สมาคมกีฬาเวชศาสตร์แห่งประเทศไทย

สมาคมกีฬาเวชศาสตร์แห่งประเทศไทย THE SPORTS MEDICINE ASSOCIATION OF THAILAND.

26/03/2026

Special Seminar
Topic : "Altered Neuroplasticity following Acute Lateral Ankle Sprain"

🧑🏻‍ Speaker : Associate Professor Dr. KYUNG-MIN KIM

🗓 Wed 1 April 2026
🕥10:30 am. - 11.00 am.

📍Onsite: @ Room 202 ,2nd Fl.
College of Sports Science and Technology,
Mahidol University

💻Online via Webex
: Meeting link:
https://mahidol.webex.com/mahidol/j.php?MTID=mf819acfd41fd2b145b1a5ec2138c7437

Meeting number:
2640 839 4146

Meeting password:
602602

Register : https://forms.gle/ea5sb3Kbmfzn7Ujd7

📢 ขอเชิญส่งผลงานเข้าร่วมประกวด TOSSM Innovation Award 2026 ภายใต้การประชุมวิชาการ The Combined Meeting of AFSM•SMAT•TOSS...
24/03/2026

📢 ขอเชิญส่งผลงานเข้าร่วมประกวด TOSSM Innovation Award 2026 ภายใต้การประชุมวิชาการ The Combined Meeting of AFSM•SMAT•TOSSM 2026 ระหว่างวันที่ 2–4 กรกฎาคม 2569 ณ Sheraton Hua Hin Resort & Spa

เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและการแพทย์ ตลอดจนเปิดเวทีให้นักวิจัย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้สนใจ ได้นำเสนอผลงานสู่ระดับวิชาการและการประยุกต์ใช้จริง

🏆 ชิงเงินรางวัลสูงสุด 5,000 บาท

หัวข้อการประกวด
• Implant
• Instrument / Machine
• Software / Platform
• Biologic Surgery
• Sport Science & Medicine

รายละเอียดการส่งผลงาน
ผู้สมัครต้องจัดส่งข้อมูลประกอบด้วย
1. ชื่อผลงาน
2. ที่มาและความสำคัญของผลงาน
3. ประโยชน์และการนำไปใช้
4. เอกสารสิทธิบัตร (ถ้ามี)

📅 เปิดรับผลงานตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569

📩 ส่งผลงานได้ที่
nut_nutthakorn@hotmail.com
nattakorn.maha@gmail.com

📞 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
นพ. ณัฐกรณ์ สมาธิ
ผศ.นพ. ณัฐกร มหาสุภาชัย (ฝ่ายนวัตกรรม)

“โปรตีนปลอม” สะท้อนอะไร? เบื้องหลักฉลาก: ความจริงที่ซ่อนอยู่หลังผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเรื่องมันมีอยู่ว่า…เมื่อหลายวันก่อนได...
20/03/2026

“โปรตีนปลอม” สะท้อนอะไร? เบื้องหลักฉลาก: ความจริงที่ซ่อนอยู่หลังผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

เรื่องมันมีอยู่ว่า…เมื่อหลายวันก่อนได้เกิดกระแสข่าวเกี่ยวกับ “โปรตีนปลอม” ซึ่งเริ่มต้นจากการที่คุณฝ้าย CEO ของบริษัทแห่งหนึ่งออกมาเปิดเผยผลตรวจทางห้องปฏิบัติการของผลิตภัณฑ์ “เวย์โปรตีน” แบรนด์หนึ่ง (ยอดขายหลักแสนกระปุก) พบว่าในน้ำหนัก 100 กรัมของเวย์ มีโปรตีนเพียงแค่ 8.5 กรัมเท่านั้น ที่เหลือเป็นคาร์โบไฮเดรต ~80 กรัม และมีน้ำตาลอีก ~10 กรัม ซึ่งถือว่าน้อยกว่าปกติไปมาก โดยปกติขึ้นชื่อว่าเวย์โปรตีน ใน 100 กรัม ก็ควรมีโปรตีนอยู่สัก 85 กรัมนู้น (น้อยไป 10 เท่าเอ๊ง)

สำหรับคนทั่วไป ตัวเลขนี้อาจเป็นแค่ “ผิดหวัง” แต่สำหรับนักกีฬา นี่คือเรื่องใหญ่ เพราะอาหารเสริมมักถูกใช้เพื่อเป้าหมายเฉพาะ เช่น เพิ่มกล้ามเนื้อ ฟื้นฟูร่างกาย หรือเพิ่มสมรรถภาพ เมื่อสิ่งที่กิน “ไม่ใช่สิ่งที่คิด” ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดแค่เงินที่เสียไป แต่รวมถึงประสิทธิภาพของร่างกายและความปลอดภัยด้วย

👻 แต่รู้หรือไม่ว่านี่ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด…

⚠️ ทำไมถึงว่าไม่แปลก…มาดูกัน!

ขอเริ่มจากนิยามศัพท์ก่อนเลย ตามนิยามของคณะกรรมการโอลิมปิคสากล (IOC, 2017) “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” หรือ “อาหารเสริม” หมายถึง อาหาร ส่วนประกอบของอาหาร สารอาหาร หรือ สารที่ไม่ใช่อาหาร ซึ่งถูกบริโภคเพิ่มเติมจากอาหารที่รับประทานเป็นประจำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดประโยชน์เฉพาะด้านสุขภาพ และ/หรือสมรรถภาพ

ในประเทศไทย (ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 405, 2562) ระบุว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทาน นอกเหนือจากการรับประทานอาหารตามปกติ ซึ่งมีสารอาหารหรือสารอื่นเป็นองค์ประกอบ มักอยู่ในรูปของเม็ด แคปซูล ผง เกล็ด ของเหลว หรือลักษณะอื่น ซึ่งมิใช่รูปแบบอาหารปกติสำหรับผู้บริโภค ที่หวังประโยชน์ทางด้านส่งเสริมสุขภาพ ดังนั้น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงเป็นเพียงอาหารชนิดหนึ่ง และอาหารย่อมไม่ใช่ยาที่จะไปรักษาโรคใดๆ

⚠️ สรุปว่า “อาหารเสริม” คือ สิ่งที่กินเพิ่มจากอาหารปกติ” เพื่อหวังผลด้านสุขภาพหรือสมรรถภาพ และอาหารเสริมถูกจัดเป็นเพียง “อาหาร” ไม่ใช่ “ยา” (ขีดเส้นใต้ไว้ 3 เส้น) นั่นหมายความว่า

✅มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาโรค
✅มันจึงไม่ได้ถูกควบคุมเข้มงวดเท่ากับยา

ปัญหาคือ ผู้บริโภคจำนวนมาก “คาดหวังกับอาหารเสริมเหมือนยา” แต่ระบบการควบคุมกลับ “ไม่ได้เข้มข้นเท่ายา” นี่คือจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงทั้งหมด

🙋‍♂️คำถามคือ ใครเป็นคนตรวจสอบอาหารเสริมก่อนที่จะนำมาวางขาย?
💬 เป็นคำถามที่ดี ก็คณะกรรมการอาหารและยาไง

แต่คำถามที่ดีกว่าคือ เค้ามีอำนาจอะไรบ้าง?

🇺🇸เราลองมาดูประเทศที่เจริญแล้วอย่างฝั่งอเมริกาก่อน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ไม่ได้มีอำนาจในการตรวจสอบ (approve) อาหารเสริมในด้านความ “ปลอดภัย” และ “ประสิทธิภาพ” ก่อนที่จะวางจำหน่ายในตลาด โดยบริษัทต้องรับผิดชอบเองก่อนวางขายในตลาด และหลังวางในตลาด (post-market) แล้ว ถ้ามีปัญหา FDA จะเข้าไปจัดการ (อ้างอิงรูปที่ 2&3)

🇪🇺ในส่วนของฝั่งยุโรป (EU) การประเมินส่วนประกอบของอาหารเสริมจะอ้างอิงจากส่วนผสมที่ระบุไว้บนฉลากเท่านั้น และไม่มีการตรวจสอบส่วนประกอบที่แท้จริงของอาหารเสริมทุกชนิดในตลาด นึกง่ายๆเหมือนมีสูตรอาหารที่อนุญาตให้ใช้วัตถุดิบได้ แต่ไม่มีใครตรวจว่าจานที่เสิร์ฟ “ใส่อะไรจริง”

🇹🇭 ส่วนของประเทศไทย อย.ของเราอาจจะใส่ใจมากกว่านั้นนิ๊ดนึง แต่ประมาณนี้แหละ

⚠️ดังนั้น (พึงระทึกไว้ในใจว่า) อาหารเสริมอาจมีการปนเปื้อน หรือถูกปลอมปน และอาจมีสารบางอย่างที่ไม่ได้ระบุไว้ “ผู้บริโภค” ต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์เองว่าอาหารเสริมนั้นมีการปนเปื้อน หรือไม่มีส่วนผสมตามที่ระบุบนฉลาก (และต้องไปฟ้องร้องเอาเอง) ซึ่งหากผู้บริโภคชนะคดี บริษัทก็อาจถูกปรับได้

