13/02/2020
🗒 สาระน่ารู้ “วิธีลดความเครียด อย่างคาดไม่ถึง”
#ความเครียด คือ การหดตัวของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนของร่างกาย ซึ่งทุกคนจำเป็นต้องมีอยู่เสมอในการดำรงชีวิต เช่น การทรงตัว เคลื่อนไหวทั่วๆไป มีการศึกษาพบว่าทุกครั้งที่เราคิดหรือมีอารมณ์บางอย่างเกิดขึ้นจะต้องมีการหดตัว เคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแห่งใดแห่งหนึ่ง ในร่างกายเกิดขึ้นควบคู่เสมอ
🔸 ประโยชน์และโทษ จากความเครียด
ความเครียด มีทั้งประโยชน์และโทษ แต่ความเครียดที่เป็นโทษนั้น เป็นความเครียดชนิดที่เกินความจำเป็น แทนที่จะเป็นประโยชน์กลับกลายเป็นอุปสรรคและอันตรายต่อชีวิต เมื่อคนเราอยู่ในภาวะตึงเครียด ร่างกายก็จะเกิดความเตรียมพร้อมที่จะ “สู้” หรือ “หนี” โดยที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น
- หัวใจเต้นแรงและเร็วขึ้น เพื่อฉีดเลือดซึ่งจะนำออกซิเจน และสารอาหารต่างๆไปเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย พร้อมกับขจัดของเสียออกจากกระแสเลือดอย่างเร็ว
- การหายใจดี เร็วขึ้น แต่เป็นการหายใจตื้นๆ
- มีการขับครีนาลีนและฮอร์โมนอื่นๆ เข้าสู่กระแสเลือด
- ม่านตาขยายเพื่อให้ได้รับแสงมากขึ้น
- กล้ามเนื้อหดเกร็งเพื่อเตรียมการเคลื่อนไหว เตรียมสู้หรือหนี
- เส้นเลือดบริเวณอวัยวะย่อยอาหารหดตัว
- เหงื่อออก เพราะมีการเผาผลาญอาหารมากขึ้น ทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มขึ้น
เมื่อวิกฤตการณ์ผ่านพ้นไปร่างกายจะกลับสู่สภาวะปกติ แต่ความเครียดที่เป็นอันตราย ก็คือความเครียดที่เกิดขึ้นมากเกินความจำเป็น เมื่อเกิดแล้วคงอยู่เป็นประจำ ไม่ลดหรือหายไปตามปกติ หรือเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุการณ์ที่เป็นการคุมคามจริงๆ
🔸 ผลของความเครียดต่อชีวิต แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
1. ผลต่อสุขภาพทางกาย ได้แก่ อาการไม่สบายทางกายต่างๆ เช่น ปวดหัว ปวดเมื่อยตามส่วนต่างๆของร่างกาย ความผิดปกติของหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคกระเพาะ อาการท้องผูก ท้องเสียบ่อยๆ นอนไม่หลับ หอบหืด เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ฯลฯ
2. ผลต่อสุขภาพจิตใจ นำไปสู่ ความวิตกกังวล ซึมเศร้า กลัวอย่างไรเหตุผล อารมณ์ไม่มั่นคง เปลี่ยนแปลงง่าย หรือโรคประสาทบางอย่าง
นอกจากนี้ความเครียดส่งผลต่อร่างกายและจิตใจ ย่อมส่งผลไปถึง ประสิทธิภาพในการทำงาน สัมพันธภาพต่อครอบครัวและบุคคลแวดล้อม และเมื่อประสิทธิภาพในงานตกต่ำ สัมพันธภาพเสื่อมทรามลง จิตใจย่อมได้รับผลตึงเครียดมากขึ้นซ้ำซ้อน นับว่าความเครียดเป็นภัยต่อชีวิตอย่างยิ่ง
🔸 สาเหตุของความเครียด ได้แก่
