Bim100 Joelookyoung

Bim100 Joelookyoung Bim100 ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ AsianLife รายการ BIM100 ภูมิแพ้ มะเร็ง เบาหวาน สะเก็ดเงิน ข้อเสื่อม

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ AsianLife รายการ BIM100, สุขและสวย, ภูมิสมดุล หาซื้อได้ง่ายๆที่ www.eatonlinehealth.com บริการดี สะดวกรวดเร็ว มีความเป็นมืออาชีพในการให้คำปรึกษาการทำธุรกิจ แฟรนไชส์ เอเชี่ยนไลฟ์ ให้ได้ผลกำไรสูงสุด ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้นมาก ติดต่อเรา โทร 091-9149641, 0949639614, 0987894695

26/05/2015

เผยเส้นทางชีวิตสาวไทยผู้เก็บกระเป๋าไปอเมริกาด้วยเงินติดตัวเพียง70ดอลลาร์ไปอเมริกา สู้เจ้าของสุดยอดร้าน'ข้าวมันไก่'ในต่างแดน

BIM100 เพื่อสุขภาพดี ภูมิคุ้มกันสมดุลwww.JoeLookYoung.comโทร 095-5199546, 091-5546291Line ID : bim4154
31/01/2015

BIM100 เพื่อสุขภาพดี ภูมิคุ้มกันสมดุล

www.JoeLookYoung.com
โทร 095-5199546, 091-5546291
Line ID : bim4154

กินถั่วเขียว สู้เบาหวาน

หนังสือตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการอาหารไทย ให้ข้อมูลปริมาณสารอาหารในถั่วเขียว และผลิตภัณฑ์จากถั่วเขียวไว้อย่างน่าสนใจ

ถั่วเขียว 100 กรัม ให้พลังงาน 347 กิโลแคลอรี โปรตีน 23.4 กรัม ไขมัน 1.3 กรัม คาร์โบไฮเดรต 60.3 กรัม และใยอาหาร 4.3 กรัม จึงจัดอยู่ในกลุ่มถั่วเมล็ดแห้งที่ให้โปรตีนสูง ไขมันต่ำ แตกต่างจากเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่ที่แม้จะให้โปรตีนสูงแต่ก็มีไขมันสูงด้วย ถั่วเขียวจึงเป็นหนึ่งโปรตีนทางเลือกสำหรับผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติ

อย่างไรก็ตามเพื่อให้ร่างกายได้รับกรดอะมิโนจำเป็นจากโปรตีนครบถ้วน ควรกินถั่วเมล็ดแห้งชนิดอื่น เช่น ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ รวมถึงธัญพืชไม่ขัดขาวต่าง ๆ ร่วมด้วย

เมื่อถั่วเขียวแปลงร่าง

เมื่อถั่วเขียวแปลงร่างเป็นวุ้นเส้น จะจัดอยู่ในกลุ่มอาหารประเภทแป้งทันที

เพราะมีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตสูง โปรตีนต่ำ โดยวุ้นเส้น 100 กรัม ให้พลังงาน 337 กิโลแคลอรี โปรตีน 1.6 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 82.5 กรัม และใยอาหาร 0.2 กรัม

หรือหากนำเมล็ดถั่วเขียวมาเพาะเป็นถั่วงอกหนัก 100 กรัม จะพบว่าถั่วงอกให้พลังงานต่ำกว่าถั่วเขียวและวุ้นเส้นประมาณ 8 เท่า มีใยอาหารสูงกว่าวุ้นเส้น 3 เท่า และให้คาร์โบไฮเดรตต่ำกว่าวุ้นเส้น 95 เท่า

ถั่วเขียว คุมระดับน้ำตาลในเลือด

สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย จัดให้ถั่วเขียวเป็นหนึ่งในอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ จัดอยู่ในอาหารประเภทเดียวกับข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ

หลังกินถั่วเขียว การย่อยและดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดจะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ จึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี

ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรเลือกกินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำแทนอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง (พบในอาหารประเภทแป้งขัดขาวและน้ำตาลขัดขาว) เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดความเสี่ยงจากโรคแทรกซ้อน ข้อมูลดังกล่าวยืนยันโดยผลงานวิจัยจากวารสาร Nutrition reports international ซึ่งศึกษาพบว่า สารสกัดในถั่วเขียวช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้จริง