ถ้าจะเปรียบเทียบกันแบบให้เห็นภาพระหว่าง ยา VS อาหารเสริม (ในภาพที่ 3)
💊หากเป็นยา หน่วยงานของรัฐควบคุมขาเข้า คือ จะเข้ามาในตลาดได้ (บริษัท) ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผลิตภัณฑ์ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ จึงจะเอาเข้าตลาดได้
⚠️อาหารเสริม หน่วยงานของรัฐควบคุมขาออก คือ จะเอาออกจากตลาดได้ (ผู้บริโภค) ต้องสูจน์ให้ได้ว่าผลิตภัณฑ์ไม่ปลอดภัยและไม่มีประสิทธิภาพ จึงจะเอาออกจากตลาดได้

🙋อกอิแอดฯจะแตก..จริงหรือนี่?
💬ไม่น่าเชื่อเนอะ จริงๆมีเรื่องเหลือเชื่อมากกว่านั้นอีกนะเทอออ…มาๆจะเหลาให้ฟัง 🫦

เหตุเกิดจาก New York State Attorney General's Office (หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ดูแลผู้บริโภค) อยากจะรู้ว่าอาหารเสริมที่เป็นสมุนไพรที่วางขายกันทั่วไปตามร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่ Walmart, Walgreens, Target และ GNC ส่วนผสมที่อยู่ในขวดกับที่ระบุที่ฉลากตรงกันไหม เค้าก็ใช้เทคนิคทางชีวโมเลกุลที่เรียกว่า DNA barcoding ในการตรวจสอบ

ผลการศึกษาน่าตกใจไม่น้อย เมื่อพบว่า ~ร้อยละ 80 ของผลิตภัณฑ์ที่สุ่มตรวจไม่พบสมุนไพรตามที่ระบุบนฉลาก นอกจากนี้ยังพบว่าผลิตภัณฑ์จำนวนมากมีเพียงสารเติมแต่ง เช่น ข้าว กระเทียม หรือพืชชนิดอื่น รวมถึงมีสารที่ไม่ได้ระบุไว้บนฉลากแถมมาให้ด้วย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการแพ้อาหาร ตัวอย่างที่พบ ได้แก่ (ตามรูปที่ 4)
👉ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็น Ginkgo biloba แต่กลับตรวจพบหัวไชเท้าและข้าวสาลี
👉ผลิตภัณฑ์โสม (Ginseng) ที่ไม่พบโสมเลย แต่กลับพบกระเทียมและข้าวแทน
👉ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ที่ 3/6 กระปุกไม่พบสมุนไพรที่ระบุในฉลากเลย
👉ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในรูปของเม็ด ก็เจอถั่วเป็นของแถมในส่วนประกอบด้วย

⚠️สะท้อนถึงปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างฉลากและเนื้อหาจริงของผลิตภัณฑ์
(เดี๋ยวนะ! นี่ซื้ออาหารเสริม หรือ ซื้อลอตตารี่พลัส รับโชคทีเดียว 3 ชั้น)

จากผลการตรวจสอบดังกล่าว หน่วยงานอัยการได้มีคำสั่งให้ระงับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์บางรายการและเรียกร้องให้ผู้ประกอบการปรับปรุงระบบควบคุมคุณภาพ เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างของระบบกำกับดูแลอาหารเสริมในสหรัฐอเมริกา

(อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้ยังเป็นที่ถกเถียงในแวดวงวิชาการ โดยนักวิทยาศาสตร์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าเทคนิค DNA barcoding อาจไม่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการสกัดแล้ว ซึ่งอาจส่งผลให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อน (ประหนึ่งว่าสกัดไปอย่างหนักจนไม่เหลือเค้าเดิมแล่วว นี่สกัดหรือศัลยกรรมนะ) ถึงกระนั้น หลายฝ่ายยังคงยอมรับว่าปัญหาการปลอมปนและการแสดงฉลากไม่ตรงกับความเป็นจริงยังคงเป็นประเด็นที่มีอยู่จริงในอุตสาหกรรมอาหารเสริม

💬นั่นสมุนไพร ทีนี้มาดูฝั่ง “อาหารเสริมทางการกีฬา” บ้าง

ปี 2004 การศึกษาของ Hans Geyer และคณะ ที่ไปสุ่มซื้ออาหารเสริมทางการกีฬามาจำนวน 634 ตัวอย่างจาก 13 ประเทศ แล้วเอามาวิเคราะห์เพื่อดูว่ามีการปนเปื้อนของสารต้องห้ามทางการกีฬาบ้างไหมน้าาา

แน่นวลว่าผลการศึกษาไม่น่าตกใจแล้ว (เพราะว่า…เราตกใจมารอบนึงละ) ~ร้อยละ 14.8 ของผลิตภัณฑ์มีการปนเปื้อนของสารต้องห้าม เช่น anabolic steroids โดยที่ไม่ได้ระบุไว้บนฉลาก การปนเปื้อนดังกล่าวพบได้ในผลิตภัณฑ์ที่วางขายในหลายประเทศ โดยบางประเทศมีอัตราสูงถึงมากกว่าร้อยละ 20 (โอ้ว..ไม่ใช่พี่จีนอย่างเดียวหรอกนะที่เสี่ยงสูง; ประเทศอะไรบ้างดูรูปที่ 5 เลย) ซึ่งบางผลิตภัณฑ์แม้จะมีการปนเปื้อนสารปริมาณเพียงเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอที่จะส่งผลต่อร่างกายและทำให้ผลการตรวจสารต้องห้ามในนักกีฬาเป็นบวกได้ (โดนโทษแบนนะครัช)

⚠️ประเด็นสำคัญคือ ผู้บริโภคไม่สามารถทราบได้จากฉลากว่าผลิตภัณฑ์มีการปนเปื้อนหรือไม่ เนื่องจากสารเหล่านี้มักไม่ได้ถูกระบุไว้ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงทั้งในด้านสุขภาพและด้านกฎหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มนักกีฬา ซึ่งอาจเผชิญกับการลงโทษจากการใช้สารต้องห้ามโดยไม่ตั้งใจ

💬ยัง….ยังไม่หมด

17 ปีต่อมา…นักวิจัยเจ้ากรรมยังสงสัยต่อว่า นี่เวลาก็ผ่านไปนานนมแล้ว ความเสี่ยงมันลดลงบ้างไหมน้า?

ในปี 2021 Duiven และคณะ ก็เลยทำแบบเดิมแหละ แต่ทีนี้ไม่ไปนั่งเครื่องไปซื้อเองที่ตปท.ละ สั่งออนไลน์สิครัช และรอบนี้ขอแบบเด็ดๆ คือ เลือกเฉพาะอาหารเสริมสำหรับนักกีฬาที่มี “ความเสี่ยงสูง” กล่าวคือ ผู้วิจัยคัดเลือกผลิตภัณฑ์จากร้านค้าออนไลน์ 26 แห่ง และแบรนด์กว่า 469 แบรนด์ ก่อนจะคัดกรองเหลือผลิตภัณฑ์ที่เข้าเกณฑ์ศึกษาอย่างเข้มงวดเพียง 216 รายการ โดยเลือกเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีการกล่าวอ้างว่าสามารถปรับฮอร์โมน เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ลดไขมัน หรือเพิ่มพลังงานได้ (ตัวแม่ ตัวมัม ตัว top ตัวออกฤทธิ์ละน้อ) จากนั้นก็นำมาคัดเลือกอีกโดยมีเกณฑ์ว่า จะตัดผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “มีสารต้องห้ามบนฉลากออก” (ก็ถ้าแบไต๋มาว่ามี...ตัดออกเลย เพราะงานวิจัยนี้เค้าอยากจับ “อีแอบ(ใส่)” เท่านั้น) ตัดไปตัดมาเหลือตัวเด็ดๆเจ็ดย่านน้ำอยู่ 66 ผลิตภัณฑ์ จากนั้นเข้าสู่กระบวนการทดสอบ

แน่นวลว่าผลการศึกษาก็ไม่น่าตกใจอีก…(เพราะเราตกใจมา 2 รอบละ) พบว่า 25 จาก 66 ผลิตภัณฑ์ (ประมาณ 38%) มีสารต้องห้ามทางการกีฬา (doping substances) ที่ไม่ได้ระบุบนฉลาก และ 33% พบสารต้องห้ามในระดับที่อาจไม่ก่ออันตรายเฉียบพลัน และประมาณ 4–5% พบสารในระดับที่อาจก่อความเสี่ยงต่อสุขภาพ (รูปที่ 6)

สารที่ตรวจพบมักอยู่ในกลุ่มฮอร์โมน สารกระตุ้น หรือสารต้องห้ามอื่น ๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อร่างกายและทำให้นักกีฬาเสี่ยงต่อการตรวจพบสารโด๊ปโดยไม่ตั้งใจ การปนเปื้อนในอาหารเสริมสามารถเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุหลัก ได้แก่

