏิชีวนะในผู้ที่มีอาการเจ็บคอ: จำเป็นหรือไม่?
อาการเจ็บคอเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้น อย่างไรก็ตาม การใช้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยเจ็บคอไม่ใช่ข้อบ่งใช้ทั่วไป เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่สามารถกำจัดได้ และไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นเร็วขึ้น
กรณีที่ “อาจต้องใช้” ยาปฏิชีวนะ
การพิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะมีความเหมาะสม เฉพาะกรณีที่สงสัยหรือยืนยันว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus กลุ่มเอ (Group A Streptococcus หรือ GAS) ซึ่งเป็นสาเหตุของ Streptococcal pharyngitis หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “strep throat”
การวินิจฉัยมักอาศัยการตรวจเพิ่มเติม เช่น
* การทดสอบอย่างรวดเร็ว (Rapid Antigen Detection Test: RADT)
* การเพาะเชื้อจากคอ
ในเด็กอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป หากผลตรวจอย่างรวดเร็วเป็นลบ มักมีคำแนะนำให้เพาะเชื้อซ้ำเพื่อยืนยันก่อนเริ่มยา
หากวินิจฉัยได้ว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียจริง ยาปฏิชีวนะที่แนะนำโดยทั่วไป ได้แก่ เพนิซิลลิน หรือ อะม็อกซีซิลลิน ซึ่งต้องได้รับการสั่งจ่ายโดยแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขที่ได้รับอนุญาต
เหตุผลที่ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง
การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่ผ่านการประเมินจากแพทย์ อาจนำไปสู่ความเสี่ยงดังต่อไปนี้:
* ยาอาจไม่ได้ผล เพราะไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
* เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียง เช่น ภูมิแพ้หรืออาการไม่พึงประสงค์
* ก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาในระดับสาธารณสุข
การดูแลตนเองร่วมกับการใช้ยา
แนวทางการดูแลตนเองสามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้อย่างมีประสิทธิภาพในหลายราย โดยมีวิธีที่แนะนำดังนี้:
* กลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่น (ห้ามใช้ในเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถบ้วนปากได้อย่างปลอดภัย)
* ดื่มน้ำมาก ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ
* เลี่ยงควันบุหรี่และมลภาวะในอากาศ
* ดื่มน้ำอุ่น ซุป หรือเครื่องดื่มผสมน้ำผึ้ง (ห้ามใช้น้ำผึ้งในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี)
* ใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ เพื่อลดการระคายเคืองบริเวณลำคอ
ข้อบ่งชี้ในการพบแพทย์หรือเข้ารับการรักษาโดยเร่งด่วน
ควรไปพบแพทย์หรือหน่วยฉุกเฉินทันทีหากมีอาการต่อไปนี้:
* หายใจลำบาก
* กลืนไม่ได้หรือมีน้ำลายไหลเพราะกลืนไม่ได้
* มีเสียงผิดปกติขณะหายใจ เช่น เสียงหวีดหรือเสียงแหลม
* อาการรุนแรงและทรุดลงอย่างรวดเร็ว
ควรพบแพทย์ในเร็ว ๆ นี้ หากมีอาการต่อไปนี้:
* เจ็บคอต่อเนื่องและไม่ดีขึ้นภายใน 7 วัน
* ไข้สูง ร่วมกับผื่น หรือก้อนบริเวณลำคอ
* เสียงแหบเรื้อรังนานกว่า 2 สัปดาห์
* เด็กเล็กมาก หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคประจำตัว
สรุป: หากมีอาการเจ็บคอ “ควรเริ่มดูแลตนเองอย่างไร?”
* ยาแรกที่มักแนะนำ: พาราเซตามอล เพื่อบรรเทาปวดและลดไข้ (ต้องระวังไม่ให้ใช้เกินขนาด และหลีกเลี่ยงการรับประทานซ้ำซ้อนจากยาอื่น)
* หากไม่มีข้อห้าม: ไอบูโพรเฟน อาจใช้เพิ่มเติมได้ โดยต้องระวังในผู้มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ไต หญิงตั้งครรภ์ หรือในผู้ที่สงสัยไข้เลือดออก
* ใช้ร่วมกับ: ยาอม สเปรย์พ่นคอ น้ำอุ่น พักผ่อน น้ำเกลือกลั้วคอ
* หลีกเลี่ยงการซื้อยาปฏิชีวนะ มารับประทานเอง
→ ให้ใช้เมื่อได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น