นอกจากนี้ยังมีหลายการศึกษาระบุว่า อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ
ไม่เพียงควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกด้วย

จะคุมเบาหวานให้อยู่หมัด นอกจากถั่วเขียว ควรกินถั่วหลากสี ธัญพืชไม่ขัดขาว และผักสด ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันด้วย

นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 359
http://www.cheewajit.com/articleView.aspx?cateId=4&articleId=2479

"ช็อกโกแลตซีสต์" ฟังเผิน ๆ ก็เป็นชื่อโรคที่ดูไม่น่าจะมีพิษสงอะไร แต่ถ้าใครเป็นแล้วล่ะก็ คงรู้จักความร้ายกาจของมันเป็นอย่...
19/08/2014

"ช็อกโกแลตซีสต์" ฟังเผิน ๆ ก็เป็นชื่อโรคที่ดูไม่น่าจะมีพิษสงอะไร แต่ถ้าใครเป็นแล้วล่ะก็ คงรู้จักความร้ายกาจของมันเป็นอย่างดี เพราะแม้จะไม่ใช่โรคที่ทำอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ก็สร้างความทรมานให้สาว ๆ ที่เป็นโรคนี้ไม่น้อย ชักอยากรู้แล้วสิว่า "ช็อกโกแลตซีสต์" เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือเปล่า มาอ่านกันเลย

ช็อกโกแลตซีสต์ เกิดได้อย่างไร

ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst) หรือ ถุงน้ำช็อกโกแลต ในทางการแพทย์เรียกว่า "เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่" (Endometriosis) เกิดจากเลือดประจำเดือนที่ปกติต้องไหลออกมาทางช่องคลอด แต่กลับไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องผ่านท่อรังไข่ และนำเซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูกเข้าไปด้วย เมื่อเซลล์นี้ไปฝังตัวอยู่ที่อวัยวะไหนก็จะเกิดถุงน้ำขึ้นที่อวัยวะนั้น เช่น อุ้งเชิงกราน ท่อรังไข่ ลำไส้ ช่องคลอด มดลูก ฯลฯ

บริเวณที่พบช็อกโกแล็ตซีสต์ได้บ่อยคือรังไข่ เนื่องจากบริเวณรังไข่เป็นบริเวณที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง จึงเหมาะแก่การเจริญเติบโต แต่ถ้าเยื่อบุโพรงมดลูกแทรกเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูกจะไม่กลายเป็นซีสต์ ทว่าจะกลายเป็นพังผืดหรือก้อนในกล้ามเนื้อมดลูกแทน เพราะกล้ามเนื้อมดลูกค่อนข้างแข็ง และเราเรียกภาวะนี้ว่า "Adenomyosis" ซึ่งผลที่ตามมาคือภาวะปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรง ประจำเดือนมามาก และมีบุตรยาก

ทั้งนี้ เมื่อเวลาที่ผู้หญิงมีประจำเดือน เยื่อบุโพรงมดลูกจะลอกตัวออกมา ถุงน้ำที่ฝังตัวอยู่ก็จะมีเลือดออกด้วย แต่เมื่อเลือดประจำเดือนออกหมดแล้วในเดือนนั้น ร่างกายก็จะดูดน้ำจากถุงกลับมา ทำให้เลือดในถุงเข้มข้นขึ้น หากเลือดค้างอยู่ในถุงน้ำนาน ๆ จะกลายเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะเหมือนช็อกโกแลต จึงเรียกว่า "ถุงน้ำช็อกโกแลต" หรือ "ช็อกโกแลตซีสต์" นั่นเอง

นั่นหมายความว่า แต่ละเดือนที่ผ่านไป ถุงน้ำก็จะยิ่งมีเลือดออกเพิ่มขึ้น และขยายใหญ่ขึ้น แต่จะใหญ่เร็วมากน้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคนคนนั้นว่า จะดูดน้ำกลับได้เร็วเท่าไหร่ ถ้าร่างกายดูดน้ำกลับได้เร็ว ถุงน้ำนั้นก็จะโตขึ้นแบบช้า ๆ