1️⃣คือกระบวนการผลิต เช่น การที่อุปกรณ์การผลิตไม่ได้รับการทำความสะอาดตามมาตรฐานที่กำหนด ทำให้มีสารตกค้างจากผลิตภัณฑ์ก่อนหน้า (cross-contamination) ปนเปื้อนเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น โรงงานเดียวกันตอนเช้าผลิตสารปลุกเซ็กส์ที่มีการใส่ฮอร์โมนเพศชายมาก่อน แล้วตอนบ่ายมาผลิตโปรตีน เครื่องจักรล้างไม่สะอาด เลยมีฮอร์โมนปนมาแบบไม่ได้ตั้งใจ เราเรียกรณีนี้ว่า การปนเปื้อนที่เกิดขึ้นโดย”ไม่ตั้งใจ” จากความบกพร่องในการควบคุมคุณภาพ

2️⃣ก็คือแบบ “ตั้งใจแน่วแน่ หรือ จงใจเติมสาร (adulteration) อาจเป็นสารกระตุ้น ฮอร์โมน ลงในผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้ใช้ “รู้สึกว่าได้ผล”

การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าโอกาส “ทำแจ๊กพอต” จากการซื้ออาหารเสริมมากกว่าโอกาสของการถูกหวยซะอีก เอ้ย! ไม่ใช่ๆ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า อาหารเสริมโดยเฉพาะกลุ่มที่อวดอ้างสรรพคุณด้านสมรรถภาพมีความเสี่ยงสูงต่อการปนเปื้อนของสารต้องห้าม ทั้งจากความผิดพลาดในกระบวนการผลิตและการเติมสารโดยเจตนา (รูปที่ 7)

⚠️ดังนั้น ผู้บริโภคและนักกีฬาควรใช้ความระมัดระวังในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ และไม่ควรพิจารณาข้อมูลจากฉลากเพียงอย่างเดียว เนื่องจากอาจไม่สะท้อนองค์ประกอบที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์ได้อย่างครบถ้วน

⚠️สำหรับนักกีฬา ความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้น รับโชค 2 ชั้นเลยทีเดียว เพราะตามกฎของ World Anti-Doping Agency (WADA) ซึ่งใช้หลัก Strict Liability แปลว่า “ไม่ว่าคุณจะตั้งใจหรือไม่ ถ้าตรวจเจอ = คุณผิด” อ้างอะไรไม่ได้เลย เพราะคุณคือคนที่กินเข้าไปเอง (รูปที่8)

🙋‍♂️แล้วจะเลือกอาหารเสริมยังไงให้ปลอดภัย?

💬ไม่มีวิธีที่ “ปลอดภัย 100%”
แหม! ก็เหมือนเลือกคู่ชีวิตล่ะน้อ จะรู้ได้ไงว่าเป็น “คนที่ใช่” ตอนที่เลือกก็ใช่หมดนั่นแหละ อยู่ๆไปทำไม “ไม่ใช่” แล้วอ่ะ…เราไม่มีทางรู้หรอก…

แต่เรา”ลดความเสี่ยงได้” โดยการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรอง เช่น Informed-Sport, NSF Certified for Sport, HASTA หลีกเลี่ยงคำโฆษณาเกินจริง ไม่เชื่อรีวิวเพียงอย่างเดียว ตรวจสอบแหล่งผลิต เลือกซื้อจากร้านค้าที่เป็น official store เท่านั้น (รูปที่ 9)

สรุปสุดท้าย…Prof.Ron Maughan เจ้าพ่อแห่งวงการโภชนาการการกีฬา ฝากกฎ 3 ข้อเรื่องอาหารเสริมไว้ว่า (รูปที่ 10)..

⚠️ถ้าอาหารเสริมไม่ถูก ban มันอาจจะใช้ไม่ค่อยได้ผล
⚠️ถ้าอาหารเสริมใช้ได้ผล มันก็อาจจะถูก ban
⚠️แต่ก็มีข้อยกเว้นบ้างแหละ

ก็เหมือน “เนื้อคู่” แหละเนอะ…ที่เหลือในตลาดก็ไม่ค่อยดี ที่ดีๆ…ก็มีเจ้าของไปหมดละ แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง…ตบตีแย่งชิงกันอยู่ จะเหลือจริงๆก็ “เนื้อย่าง“ นี่แหละ วันนี้ว่างๆไปกินด้วยกันไหม? ส่งเสริมนโยบายการกินอาหารหลักมากกว่าอาหารเสริม 😘

คราวก่อนเขียนเรื่องศิลปะการดื่มแอลกฮอล์ไป แต่อาจจะยังไม่ครบทุกมิติ วันนี้เลยอยากจะมาเขียนต่อเป็นเฉพาะทาง..เรื่องศิลปะการ...
14/03/2026

คราวก่อนเขียนเรื่องศิลปะการดื่มแอลกฮอล์ไป แต่อาจจะยังไม่ครบทุกมิติ วันนี้เลยอยากจะมาเขียนต่อเป็นเฉพาะทาง..เรื่องศิลปะการดื่มเบียร์

~จากความเดิมตอนที่แล้วที่ว่า..ร่างกายมองแอลกอฮอล์เป็น “ตัวร้าย” ที่เห็นเมื่อใดก็ต้อง “กำจัด” ทิ้งให้สิ้นซาก ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่เราพาแอลกฮอล์เข้ามาในร่างกาย ระบบหลายๆระบบในร่างกายก็ต้องทิ้งงานประจำที่ทำอยู่ แล้วเปิดโหมด alert เตรียมพร้อมรบทันที ซึ่งแน่นวลว่าทำให้การทำงานในภาพรวมของร่างกาย “แปรปรวน” ไปมาก

~แต่ถึงแม้เราจะรู้อยู่เต็มอกว่าพาแอลกอฮอล์เข้ามาแล้วจะต้องทำให้ตัวเองลำบาก แต่เราก็ยังห้ามใจไม่ได้เลยยยย…และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ก็คือ “น้องเบียร์” นั่นเอง ที่ “ถึงร้ายแค่ไหน…คนก็ยังรักมากอยู่ดี”

แหม! ถ้ายืนกรานจะรักกันขนาดนี้ วันนี้แอดฯจะพามามองนอกลู่นอกทาง เอ้ย! นอกกรอบกันนิดนึงว่า...จะมีวิธีไหนไหมที่จะทำให้เราและน้องอยู่ด้วยกันแบบผาสุข

“Sports Beer: นักกีฬาดื่มเบียร์อย่างไร…ให้ใจสุขแต่ร่างกายไม่ทุกข์”

หลังการแข่งขันกีฬา ภาพที่พบเห็นได้บ่อยในหลายประเทศ คือ การที่นักกีฬารวมตัวกัน “ดื่มเบียร์” เพื่อเฉลิมฉลองหรือผ่อนคลายหลังการแข่งขัน พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “เบียร์” เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับการยอมรับในเชิงสังคมอย่างกว้างขวางในหมู่นักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกาย

แนวคิดของ “Sports Beer” จึงเกิดขึ้นจากคำถามพื้นฐานว่า หากเบียร์เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว จะสามารถปรับองค์ประกอบของเครื่องดื่มชนิดนี้ให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการฟื้นฟูร่างกายหลังการออกกำลังกายได้หรือไม่?

แนวคิดดังกล่าวไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากหลังการออกกำลังกาย แต่เป็นความพยายามในการพัฒนา “เบียร์ทางเลือก” ที่ยังคงรักษาบทบาทของการเป็นเครื่องดื่มเพื่อการสังสรรค์ ขณะเดียวกันก็สามารถช่วยชดเชยน้ำในร่างกาย (rehydration) และลดผลกระทบเชิงลบที่มักเกิดจากการดื่มเบียร์ทั่วไป

งานวิจัยด้านโภชนาการการกีฬาหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า การปรับองค์ประกอบของเบียร์เพียงบางประการ สามารถทำให้เครื่องดื่มชนิดนี้มีความเหมาะสมต่อการบริโภคหลังการออกกำลังกายมากขึ้น

มาดูกันเลย…ว่าทำยังไง

เรามาเริ่มพิจารณากันที่ปัญหาเดิมของน้องเบียร์ก่อน…

💁🏻‍♂️หนึ่งในปัญหาหลักของการดื่มเบียร์ปกติหลังออกกำลังกาย คือ ผลของแอลกอฮอล์ต่อสมดุลของน้ำในร่างกาย แอลกอฮอล์มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งของฮอร์โมนวาโซเพรสซิน (vasopressin) หรือที่เรียกว่า antidiuretic hormone (ADH) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการกักเก็บน้ำของไต เมื่อระดับของฮอร์โมนดังกล่าวลดลง ไตจะขับปัสสาวะออกมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียน้ำในปริมาณที่สูงขึ้น

กลไกนี้ได้รับการอธิบายไว้ตั้งแต่งานวิจัยคลาสสิกของ Eggleton ในปี ค.ศ. 1942 ซึ่งเสนอว่าเอทานอลทุก 1 กรัมสามารถกระตุ้นการขับปัสสาวะเพิ่มขึ้นประมาณ 10 มิลลิลิตร

ตัวอย่าง เช่น กรณีของเบียร์ทั่วไปที่มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ประมาณ 5% โดยปริมาตร (ABV) ในปริมาณ 1 พินต์ (564 มิลลิลิตร) ซึ่งมีปริมาณแอลกอฮอล์ประมาณ 30 กรัม ส่งผลให้ร่างกายอาจขับปัสสาวะเพิ่มขึ้นราว 300 มิลลิลิตร แต่เนื่องจากปริมาตรเครื่องดื่มเยอะ ผลลัพธ์สุทธิจึงยังเป็นบวก (+264 มล.)