1. สภาพแวดล้อมทั่วไป เช่น มลภาวะ ได้แก่ เสียงดังเกินไป จากเครื่องจักร เครื่องยนต์ อากาศเสียจากควันท่อไอเสีย น้ำเสีย ฝุ่น ละออง ยาฆ่าแมลง การอยู่กันอย่างเบียดเสียด ยัดเยียด เป็นต้น
2. สภาพเศรษฐกิจที่ไม่น่าพอใจ เช่น รายได้น้อยกว่ารายจ่าย
3. สภาพแวดล้อมทางสังคม เช่น การสอบแข่งขันเข้าเรียน เข้าทำงาน เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น
4. นิสัยในการกิน-ดื่ม ที่ส่งเสริมความเครียด เช่น ผู้ที่ดื่มกาแฟบ่อยๆ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ตลอดจนกินของกินที่มีน้ำตาลมากๆ
5. มีสัมพันธภาพกับคนอื่นๆที่ไม่ราบรื่น มักมีข้อขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่นเป็นปกติวิสัย
6. ความรู้สึกตนเองต่ำต้อยกว่าคนอื่น ต้องพยายามต่อสู้เอาชนะ ต้องการมีอำนาจเหนือผู้อื่น
7. นอกจากนี้ความเครียด ยังอาจเกิดจากอุปนิสัยหรือวิธีการดำเนินชีวิต ของคนบางคนที่มีลักษณะต่อไปนี้
- คนที่ชอบแข่งขันสูง ชอบท้าทาย ชิงดีชิงเด่นเอาชนะ
- คนที่เข้มงวด เอาจริงเอาจังกับทุกอย่างไม่มีการผ่อนปรน
- คนที่พยายามทำอะไรหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน
- คนที่มีอารมณ์รุนแรงอัดแน่นในใจเป็นประจำ
- คนที่ใจร้อน จะทำอะไรต้องให้ได้ผลทันทีไม่ชอบรอนาน
🔸 วิธีลดความเครียด อย่างคาดไม่ถึง
1. ล้างจาน
มีวิจัยพบว่าการล้างจานนั้นสามารถเพิ่มความรู้สึกที่ดีในการสร้างแรงบันดาลใจได้ 25% และลดความวิตกกังวลได้ถึง 27% ซึ่งงานวิจัยนี้ยังมีขนาดเล็กอาจจะต้องรองานวิจัยใหม่ๆ มายืนยันอีกที แต่มีข้อสันนิษฐานว่าแท้จริงแล้วการลดความเครียดที่ดีก็คือ การมีสมาธิในสิ่งที่เราทำโดยเฉพาะได้ทำในสิ่งที่ชอบ เพราะประโยชน์ของการล้างจานนั้นจะไม่มีเลยหากเราไม่ได้เต็มใจ หรือโดนบังคับให้ล้างจาน
2. อาบแดด
ถึงแม้ว่าผิวหนังของเราจะไม่สามารถสังเคราะห์แสงเองได้ แต่แสงแดดก็จำเป็นต่อผิวและร่างกายของเราอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะวิตามินดีที่อยู่ในแสงแดดนั้นจะไปกระตุ้นเอนไซม์ที่ใช้ในการสังเคราะห์สารสื่อประสาท เช่น เซโรโทนิน โดปามิน ซึ่งจะช่วยลดความเครียดได้
เมืองไทยเป็นเขตร้อนมีแดดตลอดทั้งปี แต่ที่น่าสงสัยคือปัจจุบันคนไทยกลับขาดวิตามินดีกันเยอะ ซึ่งเหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะคนไทยกลัวแดด กลัวผิวเสีย แม้ว่าแสงแดดนั้นจะมีรังสียูวี แต่การรับแดดอ่อนๆ ก็มีความจำเป็น โดย เวลาที่ดีต่อการอาบแดดก็คือ ช่วงเช้าก่อน 09.00 น. และช่วงเย็นหลัง 16.00 น. ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของความแรงของแดดในตอนนั้นๆ
3. กินกล้วย