ส่องอาการของโรคช็อกโกแลตซีสต์

คนที่เป็นโรคช็อกโกแลตซีสต์จะมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังเมื่อมีประจำเดือน และจะปวดมากขึ้นทุก ๆ เดือน โดยจะปวดด้านหน้า ตั้งแต่สะดือไปถึงอุ้งเชิงกราน ส่วนด้านหลังตั้งแต่บั้นเอวไปถึงก้นกบ อาจปวดจนเป็นลม มีอาการลำไส้แปรปรวน ท้องอืด ท้องเสีย ปวดมากเวลาขับถ่าย ปวดเสียดในท้อง ปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะบ่อย รวมทั้งมีอาการเจ็บปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์

นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นช็อกโกแลตซีสต์จะมีบุตรยาก เพราะท่อนำไข่ตีบตัน สาเหตุมาจากมีพังผืดรั้งอยู่ ทำให้ท่อนำไข่ไม่สามารถทำงานได้ หากปรารถนาจะมีบุตรต้องรักษาช็อกโกแลตซีสต์ให้หายเสียก่อน

ใครเสี่ยงโรคช็อกโกแลตซีสต์บ้าง

ผู้ที่สามารถเป็นช็อกโกแลตซีสต์ได้ คือ ผู้หญิงที่อยู่ในวัยมีประจำเดือน ส่วนผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว พบได้ไม่เกิน 5% แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็นโรคช็อกโกแลตซีสต์มากกว่าคนกลุ่มอื่น คือ

ผู้ที่มีประจำเดือนมาตั้งแต่อายุน้อย

ผู้ที่มีประจำเดือนรอบสั้น คือ มีมากกว่าเดือนละ 2 ครั้ง

ผู้ที่ประจำเดือนออกมามาก หรือนานกว่า 7 วัน

ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้ โดยเฉพาะทางมารดา พี่สาว น้องสาว หากเคยเป็นโรคนี้ จะมีเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป 3-10 เท่า

ผู้ที่มีความผิดปกติของทางออกประจำเดือน เช่น ผู้ป่วยที่มีปัญหาเยื่อพรหมจารีเปิด

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นช็อกโกแลตซีสต์หรือไม่

หลายคนไม่สามารถแยกแยะออกว่า การปวดท้องนั้นเป็นการปวดท้องประจำเดือนปกติ หรือปวดเพราะเป็นช็อกโกแลตซีสต์ แต่เราสามารถแยกได้โดยโรคนี้มักพบมากในผู้หญิงที่มีอายุ 30-40 ปีขึ้นไป หรือวัยก่อนหมดประจำเดือน หากปกติไม่เคยปวดท้องประจำเดือนมาก่อน แต่พออายุ 30 ปีขึ้นไปแล้วกลับมีอาการปวดท้องมากขึ้นเรื่อย ๆ และปวดมากขึ้นทุกเดือน ถึงขนาดต้องหยุดเรียน หยุดงาน ให้สงสัยว่า คุณอาจเป็นช็อกโกแลตซีสต์ ควรจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูให้แน่ใจ

อย่างไรก็ตาม บางคนอาจไม่มีอาการปวดเลย ยกเว้นเมื่อขนาดของซีสต์โตมาก ๆ แล้วไปกดอวัยวะข้างเคียง หรือแตกออกมา ซึ่งซีสต์มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งได้ราว ๆ 0.3-0.7%

วิธีการตรวจหาช็อกโกแลตซีสต์

เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจภายใน เพื่อคลำหาก้อน หรืออาจจะตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรือการทำอัลตราซาวด์ เพื่อหาถุงน้ำในรังไข่ แต่บางครั้งก้อนมีขนาดเล็กมา มองไม่เห็น จึงต้องใช้วิธีส่องกล้องเข้าไปในช่องท้อง โดยเปิดแผลเล็ก ๆ บริเวณใต้สะดือแล้วสอดกล้องขนาดประมาณ 5 มิลลิเมตร-1 เซนติเมตรลงไป เพื่อตรวจวินิจฉัยว่ามีก้อนงอกบริเวณมดลูก ปีกมดลูก รังไข่ ลำไส้ หรือไม่ ซึ่งวิธีนี้เป็นการตรวจที่แน่นอนที่สุด