ในทำนองเดียวกัน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นสูง เช่น วิสกี้ปริมาณ 1 เป๊ก (ประมาณ 25 มิลลิลิตร) ซึ่งมีแอลกอฮอล์ประมาณ 10 กรัม ก็สามารถกระตุ้นการขับปัสสาวะเพิ่มขึ้นประมาณ 100 มิลลิลิตรได้เช่นกัน แต่เนื่องจากปริมาณที่ดื่มน้อยอาจส่งผลให้น้ำในร่างกาย ติดลบสุทธิ (-76 มล.)

ปรากฏการณ์นี้อธิบายได้ว่าทำไมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นสูงจึงอาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะสูญเสียน้ำสุทธิได้ แม้ว่าเครื่องดื่มนั้นจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักก็ตาม

แต่จากงานวิจัยของ Shirreffs & Maughan (1997) ที่ให้กลุ่มตัวอย่างขาดน้ำ 2% แล้วดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่างระดับกัน (0, 1, 2, 4%) ในปริมาณ 1.5 เท่าของน้ำหนักที่เสียไป พบว่า

~ปริมาณปัสสาวะ: จะขับออกมาสูงสุดในช่วง 2 ชั่วโมงแรกหลังการดื่ม ในเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์สูง (4%) จะพบอาการขับปัสสาวะล่าช้า (Delayed diuresis) ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่แอลกอฮอล์ไปชะลอ gastric emptying

~ประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำ: เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำ (0% และ 1%) มีประสิทธิภาพในการชดเชยน้ำได้ดีที่สุด

แต่ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว พบว่าหากเครื่องดื่มไม่มีเกลือแร่ (Electrolytes) ปนอยู่ด้วย ร่างกายมักจะยังคงอยู่ในสภาวะสมดุลน้ำติดลบ (Net negative fluid balance) ในทุกกลุ่มทดลอง*
*อันนี้ลองนึกถึงเวลาที่เรากินน้ำเข้าไป ก็ต้องไปปัสสาวะออกบ้างบางส่วน การชดเชยน้ำเลยช้าไม่ทันใจ ถ้าอยากให้ชดเชยน้ำได้เร็วขึ้น เราก็ต้องเติมโซเดียมลงไปให้ช่วยกักเก็บน้ำหน่อย

แต่ถ้าเปรียบเทียบผลของแอลกอฮอล์ในภาวะร่างกายปกติ (Euhydrated) และภาวะขาดน้ำ (Hypohydrated) จะเห็นว่า

~ในภาวะร่างกายปกติ: การดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มปริมาณปัสสาวะอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการไม่ดื่ม

~ในภาวะขาดน้ำ: ฤทธิ์การขับปัสสาวะของแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มต่ำจะลดลงจนเกือบไม่มีผล (Blunted)

✅นั่นหมายความว่าหากนักกีฬาขาดน้ำอยู่แล้ว ร่างกายจะพยายามกักเก็บน้ำไว้อย่างเต็มที่จนฤทธิ์ขับปัสสาวะของแอลกอฮอล์ทำงานได้น้อยลง

จากความเข้าใจนี้เอง นักวิจัยได้เสนอแนวทางในการปรับสูตรเบียร์เพื่อให้เหมาะสมต่อการฟื้นฟูร่างกายหลังการออกกำลังกายมากขึ้น โดยเสนอให้ปรับองค์ประกอบสำคัญ

1️⃣ คือการลดปริมาณแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่ม งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าเบียร์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำกว่า 2% ABV แทบไม่ส่งผลกระทบต่อการขับปัสสาวะอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถให้ผลในการชดเชยน้ำในร่างกายใกล้เคียงกับเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ยิ่งปริมาณแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มต่ำมากเท่าใด ผลกระทบต่อการสูญเสียน้ำของร่างกายก็จะยิ่งลดลงตามไปด้วย

2️⃣ คือการเติมอิเล็กโทรไลต์ โดยเฉพาะโซเดียมลงในเครื่องดื่ม งานวิจัยของ Desbrow และคณะในปี ค.ศ. 2013 และ 2015 พบว่าปริมาณโซเดียมในเครื่องดื่มมีบทบาทสำคัญต่อความสามารถในการกักเก็บน้ำของร่างกายมากกว่าการลดปริมาณแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อยเสียอีก โซเดียมเป็นอิเล็กโทรไลต์หลักที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมน้ำในลำไส้และช่วยให้ร่างกายสามารถรักษาสมดุลของของเหลวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

✅ดังนั้น สูตรของเครื่องดื่มที่นักวิจัยมองว่ามีศักยภาพมากที่สุดจึงประกอบด้วยเบียร์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำร่วมกับการเสริมโซเดียม ซึ่งทำให้เครื่องดื่มดังกล่าวมีคุณสมบัติคล้ายกับเครื่องดื่มเกลือแร่ที่ใช้ในการฟื้นฟูร่างกายหลังการออกกำลังกายในบางแง่มุม

💁🏻‍♂️และเมื่อพิจารณาแล้ว เบียร์ถือว่ามีข้อได้เปรียบเนื่องจาก..

ในการชดเชยน้ำ นอกจาก “ชนิด” ของเครื่องดื่มที่ต้องพิจารณาแล้ว “ปริมาณของเหลวที่บริโภค” ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการชดเชยน้ำหลังการออกกำลังกายเช่นกัน การฟื้นฟูสมดุลของของเหลวในร่างกายไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับปริมาณของของเหลวที่ร่างกายได้รับเข้าไป (ถ้าคุณสมบัติเหมาะสมทุกอย่าง แต่สุดท้ายไม่อร่อย นักกีฬาไม่ดื่ม..ก็จบข่าว) แต่เบียร์ถือว่า “ได้เปรียบ” ในข้อนี้ เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติที่ดีและดื่มง่าย เช่น เบียร์แอลกอฮอล์ต่ำ อาจช่วยกระตุ้นให้ผู้ดื่มบริโภคของเหลวในปริมาณมากขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มการเติมน้ำเข้าสู่ร่างกาย

✅ในทางปฏิบัติ ตัวเลือกที่ได้รับการพิจารณาว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับนักกีฬา คือเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ (non-alcoholic beer) ซึ่งมีปริมาณแอลกอฮอล์ประมาณ 0% ABV โดยเฉพาะเบียร์สาลีไร้แอลกอฮอล์ที่มักมีองค์ประกอบของคาร์โบไฮเดรต แร่ธาตุ และสารประกอบจากธัญพืชในระดับที่ใกล้เคียงกับเครื่องดื่มประเภทไอโซโทนิก (isotonic drink) เครื่องดื่มประเภทนี้จึงสามารถช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูร่างกายหลังการออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในทางทฤษฎีมีความเป็นไปได้…แต่มีใครกล้านำไปปฏิบัติหรือไม่?