เป็นผลไม้ที่หากินได้ง่ายสารพัดประโยชน์ เพราะในกล้วยนั้นมีน้ำตาลธรรมชาติที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันทีให้ร่างกายได้สดชื่น นอกจากนั้นกล้วยยังมีทริปโตเฟน กรดอะมิโนที่ช่วยสร้างเซโรโทนิน ทำให้เรารู้สึก ผ่อนคลาย มีความสุข โดยเฉพาะกล้วยหอม จะมีทริปโตเฟนมาก แล้วยังมีวิตามินบี ที่ช่วยในการทำงานของระบบประสาท และการควบคุมอารมณ์ดีขึ้น
4. แช่น้ำอุ่น
เพราะในน้ำอุ่น (27-37 องศาเซลเซียส) จะช่วยให้ผิวขับของเสียออกมาได้มากขึ้น ทำให้รู้สึกสบายตัว ช่วยกระตุ้นการไหลของเลือด และลดความเครียดได้ ซึ่งการแช่น้ำอุ่นนั้นเหมาะ กับคนที่นอนไม่ค่อยหลับ เพราะน้ำอุ่นจะไปเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายทำให้รู้สึกสบายตัว หลับได้ง่ายและนานขึ้น แต่ไม่ควรแช่น้ำนานๆ เพราะอาจทำให้ผิวแห้งได้ ดังนั้นหลังจากแช่น้ำอุ่นแล้วควรจะทามอยส์เจอร์ไรส์เซอร์เพิ่มความชุ่มชิ่นให้แก่ผิว
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายวิธีเลยที่ช่วยได้ เช่น การออกกำลังกายที่จะช่วยกระตุ้นสารสื่อประสาทในสมองให้อารมณ์ดี
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก 🙏🙏🙏
- Jones Salad
(https://www.facebook.com/JonesSaladThailand/photos/a.1412968538938637/2535755336659946/?type=3&theater)
- บทความ “ความเครียด” จาก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
(https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/05142014-1901)
ด้วยความปรารถนาดีจาก บริษัท จีทีเอฟ เวิลด์วาย (ไทยแลนด์) จำกัด
สามารถติดต่อและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์โทร 02-938-7577 หรือ 083-522-3886
หรือ บริษัท จีทีเอฟ เวิลด์วาย (ไทยแลนด์) จำกัด อาคารพร้อมพันธุ์ 2 ชั้น 7 ห้อง 709-710 ซอยลาดพร้าว 3 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม.
เวลาทำการ 10.00 น.-18.00 น. หยุดทุกวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์
เครียดไม่ไหวแล้วว้อยยยยยยยย….ทำอะไรก็ไม่หายสักที
วันนี้ลุงจะขอนำเสนอวิธีแก้เครียดด้วยวิธีที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง
______________________________________
วิธีแก้เครียดแบบคาดไม่ถึงงงงง!! จะมีอะไรบ้างนั้นลองดูกันครับ
1. ล้างจาน
มีวิจัยพบว่าการล้างจานนั้นสามารถเพิ่มความรู้สึกที่ดีในการสร้างแรงบันดาลใจได้ 25% และลดความวิตกกังวลได้ถึง 27% ทำให้จากกิจวัตรสุดธรรมดาอย่างการล้างจานกลายเป็นยาวิเศษชั้นดีที่ช่วยบำบัดความเครียดไปเลยครับ
วิจัยนี้ยังมีขนาดเล็กอาจจะต้องรองานวิจัยใหม่ๆ มายืนยันอีกทีครับ แต่ก็มีข้อสันนิษฐานว่าแท้จริงแล้วการลดความเครียดที่ดีก็คือ การมีสมาธิในสิ่งที่เราทำโดยเฉพาะได้ทำในสิ่งที่ชอบ เพราะประโยชน์ของการล้างจานนั้นจะไม่มีเลยหากเราไม่ได้เต็มใจ หรือโดนบังคับให้ล้างจานครับ ยังไงถ้าใครกำลังเครียดกินข้าวเสร็จครั้งต่อไปก็ลองอาสาไปล้างจานดูก็ได้ครับ