มีวิธีไหนรักษาโรคช็อกโกแลตซีสต์ได้บ้างนะ

หากใครพบว่าตัวเองเป็นช็อกโกแลตซีสต์ก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจไป เพราะโรคนี้ไม่ได้ร้ายแรงจนเกินเยียวยา มีหลายวิธีในการรักษาโรคนี้ ได้แก่

1.การใช้ยา หากถุงน้ำที่พบเป็นถุงน้ำขนาดเล็ก แพทย์จะให้ยารักษา โดยอาจจะให้ทานยา หรือฉีดยาเพื่อลดขนาดซีสต์ ซึ่งยาที่ใช้ก็มีทั้งกลุ่มที่มีฮอร์โมน และไม่มีฮอร์โมน อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงของการใช้ยาก็คือ อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

2.การผ่าตัด ในกรณีที่ใช้ยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือถุงน้ำใหญ่มากจนเกิดอาการปวดรุนแรง หรือไปกดอวัยวะข้างเคียง ส่งผลไปถึงส่วนอื่น ๆ แพทย์จะพิจารณาใช้วิธีผ่าตัดเพื่อรักษาต่อไป โดยการผ่าตัดอาจตัดเฉพาะตำแหน่งของโรค หรือสลายพังผืดออก ด้วยวิธีการผ่าตัดส่องกล้องผ่านทางหน้าท้อง

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เคยเป็นช็อกโกแลตซีสต์ และผ่าตัดออกไปแล้ว ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ กรณีที่ผ่าตัดเอาแต่พยาธิสภาพออก แต่ยังเก็บตัวมดลูกและรังไข่ไว้

จริงหรือไม่? การตั้งครรภ์ช่วยรักษาช็อกโกแลตซีสต์ได้

หลายคนคงเคยได้ยินมาว่า การตั้งครรภ์ และมีบุตรสามารถช่วยรักษาโรคช็อกโกแลตซีสต์ได้ แล้วสงสัยว่า เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ขอยืนยันเลยค่ะว่า การตั้งครรภ์ และมีบุตรสามารถรักษาโรคช็อกโกแลตซีสต์ได้จริง เพราะช่วงเวลาตั้งครรภ์ 9 เดือน จนถึงหลังคลอดอีก 3-6 เดือน จะเป็นช่วงเวลาที่ผู้หญิงไม่มีประจำเดือน ซึ่งจะทำให้ถุงน้ำที่มีอยู่ฝ่อตัวไปได้นั่นเอง

เราจะป้องกันโรคช็อกโกแลตซีสต์ได้หรือไม่

จริง ๆ แล้ว ในทางการแพทย์ยังไม่แน่ใจว่า สาเหตุใดถึงทำให้เลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับ จึงยังไม่มีวิธีป้องกันโรคนี้ได้อย่างแน่นอน แต่ก็ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ อย่างเช่น

การตั้งครรภ์

การออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะจะไปช่วยลดฮอร์โมนเอสโตรเจน

หลีกเลี่ยงการตรวจภายใน หรือมีเพศสัมพันธ์ขณะมีประจำเดือน เพื่อป้องกันเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับ

นอกจากนี้ ผู้หญิงที่อยู่ในกลุ่มที่มีอัตราเสี่ยงสูง เช่น ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้ แพทย์อาจพิจารณาให้กินยาคุมกำเนิดตั้งแต่วัยเริ่มมีประจำเดือน และหยุดยาเมื่อมีบุตร เพื่อป้องกันโรคดังกล่าว และอาจแนะนำให้แต่งงาน เพื่อให้ตั้งครรภ์เร็ว ๆ

ฟังดูแล้ว "ช็อกโกแลตซีสต์" ก็ไม่ใช่โรคที่น่ากลัวมาก หากคุณสาว ๆ หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายตัวเอง แล้วรีบไปพบสูตินรีแพทย์ เพื่อตรวจอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่โรคจะลุกลามกว่าเดิม ก็น่าจะเป็นวิธีการป้องกันที่ดีที่สุดค่ะ

Credit: : kapook.com

www.JoeLookYoung.com ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพของรายการสุขและสวย โดย BIM100 , Bim100 Bluesky บริษัท เอเชียนไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) / APCO
โทร 091-5546291, 095-5199546
Line ID : bim4154

05/08/2014

สวัสดีค่ะ เช้าสายๆวันนี้Admin ขอเสนอความรู้ดีๆ เรื่องโรค"ไมเกรน"กันบ้างนะคะ ใครเคยเป็นจะเข้าใจดีเลยหล่ะค่ะ ว่ามันทรมานสุดๆไปเลย และสิ่งที่นำมาเสนอวันนี้ก็คือ อาหารที่ไม่ควรทาน สำหรับคนเป็นโรค"ไมเกรน"จ้า

03/05/2014
07/02/2014

ภัยเงียบสำหรับผู้สูงอายุ

ปวดท้อง ปวดหลัง อันตราย !