ตัวอย่างที่น่าสนใจของการนำแนวคิดนี้ไปใช้จริงคือการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี ค.ศ. 2018 ที่เมืองพยองชาง ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งทีมชาติเยอรมนีได้นำเบียร์สาลีไร้แอลกอฮอล์ไปให้นักกีฬาดื่มเป็นเครื่องดื่มฟื้นฟูร่างกายหลังการแข่งขันในปริมาณรวมมากถึงประมาณ 3,500 ลิตร* และการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี ค.ศ. 2026 ที่ผ่านมานี้ก็เป็นครั้งแรกที่มีสปอนเซอร์เป็นเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ (non alcoholic beer) 🍻

*พาดหัวข่าวในรูปใช้คำว่า “Chill Olympic doctor recommends beer after competing” นี่ต้องตามไปดูเลยว่าคุณหมอสายชิลล์คนนี้คือใคร

สรุปในสรุป:
หากต้องการดื่มเครื่องดื่มประเภทเบียร์หลังการออกกำลังกายโดยไม่รบกวนกระบวนการฟื้นฟูของร่างกายมากเกินไป
✅ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดคือเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ (0% ABV) ซึ่งสามารถช่วยชดเชยน้ำและยังคงให้สารอาหารบางส่วนจากธัญพืชได้
✅รองลงมาคือเบียร์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำกว่า 2% ABV โดยควรบริโภคร่วมกับอาหารที่มีโซเดียมเพื่อช่วยเสริมการกักเก็บน้ำในร่างกาย
❌ในทางตรงกันข้ามควรหลีกเลี่ยงการดื่มเบียร์ทั่วไปที่มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ตั้งแต่ 5% ขึ้นไปในปริมาณมากหลังการออกกำลังกาย เนื่องจากอาจส่งผลเสียต่อการฟื้นฟูพลังงาน การซ่อมแซมกล้ามเนื้อ และคุณภาพของการพักผ่อนหลับนอนของนักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกาย

จิบเบียร์ก็เพ้อ จีบเธอก็แพ้
มีรักมันแย่ กลับไปขอตังค์แม่ดีฝ่าาา

เอกสารอ้างอิง
•Burke, L. M., Collier, G. R., Broad, E. M., Davis, P. G., Martin, D. T., Sanigorski, A. J., & Hargreaves, M. (2003). Effect of alcohol intake on muscle glycogen storage after prolonged exercise. Journal of Applied Physiology, 95(3), 983–990.
•Desbrow, B., Murray, D., & Leveritt, M. (2013). Beer as a sports drink? Manipulating beer's ingredients to replace lost fluid. International Journal of Sport Nutrition and Exercise Metabolism, 23(6), 593–600.
•Desbrow, B., Cecchin, D., Jones, A., Grant, G., Irwin, C., & Leveritt, M. (2015). Manipulations to the alcohol and sodium content of beer for postexercise rehydration. International Journal of Sport Nutrition and Exercise Metabolism, 25(3), 262–270.
•Eggleton, M. G. (1942). The diuretic action of alcohol in man. Journal of Physiology, 101, 172–191.

มีนาแล้ว..มีใจให้เราบ้างหรือยัง? ถ้ายังไม่ใช่คนของใจ…ก็ไม่เป็นไรงั้นขอเป็นคนที่เจอกันในงาน AFSM•SMAT•TOSSM 2026 แทนได้ไห...
08/03/2026

มีนาแล้ว..มีใจให้เราบ้างหรือยัง?
ถ้ายังไม่ใช่คนของใจ…ก็ไม่เป็นไร

งั้นขอเป็นคนที่เจอกันในงาน AFSM•SMAT•TOSSM 2026 แทนได้ไหม?

แวะมาเตือนให้ไปจดทะเบียน เอ้ย! ลงทะเบียน…
กลัวว่าถ้าช้ากว่านี้..ค่าตัวอาจพุ่งเหมือนราคาค่าน้ำมันได้

วันนี้ฤกษ์ดี..โอน~จ่าย~จบ~ครบในแว๊บเดียว…งานดีย์ ที่พักเริ่ด ราคามิตรภาพ (ขยาย) จนถึง 20 เมษายนนี้เท่านั้นน้าาา!

👉คลิ๊กเลย! https://afsm2026.com

📜หนังสือเชิญประชุม download ได้ที่นี่เลย:
https://1drv.ms/f/c/b5a0c1378a88273b/IgBRSSZJWD_bQYCqTk96g4YSAZjzAzr0yeSsIUpDmVgKsrM?e=vcrDOa

❣️สมัครสมาชิก SMAT: https://forms.gle/iutWbTSbBDh7mp8U9
—————————————————————
ขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติ “The Combined Meeting of AFSM SMAT TOSSM 2026” ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญด้านเวชศาสตร์การกีฬาของภูมิภาคเอเชีย โดยในงานจะจัดรูปแบบการประชุมแบบคู่ขนาน (parallel sessions) ครอบคลุม 2 สาขาหลัก ได้แก่

1️⃣ ในสาขา Sports Science and Sports Medicine จะครอบคลุมองค์ความรู้สำคัญด้านเวชศาสตร์การกีฬา ตั้งแต่โภชนาการการกีฬา การป้องกันและการรักษาการบาดเจ็บ การฟื้นฟูสมรรถภาพ เทคโนโลยีใหม่ในเวชศาสตร์การกีฬา ตลอดจนแนวทางและข้อแนะนำระดับนานาชาติที่อัปเดตล่าสุดในปี 2026

2️⃣ในสาขา Orthopaedic Sports Surgery จะนำเสนอความก้าวหน้าทางศัลยศาสตร์การกีฬา ครอบคลุมการวินิจฉัย การผ่าตัด เทคนิคการรักษาสมัยใหม่ การฟื้นฟูหลังผ่าตัด ตลอดจนแนวทางการดูแลผู้ป่วยตามมาตรฐานสากล

🌊2–4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ณ Sheraton Hua Hin Resort & Spa

วิทยาศาสตร์การกีฬาสู่นักกีฬาเยาวชนแล้วววน้าาอบรมฟรี..แถมมีที่พัก + อาหาร ดีย์ๆแบบนี้…ต้องรีบสมัครแล่ววววไหมมม 😊
02/03/2026

วิทยาศาสตร์การกีฬาสู่นักกีฬาเยาวชนแล้วววน้าา

อบรมฟรี..แถมมีที่พัก + อาหาร

ดีย์ๆแบบนี้…ต้องรีบสมัครแล่ววววไหมมม 😊

กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดกิจกรรมช่วงฤดูร้อน เปิดรับสมัครนักกีฬาวอลเลย์บอลเยาวชนหญิง เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมอัจฉริยภาพทางการกีฬา (Creating Stars of Tomorrow : Sports Talent Camp)

มาร่วมสัมผัสและเพิ่มเติมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่จะช่วยพัฒนาให้น้องๆ มีศักยภาพด้านการกีฬาที่สูงขึ้น เข้าใจหลักการพัฒนาสู่การเป็นนักกีฬาระดับโลกในอนาคต

* รับจำนวนจำกัดเพียง 120 คน เท่านั้น!!!
* สมัครฟรี!!! ไม่มีค่าใช้จ่ายในการอบรม ***
* เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนกว่าจะเต็ม!!!

#คุณสมบัติผู้เข้าร่วมอบรม
1. เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-ม.3)
2. เคยผ่านประสบการณ์เข้าร่วมการแข่งขันวอลเลย์บอลของกรมพลศึกษา หรือเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลของโรงเรียน หรือมีการฝึกซ้อมวอลเลย์บอลเป็นประจำ
3. สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ทั้ง 3 วัน
4. คุณสมบัติอื่นๆ ให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกรมพลศึกษา

#สิ่งที่จะได้รับ
1. ใบประกาศนียบัตรผ่านการอบรม
2. ได้เพิ่มพูนความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาที่จำเป็นและสำคัญกับการเป็นนักกีฬาเยาวชน ในหลากหลายหัวข้อ ได้แก่ อุดมการณ์โอลิมปิค เส้นทางการพัฒนาไปสู่การเป็นนักกีฬาระดับโลกในอนาคต การฝึกทักษะทางจิตใจ การทดสอบและพัฒนาสมรรถภาพทางกายสำหรับนักกีฬาวอลเลย์บอลเยาวชน โภชนาการทางการกีฬา การประเมินพัฒนาศักยภาพทางสมองของนักกีฬาเยาวชน และการป้องกันและรักษาอาการบาดเจ็บของนักกีฬาเยาวชน
3. สนุกกับการฝึกปฏิบัติโดยวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาวอเลย์บอลเยาวชน

#ระยะเวลาการอบรม วันที่ 28-30 มีนาคม 2569 (3 วัน 2 คืน)

#สถานที่ โรงแรม รายาแกรนด์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา

ลงทะเบียนสมัครผ่าน Google form : https://forms.gle/rPc1rDqFqjctzYM98
หรือสแกน QR Code ในภาพ

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://line.me/ti/g2/TVIh2WrOH_enlc4n34lwIZ8J5s9s1KmkNc5zTQ?utm_source=invitation&utm_medium=link_copy&utm_campaign=default
หรือสแกน QR Code ในภาพ

ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการอบรม ผ่านเพจเฟสบุ๊ก กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

* กรมพลศึกษาจัดที่พักและอาหารให้กับผู้เข้าร่วมทุกคน

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนแอดฯไปร่วมงานเลี้ยง มีโอกาสได้พบอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง อาจารย์เจอหน้าจึงแจ้งว่าอาจารย์เป็น FC เพจอย...
01/03/2026

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนแอดฯไปร่วมงานเลี้ยง มีโอกาสได้พบอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง อาจารย์เจอหน้าจึงแจ้งว่าอาจารย์เป็น FC เพจอยู่ด้วยน้าา (ไม่บอกเฉยๆ มีการแสดงหลักฐานด้วย) ในขณะที่เรากำลังปลื้มปริ่มอยู่ยังไม่ครบ 45 วินาที อาจารย์ก็ให้การบ้านต่อทันที…เนี่ยอยากให้เขียนเรื่อง “แอลกอฮอล์กับนักกีฬา” หน่อย พร้อมทั้งแสดงเหตุผลประกอบการให้การบ้านนั้น…
(*จังหวะนี้นักข่าวน่าจะอยากถามว่า.. อันนี้เล่าหรืออวด!)