2. อาบแดด
ถึงแม้ว่าผิวหนังของเราจะไม่สามารถสังเคราะห์แสงเองได้ แต่แสงแดดก็จำเป็นต่อผิวและร่างกายของเราอยู่ไม่น้อยนะครับ โดยเฉพาะวิตามินดีที่อยู่ในแสงแดดนั้นจะไปกระตุ้นเอนไซม์ที่ใช้ในการสังเคราะห์สารสื่อประสาท เช่น เซโรโทนิน โดปามิน ซึ่งจะช่วยลดความเครียดได้ครับ
เมืองไทยของเราเป็นเขตร้อนมีแดดตลอดทั้งปี แต่ที่น่าสงสัยคือปัจจุบันคนไทยกลับขาดวิตามินดีกันเยอะเหตุผลหนึ่งอาจเพราะคนไทยกลัวแดด กลัวผิวเสีย แม้ว่าแสงแดดนั้นจะมีรังสียูวี แต่การรับแดดอ่อนๆ ก็มีความจำเป็นอยู่นะครับ เวลาที่ดีต่อการอาบแดดก็คือ ช่วงเช้าก่อน 09.00 น. และช่วงเย็นหลัง 16.00 น. ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของความแรงของแดดในตอนนั้นๆ ด้วยนะครับ
3. กินกล้วย
ผลไม้ที่หากินได้ง่ายสารพัดประโยชน์อย่างกล้วยนี่แหละครับที่ช่วยคลายเครียดได้ดีเลยทีเดียว เพราะในกล้วยนั้นมีน้ำตาลธรรมชาติที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันทีให้ร่างกายได้สดชื่น นอกจากนั้นกล้วยยังมีทริปโตเฟน กรดอะมิโนที่ช่วยสร้างเซโรโทนิน ทำให้เรารู้สึก ผ่อนคลาย มีความสุข
ถ้าจะให้ดีลุงแนะนำเป็นกล้วยหอม เพราะจะมีทริปโตเฟนมาก แล้วยังมีวิตามินบี ที่ช่วยในการทำงานของระบบประสาท และการควบคุมอารมณ์ของเราให้ดีขึ้นด้วยครับ
4. แช่น้ำอุ่น
วันไหนรู้สึกไม่สบายตัวมาได้แช่น้ำอุ่นๆ สักพักก็หายได้ นี่ไม่ได้คิดไปเองหรอกครับ เพราะในน้ำอุ่น (27-37 องศาเซลเซียส) จะช่วยให้ผิวขับของเสียออกมาได้มากขึ้น ทำให้รู้สึกสบายตัว ช่วยกระตุ้นการไหลของเลือด และลดความเครียดได้!!
การแช่น้ำอุ่นนั้นเหมาะมากๆ กับคนที่นอนไม่ค่อยหลับ เพราะน้ำอุ่นจะไปเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายทำให้รู้สึกสบายตัว หลับได้ง่ายและนานขึ้น แต่ก็ไม่ควรแช่น้ำนานๆ เพราะอาจทำให้ผิวแห้งได้ควรจะหามอยส์เจอร์ไรส์เซอร์เพิ่มความชุ่มชิ่นให้ผิวก็จะดีมากครับ
วิธีเหล่านี้ก็เป็นเพียงคำแนะนำที่ลุงอยากจะให้ทุกคนอารมณ์ดีขึ้นนะครับ ลองไปทำตามกันได้
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายวิธีเลยที่ช่วยได้ เช่น การออกกำลังกายที่จะช่วยกระตุ้นสารสื่อประสาทในสมองให้อารมณ์ดี ใครมีวิธีแก้เครียดแบบคาดไม่ถึงของตัวเองลองมาแบ่งปันกันหน่อยครับ
อ้างอิงข้อมูลจาก
1. http://bit.ly/2XCrE9F
2. https://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=1222
3. https://link.springer.com/article/10.1007%2Fs12671-014-0360-9
4. http://www.siphhospital.com/th/news/article/share/922/Water-Shower