อาการปวดท้อง หรือปวดหลัง อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากว่าอาการดังกล่าวเป็นอาการของโรคเส้นเลือดเอออร์ตาโป่งพอง หรือ หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ภัยเงียบสำหรับผู้สูงอายุ

แม้เป็นภัยเงียบ แต่ยังมีสัญญาณหรืออาการให้คุณได้ระวังตัว สัญญาณที่ว่าคืออาการปวดท้อง หรือปวดหลัง สาเหตุก็คือเส้นเลือดที่โป่งพองไปกดทับอวัยวะอื่นๆ อย่างเช่น เส้นประสาท หรือหลอดเลือดแดงใหญ่ทำให้ปวดหลัง ยิ่งในกรณีของคนรูปร่างผอม อาจจะสามารถคลำพบก้อนเนื้อบริเวณช่องท้อง เต้นตามจังหวะของหัวใจหรือชีพจร ในทางตรงข้าม หากคุณไม่รู้ถึงสัญญาณเหล่านี้เลย ปล่อยไว้ ไม่ได้รับการรักษา ส่วนที่โป่งพองก็จะค่อยๆ ปริ รั่ว ซึม และสุดท้ายคือแตกในที่สุด เสียชีวิตได้ในทันที ดังนั้นการพบเจออาการยิ่งเร็วเท่าไหร่ เพิ่มโอกาสรักษาได้มากเท่านั้น

แม้เป็นภัยเงียบสำหรับผู้สูงอายุ คุณหมอณรงค์ยังแนะนำวิธีการป้องกัน ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตัวเอง คือ การเอาใจใส่กับสุขภาพ ทั้งในเรื่องการกิน การออกกำลังกาย การพักผ่อน รวมทั้งการมีวินัยในการตรวจสุขภาพประจำปีตามอายุ ซึ่งควรมีการตรวจอัลตราซาวน์ด้วย แพทย์สามารถพบเจอความผิดปกติของหลอดเลือดได้ รวมทั้งระบบหมุนเวียนของเลือด หากมีการอุดตัน ไม่ว่าเป็นที่หัวใจ ไต สมอง โดยเฉพาะเส้นเลือดสมองอุดตัน ก็แสดงว่าอาจจะมีความเสี่ยงของสโตรคขึ้นได้ มีวินัยดูแลสุขภาพของคุณเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อจะได้มีความสุขปราศจากโรคในวัยเกษียณ

14 พฤติกรรมนำพาไปสู่มะเร็งความน่ากลัวของ “มะเร็ง” คือ เป็นแล้วมักลาม หายแล้วเป็นใหม่ได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยหลายคนจึงถูกมะ...
02/12/2013

14 พฤติกรรมนำพาไปสู่มะเร็ง
ความน่ากลัวของ “มะเร็ง” คือ เป็นแล้วมักลาม หายแล้วเป็นใหม่ได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยหลายคนจึงถูกมะเร็งคร่าชีวิตไปนับไม่ถ้วน แม้จะได้รับการเยียวยารักษาอย่างดีแล้วก็ตาม

สำหรับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งนั้น นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า มี 14 ประการ ดังต่อไปนี้

1.นอนดึก ทำให้ไม่มีฮอร์โมนต้านมะเร็งหลั่งออกมา นอกจากนี้ยังจะทำให้เกิดโรคร้ายอื่น เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง และโรคอ้วน เพราะการนอนดึก มักจะหิวและต้องหาของขบเคี้ยวมากินแก้ปากว่างกัน

2.คึกสูบบุหรี่และขี้เหล้า ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้ปอดและตับทำงานหนัก ทำให้คนที่เสพทั้งแก่เร็วและตายไวได้จากโรคมะเร็ง