อ่ะ!ไหนๆอาจารย์ใช้สิทธิ์แฟนเพจมายื่นคำขอด้วยตัวเองแล้ว เมื่อพิจารณาตามนโยบายเพจเราที่ยึดหลัก (ที่ตั้งขึ้นมาเอง) ว่า 1.ตามใจแอดมิน 2.ตามใจแฟน(เพจ) 3.ไม่ขัดใจบอส ก็ถือว่าเรื่องนี้ได้ไปต่อ...

📌วันนี้มาว่ากันด้วยเรื่อง “ศิลปะการดื่มแอลกอฮอล์”

ก่อนจะพูดถึง “ศิลปะ” ของการดื่ม สิ่งสำคัญคือ “การเข้าใจธรรมชาติของแอลกอฮอล์” ในเชิงวิทยาศาสตร์เสียก่อน คำว่าแอลกอฮอล์ในทางเคมีมีหลายชนิด แต่ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์หลัก ๆ ได้แก่ เอทานอล เมทานอล และไอโซโพรพานอล โดยมีเพียง เอทานอล (ethanol) เท่านั้นที่สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัยในปริมาณที่เหมาะสม
⚡️ดังนั้นเมื่อกล่าวถึง “แอลกอฮอล์ในเครื่องดื่ม” เราหมายถึง “เอทานอล” ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางและเป็นตัวกำหนดผลทางสรีรวิทยาทั้งหมดของการดื่ม

เรามาทำความเข้าใจธรรมชาติของแม่นาง “เอทานอล” กันแบบลึกซึ้งสักหน่อย

1️⃣ “ดีกรีความแรงของนาง” วัดจากความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ (%ABV) ไม่ใช่ปริมาณที่ดื่ม
ความแรงของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์โดยปริมาตร (% Alcohol by Volume; %ABV) หมายถึง ปริมาตรของเอทานอลบริสุทธิ์ต่อปริมาตรรวมของเครื่องดื่ม เช่น 5% ABV หมายความว่าในเครื่องดื่ม 100 มิลลิลิตร มีเอทานอล 5 มิลลิลิตร ความแตกต่างของค่า ABV ทำให้แม้ดื่มในปริมาตรเท่ากัน แต่ร่างกายได้รับเอทานอลไม่เท่ากัน (วิธีคิดตามรูปที่ 1)
⚡️กล่าวอีกนัยหนึ่ง “ปริมาตรที่ดื่ม” ไม่ได้สะท้อน “ปริมาณเอทานอลที่ได้รับ” เสมอไป หลักการนี้คล้ายกับเครื่องดื่มรสหวานที่มีความเข้มข้นน้ำตาลต่างกัน ยิ่งเข้มข้นมาก พลังงานที่ได้รับต่อหน่วยปริมาตรก็ยิ่งสูง

2️⃣ “มาตรฐานการวัด” (1 ดื่มมาตรฐาน) ไม่เท่ากันทุกประเทศ
การคำนวณกรัมของเอทานอลโดยวิธีด้านบนค่อนข้างซับซ้อน จึงยากต่อการสื่อสารกับประชาชน หน่วยงานสาธารณสุขจึงพัฒนาแนวคิด “หน่วยการดื่มมาตรฐาน” (standard drink / unit) เพื่อช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น เช่น แนะนำว่า “ไม่ควรเกินกี่หน่วยต่อวัน” โดยผูกกับภาชนะที่คนคุ้นเคย เช่น ไวน์กี่แก้ว เบียร์กี่กระป๋อง หรือสุรากี่ช็อต วิธีนี้ช่วยให้สื่อสารได้ตรงไปตรงมา แต่ก็สร้างความสับสนอีกชั้นหนึ่งเมื่อแต่ละประเทศกำหนดให้ “1 หน่วย” ไม่เท่ากัน

✅ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ United Kingdom🇬🇧และ United States 🇺🇸แม้ทั้งสองประเทศจะใช้ภาษาอังกฤษเหมือนกัน แต่พวกเขาก็ยังมีสำเนียงที่ไม่เหมือนกัน ฉันใดก็ฉันนั้น...

🇬🇧 ใช้ระบบ UK Unit โดยกำหนดให้ 1 หน่วย = เอทานอล 8 กรัม
🇺🇸 ใช้คำว่า standard drink ซึ่ง 1 หน่วย = เอทานอล 14 กรัม

⚡️ดังนั้น 1 US standard drink = 1.75 UK units ความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดจากความแตกต่างทางชีววิทยาของประชากร (ก็คนเหมือนกันอ่ะเนอะ แค่อยู่คนละประเทศเฉยๆ) แต่เป็นผลจากแนวทางนโยบายสาธารณสุขและประวัติการกำหนดเกณฑ์ภายในประเทศนั้นๆ
⚡️ผลที่ตามมาคือ หากอ่านงานวิจัยหรือคำแนะนำสุขภาพโดยไม่ตรวจสอบระบบหน่วย อาจตีความผิดได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น คำแนะนำว่า “ไม่เกิน 2 ดื่มมาตรฐานต่อวัน” ในบริบทของสหรัฐฯ อาจหมายถึงเอทานอล 28 กรัม แต่ถ้าเป็นระบบของสหราชอาณาจักร 2 หน่วยจะเท่ากับเพียง 16 กรัม ซึ่งต่างกันเกือบเท่าตัว
⚠️ดังนั้น ในการประเมินความเสี่ยงหรือเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างประเทศ จำเป็นต้องแปลงหน่วยให้เป็น “กรัมของเอทานอล” เสมอ เพราะนี่คือหน่วยทางสรีรวิทยาที่แท้จริงที่ร่างกายรับรู้ ไม่ใช่จำนวนแก้วหรือจำนวนกระป๋องที่เห็นด้วยตาเปล่า

3️⃣ นักกีฬาส่วนใหญ่ปกปิดพฤติกรรมการดื่ม และมีพฤติกรรมชอบดื่มแบบเยอะๆในครั้งเดียว
จากงานวิจัยพบว่า ปริมาณการดื่มของนักกีฬามีความแปรปรวนระหว่างบุคคลสูง บางรายแทบไม่ดื่ม ขณะที่บางรายมีสัดส่วนการดื่มในระดับที่อาจกระทบสมดุลพลังงานและการฟื้นตัว นอกจากนี้ นักกีฬาประเภททีมมีแนวโน้มบริโภคมากกว่าประเภทบุคคล และเมื่อพิจารณาจากค่าเฉลี่ยรายวัน กลุ่มตัวอย่างอาจปกปิดพฤติกรรมดื่ม binge drinking โดยเฉพาะหลังการแข่งขันหรือกิจกรรมทีม
⚠️ดังนั้นข้อมูลที่ได้อาจจะไม่สะท้อนความเป็นจริง เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างมักรายงานต่ำกว่าความเป็นจริงและมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในช่วงของการเก็บข้อมูล

4️⃣แอลกอฮอล์ให้ “พลังงาน” แต่ “ไม่มีคุณค่า & ไม่จำเป็น”
เอทานอลให้พลังงาน 7 กิโลแคลอรีต่อกรัม นอกจากพลังงานจากเอทานอลแล้ว เครื่องดื่มบางชนิด โดยเฉพาะเบียร์ ยังมีคาร์โบไฮเดรตตกค้างจากกระบวนการหมัก เนื่องจากน้ำตาลจากธัญพืชไม่ถูกยีสต์เปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์ทั้งหมด คาร์โบไฮเดรตส่วนที่เหลือ เช่น เดกซ์ทริน จึงยังให้พลังงานเพิ่มเติมได้อีก
⚠️ในเชิงโภชนาการ “แอลกอฮอล์ไม่ใช่สารอาหารจำเป็น” การไม่ดื่มจึงไม่ทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหารใดๆ (ขีดส้นใต้ไว้ 3เส้น)

5️⃣ ดื่มแอลกอฮอล์ = สุขน้อยนิด...แต่พิษยาวนาน
เมื่อดื่มแอลกอฮอล์ ร่างกายมองเอทานอลเป็นสารแปลกปลอมที่มีฤทธิ์เป็น “พิษ” ที่ต้องรีบ “กำจัด” ออกไปก่อนเลย ปล่อยไว้ไม่ได้เดี๋ยวบ่อนทำลายชาติหมด
⚠️ดังนั้น ภารกิจอะไรที่ร่างกายกำลังทำอยู่ จะถูก “ระงับไว้ก่อน” เรามาทุ่มสรรพกำลังในการกำจัดเจ้าเอทานอลไปให้หมดก่อน กำจัดหมดแล้วค่อยกลับไปทำอย่างอื่น (อารมณ์เหมือนที่บ้านกำลังทำอาหารอยู่ แต่เกิดไฟไหม้ขึ้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือดับไฟก่อน แล้วค่อยมาปรุงอาหารกินต่อ เวลาร่างกายเจอแอลกอฮอล์ก็เหมือนกัน)
✅ เอทานอลถูกเผาผลาญหลักที่ตับผ่านเอนไซม์ Alcohol Dehydrogenase (ADH) และ Aldehyde Dehydrogenase (ALDH) ด้วยอัตราค่อนข้างคงที่ประมาณ 0.1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อชั่วโมง และกระบวนการนี้ไม่สามารถเร่งได้

⚠️ตัวอย่างเช่น คนหนัก 70 กิโลกรัมจะกำจัดเอทานอลได้ประมาณ 7 กรัมต่อชั่วโมง หากดื่มเอทานอล 35 กรัม อาจต้องใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงจึงจะกำจัดหมด ในช่วงเวลานั้น ตับจะต้องจัดการกับแอลกอฮอล์ก่อนที่จะทำกระบวนการอื่นๆ

✅ ในระดับชีวเคมี การเปลี่ยนเอทานอลเป็น acetaldehyde และ acetate ทำให้เกิดการสะสมของ NADH ในตับ อัตราส่วน NADH/NAD⁺ ที่เพิ่มขึ้นนี้ จะไปยับยั้งกระบวนการสร้างกลูโคส (gluconeogenesis) และการเผาผลาญไขมัน และรบกวนการฟื้นฟูพลังงานระดับเซลล์ ซึ่งกลไกเหล่านี้มีความสำคัญโดยตรงต่อการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด การเติมไกลโคเจน และการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย ส่งผลให้นักกีฬามีการฟื้นตัวที่ไม่ดี

⚠️ตัวอย่างเช่น หลังการวิ่งระยะไกลที่ไกลโคเจนในตับลดลงอยู่แล้ว หากดื่มแอลกอฮอล์ ร่างกายจะสร้างกลูโคสใหม่ได้น้อยลง ทำให้เสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ นักกีฬาอาจรู้สึกอ่อนแรงหรือเวียนศีรษะในเช้าวันถัดมา ถึงแม้ว่าจะรับประทานอาหารอย่างเพียงพอก็ตาม นอกจากนี้ ในช่วงที่ร่างกายกำลังกำจัดแอลกอฮอล์ การใช้ไขมันเป็นพลังงานจะถูกยับยั้งชั่วคราว และสารอาหารอื่นจากมื้อเดียวกันมีแนวโน้มถูกเก็บสะสมมากขึ้น เช่น หากรับประทานอาหารไขมันสูงร่วมกับการดื่ม พลังงานส่วนเกินอาจถูกเก็บในรูปไตรกลีเซอไรด์ได้ง่ายขึ้น

👉(แอบอธิบายเพิ่มว่า…) เนื่องจากร่างกายมองเอทานอลเป็น “สารพิษ” มากกว่าเป็น “สารอาหาร” ดังนั้นจึงต้องเร่งกำจัดทันทีผ่านตับ ไม่สามารถเก็บไว้ใช้พรุ่งนี้เหมือนไกลโคเจนหรือไขมันได้ และเมื่อร่างกายมัวแต่เผาผลาญเอทานอลอยู่ ไขมันที่ถูกกินไปพร้อมกับแอลกอฮอล์ก็จะไม่ถูกเผาผลาญในขณะนั้น + ฤทธิ์ของอินซูลินที่ได้จากคาร์โบไฮเดรตที่กระตุ้นการเก็บพลังงาน ส่งผลให้ไขมันจากมื้ออาหารนั้นๆมีแนวโน้มถูกเก็บสะสมเป็นไตรกลีเซอไรด์ได้ง่ายขึ้น
⚠️อันนี้เข้าใจแล้วเนอะว่า…ถึงแอลกอฮอล์ให้พลังงานก็จริง แต่เอาไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ไง แถมพาพวกพ้องเปลี่ยนไปเก็บเป็นไขมันกันหมดอีก…ร้ายจริงๆ 👻

✅ในผู้ที่ดื่มเรื้อรัง จะมีการกระตุ้นระบบ Microsomal Ethanol Oxidizing System (MEOS) ทำให้เผาผลาญเร็วขึ้นบางส่วน แต่แลกกับความเครียดออกซิเดชันที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงต่อความเสียหายของตับ ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการฝึกระยะยาว
⚠️ดังนั้น จากกระบวนการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้ทุกครั้งที่นักกีฬาดื่มแอลกอฮอล์ร่างกายจะถูกรบกวนและทำให้การทำงานโดยปกติต้องเปลี่ยนแปลงไป

6️⃣ แอลกอฮอล์...มันร้าย! เค้ารู้กันนานแล้ว ต้นเหตุศึกในบ้านอ่อนแรง ศึกนอกบ้านอ่อนล้า ~ไม่ว่าบนเตียงหรือที่ระเบียงก็ไม่ไหว

ในบทประพันธ์ของวิลเลียม เชกสเปียร์ มีตอนหนึ่งกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า...
🧔‍♂️Macduff: What three things does drink especially promote?
(เครื่องดื่ม (แอลกอฮอล์) ส่งเสริมอะไรเป็นพิเศษบ้าง?)
💁🏻‍♂️Porter: Marry sir, nose-painting, sleep, and urine. Lechery, sir, it provokes and unprovokes; it provokes the desire, but it takes away the performance...

✅Nose-painting — หน้าแดง จมูกแดง (สื่อถึงการขยายหลอดเลือดจากแอลกอฮอล์),
✅Sleep — ทำให้ง่วง
✅Urine — ปัสสาวะบ่อย
💔ในแง่ของสมรรถภาพ อาจจะช่วยกระตุ้นความต้องการทางเพศ แต่ลดความสามารถในการปฏิบัติการ*
⚠️แหม! หนุ่มๆหากจะมีภารกิจที่หนักทั้ง intensity และ duration แอดฯอาจจะแนะนำว่าให้งดไปก่อนดีไหม (ด้วยความปรารถนาดีล้วนๆ) 😍

📌มาต่อเรื่องผลต่อสมรรถภาพทางกีฬาดีฟ่า...
⚡️ผลกระทบต่อสมรรถภาพมีลักษณะ dose–response กล่าวคือ “ดื่มปริมาณมากขึ้น ผลกระทบ/ผลเสียมากขึ้น” และขึ้นกับลักษณะกีฬา

✅ กีฬาที่เน้นกำลังและพลัง เช่น การยกน้ำหนักหรือสปรินต์ อาจไม่เห็นผลชัดต่อค่าแรงสูงสุด (maximal strength) เมื่อดื่มปริมาณต่ำ
⚠️ แต่หากดื่มในปริมาณมาก อาจลดความสามารถในการรวบรวมแรงของกล้ามเนื้อ (motor unit recruitment) ทำให้แรงโดยรวมลดลง และลดความแม่นยำของการควบคุมแรง

✅ กีฬาที่ต้องใช้กำลังระเบิด (power) มักลดลงก่อน ตัวอย่างเช่น นักกีฬาสปรินต์อาจยังยกน้ำหนักได้ใกล้เคียงเดิม แต่ความเร็วช่วงออกตัวลดลงเล็กน้อยซึ่งเพียงพอให้เวลาแย่ลง ทั้งนี้เนื่องจากต้องอาศัยความเร็วในการส่งสัญญาณประสาทในการหดตัวของเส้นใยกล้ามเนื้อชนิดเร็ว (Type II fibers) และการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อ
⚠️ แอลกอฮอล์จะไปชะลอการนำกระแสประสาทและลดอัตราการหดตัว จึงลดความสามารถในการสร้างพลังระเบิดได้ชัดเจนกว่า

✅ กีฬาประเภทที่ต้องใช้ความทนทาน/อดทนที่ต้องใช้พลังงานต่อเนื่องยาวนาน เช่น ปั่นจักรยานระยะไกล
⚠️อาจได้รับผลจากการรบกวนสมดุล NADH/NAD⁺ ในตับ ภาวะขาดน้ำและการเติมไกลโคเจนที่ลดลง ทำให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายลดลงแม้ความสามารถทางสรีรวิทยาจะยังไม่ถึงขีดจำกัดสูงสุด

✅ส่วนกีฬาที่เน้นทักษะ เช่น เทนนิส ฟุตบอล หรือยิงปืน มีความไวต่อแอลกอฮอล์มากที่สุด แม้จะดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณไม่สูงมาก
⚠️การกดการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็กๆ (fine motor control) และการประมวลผลข้อมูล จะทำให้การตอบสนองต่อปฏิกิริยาช้าลง ความแม่นยำลดลง และการประเมินสถานการณ์บกพร่อง