3.เอาแต่ไขมันเข้าปากและอยากแต่เนื้อแดง ไขมันอิ่มตัวและโปรตีนจากเนื้อนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นหนึ่งของมะเร็งที่จะใช้เจริญเติบโตได้ไม่แพ้ทารกเกิดใหม่ มัน จะสร้างหลอดเลือดยื่นไปดูดกินเลือดเนื้อของเราจนแทบ ไม่เหลือเลือดอันสมบูรณ์ไปเลี้ยงอวัยวะอื่น ตัวเราจึงผอมเอา ๆ ตรงข้ามกับมะเร็งกาฝากที่โตไว

4.แฝงด้วยเครียดจัด จนมีสารทุกข์หลั่งออกมาหล่อเลี้ยงมะเร็งให้โตขึ้นเร็ว ราวกับน้ำมันราดบนกองไฟให้คุโชนขึ้น

5.ไวรัสตับอักเสบบีและมีภูมิแพ้ที่รักษาไม่หาย ในคนที่ภูมิไม่ดี ไม่มีการออกกำลัง พักผ่อนน้อย โดยเฉพาะผู้อายุมากที่ภูมิต่ำก็จะได้มะเร็งแถมเข้ามาในชีวิตทันที ดังนั้นถ้าเคยมีประวัติไวรัสตับอักเสบบีแล้ว ก็ต้องพยายามเสริมภูมิต้านโรคไว้ให้รู้สึกอยู่เสมอว่าเรามีระเบิดเวลาในกายจะได้ไม่ประมาท

6.ปล่อยกายให้อ้วน สร้างให้เกิดธาตุแก่ออกมาแช่อิ่มอวัยวะภายในร่างกาย และไขมันตามตัวยังสร้างให้เกิดฮอร์โมนกระตุ้นให้มะเร็งแบ่งตัวดีขึ้นด้วย

7.ล้วนขาดวิตามิน ด้วยวิตามินทำหน้าที่ต้านเชื้อมะเร็งให้ดับเป็นจุณไปก่อนที่จะเผยอหน้าขึ้นมาแบ่งตัวปนเปไปในร่างกายเรา

8.กินของร้อนจัดไป เช่น ซดชาร้อน หรือกาแฟร้อนจัดประเภทควันฉุย จะไปลวกให้เซลล์หลอดอาหารอักเสบอยู่ทุกบ่อย เมื่ออักเสบเป็นอาจิณก็จะมีโอกาสเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็งง่ายขึ้น

9.ทำให้คอเลสเตอรอลลดต่ำ พบว่า ถ้าต่ำเกินไปก็ไม่ดี มีผลกับภูมิคุ้มกันที่แย่ลง เมื่อภูมิต่ำแล้วก็จะหมดปัญญาต้านเซลล์มะเร็งที่จะเข้ามาหา

10.ทำกลั้นปัสสาวะ น้ำปัสสาวะเป็นของเสียยิ่งอยู่นิ่งเป็นเวลานานจากการอั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำนิ่งในคลองแสนแสบซึ่งทิ้งไว้ไม่นานจะกลายเป็นน้ำเน่า แต่ถ้าเน่าในกระเพาะฉี่เราก็มีผลให้เกิดเซลล์มะเร็งงอกขึ้นมาได้

11.ปะทะเค็มจัด พบว่า สิ่งมีชีวิตที่ทานอาหารเค็มมีอัตราการเกิดมะเร็งสูงกว่า โดยเฉพาะในอาหารจำพวก เนื้อเค็ม เนื้อแห้ง หมูแดง ที่นอกจากเค็มแล้วยังมีสีแดงดีจากดินประสิวอีกด้วย

12.ประวัติมะเร็งในครอบครัว มะเร็งร้ายในครอบครัวบางอย่างสามารถถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมได้ แม้จะไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์แต่ต้องรับไว้ด้วยความไม่เต็มใจ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ถ้าป้องกันไว้ดี ๆ แล้วบางทีก็ไม่เกิดขึ้นมา

13.ตัวตากแดดบ่อย แสงแดดเป็นรังสี ที่กระตุ้นอณูเซลล์ของคุณให้สะดุ้งตกใจจนเครื่องในรวนหมด เมื่อเครื่องในรวนแล้วก็ไม่สามารถที่จะคุมการแบ่งตัว ได้ ทำให้แบ่งต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งกลายเป็นก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