⚽️ ตัวอย่างเช่น นักฟุตบอลอาจช้าลงเพียง 0.2 วินาทีในการตัดสินใจส่งบอล แต่เพียงเท่านี้ก็อาจเปลี่ยนผลการแข่งขันได้ เนื่องจากในกีฬากลุ่มนี้ ผลกระทบด้านสติปัญญาและการควบคุมการเคลื่อนไหวมักมีความสำคัญมากกว่าการเปลี่ยนแปลงด้านกำลังหรือพลังงาน เนื่องจากความสำเร็จของผลงานขึ้นกับความถูกต้องและการตัดสินใจมากกว่าปริมาณแรงที่ผลิตได้

7️⃣ พิษ = พิษ ดื่มตอนไหนก็ “ผิด” ทั้งนั้น
✅การดื่มก่อนการแข่งขัน: ส่งผลโดยตรงต่อการประมวลผลข้อมูล การควบคุมการเคลื่อนไหว และความแม่นยำในขณะนั้น จึงกระทบสมรรถภาพเฉียบพลันโดยเฉพาะในกีฬาที่ต้องการทักษะสูง

✅การดื่มหลังการแข่งขัน: แม้ไม่ลดสมรรถภาพในทันที แต่รบกวนกระบวนการฟื้นตัวผ่านหลายกลไก ได้แก่
⚠️การสังเคราะห์โปรตีนกล้ามเนื้อ: แอลกอฮอล์ลดอัตราการสร้างโปรตีน ซึ่งจำเป็นต่อการซ่อมแซมและปรับตัวของกล้ามเนื้อหลังการฝึก
⚠️การเติมไกลโคเจน: หากแอลกอฮอล์แทนที่การบริโภคคาร์โบไฮเดรต การฟื้นฟูไกลโคเจนอาจลดลงอย่างมาก โดยพบว่าสามารถลดลงได้ถึงประมาณครึ่งหนึ่งในช่วง 8 ชั่วโมงแรกหลังออกกำลังกายที่ทำให้ไกลโคเจนหมด
⚠️สมดุลพลังงาน: ร่างกายให้ความสำคัญกับการเผาผลาญแอลกอฮอล์ก่อน ทำให้การใช้และกักเก็บซับสเตรตพลังงานอื่นถูกรบกวน
⚠️คุณภาพการนอน: แม้แอลกอฮอล์อาจช่วยให้หลับเร็วขึ้น แต่ลดสัดส่วนการนอนหลับลึก (deep sleep) และรบกวนโครงสร้างการนอน ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการหลั่งฮอร์โมนและการฟื้นฟูร่างกาย

🍻ตัวอย่างเช่น นักกีฬาที่ดื่มหนักหลังแข่งอาจรู้สึกหลับง่าย แต่ช่วงหลับลึกลดลง ทำให้วันถัดมาความพร้อมในการฝึกต่ำลง

8️⃣ อยากเล่นกับ “ไฟ”🔥 ต้องมีความรู้กำกับ มีศิลปะกำหนด และไม่ก้าวล่วงเส้น
✅ในบริบทของสมรรถภาพกีฬา คำตอบที่ปลอดภัยที่สุดคือ “ไม่ดื่ม” อย่างไรก็ตาม ในโลกความเป็นจริง แอลกอฮอล์มักเกี่ยวข้องกับบริบททางสังคม การเฉลิมฉลอง หรือกิจกรรมทีม
📌ดังนั้นคำถามเชิงปฏิบัติที่สำคัญกว่าคือ หากจะดื่ม จะจัดการอย่างไรให้ร่างกายถูกรบกวนน้อยที่สุด ศิลปะของการดื่มจึงไม่ใช่เรื่องของปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “เวลา ปริมาณ บริบท และการชดเชย”

🔥เคารพช่วงเวลา (Respect the Timing)
🍻ช่วง 24–48 ชั่วโมงก่อนการแข่งขันหรือการฝึกหนัก เป็นช่วงที่ร่างกายต้องการการเติมไกลโคเจน ฟื้นฟูระบบประสาท ซ่อมแซมกล้ามเนื้อ รักษาสมดุลน้ำ นอนหลับคุณภาพสูง แอลกอฮอล์รบกวนทุกกระบวนการข้างต้น แม้ในปริมาณที่รู้สึกว่า “ไม่มาก” ก็ตาม
⚠️ ตัวอย่าง: หากแข่งขันเช้าวันอาทิตย์ การดื่มคืนวันเสาร์แม้เพียง 1–2 ดื่มมาตรฐาน อาจลดคุณภาพการนอน ทำให้การตัดสินใจและเวลาปฏิกิริยาเช้าวันแข่งด้อยลง
✅ หลักปฏิบัติ: เว้นอย่างน้อย 48 ชั่วโมงก่อนการแข่งขันสำคัญ

🔥เข้าใจปริมาณจริง ไม่ใช่แค่ “จำนวนแก้ว”
🍻หัวใจของการควบคุมผลกระทบคือการควบคุม “กรัมของเอทานอล” ไม่ใช่จำนวนแก้ว
✅แนวทางลดผลกระทบ: ผู้หญิง: ไม่เกิน ~1 standard drink ผู้ชาย: ไม่เกิน 1–2 standard drinks
⚠️หลีกเลี่ยงการดื่มแบบ binge (ดื่มมากในเวลาสั้น) การดื่ม 1 กระป๋องหลังวันพัก ≠ การดื่ม 5–6 กระป๋องในคืนเดียว แม้เฉลี่ยรายสัปดาห์จะใกล้กัน แต่ผลต่อ recovery ต่างกันมาก

🔥อย่าให้แอลกอฮอล์แทนที่การฟื้นตัว
⚠️ หลังฝึกหนัก ร่างกายต้องการ: คาร์โบไฮเดรต 1–1.2 กรัม/กก./ชม. ในช่วงแรก โปรตีนคุณภาพดี 20–40 กรัม หากดื่มแทนเครื่องดื่มฟื้นตัว เช่น ดื่มเบียร์ทันทีหลังซ้อม จะทำให้การเติมไกลโคเจนลดลง การสังเคราะห์โปรตีนกล้ามเนื้อลดลง ทำให้ recovery window หรือ ช่วงเวลานาทีทองของการชดเชยสูญเสียประสิทธิภาพไป
✅แนวทางที่เหมาะสมกว่า: ฟื้นตัวให้ครบก่อน (กินอาหารให้พอ ดื่มน้ำให้พอ) แล้วจึงพิจารณาดื่มในปริมาณจำกัดภายหลัง

🔥ดื่มพร้อมอาหาร ไม่ดื่มขณะท้องว่าง
🍻การดื่มขณะท้องว่างทำให้เอทานอลดูดซึมเร็ว ระดับ BAC พุ่งเร็ว และผลกระทบต่อระบบประสาทชัดเจน
✅ตัวอย่าง: ดื่มสุรา 1 ช็อตขณะท้องว่าง → เวียนศีรษะเร็ว ดื่มพร้อมมื้ออาหาร → การดูดซึมช้าลง ทำให้ระดับ BAC สูงสุดต่ำกว่า
⚠️แม้ผลกระทบทางเมแทบอลิซึมยังคงมีอยู่ แต่ความรุนแรงเฉียบพลันจะลดลง

🔥เข้าใจธรรมชาติของแม่นาง
🍻แอลกอฮอล์ให้พลังงาน (7 kcal/กรัม) แต่ร่างกายไม่สามารถเก็บไว้ใช้ภายหลังได้ และจะให้ความสำคัญกับการกำจัดก่อนเสมอ
⚠️กระบวนการนี้รบกวน: การสร้างกลูโคส การใช้ไขมัน การสังเคราะห์โปรตีน คุณภาพการนอน
✅ ดังนั้น “ดื่มเพื่อเติมพลัง” เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องงงงง!!! (ถ้าแอดฯได้ยิน จะสั่งโบยทันที 200 ทีแบบไม่ปรานี ข้อหาไม่ตั้งใจเรียน)

📌ศิลปะการดื่ม ไม่ใช่การท้าทายขีดจำกัด แต่คือการรู้จักขีดจำกัดของตัวเอง เข้าใจธรรมชาติของแอลกอฮอล์ ยอมรับผลของมันต่อร่างกาย และเลือกให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ หากเป้าหมายคือสมรรถภาพสูงสุด บางช่วงเวลาของชีวิตนักกีฬา “การงด…อาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด”

ท้ายที่สุด…ขอปิดด้วยบทประพันธ์จาก “นิราศภูเขาทอง” ของกวีเอกไทย “สุนทรภู่” ที่ว่า
“ไม่เมาเหล้าแต่เรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน”

แอลกอฮอล์ที่ว่าแรง ก็ยังแซง “ความคิดถึง” ที่เรามีให้เธอไม่ได้เลย เพราะบางความเมา…ไม่ได้อยู่ในแก้ว แต่อยู่ในใจ 💔

ที่อยู่

อาคารศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา
Bangkok
10240

เบอร์โทรศัพท์

+6621867111

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สมาคมกีฬาเวชศาสตร์แห่งประเทศไทยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง สมาคมกีฬาเวชศาสตร์แห่งประเทศไทย:

แชร์