14.ไม่ค่อยช่วยใคร ถ้าพูดให้ง่ายเข้า คือ เห็นแก่ตัวและไม่ค่อยได้ทำบุญนั่นเอง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ได้หมั่นช่วยเหลือผู้อื่นจนชินแล้วเรามักไม่ค่อยได้นึกถึงตัวเองนัก และเมื่อไม่หมกมุ่นกับตัวเองแล้วก็ไม่ค่อยเกิดความ “อยาก” อันนำไปสู่ความเครียดร้อนอกร้อนใจ หรือถ้าไม่มีเวลาก็แค่อนุโมทนากับบุญที่เราได้พานพบก็ทำให้มี “สารสุข” หลั่งออกมาเสริมภูมิรู้สู้มะเร็งแล้ว

http://www.oknation.net/blog/honeymay/2013/07/29/entry-1

ขอบคุณข้อมูลจาก หมอสารภี

http://www.joelookyoung.com/AsianLife-JoeLookYoung-Bim100/Testimonial-Bim100-GM-1.html

Blog ที่เสนอเกี่ยวกับการดูแลตัวเอง ผิวพรรณ และสุขภาพ

ภูมิคุ้มกันที่สมดุล เป็นมิติใหม่ของการดูแลสุขภาพครบวงจร ...ทำความรู้จักกับ Th1, Th2, Th17, Treg
04/11/2013

ภูมิคุ้มกันที่สมดุล เป็นมิติใหม่ของการดูแลสุขภาพครบวงจร ...ทำความรู้จักกับ Th1, Th2, Th17, Treg

การสร้างภูมิคุ้มกันที่สมดุล มิติใหม่ของการดูแลสุขภาพด้วย มาทำความเข้าใจตามหลักวิทยาศาสตร์กันค่ะ ว่าผลิตภัณฑ์เอเชี่ยนไลฟ์ของเราทำงานอย่างไร

Bim100 แบ่งปันประสบการณ์ : ผู้ใหญ่เฉลิมศิลป์เป็นเบาหวานมา 14 ปี อาการหนักขึ้นเมื่อปี 2550 โดยเริ่มมีปัญหาไต และตับชื้น ม...
22/10/2013

Bim100 แบ่งปันประสบการณ์ : ผู้ใหญ่เฉลิมศิลป์เป็นเบาหวานมา 14 ปี อาการหนักขึ้นเมื่อปี 2550 โดยเริ่มมีปัญหาไต และตับชื้น มีแผลเรื้อรังที่เท้า
-หลังจากรับประทาน ผลงานวิจัย APCO ของคณะนักวิจัย Operation Bim แล้วแผลดีขึ้น แผลเริ่มตกสะเก็ด สามารถวิ่งออกกำลังกายได้

เกี่ยวกับ Bim100 กับปัญหา เบาหวาน โทร 091-9149641, 095-5199246, 095-5199546
Line ID : bim4154

BIM100 Testimonials ตัวอย่างผู้มีปัญหาสุขภาพเบาหวาน Diabetes ได้ทาน แคปซูล GM-1 แล้วนำเรื่องราวมาบอกเล่าให้ผู้คนได้รับทราบกัน

ฺBIM100 กับปัญหามะเร็งปอดระยะสุดท้าย ผู้ประสบปัญหาแบ่งปันประสบการณ์หลังจาก BIM โทร 091-9149641, 095-5199246Line ID : bim...
16/07/2013

ฺBIM100 กับปัญหามะเร็งปอดระยะสุดท้าย ผู้ประสบปัญหาแบ่งปันประสบการณ์หลังจาก BIM โทร 091-9149641, 095-5199246
Line ID : bim4154

คุณยาย Violet Ling Kee Kuang ชาวมาเลเซีย ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เป็นมะเร็งในปอด ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ BIM100 จากผลงานวิจัย Operation BIM คณะ BIMXPERT จากศูนย์วิ...

ที่อยู่

BIM100/AsianLife : 33, 35, 37 Soi Ekkachai 76 Ekkachai Road Bangbon
Bangkok
10150

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 22:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66919149641

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Bim100 Joelookyoungผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Bim100 Joelookyoung:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram